สธ.สั่งด่วนทั่วปท. แม้เป็นเวฟเล็กๆ ศิริราชแนะศบค.บังคับใส่‘แมสก์’
ผวาโควิดคืนชีพ สธ.สั่งทุก ร.พ.เข้ม-สู้ระบาด เตรียมรับสถานการณ์ระลอกใหม่ ปลัดสธ.ชี้แค่เวฟเล็กๆ แต่ต้องป้องกันไว้ก่อน ศิริราชเสนอ ศบค.บังคับใส่แมสก์ ชี้ ‘BA.4-BA.5’ ระบาดเร็วมาก ศบค.ห่วงป่วยหนักเพิ่มสูง กรมควบคุมโรคยันมีเตียงว่างรอรับป่วยหนัก อนุทินยันพร้อมฟังทุกคำเตือน
ศบค.ชี้ป่วยหนักเพิ่มสูง
เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวัน ว่า วันนี้มีผู้ป่วยรายใหม่ 1,917 ราย ติดเชื้อสะสม 4,534,017 ราย หายป่วย 2,282 ราย สะสม 4,478,846 ราย เสียชีวิต 18 ราย สะสม 30,736 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 24,435 ราย อยู่ร.พ.สนาม HI CI 14,587 ราย และอยู่ในร.พ. 9,848 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 705 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 300 ราย แนวโน้มยังดูเพิ่มขึ้น อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลือง-สีแดงอยู่ที่ 10.9% มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ 9 ราย และ ผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศพบ 3 ราย
ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 18 ราย มาจาก 13 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี เชียงใหม่ จังหวัดละ 3 ราย, สมุทรปราการ 2 ราย, กทม. สกลนคร อุบลราชธานี ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครสวรรค์ สิงห์บุรี สมุทรสาคร ชลบุรี และฉะเชิงเทรา จังหวัดละ 1 ราย ภาพรวมผู้เสียชีวิตเป็นชาย 8 ราย หญิง 10 ราย อายุ 30-101 ปี อายุเฉลี่ย 76 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 94%
สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 4 ก.ค. 2565 ฉีดได้ 12,739 โดส สะสม 140,049,334 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,003,688 โดส คิดเป็น 82% เข็มสอง 53,217,012 โดส คิดเป็น 76.5% และเข็มสามขึ้นไป 29,828,634 โดส คิดเป็น 42.9% ขณะที่การฉีดเข็มกระตุ้นในกลุ่มสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดได้ 5,959,905 โดส คิดเป็น 46.9% และการฉีดวัคซีนในกลุ่มอายุ 5-11 ขวบ เข็มแรกฉีดได้ 3,176,942 โดส คิดเป็น 61.7% และเข็มสอง 2,080,343 โดส คิดเป็น 40.4%
สธ.สั่งรับโควิดระลอกใหม่
ขณะที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก ชมรมแพทย์ชนบท เผยแพร่เอกสารจากปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สั่งการด่วนที่สุดถึงผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขทุกเขต โดยระบุใจความถึงการส่งสัญญาณเตือน เตรียมพร้อมรับโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีหนังสือสั่งการด่วนที่สุดถึง ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขทุกเขต ให้หน่วยบริการสุขภาพในสังกัดเตรียมความพร้อมการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ที่มีแนวโน้มผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มสูงขึ้นในหลายพื้นที่
หนังสือฉบับดังกล่าวระบุ 8 ข้อ ที่กระทรวงสาธารณสุข ให้แจ้งสถานพยาบาลเตรียมพร้อมดังนี้ 1.สื่อสารให้บุคลากรทางการแพทย์ รับทราบสถานการณ์ผู้ติดเชื้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมการให้บริการ และระมัดระวังป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ 2.สำรวจและเตรียมความพร้อมด้านยา เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์ป้องกัน การติดเชื้อเพื่อสามารถให้บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.เตรียมพร้อมในการสำรองเตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก 4.เตรียมพร้อมและซักซ้อมระบบการส่งต่อผู้ป่วย 5.เร่งรัดการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้บุคลากร-ประชาชนอย่างครอบคลุม โดยเป็นไปตามความสมัครใจ 6.ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อ 7.บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อวางแผนในการควบคุม ป้องกันการแพร่ระบาด และ 8.รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลให้ครบถ้วนอย่างต่อเนื่อง
ปลัดสธ.แจงกำชับตามปกติ
วันเดียวกัน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดสธ. กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด-19 ของประเทศไทย เข้าสู่ระยะหลังการระบาดใหญ่ตามแผนที่วางไว้ จากนี้ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโควิดเหมือนอย่างโรคอื่นๆ หมายความว่า ยังสามารถพบการติดเชื้อได้แต่ความรุนแรงของโรคลดลง การเข้ารับการรักษาในโรงพยา บาลจะไม่มากเกินระบบสาธารณสุขจะรองรับได้ ทั้งนี้จากการผ่อนคลายมาตรการ เปิดกิจการและกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงเปิดประเทศ ทำให้มีผู้เดินทางเข้าประเทศมากขึ้น อาจพบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นระลอกเล็กๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่จะไม่ใช่การระบาดใหญ่ โดย สธ.เตรียมความพร้อมรองรับตามแนวทาง 3 พอ คือ หมอพอ เตียงพอ ยาและเวชภัณฑ์พอ
ปลัดสธ.กล่าวต่อว่า ขณะนี้สถานการณ์เริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นระลอกเล็กๆ จึงเตรียมความพร้อมระบบสาธารณสุขไว้รองรับ โดยกำชับและแจ้งไปยังหน่วยงานสาธารณสุขทั่วประเทศ ให้บุคลากรทางการแพทย์ระมัดระวังป้องกันตนเองในการให้บริการ เตรียมความพร้อมยา เวชภัณฑ์ สำรองเตียง ความพร้อมระบบส่งต่อ และเร่งเดินหน้าฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น รวมทั้งขอความร่วมมือประชาชนให้คงมาตรการป้องกันโรคส่วนบุคคล จะช่วยลดการติดเชื้อและหยุดระลอกเล็กๆ เหล่านี้ลงได้
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ขณะนี้ยังคงแจ้งเตือนภัยโควิด-19 ในระดับ 2 ยังไม่จำเป็นต้องยกระดับการแจ้งเตือน การควบคุมป้องกันการแพร่ระบาด เน้นตามมาตรการ 2U ได้แก่ Universal Prevention คือ มาตรการป้องกันโรค ทั้งเว้นระยะห่าง ล้างมือ สวมหน้ากาก แม้จะออกประกาศให้สวมหน้ากากโดยสมัครใจ แต่แนะนำให้ยังต้องสวมในกลุ่มผู้ติดเชื้อ ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง กลุ่มที่เสี่ยงติดเชื้อแล้วมีอาการรุนแรง รวมถึงยังต้องสวมเมื่อไม่สามารถเว้นระยะห่างจากผู้อื่นได้ การเข้าร่วมกิจกรรมที่มีคนจำนวนมาก การอยู่ในสถานที่เสี่ยงหรือสถานที่แออัด และ Universal Vaccination คือ มาตรการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม โดยเฉพาะเข็มกระตุ้น เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการ ติดเชื้อ ช่วยป้องกันอาการรุนแรงและเสียชีวิต ทำให้ลดการเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยหนักในร.พ. และระบบสาธารณสุขสามารถรองรับได้
ยันมีเตียงรองรับป่วยหนัก
ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ถึงโควิดที่กำลังจะระบาดระลอกใหม่ ว่า คงไม่นับว่าเป็นระลอกใหม่แล้ว เพราะลักษณะการระบาดตอนนี้จะเป็นครั้งๆ แล้วแต่สายพันธุ์ที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะสายพันธุ์ย่อยโอมิครอน BA.4/BA.5 ที่พบว่าติดเชื้อได้เร็วจริง แต่ความรุนแรงค่อนข้างน้อย รวมถึงเราผ่อนคลายมาตรการมากขึ้น สอดคล้องกับหลายประเทศทั่วโลกที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แต่จะมาติดตามใน ผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตว่าเพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ระบบสาธารณสุขยังรับได้ ส่วนที่มีข่าวว่าเตียงล้นร.พ. เท่าที่ตรวจสอบพบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยอาการไม่มาก แต่หลายคนขออยู่ ร.พ.เพราะมีเรื่องประกันสุขภาพ แต่จริงๆ คนป่วยหนัก เตียงไอซียูโควิดยังรองรับได้ และที่สำคัญคือ เตียงโควิดที่เคยมีมากๆ ตอนนี้ปรับกลับไปให้ผู้ป่วยโรคทั่วไปแล้ว เตียงเลยไม่ได้เยอะมากเหมือนเดิม
“เราไม่ประมาทและมีการติดตามสถาน การณ์เสมอ แต่จะเห็นว่าปัญหาพบมากที่กทม. ส่วนจังหวัดอื่นพบปัญหาน้อยมาก ขณะเดียวกันปลัดสธ.ก็ได้ออกหนังสือไปยังหน่วยงานสาธารณสุขทั่วประเทศให้เตรียมความพร้อมรองรับให้สอดคล้องกันสถานการณ์ในพื้นที่” นพ.โอภาสกล่าว
ย้ำเร่งฉีดเข็มกระตุ้น
เมื่อถามถึงการระบาดที่พบต่อเนื่องและเพิ่มสูงขึ้น นพ.โอภาสกล่าวว่า ลักษณะระบาดขึ้นลงตามวงรอบเรียกว่า ‘เวฟเล็กๆ’ ส่วนหนึ่งมาจากเชื้อกลายพันธุ์ด้วย เชื่อว่าตอนนี้เชื้อกับคนกำลังหาจุดสมดุลกันอยู่ โดยเชื้อกลายพันธุ์อ่อนแรงลงเพื่อให้อยู่กับคนได้ ส่วนคนก็ฉีดวัคซีนแล้ว มีการติดเชื้อสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเยอะขึ้นแล้ว เชื่อว่าน่าจะถึงจุดสมดุลเร็วๆ นี้ แต่ยังไม่สามารถระบุชัดเจนได้ว่าช่วงใด แต่ก็เป็นมาตรการหนึ่งที่ทำให้เราก้าวพ้นระยะการระบาดได้ ส่วนการติดเชื้อไม่มีใครบอกได้ว่าติดเชื้อมากถึงไหน อาจจะมากกว่าตัวเลขที่มี 2 เท่า 3 เท่า 5 เท่า หรือ 10 เท่า ไม่มีใครบอกได้ เพราะไม่ได้ตรวจ RT-PCR ในทุกคนที่สงสัยแล้ว จะตรวจเฉพาะผู้ที่ต้องเข้ารักษาในร.พ. ส่วนคนทั่วไปก็ ATK ตอนมีอาการ หลายคนอาการน้อย เขาก็ไม่ได้ตรวจเชื้อแล้ว ฉะนั้นไม่มีความจำเป็นต้องหาว่าติดเชื้อกี่คน ทั่วโลกก็ทำเหมือนกัน ต่างประเทศก็ไม่ได้ตรวจอะไรแล้ว แต่เราสนใจผู้ป่วยนอน ร.พ. ใส่ท่อช่วยหายใจ ที่จะเป็นตัวเลขที่บอกสถานการณ์ได้ค่อนข้างดีและแม่นยำที่สุด
นพ.โอภาสกล่าวอีกว่า มาตรการสำคัญคือเร่งฉีดวัคซีนกระตุ้น สวมหน้ากากในคนและเหตุการณ์เสี่ยง และเว้นระยะห่าง ส่วนมาตรการปิดกิจกรรมต่างๆ ต้องดูอีกทีว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน และมีผลกระทบอย่างไร แต่เบื้องต้นทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดการณ์ว่าจะมีการระบาดขึ้น ยืนยันว่ามาตรการฉีดวัคซีนได้ผล เพราะถ้าไม่ได้รับวัคซีนจะต้องมีเหตุการณ์คนล้น ร.พ.เกิดขึ้นเหมือนเดลตา อย่างไรก็ตาม จะประชุมกับ ศปก.ศบค.ในข้อมูลต่างๆ นำมาสู่การวิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์ก่อนที่จะนำเสนอในการประชุม ศบค.ในวันที่ 8 ก.ค.
