ศาลอาญาออกหมายจับมือฆ่าสาวท้องแฝด 5 เดือน และสามี รวม 4 ศพ สยองไต้หวัน จ่อประสานตำรวจพม่าช่วยล่าตัว พ่อผู้ต้องหาไม่เชื่อลูกชายเป็นคนก่อเหตุวอนเข้ามอบตัว ขณะที่พี่ชายเหยื่อเข้าให้ข้อมูลเพิ่มที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันปมเงิน 8 แสน ทอง 15 บาท ที่ผู้ต้องหาหยิบยืมไป เชื่อทำเป็นขบวนการ ไม่ได้ลงมือตามลำพัง หลังก่อเหตุใช้เวลาแค่ 8 ชั่วโมง ก็ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับถึงไทย จี้รีบมอบตัวให้ตำรวจไทยคุ้มครองหากไม่ใช่ฆาตกรตัวจริง
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 14 มิ.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย และตำรวจไต้หวัน ขอความร่วมมือมายังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อขอให้ติดตามจับกุมนายสันติ ศุภอภิรดีไพลิน อายุ 35 ปี ผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมนายประเสริฐ โนราษ และน.ส.พจนีย์ แซ่หลี่ ภรรยา ที่กำลังตั้งท้องลูกแฝด 5 เดือน เสียชีวิตรวม 4 ศพ ที่ไต้หวัน ก่อนหลบหนีกลับมาประเทศไทย ว่า พนักงานสอบสวนขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับนายสันติ จนอนุมัติออกหมายจับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
พล.ต.ท.จิรภพกล่าวว่า แม้ว่าจะเป็นการกระทำผิดนอกราชอาณาจักร แต่เนื่องจาก ผู้กระทำผิดเป็นคนไทย และหลบหนีกลับมาเข้ามาอยู่ในประเทศ รวมถึงพ่อแม่หรือลูกของผู้เสียชีวิตแจ้งความร้องทุกข์จึงดำเนินการตามกฎหมายไทยได้ปกติ ไม่จำเป็นต้องส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ไต้หวัน ตามหลักข้อกฎหมายอาญา มาตรา 8 (ก) “ผู้ใดกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร และผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนไทย และรัฐบาลแห่งประเทศที่ความผิดได้เกิดขึ้น หรือผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ ฯ”
พล.ต.ท.จิรภพกล่าวต่อว่า สำหรับการติดตามตัวได้สั่งการให้ทีมสืบสวน กก.1 บก.ป. และ กก.4 บก.ป. ร่วมกันลงพื้นที่สืบหาเบาะแส พร้อมประสานหน่วยงานต่างๆ เฝ้าระวังชายแดนติดต่อประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเชื่อว่าอาจยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศ ส่วนจะมีผู้ก่อเหตุคนอื่นร่วมกระทำผิดด้วยหรือไม่นั้น ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจไต้หวันเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่จากข้อมูลที่ได้รับการประสานมา ขณะนี้ผู้ก่อเหตุยังมีแค่นายสันติเพียงคนเดียว
วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช. ภาค 5 เผยความคืบหน้าการติดตามจับนายสันติว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสแกนหาตัวผู้ต้องหาทุกพื้นที่ ส่วนกรณีได้ตัวมาแล้วจะดำเนินในไทยหรือส่งตัวไปให้ไต้หวันนั้น ขณะนี้มีการร้องทุกข์ และขออนุมัติหมายจับในประเทศไทย น่าจะมีการสอบสวนคดีในประเทศไทย
ส่วนจะส่งตัวต่อให้กับทางไต้หวันดำเนินคดีหรือไม่นั้นต้องดูพนักงานสอบสวน บก.ป.อีกครั้ง คดีนี้เป็นการกระทำผิดนอกราชอาณาจักร ผู้กระทำผิดเป็นคนไทย และพ่อของผู้ตายมาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีในประเทศไทย และศาลอนุมัติหมายจับให้เรียบร้อย คดีนี้คาดว่าน่าจะมีการดำเนินคดีในประเทศไทย อีกอย่างไต้หวันไม่มีสนธิสัญญาส่งคนร้ายข้ามแดน ใน 150 ประเทศที่มีสนธิสัญญา ส่วนผู้ต้องหานั้นจะออกไปต่างประเทศแล้วหรือไม่นั้นมีสิทธิเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้เหมือนกัน ฝากไปยังญาติของผู้ต้องหา หากเจอผู้ต้องหาหรือประสานติดต่อได้ขอให้รีบเข้ามอบตัว
รายงานแจ้งว่า สำหรับกฎหมายไต้หวันมีบทลงโทษผู้กระทำผิดในข้อหาฆ่าคนตายสูงมาก โดยยิงเป้าประหารชีวิตสถานเดียว ล่าสุดหมายจับนายสันติถูกส่งให้ตำรวจทั่วประเทศแล้ว รวมทั้งส่งไปในระบบในการเดินทางออกนอกประเทศ ส่วนผู้ต้องหานั้นทางตำรวจชุดติดตามคาดน่าจะหนีออกนอกประเทศพม่าไปก่อนหน้านั้นแล้ว ผ่านช่องด่านอรุโณทัย เขตติดต่ออ.ไชยปราการ และอ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เตรียมประสานตำรวจเมียนมาช่วยตามล่าตัว

หมายจับ – บ้านซึ่งนายสันติ หรือหวัง ศุภอภิรดีไพลิน (ภาพเล็ก) ขับรถวอลโว่มา เข้าพัก ที่อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ก่อนหลบหนีไป ขณะที่พ่อวิงวอนลูกชายมอบตัว หลังศาลอนุมัติหมายจับคดีฆ่า 4 ศพที่ไต้หวัน เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.
ด้านนายสุชาติ ศุภอภิรดีไพลิน อายุ 63 ปี บิดาของนายสันติเผยว่า ลูกชายขับรถกลับมาถึงบ้านเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ช่วงเวลาประมาณ 3 ทุ่มกว่า และนอนอยู่ที่บ้านกับลูกๆ อีก 2 คนที่บ้าน ตอนเช้าออกไปส่งลูกที่โรงเรียนในหมู่บ้าน ตอนลูกชายกลับมายังไม่ทราบถึงข่าวที่เกิดขึ้นและหลังจากนั้นลูกชายออกไปตอนไหนก็ไม่รู้ พอทราบเรื่องนี้ถึงกับเข่าอ่อน ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น ถ้าถามเป็นความรู้สึกของพ่อ ไม่เชื่อว่าลูกจะเป็นผู้ก่อเหตุ อยากฝากว่าถ้าลูกได้ดูข่าวอยากให้ออกมามอบตัว เพราะตอนนี้ติดต่อลูกไม่ได้เช่นกัน
“ลูกชายของตนออกจากบ้านไปตอนไหนไม่ทราบ โดยทิ้งรถยนต์ไว้ที่บ้านขนเพียงกระเป๋าเดินทางไปเท่านั้น พยายามโทรศัพท์ติดต่อแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ส่วนตัวไม่อยากจะเชื่อว่าลูกชายก่อเหตุเพียงลำพังเพราะได้เห็นกล้องวงจรปิดจากข่าวที่ไต้หวันเห็นเขาขับรถไปมาจอดไว้ที่เกิดเหตุ ซึ่งไม่น่าจะทำเพียงคนเดียวได้ แต่ถ้าลูกชายทำผิดจริงก็ลูกสึกผิดหวังมากเพราะครอบครัวผู้ตายมีบุญคุณดูแลเขาให้ที่อาศัยมีตอนที่เขาเพิ่งไปอยู่ไต้หวันและรักเขาเหมือนกับคนในครอบครัว ยอมรับว่ากังวลว่าลูกชายจะต้องรับโทษเพราะว่าบทลงโทษที่ไต้หวันค่อนข้างรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต แต่ผิดก็ต้องว่าไปตามผิด” นายสุชาติกล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า ภายในบ้านของนายสุชาติ พบรถยนต์วอลโว่ สีนํ้าตาล ทะเบียน กษ 5668 เชียงใหม่ ที่นายสันติขับกลับมาที่บ้านเกิด โดยภาพกล้องวงจรปิดจับภาพรถคันดังกล่าวเอาไว้ได้
เพื่อนบ้านของนายสันติเปิดเผยว่า ลูกของตนเป็นเพื่อนกับลูกนายสันติ ซึ่งมาเล่นด้วยกันเป็นประจำ โดยเห็นเขากลับมาตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา และไปรับส่งลูกช่วงเย็นวันที่ 9 มิ.ย. ก่อนจะหายตัวไป ซึ่งลูกชายนายสันติยังมาบอกว่าดีใจที่พ่อกลับมาหาที่บ้าน เพราะไม่เจอพ่อมานานหลายปีแล้ว
ด้านเพื่อนสนิทของนายสันติเปิดเผยว่า เขารู้จักกับนายสันติและ น.ส.พจนีย์มาตั้งแต่เด็กๆ ปกติแล้วนายสันติเป็นคนเงียบๆ ไม่มีพิษมีภัย ไม่น่าเชื่อว่านายสันติจะลงมือก่อเหตุ แต่ยอมรับว่าช่วงก่อนที่นายสันติจะไปทำงานที่ไต้หวันและเปิดบริษัททัวร์เคยมีปัญหาเรื่องเงิน ยืมเงินเพื่อนติดหนี้หลายคนเชิงชักชวนหลอกไปลงทุนและไม่ได้เงินคืน เป็นแต่ละคนหลักแสนบาท รวมถึงติดหนี้น.ส.พจนีย์กว่า 1 ล้านบาท และเคยมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันด้วย ยังแปลกใจว่านายสันติไปอยู่กับ น.ส.พจนีย์ที่ไต้หวันได้อย่างไร และปมก่อเหตุคาดว่าน่าจะมาจากปัญหาหนี้สิน
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายยิ่งยศ แซ่หลี่ อายุ 38 ปี พี่ชายน.ส.พจนีย์เข้าพบ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากทราบว่าศาลอาญาออกหมายจับนายสันติแล้ว พร้อมเผยว่า นายสันติเป็นผู้ก่อเหตุจริง เนื่องจากมีพยานหลักฐานชัดเจน โดยเฉพาะมูลเหตุที่เกี่ยวข้องกับการยืมเงินของน้องสาวเป็นเงิน 8 แสนบาท และสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 15 บาท ที่ยังไม่ได้คืน ก่อนหน้านี้มีการทวงถามโดยให้ทนายความเข้ามารับรู้และเป็นคนกลางในการเจรจา โดยใช้วิธีโทรศัพท์ทั้งสามฝ่ายไปหาที่ไต้หวัน
“ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. เวลาประมาณ 20.00 น. โทรศัพท์ไปพูดคุยกับน้องสาวเป็นครั้งสุดท้าย น้องยังบอกว่ากำลังจะพาแม่กับน้องสาวไปหาหมอ และจะไปเจรจาเรื่องทรัพย์สิน เนื่องจากนายสันติเป็นคนนัดหมายให้ไปหา ก่อนจะเดินทางไปกับสามีแล้วหายตัวไป ส่วนตัวได้บอกให้ระมัดระวังตัว เนื่องจากมีการเจรจามานานแล้วแต่ยังไม่ได้เงินคืน หลังจากนั้นก็เกิดเหตุ และมาทราบอีกครั้งว่านายสันติหลบหนีเข้าประเทศไทย” พี่ชายเหยื่อสาวตายทั้งกลมกล่าว
นายยิ่งยศกล่าวว่า เชื่อว่านายสันติไม่ได้ก่อเหตุเพียงคนเดียว เนื่องจากผู้เสียชีวิตมี 2 คน และมีร่างกายค่อนข้างใหญ่ การจะถูกอุ้มขึ้นรถคงเป็นเรื่องยาก และนายสันติเป็นคนที่มีเพื่อน และรู้จักบุคคลอื่นจำนวนมาก เชื่อว่าจะมีการช่วยเหลือและวางแผนก่อเหตุ เนื่องจากเมื่อเกิดเหตุแล้วใช้เวลาเพียง 8 ชั่วโมง ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับไทย ก่อนที่จะมีรถยนต์ของครอบครัวมารับที่สนามบิน
สำหรับเบาะแสหลังจากนายสันติกลับไทยแล้ว มีผู้พบเห็นว่าอยู่ในหมู่บ้านที่ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ และเชื่อว่าหลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้านแล้ว เนื่องจากครอบครัวของนายสันติเป็นคนกว้างขวางในพื้นที่ และบ้านยังอยู่ไม่ไกลจากชายแดน หากต้องการออกไปไม่ใช่เรื่องยาก ทั้งนี้ส่วนตัวรู้จักกับนายสันติเป็นอย่างดีเมื่อครั้งที่อยู่ในไทย รวมทั้งน้องสาวยังเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถมศึกษา ก่อนที่จะชักชวนกันไปทำงานที่ไต้หวัน โดยไปขายอาหารและผลไม้ให้กับแรงงาน รวมทั้งเป็นผู้แนะนำคนไทยที่สนใจไปทำงานที่ไต้หวันว่าควรติดต่อกับบริษัทใด ขอฝากถึงนายสันติ หากเห็นว่าตัวเองไม่ใช่เป็นผู้ก่อเหตุขอให้ออกมาชี้แจงความจริงหรือมอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าที่นี่มีความปลอดภัย