โอดต้นทุนพุ่งสู้ไม่ไหวกพช.ไม่เก็บค่าไฟเพิ่มให้กฟผ.ยืดแบก‘เอฟที’
พลังงานดันต่อ‘อั้งโล่’นิวเตาถ่านแทนแก๊ส
จ๊าก! ข้าวสารถุงพาเหรดขึ้นราคา ข้าวหอมขึ้นถุงละ 30 บาท จาก 165 เป็น 195 บาท ข้าวขาวขยับถุง 10 บาทจาก 80-90 เป็น 90-100 บาท เริ่มก.ค.นี้ กระทรวงพลังงานดันต่อ เพจกรมพพ. โพสต์แนะนำแหล่งผลิตและขายเตาอั้งโล่ สู้แก๊ส-น้ำมันแพง ‘บิ๊กตู่’เรียกถกกพช. ปลื้ม ‘ฟิตช์ เรตติ้ง’ คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ BBB+ ชี้มาตรฐานการเงินการคลังแข็งแกร่ง มีเสถียรภาพ เดินหน้า 3 หลักคิดสู้วิกฤตพลังงาน ดูแลเสถียรภาพ คุมราคาน้ำมัน และช่วยกลุ่มเปราะบาง สั่งกฟผ.แบกค่าเอฟทีงวดสิ้นปีต่อ แทนเก็บเพิ่มค่าไฟ เลื่อนปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะถึงสิ้นธ.ค.68 ลดต้นทุนผลิตไฟฟ้า ขณะที่ปัญหาปันกำไร 6 โรงกลั่นพยุงกองทุนยังนิ่ง รมว.พลังงานเล็งช่องกฎหมายอื่นให้ได้ สัปดาห์นี้ได้ข้อสรุป
แนะนำแหล่งผลิตเตาอั้งโล่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน (พน.) แนะนำให้ใช้ เตามหาเศรษฐี หรือ เตาซูเปอร์อั้งโล่ เป็นอีกทางเลือกในช่วงแก๊สหุงต้มแอลพีจี ที่มีราคาแพง โดยระบุว่า ให้ความร้อนสูง สามารถประหยัดถ่าน ไม้ และฟืน ได้มากกว่าเตาอั้งโล่แบบเดิม ลดรายจ่ายในครัวเรือนได้มากขึ้นปีละ 500-600 บาท ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ตามข่าวที่เสนอมานั้น
เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. พพ.ยังเผยแพร่ได้ แชร์ข้อมูลจากทางศูนย์บริการวิชาการที่ 1 (จ.ปทุมธานี) ผ่านทางเพจเฟซบุ๊กของ “กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน” เกี่ยวกับแหล่งผลิตและจำหน่ายเตาอั้งโล่ พร้อมแจ้งระบุกำลังการผลิต ราคา ช่องทางการจำหน่าย และช่องทางการติดต่อชื่อบุคคลและเบอร์โทรศัพท์ต่อสาธารณชนด้วย โดยรวบรวมรายชื่อโรงงานผลิตเตามหาเศรษฐี ที่ผ่านการฝึกอบรมต้นแบบของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ทั้งในจ.ราชบุรี นครปฐม นครสวรรค์ อุบล ราชธานี และนครศรีธรรมราช โดยมีราคา เตาตั้งแต่ 200-250 บาท
ด้านนายเปลี่ยน วาทโยธา หัวหน้าศูนย์ถ่ายทอดและเผยแพร่เทคโนโลยีพลังงานที่ 2 กองถ่ายทอดและเผยแพร่เทคโนโลยี พพ. เปิดเผยว่า ศูนย์บริการวิชาการที่ 3 จ.มหาสารคาม ได้จัดกิจกรรมเปิดบ้านพลังงานทดแทนเพื่อถ่ายทอด เผยแพร่ สาธิต และจัดนิทรรศการความรู้ด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ภายใต้แนวคิดพลังงานเพื่อทุกคน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาแก๊สหุงต้มมีราคาแพงจากสถานการณ์ที่ราคาพลังงานในประเทศสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดจากราคาในตลาดโลกที่มีความผันผวนจากการยืดเยื้อของสงครามในยูเครนและ รัสเซีย ซึ่งกระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินนโยบายเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนมาอย่างต่อเนื่องครัวเรือนควรหันมาใช้เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง “เตาซูเปอร์อั้งโล่” ช่วยประหยัดพลังงาน ใช้ถ่านได้ ลดลง 40% แต่ได้ความร้อนสูงขึ้น ปรุงอาหารได้รสชาติ ตอบโจทย์กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและวิถีชนบท ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงในช่วงราคาพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่องและสามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนได้ในระดับหนึ่ง
อุบลฯ ยอดขายเตาพุ่ง
ส่วนบรรยากาศการผลิตเตาถ่านหุงต้ม ที่บ้านช่างหม้อ ต.คำน้ำแซบ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี แหล่งผลิตเตาอั้งโล่แบบประหยัดพลังงานใหญ่ที่สุดในประเทศ ซึ่งได้รับการส่งเสริมจากพพ. กระทรวงพลังงาน และเทศบาลตำบลคำน้ำแซบมานานหลายปี ทำให้ปัจจุบันที่หมู่บ้านมีผู้ผลิตเตาถ่านแบบใหม่เกือบ 10 ราย โดยแต่ละรายมีกำลังผลิตประมาณ 1,000 เตาต่อเดือน ราคาขายส่ง เตาละ 150-200 บาท ส่วนราคาหน้าร้าน 300-350 บาทแล้วแต่ขนาด
นายสมจิตร ผันผอง อายุ 61 ปี ผู้ผลิตเตาถ่านแบบประหยัดพลังงานเล่าว่า ชาวบ้านช่างหม้อได้สืบทอดอาชีพปั้นเตาถ่านส่งขายตามครัวเรือนมาจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ และเมื่อกว่ายี่สิบปีก่อน ได้รับผลกระทบยอดขายลดลงตามสมัยนิยม เพราะเตาแบบเดิมสิ้นเปลืองถ่านที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงมาก แต่เมื่อได้รับความรู้การผลิตเตาแบบประหยัดพลังงาน ใช้ถ่านได้อย่างคุ้มค่า ทำให้เตาของหมู่บ้านกลับมาเป็นที่ต้องการของตลาดและยิ่งช่วงนี้ ที่แก๊สใช้หุงต้มมีราคาแพงขึ้น ทำให้เตาถ่านอั้งโล่ประหยัดพลังงานได้รับความนิยม เพราะให้ความร้อนสูง แต่อัตราการสิ้นเปลืองน้อยกว่าเตาแก๊สเกือบครึ่งหนึ่ง ที่สำคัญเตาถ่าน เมื่อใช้ปรุงอาหารมีรสชาติดีกว่าเตาแก๊ส จึงมีพ่อค้าคนกลางเข้ามามาก ทำให้กำลังผลิตของชุมชนที่มีอยู่ประมาณ 10,000 เตาต่อเดือน ไม่พอต่อความต้องการ เพราะนอกจากขายในประเทศแล้ว ยังต้องส่งไปขายในประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว และกัมพูชา
ด้านนายณฐพล บุญชู นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลคำน้ำแซบ กล่าวว่า หลังกระทรวงพลังงาน มาสนับสนุนให้ชุมชน ผลิตเตาถ่านประหยัดพลังงาน ชาวบ้านก็นำความรู้มาเป็นอาชีพ และเทศบาลได้ส่งเสริมให้เตาประหยัดพลังงานเป็นสินค้าโอท็อป เพราะสามารถส่งไปขายประเทศลาว และกัมพูชา นอกจากขายในประเทศและภาคอีสานของไทย
ปราจีนฯแห่ขึ้นราคาเตา
ขณะที่จ.ปราจีนบุรี ยังมีบรรดาพ่อค้าแม่ค้า และร้านค้าต่างๆ ที่ใช้ทั้งแก๊สและเตาอั้งโล่ในการประกอบอาชีพค้าขาย ต่างออกปากเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นแก๊ส หรือถ่าน และเตาอั้งโล่ ต่างขึ้นราคากันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแก๊สที่ขยับราคาขึ้นก.ก.ละ 1 บาท ซึ่งหากเป็นเตาแก๊สขนาด 15 ลิตรก็ขึ้นราคา 15 บาท ส่วนถ่านถุงก็บวกเพิ่มถุงละ 5 บาท แต่ที่น่าตกใจคือ เตาอั้งโล่ที่ทางกระทรวงพลังงานรณรงค์นั้นปรับราคาสูงขึ้นจากปี ก่อนถึง 30 บาทต่อหนึ่งเตา
คุณนุ่น เจ้าของร้าน 304 center ที่ขายสินค้าทั้งส่งและปลีกเกือบทุกชนิด เผยว่า เตาอั้งโล่นั้นขึ้นราคามาจากปีที่แล้ว บวกมา 5 บาท ส่วนยอดขายเตาอั้งโล่ในปัจจุบันจะขายดีในช่วงของเทศกาล ส่วนวันปกติก็ขายได้เรื่อยๆ แต่ยอดขายดีกว่าแต่ก่อน
ด้านน.ส.ดวงใจ อดกลั้น เจ้าของร้าน ปัมปั้มลูกชิ้นเดือด ที่ใช้เตาอั้งโล่ทอดลูกชิ้น เผยว่า เตาอั้งโล่ที่ตนซื้อมาเมื่อปีในราคา 150 บาท เป็นเตาไซซ์ใหญ่เบอร์ 1 แต่ปีนี้ที่ไปสอบถามราคามาล่าสุด ราคารปรับขึ้นไป เป็นเตาละ 180 บาท ตอนนี้ข้าวของก็แพง ส่งผลกระทบกันหมด ทำให้การทำมาค้าขายไม่ดี ไม่มีสภาพคล่อง ฝากรัฐบาลช่วยหันมามองประชาชนนิดหนึ่ง
‘บิ๊กตู่’นั่งหัวโต๊ะถกกพช.
ด้านความเคลื่อนไหวของนายกรัฐมนตรี เวลา 13.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยมี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์ มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวก่อนเปิดประชุมว่า เรามีปัญหาด้านพลังงานมากพอสมควร ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกเราจำเป็นต้องเร่งคลี่คลายสถานการณ์ให้ได้มากที่สุด แต่มีเรื่องหนึ่งที่น่ายินดีคือ การจัดอันดับของสถาบันฟิตช์ เรตติ้ง (Fitch) ยังคงอันดับความ น่าเชื่อถือ ของประเทศไทยที่ BBB+ ถือว่าเป็นมาตรฐานทางการเงินการคลังที่แข็งแกร่ง มีเสถียรภาพ ถือได้ว่าเราได้แก้ปัญหามาอย่างระมัดระวังมากที่สุด ในการดูแลผู้ที่ได้รับ ผลกระทบ และ stakeholders (ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) ที่เกี่ยวข้อง สามารถอยู่ในกรอบและรักษาวินัยการเงินการคลังไว้ได้เป็นอย่างดี จึงขอขอบคุณกรรมการทุกคน
สำหรับที่ประชุมจะพิจารณาร่างสัญญา ซื้อขายไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว, การเลื่อนแผนการปลดเครื่อง โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนแม่เมาะ เครื่องที่ 8-11, การบริหารอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้า โดยอัตโนมัติ หรือเอฟที, แนวทางการส่งเสริมการบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมเพื่อผลิตไฟฟ้า, การขอยกเว้นภาษีสรรพากร ที่เกิดจากการร่วมลงทุนโครงการแอลเอ็นจีรีซีฟวิ่งเทอร์มินัล แห่งที่ 2, การขอยกเว้นเงื่อนไขตามหลักการแผนบูรณาการการลงทุน และการดำเนินงานเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าสำหรับแผนงานและโครงการปี 2565 และการเสนอจัดหาแก๊สธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจีระยะยาวของ ป.ต.ท.
ชู 3 แนวคิดสู้วิกฤตพลังงาน
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องพลังงานในภาพรวมทั้งหมด ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว ไม่ได้เกิดเฉพาะประเทศไทยแต่เกิดกับทุกประเทศทั้งโลกในปัจจุบัน หลายกลุ่ม หลายฝ่ายเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้พลังงานจากโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ เพื่อใช้แหล่งพลังงานอื่นมาทดแทน เพราะค่าแก๊ส ค่าน้ำมันแพงขึ้น ดังนั้นหลัก 3 ประการของเราคือ ปัจจัยพลังงานที่แพงขึ้นในวันนี้ ต้องศึกษา ทำความเข้าใจว่าปัจจัยมาจากไหน จากภายนอก หรือภายใน เกิดขึ้นทั่วโลกหรือไม่ หรือประเทศไทยประเทศเดียว
“ผมยืนยันว่าทุกประเทศที่มีการนำเข้าต้นทุนพลังงานจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย ของเราทราบดีอยู่แล้วว่ามีพลังงานของเราเองเท่าไหร่ ทั้งทางบก ทางทะเล รัฐบาลพยายามหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมเพื่อทดแทนแก้ปัญหาในอนาคตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะพิจารณา เพราะต้องแก้ปัญหาให้ได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ประการที่ 1.ต้องดูแลความมั่นคงเสถียรภาพพลังงาน ไม่ให้เกิดการขาดแคลนหรือขยายตัว เพื่อให้การประกอบการธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ 2.ต้องดูแลราคาพลังงานไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนจนมากเกินไป โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล แก๊สหุงต้มซึ่งมีผลกระทบต่อค่าครองชีพ ประชาชนในวงกว้าง ซึ่งวันนี้ราคาน้ำมันของไทยถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านยังต่ำอยู่ในลำดับที่ 7 หรือ 8 จาก 10 ประเทศอาเซียน 3.ดูแลช่วยเหลือครอบครัวหรือกลุ่มเปราะบาง ผ่านมาตรการ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือเป็นรายกิจกรรม รายผู้ประกอบการและต้องรักษาสมดุล การใช้เงินต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประคับประคองพลังงานและการเจริญเติบโตเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเงินการคลัง เพื่อเติบโตให้ได้ในอนาคต
เลื่อนปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
“ถ้าเป็นภาระมากเกินไป วันหน้าทุกอย่างจะย้อนกลับที่เราอีก ดังนั้นต้องเดินอย่างระมัดระวังที่สุด สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อยืนยันว่าสิ่งที่รัฐบาลทำในวันนี้แม้จะถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง แต่วันนี้เราต้องรับฟังผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันฟิตช์ เรตติ้ง (Fitch) ซึ่งให้ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพด้านการเงิน การคลังของไทย อยู่ในเกณฑ์ระดับสูง BBB+ เช่นเดียวกับการเกิดก่อนโควิดและเกิดปัญหาพลังงานในขณะนี้ แสดงว่าเราดำเนินการมาได้ดีพอสมควร ยืนยันตรงนี้และพยายามจะทำให้ดีที่สุดในทุกๆ เรื่อง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ด้านนายสุพัฒนพงษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมกพช. มีมติเห็นชอบการเลื่อนแผนการปลดเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ เครื่องที่ 8-11 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2568 ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงแก๊สแอลเอ็นจี ที่มีราคาสูงมาผลิตไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และช่วยลดค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าได้
นอกจากนี้ ยังมีมติเห็นชอบหลักการการรับซื้อไฟฟ้าและอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 ตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยปี 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ในช่วงปี 2564-2573 (ปรับปรุงเพิ่มเติม) ปริมาณ 100 เมกะวัตต์ ในอัตรา 6.08 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมอัตรา FiT Premium)สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (วีเอสพีพี) และกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2569 โดยมอบหมายให้ กกพ. ดำเนินการออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมในรูปแบบ FiT รวมถึงกำกับดูแลการคัดเลือกให้เป็นไปตามขั้นตอน หากจำเป็นต้องการมีการปรับปรุงเงื่อนไขต่างๆ (ยกเว้นอัตรารับซื้อ) มอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาต่อไป
ชะลอขึ้นค่าไฟงวดสิ้นปี
ที่ประชุม กพช. ยังรับทราบผลการบริหารอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (เอฟที) ช่วงปี 2563-ปัจจุบัน ซึ่งมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ช่วยรับภาระค่าเอฟทีที่เพิ่มขึ้น โดยชะลอการนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงที่สูงขึ้นตั้งแต่งวดเดือนก.ย.-ธ.ค.2564 จนถึงปัจจุบัน ที่เรียกเก็บกับประชาชนในระยะนี้ไว้ก่อน เพื่อช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
สำหรับความคืบหน้าการหารือกับโรงกลั่น เพื่อนำกำไรส่วนเกินมาเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศนั้น ยังอยู่ระหว่างหารือเรื่องข้อกฎหมาย หากยังไม่สามารถสรุปได้จึงค่อยเปลี่ยนไปใช้วิธีทางกฎหมายภายใต้พ.ร.บ. น้ำมันเชื้อเพลิง หรือข้อบังคับอื่นต่อไป ซึ่งได้เตรียมการไว้เบื้องต้นแล้ว พยายามจะให้มีความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้
“เรื่องค่าการกลั่นที่อดีตนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ออกมาระบุว่าสูงถึง 8.50 บาทต่อลิตร ต่างจากตัวเลขที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คำนวณไว้ 6 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 3.27 บาทต่อลิตร ควรต้องมีการชี้แจงอธิบายทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจว่าตัวเลขดังกล่าวมีที่มาที่ไปทางวิทยาศาสตร์ หากโรงกลั่นเห็นข้อมูลนายกรณ์แล้ว อาจเชิญนายกรณ์ มาแลกเปลี่ยนข้อมูลชี้แจงทำความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน ไม่เช่นนั้นจะสร้างความคาดหวังให้ประชาชน และสุ่มความเข้าใจไม่ตรงกันไว้” นายสุพัฒนพงษ์กล่าว
จุรินทร์โต้กรณ์ปมลดค่ากลั่น
ขณะที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุม JETCO ซึ่งเป็นการประชุมร่วมทางการค้าระหว่างไทย-สหราชอาณาจักร เป็นครั้งแรก โดยมีอังกฤษ เป็นเจ้าภาพ ที่กรุงลอนดอน ถึงกรณีนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า อดีตรมว.คลัง ระบุว่า ราคาน้ำมันจะลดทันที 4 บาท ถ้า รมว.พาณิชย์ใช้อำนาจลดค่าการกลั่นตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เพราะน้ำมันเป็นสินค้าควบคุม” ว่า นายกรณ์คงอยากพูดต่อจากที่ออกมาพูดเรื่องค่าการกลั่นก่อนหน้านี้ แต่คงลืมไปว่าหาเสียงก็ต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ฉาบฉวย ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน ไม่เช่นนั้นเป็นปฏิบัตินิยมไม่ได้ ความกล้าเป็นเรื่องดีแต่ต้องกล้าในสิ่งที่ถูกที่ควร และก่อนพูดก็ต้องรู้จริงในสิ่งที่พูด เพราะนายกรณ์คงเข้าใจว่าถ้าน้ำมันเป็นสินค้าควบคุมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการของ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) แล้ว รมว.พาณิชย์จะสั่งให้จัดการยังไงเกี่ยวกับเรื่องน้ำมันก็ได้ รวมทั้งสั่งให้ลดค่าการกลั่นหรือลดราคาน้ำมันด้วยก็ได้ ซึ่งนายกรณ์เข้าใจผิด เพราะน้ำมันมีทั้งกฎหมายเฉพาะและคำสั่งเฉพาะของนายกรัฐมนตรีกำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงพลังงาน ทั้งตาม พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่กำหนดชัดให้การคํานวณราคาและกําหนดราคา ณ หน้าโรงกลั่น ราคาส่ง-ปลีก ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการเก็บ รักษาน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งให้โรงกลั่นแจ้งราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นเป็นอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มี รมว.พลังงานเป็นประธาน
“แม้กระทรวงพาณิชย์ จะประกาศให้น้ำมันเป็นสินค้าควบคุม ก็จะมีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการเป็นการทั่วไป เฉพาะในส่วนที่ไม่ไปใช้อำนาจหน้าที่แทน กบง.หรือใช้อำนาจแทนผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเฉพาะเท่านั้น เช่น มีอำนาจกำหนดให้ปั๊มน้ำมันต้องปิดป้ายประกาศราคาขายปลีกน้ำมันที่สถานีจำหน่ายน้ำมันหรือปั๊มน้ำมัน การตรวจหัวจ่ายที่เป็นมาตรวัดปริมาณน้ำมันให้มีความเที่ยงตรงตาม พ.ร.บ.ชั่ง ตวง วัด หรือดำเนินคดีกับปั๊มน้ำมันหากจำหน่ายน้ำมันเกินราคาที่ประกาศไว้ในข้อหาขายเกินราคาที่ปิดป้ายแสดงไว้หรือค้ากำไรเกินควร” นายจุรินทร์กล่าว
นครชัยทัวร์ยันลดเที่ยววิ่ง
ส่วนปัญหาผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง จากกรณีที่สมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย ประกาศว่า 27 บริษัทรถโดยสาร แจ้งความประสงค์ปรับลดเที่ยววิ่งลง 80% ใน 143 เส้นทาง เริ่มวันที่ 1 ก.ค.นี้ ทำให้บรรยากาศการเดินทางของประชาชนที่มา ใช้บริการรถโดยสารประจำทาง ที่สถานีขนส่งนครราชสีมา แห่งที่ 2 ถนนมิตรภาพ อ.เมือง ไม่คึกคักเท่าที่ควร
นายชัยวัฒน์ วงศ์เบญจรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นครชัยทัวร์ จำกัด เปิดเผยว่า 4 บริษัทที่ยังให้รถบัสโดยสารประจำทางระหว่างเมือง โดยเฉพาะสาย 21 นครราชสีมา-กรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันมีรถบัสโดยสารรวมกันกว่า 200 คัน จึงเร่งหารือกำหนดแนวทางการให้บริการผู้โดยสารให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากผล กระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความยุติธรรม และสอดคล้องกับโครงสร้างราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น
นายชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า จากการหารือ เบื้องต้น คาดว่าทั้ง 4 บริษัทจะปรับลดเที่ยววิ่งรถบัสโดยสารลงอย่างน้อย 50% จากเดิมให้บริการวิ่งรถวันละ 70 เที่ยว หรือไปกลับ 140 เที่ยว จะปรับลดลงเหลือ 35 เที่ยว หรือไปกลับ 70 เที่ยว สาเหตุจากต้นทุนค่าน้ำมันที่สูงขึ้น และเฉลี่ยค่าน้ำมันไป-กลับ 4,000 บาท หากเที่ยวไหนมีผู้โดยสารน้อย ก็แทบจะไม่มีกำไร ปัจจุบันแต่ละบริษัทให้บริการเฉลี่ย 50 นาทีต่อเที่ยวในช่วงกลางวัน บางบริษัทให้บริการเฉพาะเวลากลางวัน บางบริษัทเปิดบริการ 24 ชั่วโมง แต่ช่วงกลางคืนจะขยายเวลาเป็น 2 ชั่วโมงต่อเที่ยว เพื่อประคับประคองไม่ให้ขาดทุนมากเกินไป
จี้ขนส่งอนุมัติขึ้นค่าโดยสาร
