โต้ไม่ให้เกียรติยังกั๊กปรับครม.หลังศึกซักฟอก
‘บิ๊กตู่’ แจงวุ่นเบี้ยวกระทู้สภา อ้างตามกฎหมายมอบให้รัฐมนตรีตอบแทนได้ ยันให้เกียรติสภาเสมอ ส่วนรองประธานสภาตำหนิแรงไปหรือไม่ ให้ไปคิดกันเอาเอง อุบไต๋ปรับครม.หลังจบศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ บอกเป็นเรื่องตนเองจะตัดสินใจ ‘สุวัจน์’ เตือน รัฐมนตรีเป้าซักฟอกอย่าประมาท ต้องทำการบ้านหนัก ที่ปรึกษา ‘ชวน’ เผย สภาส่งญัตติอภิปรายให้รัฐบาลแล้ว รอเคาะวันระเบิดศึก คาดรัฐสภาถกร่างพ.ร.บ.ตำรวจจบ 1 ก.ค. สัปดาห์ถัดไปถึงคิวร่างกฎหมายลูกเลือกตั้ง
‘บิ๊กตู่’ให้คิดเอง-‘สุชาติ’ฟาดแรง
เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ติงนายกฯ กลางสภาอย่าใช้วิธีทหารมอบหมาย รัฐมนตรีมาชี้แจงกระทู้ถามสดในที่ประชุมสภาแทน โดยไม่ดูว่ารัฐมนตรีว่างมาตอบ หรือไม่ เพราะแสดงถึงความไม่รับผิดชอบ ว่า ได้เน้นย้ำไปทุกครั้ง แต่เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. สอบถามทราบว่าไม่ได้ไปตอบเพราะ รมว.คลัง ติดภารกิจ และมอบหมายรมช.ไปตอบ แต่ขณะนั้นติดพันงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) อยู่ ซึ่งแจ้งขอเลื่อนเวลาตอบกระทู้ จึงคิดว่าทำให้เกิดช่องว่าง
ขอให้เข้าใจเหตุผลว่านายกฯ สามารถ มอบหมายให้ผู้มีหน้าที่โดยตรงไปตอบแทนได้ เพราะนายกฯ เองก็ตอบได้เฉพาะกรอบกว้างๆ หรือแนวทางในการปฏิบัติ แต่รายละเอียด เป็นเรื่องของแต่ละกระทรวงที่จะรู้ดี ยืนยันว่า การมอบหมายให้ผู้มีความเกี่ยวข้องไปชี้แจงแทนเป็นไปตามระเบียบ กฎหมายของสภา และยืนยันว่าให้เกียรติสภาเสมอ ไม่มีปัญหา ทราบว่า 23 มิ.ย. เป็นกระทู้เร่งด่วน 3 กระทู้ ในแต่ละวัน บางอย่างมีการวางแผนงานไปแล้ว คิดว่ามอบหมายผู้แทนไปแล้วจะไปตอบได้ เพียงแต่ผู้แทนก็ติดพันจากงานอื่น
เมื่อถามว่าการพูดกลางสภาของนายสุชาติเป็นการพูดแรงไปหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็คิดกันเอาเอง
กั๊กตอบปรับครม.หลังซักฟอก
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล รวม 11 คน ฝ่ายค้านอาจพาดพิงถึงการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของเหล่าทัพว่า ทุกเหล่าทัพรู้อยู่แล้วและตนเน้นย้ำไปแล้ว ในส่วนของการซื้อเรือดำน้ำ ที่ขาดเครื่องยนต์ดีเซลขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า MTU 396 ยังต้องรออีก 60 วัน การดำเนินการ ต่างๆ มีสัญญาระบุไว้ทั้งหมด คงไม่มีใครไปซื้อ เรือดำน้ำที่ไม่มีเครื่องยนต์
ผู้สื่อข่าวถามว่าฝ่ายค้านขอเวลาอภิปราย 5 วัน นานมากไปหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็แล้วแต่ เป็นเรื่องที่กำลังพิจารณากันอยู่ ในชั้นของคณะกรรมการประสานงาน (วิป) สองฝ่าย วันนี้ตนอยากใช้เวลาให้มากที่สุด ในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน เรื่องสภา ก็เป็นสิทธิของเขา ควรพิจารณาว่าควรหรือไม่เพราะปัญหาหลายอย่างทับถมเข้ามา ก็ต้อง มีสมาธิในการทำงานหลายเรื่องและต้อง แก้ไขปัญหาให้ได้ สิ่งไหนที่มีปัญหาก็ชี้แจงทำความเข้าใจ เชื่อว่าน่าจะเข้าใจกันได้บ้าง ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะไม่เข้าใจ ซึ่งจะเป็นเรื่อง ที่ลำบาก
ส่วนหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะปรับครม.หรือไม่ เพราะมีกรณีนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ที่ถูกฟ้องคดีรุกป่าเขาใหญ่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าเป็นเรื่องของตนที่จะตัดสินใจ เมื่อถามว่ามีอยู่ในใจแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าเป็นเรื่องของตน ในการตัดสินใจเป็นเรื่องของนายกฯ ไม่ใช่ต้องมาตอบตรงนี้
‘สุวัจน์’ชี้ศึกใหญ่-อย่าประมาท
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) ให้สัมภาษณ์ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้ มีความสำคัญ เพราะอยู่บนท่ามกลางวิกฤตเป็นครั้งแรก ทั้งข้าวของแพง น้ำมันแพง หนี้เยอะๆ เงินเฟ้อ ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ จีดีพีที่ถดถอย และที่สำคัญเป็นการอภิปรายครั้งสุดท้ายของสภาชุดนี้ เพราะอยู่กันจะครบ 4 ปีแล้ว จึงต้องติดตามและอย่าประมาท ผู้ที่ถูกอภิปรายต้องทำการบ้านให้พร้อม ถ้าเป็น เทนนิสเที่ยวนี้คือศึก แกรนด์สแลม เป็นศึกใหญ่ และควรจะได้ประโยชน์จากการอภิปราย เพราะ เป็นการอภิปรายท่ามกลางปัญหาของประเทศ
ส่วนที่หลายฝ่ายจับตาการอภิปราย โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ อาจควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ดุดัน ตึงเครียด นายสุวัจน์กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ จะ 8 ปีแล้ว ตนว่านายกฯ เข้าใจหมดทุกเรื่อง ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ส่วนจะมีการปรับ ครม.หลังอภิปรายนั้น คิดว่าถ้าผลของ การอภิปรายมีน้ำหนักและมีความน่าเชื่อถือ อาจจะนำไปสู่การปรับ ครม. บางทียกมือกันเราก็มีมารยาททางการเมือง แต่บางทีต้องพูดกันตรงๆ ว่า การอภิปรายมีน้ำหนัก มีเหตุมีผล ก็ต้องเสียสละกันบ้าง ดังนั้น บางทีการอภิปราย อาจจะนำไปสู่เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างได้ เป็นเรื่องปกติ
สภารอครม.เคาะวันอภิปราย
ที่รัฐสภา นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านว่า ฝ่ายค้านได้ยื่นต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทน ราษฎร เมื่อ 15 มิ.ย. โดยมี ส.ส.ร่วมลงชื่อ 186 คน เป็นจำนวนที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ร้องขอให้ตรวจสอบรายชื่อสมาชิกที่ลงชื่อ เมื่อประธานสภา รับหนังสือร้องเรียนจากทั้งสองคน ก็สั่งการไปยังสำนักประชุมที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของญัตติดังกล่าว
เบื้องต้นพบว่า ถูกต้องทุกประการ ไม่มีลายเซ็นผิดเพี้ยน แต่เมื่อมีการร้องเรียนประธาน สภา จึงขอให้นำข้อร้องเรียนมาพิจารณาด้วย ทางสำนักประชุมจึงส่งหนังสือสอบถามไปยังตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรคถึงความถูกต้องของรายชื่อ ว่ามีสมาชิกคนใดไม่เต็มใจในการลงชื่อหรือไม่ ทุกพรรคร่วมฝ่ายค้านตอบกลับมาว่ารายชื่อตามญัตติที่ส่งไปครั้งแรก นั้นถูกต้องทุกประการ ประธานสภาจึงอนุมัติให้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ และในวันที่ 24 มิ.ย. เลขาธิการสภาได้มีหนังสือไปถึง คณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วเช่นกัน หลังจากนี้ ต้องรอคำตอบจากครม.ถึงกำหนดวันที่พร้อมมาตอบญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนครม.ต้องตอบกลับมาภายในกี่วันนั้น กฎหมาย ไม่ได้กำหนดไว้ แต่เนื่องจากเป็นญัตติด่วน ครม.ก็จะรีบในการตอบกลับมา
ส.ว.จี้เร่งถกร่างพ.ร.บ.ตำรวจ
เวลา 09.48 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภาทำหน้าที่ประธานที่ประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ….วาระสอง ต่อเป็นวันที่ 5
ก่อนเริ่มเข้าสู่วาระการพิจารณา นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ในฐานะวิปวุฒิสภา หารือว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวพิจารณาผ่านไป 77 มาตรา ไม่ถึงครึ่งจากทั้งหมด 172 มาตรา จึงขอความร่วมมือสมาชิกรัฐสภาใช้เวลาอภิปรายให้สั้น และจากข้อตกลงของวิป 3 ฝ่ายจะพิจารณาให้เสร็จวันที่ 1 ก.ค. หากยังอภิปรายกันมากกังวลจะไม่แล้วเสร็จตามกำหนด
หลังจากนั้นจะนำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) หรือกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2 ฉบับเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่ 5-6 ก.ค. หากร่างพ.ร.บ.ตำรวจไม่แล้วเสร็จก็ไม่สามารถบอกได้ว่าจะกลับเข้ามาพิจารณาได้ต่ออีกหรือไม่ ขณะที่สังคมกล่าวหาและสงสัยว่าสมาชิกรัฐสภาใช้เวลาพิจารณานานเกินไป การทำกฎหมายปฏิรูปตำรวจและส่วนที่เกี่ยวข้อง ใช้เวลากว่า 15 ปี ขอความร่วมมือสมาชิกรัฐสภา ทำให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) วิปฝ่ายค้าน ชี้แจงว่า จากมาตราที่เหลืออยู่มีเพียง 20 มาตราที่ต้องมี การอภิปราย จึงเชื่อว่า 1 ก.ค. ร่างพ.ร.บ.ตำรวจ จะพิจารณาจบได้ จึงอยากให้ประธานกำชับ ผู้อภิปรายขอให้อภิปรายตามกรอบเวลาด้วย และหลังจากนั้นจะพิจารณาร่างพ.ร.ป.เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 2 ฉบับจะแล้วเสร็จในวันที่ 6 ก.ค.ได้ เพื่อเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายแน่นอน
องค์ประชุมรัฐสภาหวิดล่ม
จากนั้นที่ประชุมเข้าสู่วาระพิจารณามาตราต่อไป โดยครึ่งวันเช้าพิจารณาผ่านได้ 19 มาตรา ตั้งแต่มาตราที่ 77 ถึงมาตรา 96 แต่เมื่อจะลงมติมาตรา 96 ปรากฏว่าตัวเลขของผู้แสดงตนไม่สอดคล้องกับการลงมติ โดยมีผู้แสดงตนเป็นองค์ประชุม 368 คน แต่มีผู้มาลงมติเพียง 362 คน ถือว่าองค์ประชุมไม่ครบ เพราะองค์ประชุมคือ 363 คน ทำให้นายพรเพชร ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ต้องเรียกตรวจสอบ องค์ประชุมอีกครั้งและลงมติใหม่
สำหรับการลงมติรอบสองของมาตรา 96 พบว่ามีผู้มาแสดงตนรวม 374 คน ครบองค์ประชุม ส่วนการลงมติพบว่ามีผู้ลงมติ 385 คน เห็นด้วย 360 คน ไม่เห็นด้วย 19 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง และไม่ลงคะแนน 5 เสียง เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบกับกมธ.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ ตามการแสดงผลผ่านหน้าจอในห้องประชุม มีทั้งหมด 726 คน พบว่ามีส.ว. ลงชื่อร่วมประชุม 211 คน และ ส.ส. 350 คน รวมสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมประชุม 561 คน
ถกมาตรา 106-จวกป่าเถื่อน
เวลา 14.20 น. ที่ประชุมพิจารณา มาตรา 106 ซึ่งกมธ.เขียนไว้ว่า “เมื่อมีความจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์การรักษาวินัยและปราบปรามข้าราชการตำรวจผู้ก่อการกำเริบ หรือเพื่อบังคับข้าราชการตำรวจผู้ละทิ้งหน้าที่ให้กลับทำหน้าที่ของตน ผู้บังคับบัญชาอาจใช้อาวุธหรือกำลังบังคับได้ และถ้าได้กระทำการโดยสุจริตตามสมควรแก่เหตุแล้ว ผู้บังคับบัญชาหรือผู้ช่วยเหลือไม่ต้องรับผิดทางแพ่งและอาญา” ทำให้ถูกสมาชิกสงวนคำแปรญัตติ โดยขอให้แก้ข้อความหลายคน อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้าน แปรญัตติขอให้ตัดคำว่า “อาวุธ” ออก
นอกจากนี้ สมาชิกอีกหลายคนยังขอให้ ตัดออกทั้งมาตรา อาทิ นายวิชา มหาคุณ กมธ.วิสามัญฯ ในฐานะอดีตกรรมการ คณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายนพดล เภรีฤกษ์ ตัวเเทนคณะกรรมการกฤษฎีกา นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. และพ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกมธ.วิสามัญ โดยระบุเหตุผลว่า เป็นมาตราป่าเถื่อน การอนุญาต ให้ใช้อาวุธใช้กำลังได้เช่นนี้ ไม่ใช่การปฏิรูป และขัดทำนองคลองธรรม เพราะหากผู้ใต้บังคับบัญชา การละทิ้งหน้าที่จนเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ มีความผิดวินัยร้ายแรง ตามมาตรา 104 วงเล็บสามอยู่แล้ว ซึ่งมีโทษปลดออก ไล่ออก หากมีมาตรา 106 รังแต่จะทำ ให้การบังคับบัญชาและการบริหารงานแย่ลง
‘อำนวย’ยกเป็นยอดคาถา 90 ปี
ขณะที่พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ส.ว. ในฐานะกมธ.วิสามัญฯ เสียงข้างมาก ชี้เเจงว่า ทหารและตำรวจถือเป็นกองกำลังที่ต้องใช้อาวุธ ต้องมีวินัยอย่างเด็ดขาด ในบทบัญญัติมีคำว่าจำเป็น คำว่าโดยสุจริต และคำว่าสมควร แก่เหตุ 90 ปีแล้วที่กฎหมายนี้มีมา พ.ร.บ. ตำรวจแต่ละฉบับก็ลอกมาตรานี้มาตลอด อาจจะบอกว่าล้าสมัย แต่ถามกลับไปว่าหากเก่าแก่ไม่ดีจริงจะอยู่มาได้อย่างไร แล้วจำเป็นอย่างไร เช่น เหตุการณ์เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. นำกำลังเข้าไปแก้สถานการณ์ฉุกเฉินในห้างเทอร์มินอล 21 โคราช ผู้ที่ก่อเหตุเป็นระดับมือปืน มีอาวุธสงคราม ในมือ ก่อนเข้าไปในห้างยิงคนตายมาเป็นรายทาง จึงต้องนำกำลังเข้าไป
“กำลังที่เข้าไปนั้นทุกคนมีลูกมีเมีย คิดถึงลูกเมียหมด เข้าไปรู้ความเสี่ยงในอนาคต ทุกคนทิ้งอาวุธหมด เหลือผบ.จักรทิพย์ คนเดียวเข้าไปแก้สถานการณ์ นั่นคือเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องมีมาตรานี้เข้ามา แต่ไม่ใช่ ว่าจะสร้างความแตกแยก สร้างความดุดันให้ผู้บังคับบัญชา มันอยู่ภายใต้กฎหมายที่สมควรแก่เหตุ หากเกินแก่เหตุก็ติดคุกอยู่ดี มาตรานี้จึงนำสิ่งที่ผมเรียนมา 4 ปีมาใส่ในมาตรานี้ เป็นยอดคาถาของวินัย” พล.ต.ท.อำนวยกล่าว
เมื่อ กมธ.ชี้เเจงเสร็จสิ้น ที่ประชุมรัฐสภา ลงมติเห็นด้วยกับมาตรานี้ ด้วยคะเเนน 286 ต่อ 70 งดออกเสียง 6 ไม่ลงคะเเนนเสียง 6
เชื่อ 1 ก.ค.จบ-กม.เลือกตั้งจ่อคิว
หลังจากนั้นที่ประชุมพิจารณาถึงมาตรา 118 โดยวันนี้สามารถพิจารณาได้ถึง 41 มาตรา ทำให้เหลืออีก 54 มาตรา จากทั้งหมด 172 มาตรา และจะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 1 ก.ค. ซึ่งคาดว่าจะพิจารณาวาระ 2-3 เสร็จสิ้น และสัปดาห์ถัดไปคือวันที่ 5-6 ก.ค. คาดว่า จะเป็นการพิจารณาร่างกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2 ฉบับ คือร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง
จากนั้นนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้ปิดการประชุม เวลา 15.57 น. ตามที่ตกลงกับสมาชิกรัฐสภาไว้ว่า การประชุมในวันศุกร์ จะปิดประชุมเวลา 16.00 น. เพื่อให้สมาชิกลงพื้นที่ประกอบกิจกรรมต่างๆ
นายชวนกล่าวในช่วงท้ายก่อนปิดประชุมว่า ขอขอบคุณสมาชิกทุกคน เพราะตำรวจ จะได้ไม่ต่อว่า ว่าเราถ่วง หรือเราขี้เกียจ เพราะทุกคนก็ตั้งใจ ในส่วนของผู้อภิปรายถือว่าเป็นสิทธิ และถือว่ารักษาระบอบของเราไว้อย่างดี