‘ศิริราช’ชงบังคับใส่แมสก์
วันเดียวกัน ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์โควิด-19 ว่า ทั่วโลกพบการระบาดของ BA.4 BA.5 ไปแล้วกว่า 110 ประเทศ การรายงานตัวเลขติดเชื้อต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะหลายประเทศเลิกตรวจแล้ว บางประเทศที่ตรวจก็ไม่ได้ตรวจสายพันธุ์ ซึ่งสถานการณ์ของไทยก็ไม่แตกต่าง เพราะเปิดประเทศ จึงพบ BA.4 BA.5 จาก นักท่องเที่ยวต่างชาติ และคนไทยที่เดินทางกลับมา เมื่อมาถึงก็ตรวจน้อยลง โอกาสแพร่กระจายเชื้อจึงมากขึ้น คาดว่าไม่นาน BA.4 BA.5 จะเป็นสายพันธุ์หลัก ขณะที่ข้อมูลทั่วโลกพบว่าเชื้อตัวนี้ไม่ก่อความรุนแรง
ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า สิ่งที่ต้องย้ำคือ มาตรการต่างๆ ต้องกลับมากระชับมากขึ้น ใส่หน้ากาก การเว้นระยะห่าง และล้างมือด้วย อยากรณรงค์เร่งฉีดวัคซีนให้ครบ โดยเฉพาะเข็มกระตุ้นที่ฉีดได้แค่ 42-43% จากที่ตั้งเป้าไว้ 50% เพราะก่อนหน้านี้กลุ่มเสี่ยง 608 ที่ฉีดเข็ม 3 ยังเสียชีวิต ขณะนี้แม้ฉีด 4 เข็มก็เสียชีวิตได้ อย่ารอวัคซีนรุ่น 2 เพราะกว่าจะออกมาฉีดได้คาดว่าในช่วงปลายปี เพราะยังอยู่ขั้นตอนทดลองในมนุษย์
“วันนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยน อยากให้ผู้ใหญ่ในประเทศส่งสัญญาณ เพราะขณะนี้มีการติดเชื้อเพิ่ม จึงเสนอให้รัฐบาลกลับมากระชับมาตรการป้องกันให้มากขึ้น โดยเฉพาะการออกข้อบังคับให้ใส่หน้ากากอนามัยในพื้นที่ปิด จะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ เป็นมาตรการที่สธ.คงจะต้องเสนอ ศบค.พิจารณา สอดรับกับหนังสือที่ปลัด สธ.สั่งการทุกเขตเตรียมพร้อมหน่วยบริการรับมือผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น เป็นมาตรการที่ต้องรีบทำ อย่ารอจนเตียงไม่พอจะไม่ทันต่อสถานการณ์
ชี้‘BA.4-BA.5’ระบาดเร็วมาก
ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า ประเมินสถานการณ์เวลานี้อาจจะไม่รุนแรงเหมือนช่วงเดลตา ปัจจัยมาจากคนฉีดวัคซีนไปค่อนข้างมาก และเชื้อไม่ได้รุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น แต่เชื้อแพร่ระบาดเร็วมาก หากแพร่เร็วจนเพิ่มจำนวนมากก็เสี่ยงที่เกิดการกลายพันธุ์ได้ ที่น่าห่วงคือกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะได้รับเชื้อจากคนที่ไม่แสดงอาการ จึงต้องย้ำถึงการฉีดวัคซีนให้ครบ แม้ไม่ได้ป้องกันติดเชื้อ แต่ยังป้องกันความรุนแรง
ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวด้วยว่า สำหรับผู้ป่วยโควิดใน ร.พ.ศิริราชมีเข้ามารักษาเพิ่มขึ้นจริง โดยเฉพาะผู้ป่วยไอซียูที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาด้วยโรคประจำตัว เมื่อมาตรวจกลับพบเป็นโควิดร่วม ขณะนี้เตียงรองรับผู้ป่วยโควิดยังเพียงพอ แต่ไม่ได้วางใจ เตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่อเนื่อง ทั้งยังเข้มมาตรการส่วนบุคคลในบุคลากรทุกระดับที่ยังต้องใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือ เพราะไม่รู้ว่าคนที่เดินไปมาติดเชื้อหรือไม่ ขณะที่ ผู้ป่วยระดับสีเขียวเข้ามารักษาเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่จากการติดตามอาการหลังกินยา 4-5 วันก็หาย ไม่ได้รุนแรง ร.พ.ศิริราชและ สธ.ได้มอนิเตอร์เฝ้าระวังสถานการณ์อยู่ต่อเนื่อง
อนุทินพร้อมฟังทุกคำเตือน
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีที่แพทย์ชนบทออกมาเตือนสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ว่า รับฟังคำเตือนทุกอย่าง การที่เรารับฟังคำเตือนจากทุกฝ่าย รวมถึง คำเตือนจากคณะแพทยศาสตร์ ก็รับฟังทุกอย่าง อะไรที่ปฏิบัติได้ก็ปฏิบัติ