“คณะกรรมการควบคุมการส่งทางบกกลาง ควรจะปฏิบัติตามตารางอัตราค่าโดยสารเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนราคาน้ำมันที่กำหนดเอาไว้ให้ถูกต้อง เช่น ควรจะประชุมพิจารณาเป็น ระยะๆ เอาต้นทุนต่างๆ มาใส่ในโครงสร้างที่มีอยู่ เพื่อคำนวณอัตราค่าโดยสารให้เหมาะสมกับสถานการณ์แต่ละช่วง โดยไม่ต้องให้ ผู้ประกอบการไปเรียกร้อง ซึ่งได้แจ้งแนวทางในเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมการควบคุมการส่งทางบกกลางแล้ว แต่เรื่องก็ยังเงียบ ทำให้การประกอบการถดถอยไปเรื่อยๆ จำเป็นต้องลดเที่ยววิ่งลงอีก เพื่อให้เลือดไหลออกน้อยลง จะวิ่งรถเหลือแค่ประมาณ 20% เท่านั้น และหากรัฐไม่เห็นใจ ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย เชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการทยอยหยุดวิ่งรถกันอย่างแน่นอน” นายชัยวัฒน์กล่าว
ด้านบรรยากาศราคาสินค้าต่างๆ ที่ตลาดศรีเมืองทอง ริมถนนมิตรภาพ เขตเทศบาลนครขอนแก่น นายชาญยุทธ วันดี พาณิชย์จังหวัดขอนแก่น นายสุระชัย วิชาชัย หัวหน้ากลุ่มกำกับและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า สำนัก งานพาณิชย์ จ.ขอนแก่น นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าในกลุ่มเนื้อสัตว์ ไก่และสุกร แปรรูป
นายชาญยุทธกล่าวว่า การสุ่มตรวจร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ในกลุ่มสุกรและไก่แปรรูปวันนี้พบว่าราคาจำหน่ายยังคงเป็นไปตามราคาท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นอกไก่ ที่จำหน่ายในราคา ก.ก.ละ 92 บาท หากซื้อยกถุง ถุงละ 10 ก.ก. อยู่ที่ราคา 900 บาท, ไก่ตัว อยู่ที่ ก.ก.ละ 76 บาท ซื้อยกถุง 740 บาท, สามชั้นก.ก.ละ 206 บาท หากซื้อยกถุง ถุงละ 10 ก.ก. อยู่ที่ 2,050 บาท, ตับหมู ก.ก.ละ 140 บาท ยกถุง อยู่ที่ 135 บาท
หมูบดเกรดเอ ก.ก.ละ 115 บาท ซื้อยกถุง 10 ก.ก. อยู่ที่ 1,100 บาท ขณะที่หมูเนื้อแดง ก.ก.ละ 190 บาท ซึ่งอยู่ในราคาที่เป็นไป ตามกลไกของท้องตลาด และปรับขึ้นลงอยู่ตลอดตามภาวะต้นทุน ทั้งน้ำมันแพง ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
ก.ค.ข้าวถุงพาเหรดแพงอีก
นายบุรินทร์ ธนถาวรลาภ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย เปิดเผยว่า เดือนก.ค.นี้ ผู้ประกอบการข้าวสารบรรจุถุงเตรียมจะปรับขึ้นราคาข้าวถุง โดยข้าวสารหอมมะลิ บรรจุถุง (ขนาด 5 ก.ก.) จะปรับขึ้นถุงละ 30 บาท คือปรับจาก 165 บาท เป็น 195 บาท ส่วนข้าวสารเจ้า ปรับขึ้น 10 บาท/ถุง คือปรับจาก 80-90 บาท เป็น 90-100 บาท เนื่องจากสต๊อกข้าวสารเก่าหมดแล้ว ขณะที่ข้าวสารล็อตใหม่มีราคาแพงขึ้นมาก โดยข้าวหอมมะลิ ปรับราคาจาก 2,300 บาท/กระสอบ (100 ก.ก.) เป็น 3,200 บาท ส่วนข้าวสารเจ้า ปรับจากราคา 1,300 บาท/กระสอบ เป็น 1,450 บาท ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมากจนต้องปรับราคาจำหน่ายข้าวถุง
“ตอนนี้ข้าวถุงก็เหมือนระเบิดเวลา รอวันที่จะระเบิด เพราะผู้ประกอบการยื้อราคาต่อไม่ไหว ที่ผ่านมาขายข้าวตัดราคากันเอง ขายต่ำแบบขาดทุน เพื่อช่วงชิงตลาดในช่วงที่กำลังซื้อหดตัวอย่างมาก ทำให้ข้าวราคาต่ำผิดปกติ แต่วันนี้ ต้นทุนข้าวสารแพงขึ้นมาก คงจะทนขายขาดทุนต่อไปไม่ไหว ต้องปรับขึ้นราคาแน่นอนในเดือนหน้า” นายบุรินทร์กล่าว
นายบุรินทร์กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการข้าวถุงแทบไม่มีกำไรจากการขายข้าว ได้กำไรเฉลี่ย 0.50-1 บาท/ถุงเท่านั้น เพราะต้นทุนสูงมาก ข้าวสารหอมมะลิ ต้นทุนอยู่ที่ 165 บาท/ถุง ราคาขายก็อยู่ที่ 165 บาท/ถุง ส่วนข้าวสารเจ้า ต้นทุนอยู่ที่ 88 บาท/ถุง ราคาขายอยู่ที่ 92-95 บาท/ถุง ในส่วน ของข้าวสารเจ้าแม้ว่าราคาขายจะสูงกว่าต้นทุน แต่ผู้ประกอบการก็ไม่ได้กำไร กำไรไปอยู่กับห้างที่นำข้าวถุงไปขาย เพราะปัจจุบันห้างได้เรียกเก็บค่าส่วนลด ขอส่วนแบ่ง กำไรจิปาถะจำนวนมากจากผู้ประกอบการ รวมๆ ราว 10% ทำให้ผู้ประกอบการไม่มีกำไร อยากให้ พณ.เข้าไปดูแลให้เกิดความเป็นธรรมด้วย