ตลอดสายสีเขียว ยินดีรับข้อเสนอองค์กรผู้บริโภค
ผู้ว่าฯกทม.‘ชัชชาติ’รุดถกค่าตั๋วรถไฟฟ้าบีทีเอส พร้อมรับข้อเสนอจากสภาองค์กร ผู้บริโภคจ่อทำรายละเอียดชี้แจงประชาชนหากเก็บค่าโดยสาร 44 และ 59 บาท พร้อมทำตาราง ราคาเปรียบเทียบกับรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ด้วย ขณะที่‘ศักดิ์สยาม’ระบุถ้าการโอนสิทธิ์ดูแลรถไฟฟ้าสายสีเขียว คืนให้กระทรวงคมนาคมต้องมีกฎหมายรองรับ
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. หารือพร้อมกับสภาองค์กรของ ผู้บริโภค (TCC) โดยมี น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค พร้อมคณะผู้บริหารกทม. และกรรมการสภาองค์กรของผู้บริโภคร่วมประชุม
น.ส.สารีกล่าวว่า สภาได้รับฟังปัญหาของผู้บริโภค ที่มีความยากลำบากในการใช้บริการรถไฟฟ้า โดยเฉพาะเรื่องค่าโดยสาร จึงขอให้ยกเลิกฮอตฟิกซ์การเก็บค่าโดยสาร 59 บาทตลอดสายทันที แต่ขอให้ใช้หลัก 44 บาท ตามสิทธิสัญญาสัมปทาน เพื่อคุ้มครอง ผู้บริโภคและเอกชน เช่น บีทีเอส ที่เดินรถ อยู่ด้วย เพื่อเป็นต้นแบบให้รถไฟฟ้าสายอื่นๆ ได้อีกด้วย รวมถึงขอให้แก้ไขสัญญาจ้างเดินรถ ให้สิ้นสุดพร้อมกันปี 2572 ซึ่งหากสามารถทำได้ หลังหมดสัญญาปี 2572 จะสามารถลดค่าโดยสารให้เหลือ 25 บาทได้
นอกจากนี้ ขอให้เปิดเผยสัญญาจ้างเดินรถที่เกินเลยสัญญาสัมปทานถึงปี 2585 ตลอดจนเปิดเผยร่างสัญญาสัมปทานของกทม.ที่กำหนดราคา 65 บาท รวมทั้งขอให้นำตั๋วเดือนกลับคืนมา

ตั๋วบีทีเอส – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. นำคณะผู้บริหารหารือกับสภาองค์กรของผู้บริโภค รับฟังข้อเสนอให้ยกเลิกเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส 59 บาทตลอดสาย โดยจะนำราคาไปคำนวณและเปรียบเทียบรถไฟฟ้าสายอื่น ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เมื่อ 29 มิ.ย.
ด้านนายชัชชาติกล่าวว่า ค่าโดยสาร 59 บาท เป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้น ซึ่ง กทม.จะต้องจัดเก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยาย เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายทุกวัน และผู้บริโภคกลุ่มอื่นที่ไม่ได้ใช้บริการรถไฟฟ้าต้องมารับภาระไปด้วย ซึ่งไม่เป็นธรรม ดังนั้น จะต้องไปคำนวณ หากจัดเก็บในราคา 59 บาท หรือ 44 บาท กทม. จะต้องสนับสนุนเท่าไหร่ รวมทั้ง นำราคาค่าโดยสารทั้ง 2 ราคา ไปเปรียบเทียบกับราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายอื่นๆ เพื่อชี้แจงให้สภารับทราบ
นายชัชชาติกล่าวว่า ส่วนเรื่องตั๋วเดือน และตั๋วนักเรียน ต้องมาคุยกันในรายละเอียด ขณะที่สัญญาการจ้างเดินรถทางกทม.ได้รับมาเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเปิดเผยต่อสาธารณชนได้หรือไม่ ทั้งนี้ การจ้างเดินรถ 2572-2585 มีการลงนามในสัญญาไปนานแล้ว ซึ่งในสัญญาเป็นกรอบที่ค้ำคออยู่ ทำให้ขยับตัวได้ยาก แต่จะพิจารณาหาแนวทางให้สัญญา ที่ลงนามไปแล้ว ไม่ต้องถึงปี 2585
“อย่างไรก็ตามก็จะรับข้อเสนอดังกล่าว โดยในสัปดาห์หน้าจะประชุมหารือร่วมกับนายธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด มหาชน (เคที) เพื่อหาข้อสรุป ส่วนหนี้ที่เดินรถจนถึงปัจจุบัน จะต้องพิจารณาค่าโดยสารให้รอบคอบก่อน รวมทั้ง พิจารณาว่าหนี้เป็นหนี้ที่มาอย่าง ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งมองว่า หากจะใช้เวลา ก็ไม่ทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมากจากเดิม” นายชัชชาติกล่าวและว่า ส่วนการหาแหล่งเงินมาจ่ายหนี้นั้น อาจจะหาแหล่งเงินกู้ แต่เท่าที่ทราบเอกชนจะมีดอกเบี้ยสูงกว่าภาครัฐ ดังนั้น จึงต้องคิดอย่างรอบคอบ และให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย
ด้านนายศักดิ์สยามกล่าวว่า ส่วนกรณี เรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ในการดูแลโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว จากกรุงเทพมหานคร (กทม.) คืนกลับมาให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงคมนาคม นั้น ปัจจุบันยังไม่ได้รับการรายงานทั้ง 4 ประเด็น ที่มีข้อทักท้วงไปยัง กทม. แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามทางหน่วยงานของกระทรวงคมนาคมก็จะดำเนินการตามระเบียบกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล มติของคณะรัฐมนตรีและเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
“ในส่วนของเรื่องการโอนย้ายโครงการกลับมาให้กระทรวงคมนาคมดูนั้น ต้องไปกลับไปดูในรายละเอียด เพราะปัจจุบันการสิ่งที่ กทม. รับโอนไปจาก รฟม. ถูกนำไปดำเนินการอะไรบ้าง ที่ไม่แน่ใจว่ามีระเบียบกฎหมายรองรับหรือไม่ ซึ่งถ้ามีระเบียบกฎหมายรองรับ แล้วจะมีการโอนกลับมาที่ รฟม.ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าโอนกลับมาแบบไม่มีระเบียบกฎหมายรองรับ หรือยังไม่ได้ข้อยุติในเรื่องของการที่ต้องดำเนินให้ถูกต้องตามกฎหมายในสิ่งที่เป็นภาระ เราก็ทำอะไรต่อไม่ได้ เพราะถ้ารับมาแบบไม่มีระเบียบกฎหมายต้องส่งเรื่องไปให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่ก็ต้องส่งเรื่องไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางตรวจสอบต่อไป” นายศักดิ์สยามกล่าว