นายอนุทินกล่าวว่า การระบาดในบริบทโอมิครอน เป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ติดง่าย เชื้อไม่แรงและเราเปิดประเทศแล้ว มีโอกาสของการเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อ เรื่องของอาการหนักและจำนวนผู้เสียชีวิต ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้อยู่ เพราะคนส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนแล้ว ส่วนสายพันธุ์โอมิครอน BA.4 และ BA.5 ที่ระบาดอยู่ ได้เตรียมเรื่องของเวชภัณฑ์ สถานพยาบาล ให้พร้อม ถ้าได้รับวัคซีน 3 เข็มขึ้นไป อาการก็จะไม่รุนแรง แล้วก็จะไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง ยกเว้นผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน และกลุ่มที่มีโรคต้องระวังมากหน่อย
เมื่อถามถึงไทม์ไลน์กักตัวของนายอนุทินครบ 10 วันหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ให้ไปถามหมอ ถามอธิบดีกรมควบคุมโรค
ด้านนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนระยะเวลากักตัวของผู้ป่วยโควิด-19 ว่า เดิมกำหนดให้กักตัว 7 วัน และสังเกตอาการอีก 3 วัน แต่ล่าสุดคณะกรรมการวิชาการได้ปรับลดเหลือกักตัว 5 วัน บวกสังเกตุอาการ 5 วัน โดยจะนำเสนอเข้าที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่พิจารณาในที่ 8 ก.ค.นี้ ส่วนกรณีนายอนุทินถือว่ากักตัวเกิน 10 วันแล้ว โดยจะนับตั้งแต่วันที่มีอาการ
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่เคยบอกว่าวันที่ 1 ก.ค. เริ่มเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น นพ.โอภาสกล่าวว่า รอที่ประชุมศบค.ว่าจะมีมติออกมาอย่างไร เพราะต้องพิจารณามาตรการทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข สังคม และกฎหมาย ทั้งนี้วันที่ 1 ก.ค. ที่จะให้เป็นโรคประจำถิ่น ถือเป็นกรอบกว้าง แต่สุดท้ายต้องให้ศบค.เป็นผู้พิจารณา เชื่อว่าการดำรงชีวิตของเราคงไม่ได้เปลี่ยนไปมากกว่านี้
คลัสเตอร์รร.ลำปางติด 125
ที่ จ.ลำปาง นายประสิทธิ์ อินวรรณา ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ลำปาง-ลำพูน (สพม.) ซึ่งกำกับดูแลโรงเรียนมัธยมทั้งจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า กรณีการติดเชื้อโควิดภายในโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่ เนื่องจากเด็ก ไม่ได้ติดเชื้อ 400 คนตามที่เป็นข่าวออกไป การแพร่ระบาดเกิดจากข้าราชการครูรวมกลุ่มจัดกิจกรรมหล่อเทียนพรรษา และมีคนได้รับเชื้อจึงเกิดเป็นคลัสเตอร์ขึ้น โดยในกลุ่มครูติดเชื้อ 20 คน ซึ่งคณะครูเหล่านี้มีการสอนนักเรียนทั้งชั้น ม.ต้น และ ม.ปลาย เวียนกันมาเรียนตลอด ทำให้มีนักเรียนติดเชื้อด้วย 105 คน เมื่อทางโรงเรียนได้รับทราบ จึงมีมติให้หยุดเรียนชั่วคราว 3 วันเท่านั้น ในวันที่ 4-6 ก.ค.65 ไปเรียนรูปแบบออนไลน์ เพื่อลดผลกระทบต่อเด็กและผู้ปกครองที่มีความกังวล และจะเปิดเรียนตามปกติ ในวันที่ 7 ก.ค.
นางนภาพร แสงนิล รอง ผอ.สพม.ลำปาง-ลำพูน กล่าวเพิ่มเติมว่า สพม.มีศูนย์บริหารจัดการเรียนการสอนภายในสถานการณ์โควิด หากโรงเรียนใดมีปัญหาจะมีการรายงานเข้ามาที่ศูนย์เฉพาะกิจช่วยเหลือนักเรียนเขตพื้นที่ (ศปชน.) ว่ามีนักเรียนติดเชื้อหรือไม่ สถาน การณ์ของโรงเรียนบุญวาทย์ฯ ได้รายงานให้ทาง สพฐ.ทราบแล้ว มีครูและนักเรียนติดเชื้อ รวม 125 คน สัดส่วนผู้ติดเชื้อถือว่ายังเป็นปกติ เพราะนักเรียนทั้งหมดมี 4,000 กว่าคน
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ขณะนี้มีโรงเรียนบางแห่ง เมื่อนักเรียนติดโรคโควิด-19 รักษาตัวเองหาย และกักตัวครบตามที่กำหนดแล้ว ให้นำผลตรวจ เอทีเคหรือ RT-PCR มาแสดงเพื่อกลับเข้าเรียน ไม่จำเป็นต้องใช้ใบรับรองแพทย์ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้แก่นักเรียน นอกจากนั้นได้ขอความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาที่ประสงค์จะฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างทั่วถึง