บทเรียนไหม้สำเพ็ง จัดระเบียบสายไฟ กทม.-นนท์-ปากน้ำ

ลุยตรวจเช็กครั้งใหญ่ 6.7 หมื่นหม้อแปลงไฟฟ้าทั่วกทม.-นนทบุรี-สมุทรปราการ บทเรียนจากเหตุไฟไหม้ตลาดสำเพ็ง กฟน.สั่งเปลี่ยนหม้อแปลงจุดเกิดเหตุ ส่วนหม้อเก่าส่งตรวจซ้ำ พร้อมตรวจสอบหม้อแปลงในกลุ่มหม้อแปลงวงจรตาข่าย 450 ลูกในเมืองกรุงชั้นใน เกาะรัตนโกสินทร์ เขตพระนคร ให้เสร็จภายในส.ค.นี้ ด้านกฟน.วัดเลียบ จ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผล กระทบจากเหตุไหม้สำเพ็งแล้ว 4 ราย เร่งจัดระเบียบสายสื่อสารร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. นายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวถึงความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ย่านสำเพ็ง ใกล้ท่าน้ำราชวงศ์ ถนนราชวงศ์ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ล่าสุด กฟน.ดำเนินมาตรการเยียวยาต่อผู้ได้รับผลกระทบแล้วบางส่วน ได้แก่ กลุ่มที่ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นโดยไม่รอการพิสูจน์หลักฐานจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ทั้งในกลุ่ม ผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และกลุ่มร้านค้าที่ไม่ต้องรอการประเมินมูลค่าความเสียหาย

ส่วนมาตรการด้านระบบไฟฟ้า สั่งระงับการใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าในรุ่นเดียวกันกับหม้อแปลงไฟฟ้าจากเหตุการณ์สำเพ็งทั้งหมด และนำไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัย โดยปัจจุบันมีการใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้ารุ่น ดังกล่าวในระบบจำนวน 5 ลูก หลังเกิดเหตุทำให้คงเหลือ 4 ลูก ซึ่งจะดำเนินการเปลี่ยนหม้อแปลงไฟฟ้าลูกใหม่ทดแทนแล้วเสร็จภายใน 7 วัน

นอกจากนี้ กฟน.ดำเนินมาตรการตรวจสอบหม้อแปลงไฟฟ้าในกลุ่มหม้อแปลงวงจรตาข่าย (Network Transformer) อีก 450 ลูกในพื้นที่เมืองชั้นใน เกาะรัตนโกสินทร์ เขตพระนคร โดยเป็นการดำเนินงานเพิ่มเติมจากภารกิจบำรุงรักษาตามมาตรฐานวิศวกรรมที่ กฟน.ทำต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยใช้วิธี Dissolved Gas Analysis (DGA) หรือการวิเคราะห์ก๊าซที่ละลายในน้ำมัน เพื่อตรวจหาความผิดปกติของหม้อแปลงไฟฟ้า เสมือนการตรวจเลือดเพื่อตรวจสุขภาพ โดยตรวจวัดค่าความชื้น ค่าก๊าซไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ เอทิลีน อีเทน มีเทน และอะเซทิลีน เป็นต้น หากพบความผิดปกติก็จะทำให้สามารถวิเคราะห์หาสาเหตุได้อย่างแม่นยำ และสามารถซ่อมบำรุง หรือการเปลี่ยนหม้อแปลงไฟฟ้าลูกนั้นๆ ได้ในทันที มีกำหนดการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา แล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.

ขณะเดียวกัน กฟน.จะดำเนินการตรวจสอบด้วยรูปแบบ Standard Check กับหม้อแปลงไฟฟ้าของ กฟน.ทั้งสิ้นประมาณ 67,000 ลูก ในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ โดยเริ่มต้นระยะที่ 1 จากการตรวจสอบควบคู่กับการทดสอบ DGA และพื้นที่ติดตั้งหม้อแปลงใกล้แหล่งชุมชน รวมจำนวนประมาณ 18,000 ลูก มีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 4 เดือน ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ทำเพิ่มเติมจากการตรวจประจำปี โดยการตรวจสอบด้วยกล้องวัดอุณหภูมิ เทอร์โม สแกน เพื่อหาค่าความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ ตรวจสอบการทำงานของระบบป้องกันในหม้อแปลงไฟฟ้า รวมถึงการตรวจสอบค่ากระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า จุดเชื่อมต่ออุปกรณ์ และระบบสายดิน เพื่อประเมินประสิทธิภาพการจ่ายไฟฟ้าของหม้อแปลง ไฟฟ้าแต่ละลูก และประเมินความปลอดภัยตลอดอายุการใช้งาน ตลอดจนการเพิ่มนวัตกรรมระบบควบคุมและติดตามการทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้า (Online Transformer Control & Monitoring System) มาใช้เสริมความปลอดภัยจากการทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้าได้มากยิ่งขึ้น

ด้านการแก้ไขระยะยาว กฟน.ยังคงดำเนินโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินอย่างต่อเนื่อง โดยมีระยะทางดำเนินโครงการรวม 215.6 กิโลเมตร แล้วเสร็จในปี 2568 โดยระหว่างนี้ กฟน.จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกทม. และสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการแก้ไขปัญหาสายสื่อสารที่เป็นจุดเสี่ยงเพลิงไหม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดระเบียบสายสื่อสารในบริเวณหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งนอกจากจะทําให้เกิดความปลอดภัยแล้ว ยังส่งผลดีต่อทัศนียภาพของเมืองอีกด้วย

วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมจักรเพชร กฟน.เขตวัดเลียบ นายโกศล ขาวสำอางค์ ผอ.การไฟฟ้าเขตวัดเลียบ มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้กับผู้เสียหายและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ย่านสำเพ็ง 4 ราย ได้แก่ น.ส.มลชรัตน์ แก้วศรีไตร น.ส.นราทิพย์ อาสา น.ส.เกศกนก ศรีสุริยวงศ์ และนาย บรรณวิชญ์ เขตมรคา รวมถึงมอบหนังสือรับรองการมีสิทธิรับเงินค่ารักษาพยาบาล นอกเหนือจากประกันสังคม และให้เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลกับกฟน. ที่ร.พ.กลาง และร.พ.ศิริราช ให้กับนายสมชาย วรสาน

นายโกศลกล่าวว่า กฟน.ขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ และได้ดำเนินมาตรการเยียวยาเร่งด่วน ส่วนมาตรการทบทวนแผนการบำรุงดูแลรักษาอุปกรณ์ เพิ่มความถี่ในการตรวจสอบ นำนวัตกรรมการแจ้งเตือนเหตุสำหรับหม้อแปลงไฟฟ้ามาใช้เพิ่มเติมจากระบบเดิมที่มีอยู่ พร้อมเร่งตรวจสอบดูแลระบบไฟฟ้ารวมถึงจุดเสี่ยงต่างๆ จัดระเบียบสายสื่อสารร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน