เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่นิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ศูนย์ราชการ พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม รับมอบหลักฐานผ้าสีขาวที่พบคราบเลือดของมนุษย์แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นคราบเลือดของแตงโมหรือไม่ คาดใช้เวลาประมาณ 20 วันจึงจะสามารถตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ได้แล้วเสร็จ
ทั้งนี้ นายสมชาย แสวงการ ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมพ.ต.ท.พเยาว์ ทองเสน รองอธิบดีดีเอสไอ และคณะพนักงานสอบสวน ส่งมอบพยานหลักฐานให้กับพ.ต.อ.ทรงศักดิ์ เพื่อให้รับดำเนินการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ หลักฐานผ้าสีขาวในคดีการเสียชีวิตของแตงโม-น.ส.ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ ที่มีบุคคลส่งมาให้ คณะกรรมาธิการ ซึ่งหลักฐานชิ้นนี้พนักงานสอบสวน บช.ภ.1 ไม่รับไว้ตรวจสอบ
พ.ต.อ.ทรงศักดิ์เปิดเผยว่า หลักฐานที่ได้รับเป็นเสื้อ และจะนำเข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการการตรวจดีเอ็นเอ รวมถึงการตรวจสอบวัตถุแปลกปลอมอื่นๆ เช่น เส้นผม ใบไม้ หรือคราบต่างๆ ที่พบจากเสื้อด้วยกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ และคาดจะใช้เวลา 20 วันจึงจะทราบผล
ด้านน.ส.สุภาภรณ์ นิปวณิชย์ อัยการจังหวัดนนทบุรี กล่าวถึงข่าวที่อัยการจังหวัดนนทบุรีไม่รับวัตถุพยานเรื่องผ้าคาดเอวสีขาวเพื่อตรวจพิสูจน์ไว้ในสำนวนการสอบสวน ทำให้กมธ.สิทธิฯ วุฒิสภาส่งผ้าคาดเอวผืนดังกล่าวไปให้กับทาง DSI นั้นว่า คงเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้รับข่าวสาร ตนขอทำความเข้าใจในเรื่องของการรับวัตถุพยานใดๆ ที่จะนำมาใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลนั้น โดยหลักแล้วพยานหลักฐานนั้นจะต้องเป็นพยานที่เกิดขึ้นโดยชอบ เพื่อให้ศาลรับฟังเป็นพยานในส่วนของพนักงานอัยการ ซึ่งพยานหลักฐานต้องผ่านกระบวนการ สอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมาย อำนาจฟ้องคดีของพนักงานอัยการ
“สำหรับในส่วนของวัตถุใดๆ ตามกฎหมายยังไม่เปิดช่องให้อัยการไปรับวัตถุใดๆ ด้วยตนเอง ซึ่งอัยการจะกระทำสิ่งใดเกินอำนาจหน้าที่มิได้ โดยเฉพาะเรื่องวัตถุหรือพยานใดๆ จากต่างประเทศ ที่จะใช้ในชั้นศาล การสอบสวนต้องดูวิธีการได้มาโดยชอบหรือไม่ เพราะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 ดังนั้น อำนาจฟ้องคดีของอัยการต้องผ่านการสอบสวนโดยชอบ ส่วนถ้าบุคคลภายนอก หรือผู้มีส่วนได้เสียประสงค์จะให้อัยการรับฟังหรือดำเนินการอะไร ตามปกติมีช่องทางในการร้องขอความเป็นธรรม อยู่แล้ว โดยมีหนังสือเข้ามา ทางอัยการก็ดูว่าเป็นประเด็นสำคัญที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้หรือไม่ในการพิจารณา”