สธ.เปลี่ยนวัคซีน เพิ่มภูมิกลุ่มเสี่ยง

โควิดสายพันธุ์ใหม่ BA.4/BA.5 ลามแล้ว โคราชเจอ 8 ราย ส่วนที่ปัตตานีก็ป่วย 3 วอนชาวบ้านใส่หน้ากาก เคร่งครัดมาตรการป้องกัน ศบค.พบป่วยใหม่เกิน 2 พันราย ป่วยหนัก ต้องใส่ท่อช่วยหายใจก็เพิ่มขึ้น เสียชีวิตอีก 22 เป็น กลุ่มเสี่ยง 608 ทั้งหมด ‘อนุทิน’ ลั่นไม่เคยพูดถอดแมสก์ พร้อมรับฟังข้อเสนอคณบดีศิริราชบังคับให้สวมหน้ากากพื้นที่ปิด ด้านสธ. ลงนามแอสตร้าฯ เปลี่ยนวัคซีนโควิดเป็นแอนติบอดีสำเร็จรูป LAAB 2.5 แสนโดส ใช้ป้องกันติดเชื้อกลุ่มภูมิคุ้มกันต่ำ คาดเข้ามาเดือนนี้ก่อน 7 พันโดส

ป่วยใหม่พุ่ง 2.4พัน-ตาย22
เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้มีผู้ป่วยรายใหม่ 2,428 ราย ติดเชื้อสะสม 4,536,445 ราย หายป่วยเพิ่ม 2,048 ราย หายป่วยสะสม 4,480,895 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 22 ราย เสียชีวิตสะสม 30,758 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 24,792 ราย อยู่ในร.พ.สนาม HI, CI 14,805 ราย และอยู่ในร.พ. 9,987 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 727 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 318 ราย แนวโน้มยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลืองสีแดงอยู่ที่ 11% มีรายงาน ผู้ติดเชื้อในเรือนจำ 1 ราย และผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศพบ 3 ราย

สำหรับผู้ติดเชื้อเข้าข่าย ATK จำนวน 4,079 ราย ผู้เสียชีวิต 22 ราย มาจาก 16 จังหวัด ได้แก่ กทม. 3 ราย, สมุทรปราการ นนทบุรี อุบล ราชธานี อ่างทอง จังหวัดละ 2 ราย, สมุทรสาคร สุรินทร์ ศรีสะเกษ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ นครสวรรค์ สมุทรสงคราม สิงห์บุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดละ 1 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิตจากภาคเหนือ ภาพรวมผู้เสียชีวิตเป็นชาย 13 ราย หญิง 9 ราย อายุ 22-92 ปี เป็นผู้สูงอายุและโรคประจำตัวรวม 100%

สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 5 ก.ค.65 ฉีดได้ 44,174 โดส สะสม 140,093,506 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,008,546 โดส คิดเป็น 82% เข็มสอง 53,227,710 โดส คิดเป็น 76.5% และเข็มสามขึ้นไป 29,857,250 โดส คิดเป็น 42.9% ขณะที่การฉีดเข็มกระตุ้นในกลุ่มสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดได้ 5,961,578 โดส คิดเป็น 46.9% และการฉีดวัคซีนในกลุ่มอายุ 5-11 ปี เข็มแรกฉีดได้ 3,179,706 โดส คิดเป็น 61.7% และเข็มสอง 2,087,909 โดส คิดเป็น 40.5%

ขณะที่กรมควบคุมโรครายงานจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,453 ราย 2.ชลบุรี 202 ราย 3.สมุทรปราการ 178 ราย 4.ขอนแก่น 36 ราย 5.ตราด 32 ราย 6.นนทบุรี 29 ราย 7.ภูเก็ต 28 ราย 8.พิษณุโลก 25 ราย 9.ราชบุรี 25 ราย และ 10.อุบลราชธานี 24 ราย

ส่วนรายงานผู้ป่วยรายใหม่มีอาการเข้ารักษาในร.พ.หลักหน่วยมี 37 จังหวัด และไม่มีรายงานผู้ป่วยโควิดเหลือ 13 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ตาก นราธิวาส พังงา พัทลุง มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน สมุทรสงคราม สุโขทัย สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี

สธ.ลงนามเปลี่ยนวัคซีนแอสตร้าฯ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานพิธีลงนามสัญญาจัดหาแอนติบอดีสำเร็จรูป Long Acting Antibodies (LAAB) เพื่อการป้องกันโควิด-19 ระหว่าง นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และนายเจมส์ ทีก ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศ ไทย) จำกัด

นายอนุทินกล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมควบคุมโรคลงนามจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดไวรัลเวกเตอร์ เพื่อเข้ามาสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่คนในประเทศ อย่างไรก็ตาม วัคซีนทุกชนิดเมื่อฉีดแล้วจะมีประชากรบางกลุ่มที่ร่างกายไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี หรือภูมิคุ้มกันตกลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิดแล้วป่วยอาการหนักและเสียชีวิตได้ ได้แก่ ผู้สูงอายุมากๆ กลุ่มผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือปลูกถ่ายไขกระดูกและได้รับยากดภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่มีการเสียชีวิต จากโรคโควิด-19 ทุกวัน ดังนั้น ศบค.จึงมอบหมายให้สธ.จัดหา LAAB มาใช้ดูแลกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว เพื่อป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตจากโควิด-19

สำหรับ LAAB เป็นแอนติบอดีที่ออกฤทธิ์ยาว มีส่วนประกอบ 2 ชนิด คือ Tixagemab 150 ม.ก. และ Cilgavimab 150 ม.ก. ผ่านการรับรองใช้แบบในภาวะฉุกเฉินที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษแล้ว ล่าสุด อย.ไทยอนุมัติให้ใช้ในภาวะฉุกเฉินเช่นกันเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2565 มีข้อบ่งใช้ในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักตัวไม่น้อยกว่า 40 ก.ก. โดยให้ก่อนการสัมผัสโรคด้วยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 6 เดือน มีประสิทธิผลร้อยละ 83 ในการลดความเสี่ยงอาการรุนแรงของโควิด และจากการศึกษาพบว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์

“การลงนามครั้งนี้จะจัดหา LAAB เข้ามาจำนวน 2.5 แสนโดส โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่ม เนื่องจากเป็นการปรับสัญญาเพื่อเปลี่ยนวัคซีนแอสตร้าฯ บางส่วนมาเป็น LAAB ภายในกรอบวงเงินงบประมาณเดิมที่ครม.อนุมัติ ซึ่งทำให้ใช้งบลดลง 125 ล้านบาท ถือว่าวินวินทั้งสองฝ่าย โดยจะทยอยเข้าภายในเดือนนี้ก่อน 7 พันโดส ทำให้เรามีทั้งวัคซีนและแอนติบอดีสำเร็จรูปมาดูแลประชาชนได้ครอบคลุมมากขึ้น ถ้ามีความต้องการมากขึ้นก็สามารถเจรจาเพิ่มเติมได้” นายอนุทินกล่าว

‘อนุทิน’ลั่นไม่เคยพูดให้ถอดแมสก์
นายอนุทินกล่าวถึงกรณีศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ขอให้สธ.เสนอศบค.ออกมาตรการบังคับให้สวมหน้ากากในพื้นที่ปิดนั้นว่า สธ.มีการประชุมอีโอซีทุกเช้า คณบดีแพทย์จากสถาบันต่างๆ ก็ร่วมด้วย ขั้นตอนการนำเสนอมีอยู่แล้ว ทุกอย่างเราฟังหมด หากอีโอซีเสนอขึ้นมาผ่านศบค. ส่วนใหญ่ก็ผ่าน ที่ผ่านมาเสนออะไรไปก็รับหมด ไม่เคยเห็นมีการไม่เห็นด้วย การได้รับคำแนะนำ ข้อชี้แนะดีๆ จากผู้ทรงคุณวุฒิก็เป็นบุญของสธ.ที่มีคนเข้ามาช่วยคิดช่วยทำงานมากมาย เราพร้อมอยู่แล้วถ้าเป็นประโยชน์

เมื่อถามว่าการประชุม ศบค.วันที่ 8 ก.ค.นี้จะเสนอมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก่อนประชุมศบค.ชุดใหญ่จะมีการประชุม ศปก.ศบค. หรือชุดเล็ก ก็จะเสนอมาตรการต่างๆ ถ้าสถานการณ์ดีขึ้นก็เร่งลดหย่อน ถ้าสถานการณ์ตึงก็จะไปดูเป็นจุดๆ ว่าเราควรแก้ไขอย่างไร อย่างช่วงนี้สิ่งที่เราเห็นศบค. และสธ.ไม่เคยพูดเลยว่า ถึงเวลาปลดหน้ากากแล้ว มีแต่หน่วยงานอื่นพูด

“รัฐมนตรี ปลัด นายกรัฐมนตรี ศบค.พูดแต่ว่าถ้าใส่ได้ใส่เถอะ อย่าไปถอดเลย ทุกอย่างใส่แล้วก็เป็นการลดความเสี่ยง เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งนั้น หากอยากจะถอดก็ประเมินสถานการณ์เอา ก็เป็นไปตามที่เราพูดทุกอย่าง ไม่ได้ตั้งเข็มว่าจะถอดหน้ากากอย่างเดียว พอถึงเวลาถ้ามีปัญหาขึ้นมาก็จะเป็นความเคลือบแคลงสงสัยและไปหาคนรับผิดชอบ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไร ช่วงนี้ใส่ได้เราก็ใส่ เพื่อตัวเราเอง”

เมื่อถามถึงกรณีมีข้อห่วงกังวลว่ามีการติดเชื้อในโรงเรียนเพิ่มขึ้น นายอนุทินกล่าวว่า ก็สามารถติดได้ทุกที่ที่มีการสัญจรไปมา มีการรวมกลุ่มของคนจำนวนมาก ก็ต้องระวัง ฉีดวัคซีนแล้วช่วยได้เยอะเลย ถึงแม้ติดก็จะไม่เป็นอะไร นี่คือเจตนารมณ์ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลและสธ.พยายามออกมาชี้แจงว่า ถ้าเราป้องกันตนเองอย่างเต็มที่ แม้จะติดเชื้อก็จะไม่เป็นอะไร และถึงจะเดินหน้าไม่ว่าจะเป็นโรคประจำถิ่นหรืออะไร ซึ่งในกฎหมายก็ไม่มีโรคประจำถิ่น มีแต่โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เราพยายามทำให้ทุกอย่างเป็นปกติมากที่สุด

เร่งถกสปสช.ขอจำนวนป่วยไต
ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการกระจายและการเข้าถึงบริการของภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป LAAB ว่า เราเชิญทางโรงเรียนแพทย์ เช่น จุฬาฯ รามาฯ ศิริราช รวมถึงราชวิทยาลัยต่างๆ มาหารือว่าจะใช้ในกลุ่มไหน ซึ่งเดิมในการศึกษาเราใช้ในกลุ่มที่เป็นโรคไตเรื้อรังที่ต้องฟอกไตว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ แต่ทางผู้เชี่ยวชาญทางโรงเรียนมาหารือก็อยากเพิ่มกลุ่มปลูกถ่ายอวัยวะ เนื่องจากกลุ่มนี้กว่าจะได้อวัยวะมาก็ยาก แม้การศึกษาเบื้องต้นอาจจะยังไม่คุ้มค่าแต่ไม่ได้ดูเรื่องคุณภาพชีวิต จึงขอให้เพิ่มกลุ่มนี้ด้วย เราก็จะใส่เพิ่มเข้าไป กลุ่มเป้าหมายสามารถเพิ่มได้ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ หลังจากกำหนดกลุ่มเป้าหมายแล้วก็เชิญสปสช.ซึ่งอยู่ในคณะมาหารือว่าแต่ละจังหวัดมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเท่าไร ซึ่ง สปสช.มีข้อมูลอยู่แล้ว ก็จะกระจายตามสัดส่วนลงไป ส่วนผู้ป่วยกลุ่มอื่นที่เพิ่มเข้ามาจะขอข้อมูลเพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นยาตัวใหม่ใช้ได้ทั้งการป้องกันและการ รักษา ซึ่งทางบริษัทยื่นอย.ในเรื่องการใช้ในการป้องกัน แต่ทราบว่าน่าจะยื่นเรื่องการรักษาเพิ่มเติมในเดือนนี้ ทางอาจารย์โรงเรียนแพทย์หลายท่านก็อยากนำไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติมว่าประสิทธิภาพเป็นอย่างไร รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ ด้วย ส่วนจำนวนตัวเลขชัดๆ ว่าจะกระจายเท่าไร น่าจะเสร็จภายใน 2 สัปดาห์นี้

“ผู้ป่วยกลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ใน โรงพยาบาลใหญ่ๆ ทั้งโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ก็จะเหมือนวัคซีนโควิดที่เราส่งไปที่จังหวัดเพื่อให้ไปกระจายต่อตามจำนวนผู้ป่วยที่มีข้อมูลของสปสช. ส่วนโรงเรียนแพทย์จะเน้นการศึกษาวิจัยมากกว่า จะได้ดูกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้นและได้ประโยชน์ด้วย เนื่องจากเป็นยาใหม่ความรู้การนำมาใช้ในประเทศยังน้อย ประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับเพราะอย.ขึ้นทะเบียนแล้ว แต่จะใช้ในกลุ่มเป้าหมายไหนให้เหมาะสมต้องศึกษากันต่อไป” นพ.โอภาสกล่าว

เมื่อถามว่าการฉีดในกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ต้องฉีดทุก 6 เดือนเหมือนกันหรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า เบื้องต้นขึ้นทะเบียนฉีดไป 1 ครั้ง ฤทธิ์จะอยู่ได้นาน 6 เดือน แต่จากนั้นต้องฉีดต่อหรือไม่ต้องดูอีกครั้ง เนื่องจากเราต้องดูตามสถานการณ์การระบาดด้วย ช่วงนี้น่าจะเหมาะที่สุดเพราะโรคกำลังระบาด แต่สมมติครบ 6 เดือนแล้วโรคยังไม่ระบาดก็อาจจะดูอีกครั้งก่อนได้ จะดูประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และสถานการณ์การระบาด ซึ่งเรื่องความปลอดภัยเป็นแอนติบอดีร่างกายไม่ต้องมีปฏิกิริยากับมัน หากเป็นวัคซีน เราฉีดเชื้อโรคเข้าไป ร่างกายสู้กับเชื้อโรคแล้วสร้างภูมิ นี่ฉีดภูมิโดยตรง ผลข้างเคียงก็จะน้อยกว่า ข้อดีคือกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเปราะบาง บางทีเขากลัวการฉีดวัคซีนเพราะจะไม่สบาย ร่างกายจะอ่อนแอเลยไม่ค่อยอยากฉีด จึงเหมาะกับกลุ่มนี้มากที่สุด

ถามถึงสัดส่วน LAAB 2.5 แสนโดส แลกเปลี่ยนกับวัคซีนแอสตร้าฯ จำนวนเท่าไร นพ.โอภาสกล่าวว่า LAAB จำนวน 2.5 แสนโดส ประมาณ 6 พันกว่าล้านบาท เปลี่ยนกับวัคซีนเป็นจำนวนเท่าไรนั้น ตัวเลขชัดๆ ยังไม่แน่ใจ แต่หากเป็นราคา พบว่าทำให้การจ่ายเงินลดลงหรือประหยัดไปมากกว่า 100 ล้านบาท ก็ไม่ต้องขอครม.ในงบประมาณเพิ่มเติม

เทศบาลโคราชย้ำไม่ปิดชั้นเรียน
วันเดียวกัน นายไกรสีห์ หล่อธราประเสริฐ รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา เปิดเผยว่า โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครนครราชสีมาทั้งหมด 6 แห่ง มีนักเรียนเกือบ 1 หมื่นคน ตอนนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ภายในโรงเรียนยังไม่มาก จากการรายงานผู้ติดเชื้อรายวัน พบว่ามีเพียงวันละ 2-3 รายเท่านั้น ยังไม่พบเป็น กลุ่มก้อนที่มีลักษณะเป็นคลัสเตอร์ใหญ่ๆ ทางเทศบาลมีมาตรการให้แต่ละโรงเรียนจัดระบบเผชิญเหตุ โดยคัดแยกผู้ติดเชื้อออกไปรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงจะให้หยุดเรียนเพื่อดูอาการก่อน 3 วัน หากไม่มีอาการก็ให้กลับมาเรียนได้ตามปกติ

นายไกรสีห์กล่าวต่อว่า ทุกโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครนครราชสีมาจะมีมาตรการป้องกันการระบาดของโควิด-19 ตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งการตั้งจุดคัดกรอง วัดอุณหภูมิ สวมหน้ากากอนามัย มีเจลล้างมือ และมีห้องสาธารณสุขของโรงเรียนอยู่ทุกแห่ง จึงมั่นใจได้ว่าจะสามารถควบคุมการระบาดได้เป็นอย่างดี และไม่มีความจำเป็นต้องปิดชั้นเรียน หรือปิดโรงเรียน อีกทั้งช่วงนี้การระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่ตัวเมืองนครราชสีมาเริ่มเบาบางลงแล้ว เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ไปแล้ว และร้อยละ 50 ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นไปแล้ว จึงไม่เป็นกังวลเรื่องความเสี่ยงที่จะมีอาการหนัก อย่างไรก็ตามทางเทศบาลนครนครราชสีมาก็ต้องปฏิบัติตามมาตรการของศบค.จังหวัด หากมีกรณีฉุกเฉินก็พร้อมจะปฏิบัติตามทุกเรื่อง เพื่อให้สามารถป้องกันได้ในแนวทางเดียวกันต่อไป

โคราชป่วยBA.4/BA.5แล้ว8ราย
เมื่อเวลา 13.30 น.ที่ห้องประชุมสำนักงานการกีฬาและท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา ศูนย์บัญชาเหตุการณ์ตอบโต้โรคติดเชื้อ โควิด-19 จ.นครราชสีมา พญ.อารีย์ เชื้อเดช รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) นครราชสีมา ชี้แจงสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดต่อร้ายแรงในพื้นที่ 32 อำเภอว่า พบ ผู้ป่วยรายใหม่ 309 ราย กำลังรักษา 4,412 ราย รักษาหาย 193,382 ราย ป่วยสะสม 198,113 ราย เสียชีวิตรายใหม่ 1 ราย เป็นหญิงอายุ 57 ปี ต.ตะแบกบาน อ.ครบุรี ประวัติมีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูงและไขมันในเส้นเลือด รับวัคซีน 3 เข็ม เสียชีวิตสะสม 319 ราย

พญ.อารีย์กล่าวต่อว่า สิ่งที่เป็นห่วงและต้องเน้นย้ำกลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้น 2,633,207 ราย ภาพรวมรับวัคซีน 2 เข็ม ร้อยละ 72.52 แต่ฉีดวัคซีนเข็ม 3 หรือเข็มกระตุ้นค่อนข้างน้อย เพียงร้อยละ 31.72 โดยเฉพาะกลุ่ม 608 ไม่ให้ความสำคัญมากนัก แม้วัคซีนไม่สามารถป้องกันติดเชื้อแต่ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้มาก ขณะนี้ขยายจุดบริการครอบคลุมทุกพื้นที่ 32 อำเภอ โดยโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทุกแห่ง จัดสรรวัคซีนให้เลือกและสามารถดำเนินการได้ทันที

“ทั้งนี้ต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดโควิดสายพันธุ์ย่อย BA.4/BA.5 เชื้อกลายพันธุ์ของโอมิครอน ล่าสุดพบผู้ป่วย 8 ราย ในพื้นที่ติดเชื้อ สถานการณ์ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อที่ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งไม่ได้เข้าสู่ระบบการรักษา ส่งผลให้ตัวเลขที่รายงานแต่ละวันคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง อาจทำให้ชาวโคราชการ์ดตกหรือปล่อยปละละเลย นอกจากนี้สถานศึกษาทุกระดับได้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนแบบออนไซต์และมีนักเรียนติดเชื้อค่อนข้างมาก แต่ไม่ต้องปิดโรงเรียน อาจทำให้แพร่เชื้อเป็นกลุ่มเป็นก้อนหรือคลัสเตอร์ จึงสั่งการให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด เน้นสถานศึกษา ตลาดสดและกิจกรรมทางสังคมที่มีการรวมตัวจำนวนมาก”

สายพันธุ์ใหม่ลามปัตตานี
วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมพญาตานี ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดปัตตานี ว่าที่ร้อยตรีตระกูล โทธรรม รองผู้ว่าฯ ปัตตานี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดปัตตานี โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปัตตานี แจ้งว่า ผู้ติดเชื้อโควิค -19 ปัตตานี แม้มีจำนวนลดลง แต่สถานการณ์ก็ยังทรงตัว และพบว่าขณะนี้จากการสุ่มตัวอย่าง พบผู้ติดเชื้อโควิดโอมิครอน BA.4/BA.5 ในพื้นที่เขตอ.เมืองปัตตานีแล้ว 3 ราย พบว่ากลายพันธุ์ในตำแหน่ง L452R ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับสายพันธุ์เดลตา ทำให้เกิดอันตรายกับปอดมากขึ้น จึงมีความกังวลว่าโอมิครอน BA.4/BA.5 จะแพร่เร็ว และมีความรุนแรงเหมือนกับสายพันธุ์เดลตา จึงสั่งการให้ทุกฝ่ายเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ยังต้องฉีดวัคซีนประชาชนทุกกลุ่ม และยังต้องปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

ที่สำคัญคือการใส่หน้ากาก แม้ไม่บังคับสวมหน้ากากอนามัย สามารถถอดหน้ากากได้ เมื่ออยู่นอกอาคารที่โล่งแจ้งอยู่คนเดียว อยู่ในอาคารที่เว้นระยะห่างได้ ไม่แออัดและระบายอากาศดี อยู่ในอาคารที่เว้นระยะห่างได้ ไม่แออัด และระบายอากาศดี ส่วนกลุ่มที่ควรสวมหน้ากากตลอดเวลา คือกลุ่ม 608 ที่ไม่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ เมื่ออยู่รวมกับบุคคลอื่น ผู้ติดเชื้อ/ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง

‘อนุทิน’โวยคนดูถูกกัญชาไทย
เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวระหว่างร่วมงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ถึงกรณีที่ “หมาแก่” พิธีกรรายการข่าว ระบุว่ารัฐบาล และสธ. ทำนโยบายกัญชาแบบขาดความรับผิดชอบ ว่า ผู้ที่กล่าวเช่นนี้ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะไม่มีความรู้ ไม่เข้าใจ และไม่พยายามหาความเข้าใจเพื่อนำสิ่งดีๆ ไปถ่ายทอดประชาชน สธ. แพทย์ แพทย์แผนไทย ผู้ประกอบการ เกษตรกร ชาวบ้าน วิสาหกิจชุมชน ต่างรู้คุณประโยชน์ของพืชกัญชาและนำส่วนที่ดีมาใช้ มาผลิตเป็นสินค้า เกิดประโยชย์ทั้งสุขภาพและการสร้างรายได้

“คุณหมาแก่ปิดประโยชน์เหล่านี้แก่ประชาชน ดูถูกภูมิปัญญาและคนที่ตั้งใจทำกัญชา กัญชงอย่างถูกกฎหมาย คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนมองเห็นดวงดาว เราจะมองอย่างไร ผู้ชนะต้องมองสิ่งที่ไม่ดีเป็นสิ่งที่ดี มองปัญหาเป็นโอกาส มีแต่ผู้แพ้มีปมด้อยเท่านั้นที่มองสิ่งดีเป็นสิ่งไม่ดีหรือมองโอกาสเป็นปัญหา อยากเชิญชวนทั้งหมาแก่หรือใครก็ตามที่ไม่เข้าใจมาเดินงานนี้ มาดูว่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรของไทย กัญชง กัญชา สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศอย่างไร เราต้องใจกว้าง ถ้าสปอร์ตแมนพอ เอากล้องมาด้วยมาสัมภาษณ์คนในงานว่าเห็นประโยชน์หรือรู้สึกอย่างไร เราเปิดถึงวันที่ 10 ก.ค. จัดรายการเช้าๆ เสร็จก็มาเปิดหูเปิดตา” นายอนุทินกล่าว

ส่วนกรณีที่ชมรมแพทย์ชนบทโจมตีเรื่องการปลดล็อกกัญชา รมว.สาธารณสุข กล่าวว่าแสดงว่ายังไม่เข้าใจเพียงพอ ถ้าเข้าใจเจตนารมณ์ สธ.ก็จะไม่ทำเช่นนั้น ต้องขอบคุณประธานชมรมแพทย์ชนบทที่เขียนมาว่าโรงพยาบาลจะนะก็เดินหน้าเต็มที่เรื่องกัญชาทางการแพทย์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน