‘บิ๊กตู่’สั่งศึกษาข้อกฎหมายก่อนชัชชาติ-นายกพัทยาร่วมประชุมปรับ77จว.เป็นสีเขียวทั่วประเทศยกเลิก‘ไทยแลนด์พาส’เริ่ม1กค.

ศบค.ชุดใหญ่ถกผ่อนคลายมาตรการโควิด ‘ชัชชาติ’พร้อมนายกเมืองพัทยาเข้าร่วมด้วย ที่ประชุมมีมติปรับ 77 จว. เป็นพื้นที่สีเขียว ทั่วประเทศยกเลิกไทยแลนด์พาสทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย ไฟเขียวถอดแมสก์ได้ในที่โล่ง แต่กลุ่ม 608-ติดเชื้อ-กลุ่มเสี่ยงยังต้องใส่ ส่วนคนทั่วไปผ่อนคลายตามสมัครใจ เริ่ม 1 ก.ค. ยังไม่เคาะเปิดสถานบันเทิงถึงตี 2 ให้เลขาฯ สมช.ศึกษาข้อกฎหมายรองรับก่อน ยอดป่วยใหม่ต่ำกว่า 2 พัน เสียชีวิต 19 ราย สธ.ปรับแจ้งเตือนภัยโควิดเป็นระดับ 2 ทั่วประเทศ ระบุกลุ่ม 608-รับวัคซีนไม่ครบ ควรงดเข้าสถานบันเทิง “สปสช.”มีมติจ่าย 4 แสนเยียวยานร.ม.6 ฉีดวัคซีนแล้วเสียชีวิต

‘ชัชชาติ-ปรเมศวร์’ร่วมถกศบค.
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 มิ.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค.ชุดใหญ่ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม รวมถึงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. และนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ที่เข้าร่วมประชุมเป็นครั้งแรก

ต่อมาเวลา 11.25 น. พล.อ.ประยุทธ์เชิญพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข นายชัชชาติและนายปรเมศวร์ ร่วมแถลงข่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นอีกวาระหนึ่งที่มีการประชุมศบค.ชุดใหญ่ เพื่อจะอนุมัติ อนุญาตปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ หลักการต่างๆ มากมายหลายประการ ล้วนแต่ที่เราพยายามปรับแก้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งสถานการณ์การแพร่เชื้อการติดเชื้อการเสียชีวิตก็ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ และวันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้พบปะกับนายกเมืองพัทยา และผู้ว่าฯกทม. ซึ่งได้พูดคุยกันแล้วว่าเราจะร่วมมือกันทำงานที่เราต้องรับผิดชอบกันด้วยความร่วมมือกันอย่างครบถ้วนในทุกๆ เรื่อง ตนพูดคุยกับท่านเพราะรู้จักท่านดีอยู่แล้ว วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้แนะนำทั้ง 2 ท่านให้ที่ประชุมศบค.ด้วย ซึ่งก็คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว มีปัญหาอะไรทั้งสิ้นในการทำงาน ช่วยกันทำทุกอย่างให้พี่น้องประชาชนของเราทั้งประเทศ และวันนี้ที่เชิญมาพิเศษคือนายกเมืองพัทยา เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และในส่วนของกทม. ถือเป็นปกติที่มาร่วมประชุมกันอยู่แล้ว ช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงการเลือกตั้งที่ส่งปลัดกทม.รักษาการมาแทน ก็เข้าใจกันทั้งหมดแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น วันนี้เราต้องเดินหน้าประเทศไปด้วยกัน

จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์เปิดโอกาสให้ นายชัชชาติสัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ส่วน รายละเอียดปลีกย่อยฝ่ายประชาสัมพันธ์จะเป็นผู้ชี้แจงสื่อมวลชน

ผู้ว่าฯกทม.พร้อมร่วมมือรัฐบาล
นายชัชชาติกล่าวว่า วันนี้ตนเป็นผู้เข้าร่วมประชุมก็พร้อมดำเนินการร่วมกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพราะเราต้องทำงานร่วมกันอยู่แล้ว ในส่วนของมติศบค.ก็มีความผ่อนคลายขึ้น คิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สถานการณ์โควิดจะคลี่คลายลง และเราพร้อมจะดำเนินงานทุกอย่างกับทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนรายละเอียดให้ทางศบค.เป็นผู้ชี้แจง

ด้านนายปรเมศวร์กล่าวว่า ขอกราบขอบพระคุณนายกฯ ที่ได้เชิญเมืองพัทยามาร่วมประชุมในศบค.ชุดใหญ่และรับทราบถึงการพยายามดำเนินการแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้องดีที่สุด ในส่วนของเมืองพัทยาก็ต้องการจะส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ซึ่งจะได้นำเสนอต่อที่ประชุมศบค.ต่อไป ทั้งนี้ที่ประชุมศบค.มีแนวโน้มการพิจารณาการผ่อนคลายการสวมหน้ากากอนามัย ในพื้นที่เมืองพัทยาเกินกว่าที่เสนอไปบนชายหาดและสวนสาธารณะ ซึ่งเป็นการผ่อนคลายใส่หรือถอดหน้ากากตามความสมัครใจ โดย ศบค.เตรียมข้อมูลที่กว้างขวางกว่าที่เสนอ ขอให้รอผลการประชุมว่าจะพิจารณาอย่างไร รวมถึงการควบคุมเวลาเปิดปิดของสถานประกอบการผับบาร์คาราโอเกะให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งในพื้นที่สถานบันเทิงยังมีความจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยอยู่ และเบื้องต้นแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยในทุกสถานที่ แต่ในบางพื้นที่เป็นสิทธิ์ที่จะสามารถถอดได้ตามความสมัครใจ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวว่าสถานประกอบการในพื้นที่เมืองพัทยาเปิดเกินเวลา นายปรเมศวร์กล่าวว่า ส่วนนี้ต้องดูแลและเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะก่อนที่จะผ่อนคลายมาตรการก็อนุญาตให้เปิดถึงเที่ยงคืนเท่านั้น และหลังจากประชุมวันนี้จะมีข้อกำหนดที่ชัดเจนมากขึ้น วันนี้เดินทางมาร่วมประชุมศบค.และพบปะกับนายกฯ เนื่องจากท่านให้เกียรติอย่างมากกับเมืองพัทยาและกทม.ที่จะทำงานร่วมกัน ซึ่งเมืองพัทยาจะเน้นเรื่องการท่องเที่ยว จึงอยากให้มาตรการต่างๆ มีการผ่อนปรน สร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวให้กลับมา

ศบค.ยกเลิก‘ไทยแลนด์พาส’
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การ ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมศบค.เห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอขอยกเลิกหนังสือตม.6 ยกเลิกไทยแลนด์พาส ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ต้องกรอกไทยแลนด์พาสก่อนเข้าประเทศ และถอดหน้ากากอนามัยได้ในบางพื้นที่ โดยเน้นว่าอยู่ที่ความสมัครใจของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะในที่โล่ง และนักกีฬาที่ออกกำลังกายสามารถถอดหน้ากากอนามัยได้ ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.เป็นต้นไป ส่วนเรื่องวัคซีนจะให้ทางสายการบินเป็นผู้ตรวจแทน อย่างไรก็ตาม สำหรับพนักงานให้บริการสมควรที่จะให้ใส่หน้ากากอนามัยต่อไป รวมถึงการจัดงานเช่น คอนเสิร์ต ที่มีผู้ร่วมงานเกินกว่า 2,000 คน ให้ขออนุญาตก่อน และยังต้องสวมหน้ากากอนามัย

นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติให้ขยายระยะเวลาเปิดสถานบันเทิงไปถึงเวลา 02.00 น. ส่วนโรงแรมที่มีนักท่องเที่ยวพักอาศัย จากเดิมที่อนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตั้งแต่เวลา 14.00-17.00 น.นั้น ได้มีการปลดล็อกแล้ว โดยจะมีผลในวันที่ 1 ก.ค.เช่นกัน ขณะเดียวกัน ได้มีการประกาศให้พื้นที่ 77 จังหวัดเป็นพื้นที่ สีเขียวด้วย ภายหลังจากการผ่อนคลายมาตรการครั้งนี้แล้ว คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยวันละ 2.5 หมื่นคน ถึง 3 หมื่นคนต่อวัน และยังมั่นใจต่อไปว่าถึงสิ้นปีเราจะมีนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 7.5 ล้านคน แต่จะพยายามเร่งให้ได้ 10 ล้าน

ติดเชื้อต่ำ 2 พัน-เสียชีวิต 19
เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค.แถลงผลการประชุมศบค.ชุดใหญ่ว่า สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,967 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 1,963 ราย มาจากเรือนจำ 3 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 1 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 2,123 ราย อยู่ระหว่างรักษา 21,030 ราย อาการหนัก 598 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 288 ราย เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 19 ราย ยอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 4,494,880 ราย ยอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 4,443,428 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 30,422 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อ สะสม 543,091,611 ราย เสียชีวิตสะสม 6,338,021 ราย

นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า กรมควบคุมโรครายงานปลายเดือนพ.ค.ถึงก.ค. จะทราบว่าสถานการณ์จะไปอย่างไร ขณะนี้เราอยู่ในช่วงระยะหลังเกิดโรคติดต่อ โดยที่ประชุมได้รับทราบตามที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเสนอภาพการระบาดใน 77 จังหวัดว่า มี 50 จังหวัดมีทิศทางลดลงสอดคล้องกัน แต่มี 17 จังหวัดที่ตัวเลขลดลง แต่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ได้แก่ กทม. ภูเก็ต อุบลราชธานี ชัยนาท ตราด ยโสธร อำนาจเจริญ อุตรดิตถ์ สตูล ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี เพชรบุรี สมุทรสาคร กระบี่ และพิจิตร ทำให้ต้องมีมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังไม่ให้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะบอกว่าหมดการระบาดแล้วนั้นยังไม่เชิง ยังคาดการณ์กันว่าอาจจะมีการระลอกเล็กๆ เกิดขึ้นมาได้บ้าง จึงต้องเฝ้าระวัง ซึ่งขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันโรคที่หมายถึงการฉีดเข็มกระตุ้นและการสวมหน้ากาก เพราะการให้ถอดหน้ากากอาจทำให้เกิดการระบาดเล็กๆ ได้

ศบค.ปรับสีเขียว 77 จว.ทั่วปท.
นพ.ทวีศิลป์กล่าวด้วยว่า ที่ประชุม ศบค.เห็นชอบปรับพื้นที่สถานการณ์ทั่วราชอาณาจักรเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง หรือสีเขียว ทั้ง 77 จังหวัด และยกเลิกกำหนดพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว หรือสีฟ้า ทั้งประเทศ รวมถึงเห็นชอบข้อเสนอผ่อนคลายมาตรการป้องกันควบคุมโรคในประเทศ ได้แก่ ควรใส่หน้ากากตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่แออัด สถานที่ปิด หรืออยู่ใกล้ชิดกับคนจำนวนมาก การบริโภคสุราหรือแอลกอฮอล์ในพื้นที่เฝ้าระวังให้เปิดบริการได้ตามปกติ โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค กฎหมาย กฎ หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง สถานประกอบการประเภทสถานบันเทิงเปิดให้บริการและให้ผู้รับบริการดื่มแอลกอฮอล์ได้ถึงเวลา 24.00 น. โดยเปิดให้บริการตามกฎหมายเดิมกำหนด ผ่อนคลายให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวได้ตามปกติ ยกเลิกการคัดกรองด้วยเครื่อง วัดอุณหภูมิในอาคารสถานที่ แต่อาจให้มีการ คัดกรองอุณหภูมิในสถานที่เสี่ยงหรือพื้นที่ระบาด ให้มีการเว้นระยะห่างตามความ เหมาะสม สำหรับการรวมกลุ่มให้ตรวจคัดกรองเอทีเคสำหรับผู้ป่วยสงสัยที่มีอาการทางเดินหายใจ และหากมีการรวมกลุ่มมากกว่า 2,000 คน ให้แจ้งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ทั้งนี้ เริ่มวันที่ 1 ก.ค.

ยังไม่เคาะเปิดผับบาร์ถึงตี 2
นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมมีการหารือที่ใช้เวลาพอสมควรถึงข้อเสนอให้เปิดสถานบันเทิงและบริโภคสุราถึงเวลา 02.00 น. เนื่องจากต้องศึกษาข้อกฎหมายที่มีความเชื่อมโยงกัน 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 กฎกระทรวงกำหนดวันเวลาเปิดปิดของสถานบริการ พ.ศ.2547 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2558 ที่ให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 11.00-14.00 น. และอีกช่วงคือ เวลา 17.00-24.00 น. โดยที่ประชุมมอบให้ฝ่ายกฎหมาย ให้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะ ผอ.ศปก.ศบค. หาข้อสรุปโดยไปดูกฎหมายเก่าว่าจะผ่อนคลายอย่างไร ต้องผ่านกระบวนการจัดการเรื่องกฎหมาย และนำเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค.ขอให้ทำให้เร็วที่สุด โดยอยากให้เกิดขึ้นในวันที่ 1 ก.ค. แต่เลขาฯ สมช.ขอเวลาตรงนี้ให้ฝ่ายต่างๆ ได้ไปทำงานให้เต็มที่ เพื่อให้กกฎหมายและข้อมูลที่รวบรวมมาแก้ไขได้ถูกต้อง และจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ที่ประชุม ศบค.ยังเห็นชอบมาตรการเข้าราชอาณาจักรโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ประกอบด้วย ยกเว้นการลงทะเบียนแบบไทยแลนด์พาสทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ผู้เดินทางแสดงเอกสารการฉีควัคซีนหรือผลการตรวจเชื้อ สุ่มตรวจผู้เดินทาง หากสุ่มแล้วผู้เดินทางไม่มีเอกสารรับรองใดๆ ให้ตรวจ เอทีเคที่สนามบินจนกว่าจะยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉิน คงระบบและเปลี่ยนหน้าที่ไทยแลนด์พาสเพื่อให้ผู้เดินทางใช้แจ้งรายงานกรณี มีอาการต้องสงสัยโรคติดต่ออันตรายและ โรคติดต่อที่ต้องรายงานตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่การเดินทางเข้าประเทศทางด่านพรมแดนถาวร ได้ยกเลิกการลงทะเบียนไทยแลนด์พาสและหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศของคนต่างประเทศ ขอให้สำแดงเอกสารวัคซีนหรือผลการตรวจหาเชื้อแบบต่างๆ โดยให้มีการสุ่มตรวจเอกสารที่ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ ยกเลิกมาตรการคัดกรองอุณหภูมิ ณ ช่องทางเข้าออก ยกเลิกการกำหนดวงเงินประกัน แต่ให้ส่งเสริมการซื้อประกันเพื่อไม่ให้เป็นภาระในเวลาเจ็บป่วย

ไฟเขียวถอดแมสก์ในที่โล่ง
ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการผ่อนคลายทางสังคม ชุมชน และองค์กร โดยในเรื่องของการสวมหน้ากากอนามัยนั้น นายกฯ เน้นว่าขอให้เป็นไปโดยความสมัครใจ เพราะยังมีประโยชน์ในการป้องกันการแพร่เชื้อและรับเชื้อ จึงควรพกหน้ากากทุกครั้งที่ออกจากบ้าน และสามารถนำมาสวมเมื่อมีความเสี่ยง สำหรับประชาชนกลุ่มเฉพาะคือ กลุ่ม 608 ที่ไม่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ ควรสวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น ผู้ติดเชื้อหรือ ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงให้สวมหน้ากากตลอดเวลาเมื่อจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น ในส่วนของประชาชนทั่วไปให้สวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลอื่นที่มีความแออัด มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก หรือมีการระบายอากาศที่ไม่ดี เช่น ขนส่งสาธารณะ ตลาด สนามกีฬา หรือสถานที่แสดงดนตรีที่มีผู้ชม สามารถถอดหน้ากากได้ในกรณีที่อยู่คนเดียว หากอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในที่เดียวกันต้องสามารถเว้นระยะห่างได้ หากมีกิจกรรมที่จำเป็นต้องถอดหน้ากาก รับประทานอาหาร ออกกำลังกาย บริการบริเวณใบหน้า ศิลปะการแสดงให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็ให้สวมหน้ากาก

“ที่ประชุมพูดถึงความสำคัญในเรื่องนี้ว่าในต่างประเทศการสวมหน้ากาก บางครั้งอาจแสดงถึงเป็นผู้ติดเชื้อ คนนี้จะถูกรังเกียจ มีการบูลลี่กัน แสดงทัศนคติที่ไม่ดีกัน จึงต้องประชาสัมพันธ์กันว่าผู้สวมหน้ากากเป็นผู้รับผิดชอบต่อสังคม ไม่จำเป็นต้องเป็นคนติดเชื้อหรือมีความเสี่ยงสูงอย่างเดียว ใครที่รักสุขภาพรักตัวเองที่ต้องการจะใช้หน้ากากในการดูแลสุขภาพตัวเองเป็นสิทธิที่จะเข้าสวมใส่หน้ากากได้ เรื่องนี้จึงอยากให้เป็นภาพของความสมัครใจ เพราะนายกฯ รับฟังมาจากหลายคน บางคนยังไม่อยากถอดด้วย จึงอยากจะให้คงกันไว้อยู่” นพ.ทวีศิลป์ระบุ

ออกทีวีหน้าฉากถอดแมสก์ได้
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการปฏิบัติการถ่ายทำรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และวีดิทัศน์ โดยผู้ปฏิบัติการหน้าฉากสามารถถอดหน้ากากได้อย่างมีเงื่อนไข จากเดิม กสทช.อนุญาตให้เฉพาะละคร แต่ขณะนี้ผ่อนคลายให้พิธีกรและผู้ร่วมรายการสามารถถอดหน้ากากได้ แต่ต้องมีมาตรการโควิดฟรีเซ็ตติ้ง โดยมอบหมายให้ กสทช.ออกมาตรการและช่วงเวลาบังคับใช้ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของกสทช.ที่จะประกาศบังคับใช้ได้เลย

เรื่องการให้บริการวัคซีนซึ่งมีความสำคัญมาก ก่อนเข้าสู่การประกาศเป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจะต้องถึง 60% นั้น วันนี้ทำได้ 41.8% ฉีดไปแล้ว 138.9 ล้านโดส ทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ชี้แจงในที่ประชุมด้วยว่า วัคซีนที่มีอยู่จะต้องส่งไปให้ถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือหน่วยงานที่ใกล้ประชาชนมากที่สุด เพื่อเตรียมความพร้อมให้พร้อมใช้และให้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหิ้วเป็น กระเป๋าไปฉีดให้กับประชาชน ถือเป็นความเหมาะสม สำคัญที่จะนำวัคซีนไปให้ถึงประชาชนให้ได้ไกลมากที่สุดและได้ฉีดเร็วที่สุด แต่อย่างไรก็ตามยอมรับว่าวัคซีนที่รับบริจาคมาบางส่วนจะมีการหมดอายุและเราต้องพยายามใช้ประโยชน์ของวัคซีนนั้นๆ โดยเร็ว ขอความร่วมมือประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุและ กลุ่มเสี่ยง 608 ได้รับวัคซีนให้ได้มากที่สุด เพื่อลดอัตราการป่วยหนักและการเสียชีวิต

“ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้เข้าร่วมประชุมศบค.ด้วย รายงานว่า สถานการณ์โรคในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลทำได้ดี สามารถจัดการสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี และจากที่เราเคยมีศูนย์แก้ไขสถานการณ์บริการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพ มหานครและปริมณฑล ซึ่งในอดีตมีการติดเชื้อสูงมาก นายกรัฐมนตรีต้องมาเป็นหัวหน้าศูนย์ดังกล่าว แต่ถึงวันนี้สามารถกลับไปใช้อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯ กรุงเทพ มหานคร เป็นประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดได้แล้ว ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบให้ศูนย์บริหารสถานการณ์ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้นหมดหน้าที่ไป ดังนั้นทำให้เหมือนกับทุกจังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่ ประธานคณะกรรมการโรคติดต่อ”

ลดเตือนภัยเหลือระดับ 2
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด-19 ของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน ทั้งผู้ป่วยรายใหม่ ผู้ป่วยอาการหนัก และผู้เสียชีวิต โดยจังหวัดส่วนใหญ่เข้าสู่ระยะขาลง แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการ ทั้งการเปิดสถานบันเทิง ผับบาร์ คาราโอเกะ ก็ยังไม่มีรายงานการระบาดคลัสเตอร์นี้

ขณะที่ระบบสาธารณสุขมีการเตรียมความพร้อมรองรับ ทั้งเตียง ยา เวชภัณฑ์ มีเพียงพอต่อการให้บริการ อัตราการครองเตียงระดับ 2 และ 3 หรือเตียงสีเหลืองสีแดงต่ำกว่า 10% ซึ่งในการประชุมศบค.ชุดใหญ่วันนี้ จึงรายงานสถานการณ์ให้ทราบว่าแนวโน้มดีขึ้น และเสนอให้ปรับระดับพื้นที่สถานการณ์หรือพื้นที่สีทั่วราชอาณาจักร เป็นพื้นที่เฝ้าระวัง (สีเขียว) ทั้งประเทศ รวมถึงสธ.ปรับคำแนะนำการเตือนภัยโควิดจากระดับ 3 เป็นระดับ 2 ทั่วประเทศ

นพ.เกียรติภูมิกล่าวต่อว่า คำแนะนำปฏิบัติตัวของการแจ้งเตือนภัยระดับ 2 เน้นในกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ ให้งดเข้าสถานบันเทิง หลีกเลี่ยงการเข้าสถานที่ระบบปิดหรือแออัด หลีกเลี่ยงการร่วมกิจกรรมที่มีคนรวมกลุ่มจำนวนมาก หลีกเลี่ยงโดยสารขนส่งสาธารณะทุกประเภท และเลี่ยงการเดินทางไปต่างประเทศ ส่วนประชาชนทั่วไปสามารถปฏิบัติตัวใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่แนะนำว่ายังต้องคงมาตรการป้องกันควบคุมโรค 2U คือ Universal Prevention ป้องกันการติดเชื้อด้วยการเว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัย และ Universal Vaccination โดยขอให้ทุกคนมารับวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นเป็นพื้นฐาน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ให้ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นมากกว่า 60% ส่วนสถานประกอบการต่างๆ ยังขอให้ปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Setting

“การแจ้งเตือนภัยระดับ 3 มีเรื่องของคำแนะนำให้ทุกคนงดเข้าสถานบันเทิงและเลี่ยงเข้าสถานที่ระบบปิดหรือแออัด แต่ขณะนี้มีการผ่อนคลายมาตรการเปิดสถานบันเทิง และไม่พบการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนเพิ่มมากขึ้น จึงปรับระดับการแจ้งเตือนและคำแนะนำการปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติที่สุด

โดยเน้นในกลุ่มเสี่ยง 608 และผู้ที่รับวัคซีนไม่ครบ เนื่องจากผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มนี้ จึงแนะนำให้งดและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และป้องกันตนเองด้วยการมารับวัคซีนเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน”

‘บิ๊กตู่’แนะฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์แนะประชาชนให้เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น รวมถึงผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน โดยเฉพาะกลุ่ม 608 และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันการติดเชื้อ ลดอาการป่วยหนัก และการเสียชีวิต หลังประเทศไทยผ่อนคลายมาตรการให้มีการเปิดประเทศ เปิดสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ ประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ สถานที่ท่องเที่ยวมีผู้คนมากขึ้น

สปสช.เยียวยาม.6 ดับ4แสน
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า จากกรณีนักเรียนชั้น ม.6 ในอ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ เสียชีวิตจากอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หลังจากฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มที่ 1 เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2565 สปสช.ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต โดยได้มอบหมายให้ทีมงานของ สปสช. เขต 9 นครราชสีมา ลงพื้นที่ร่วมกับผู้แทนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) หน่วยบริการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่นที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียนตามมาตรา 50(5) อ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจและดำเนินการให้คำแนะนำแก่ญาติในการยื่นคำร้องขอรับการช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีได้รับความเสียหายจากการรับวัคซีนโควิด-19 แล้ว นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น กรณีผู้รับบริการได้รับความเสียหายจากการรับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 ประชุมด่วนเพื่อพิจารณาคำร้องในทันที และมีมติให้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณี ดังกล่าวจำนวน 400,000 บาท

 

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน