ตำรวจไซเบอร์ผนึกกำลังเอไอเอสปูพรม 8 จุดทั่วกรุง ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตรวจยึดเครื่องส่งสัญญาณรวมกว่า 40 เครื่อง แฉแก๊งอุบาทว์เปลี่ยนวิธีการหลังใช้เบอร์ต่างประเทศ +697 หลอกไม่ได้แล้ว มาตั้งฐานในไทยส่งสัญญาณมือถือกลับไปให้ขบวนการในต่างประเทศโทร.กลับมาหลอกอีกทอด ทำผู้เสียหายหลงเชื่อเพราะเป็นเบอร์ในประเทศ แต่ละเครื่องใส่ซิมโทรศัพท์มือถือได้ 32 ซิม แต่ละซิมโทร.ออกได้ 500 ครั้งต่อวัน หรือ 20 ล้านครั้งต่อเดือน ตร.ประสานหาตัวเจ้าของชื่อที่ใช้เปิดใช้ซิมเอาผิดเหมือนพวกเปิดบัญชีม้า
เมื่อวันที่ 6 ก.ค. พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท., นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS นายไตรรัตน์ วิริยะ ศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกันแถลงข่าวกรณีจับกุม ผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ได้โทรศัพท์หลอกลวงข่มขู่ให้ผู้เสียหายโอนเงิน หลังเปิดยุทธการดินแดง บางนา internet protocol ปิดล้อมตรวจค้น 8 จุด ในพื้นที่เขตบางนา ห้วยขวาง และลาดพร้าว
พล.ต.ท.กรไชยกล่าวว่า สืบเนื่องจาก ผู้เสียหายถูกคนร้ายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ โทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่าผู้เสียหายมีใบสั่งค้างชำระค่าปรับจราจร แจ้งว่าส่งพัสดุที่ผิดกฎหมาย ต้องโอนเงินไปชำระ หรือต้องโอนเงินไปตรวจสอบแล้วแต่กรณี ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนไปให้มิจฉาชีพ ต่อมาทราบว่าถูกหลอกลวงจึงดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ และร้องเรียนผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสายด่วน 1185 AIS Spam Report Center
ต่อมาบช.สอท. ตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลในระบบรับแจ้งความออนไลน์พบว่า กรณีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงเชื่อมกันกับ ผู้เสียหายอีกหลายราย เชื่อว่าเป็นกลุ่มคนร้ายกลุ่มเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้สืบสวนสอบสวน รวมถึงประสานงานกับฝ่ายเทคนิคผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่คนร้ายใช้หาเบาะแสเพิ่มเติม กระทั่งทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือนายสุรชาติ แซ่โจ จึงรวบรวม หลักฐานขอศาลออกหมายจับ
กระทั่งวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.สอท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันเข้าตรวจค้นสถานที่ต่างๆ ผลการปฏิบัติจับกุมนายสุรชาติ แซ่โจ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และนําเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนได้ที่พีอาร์แมนชั่น ซ.บางนาตราด 21 แขวงและเขตบางนา ขณะตรวจค้นยังพบผู้ต้องสงสัยอีก 4 ราย และตรวจยึดของกลางเครื่องสัญญาณ IP PBX 43 เครื่อง เครื่องส่งญาณไร้สาย wireless router 30 เครื่อง และของกลางอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกหลายรายการ เช่น สมุดบัญชีธนาคาร โทรศัพท์มือถือ นำตัวผู้ต้องหา และของกลางส่งพนักงานสอบสวน บช.สอท.ดำเนินคดี พร้อมสอบสวนขยายผลไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป
จากแนวทางสืบสวนพบนายสุชาติมีหน้าที่เป็นผู้ดูแลเครือข่ายได้รับค่าจ้างโอนเข้าบัญชีจากต่างประเทศ เดือนละ 20,000 บาท สำหรับอุปกรณ์เราเตอร์ 43 เครื่อง แต่ละเครื่องสามารถบรรจุซิมได้ 32 ซิม โทร.ได้ ซิมละ 500 ครั้งต่อวัน ดังนั้น ใน 1 เดือน จะสามารถโทร.ได้ถึง 20 ล้านครั้ง คิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรในประเทศไทยที่จะถูกมิจฉาชีพโทร.ไปหลอกลวง เครือข่าย ดังกล่าวเริ่มทำมาตั้งแต่เดือนก.พ.ที่ผ่านมา มีหัวหน้าผู้บงการเป็นชาวต่างชาติ ขณะนี้ทราบสัญชาติแล้ว อยู่ระหว่างขยายผล เพื่อจับกุมต่อไป

แก๊งคอล – พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท. นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ เอไอเอส และนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการ เลขาฯ กสทช. แถลงผลทลาย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ 8 จุดทั่วกทม. เมื่อวันที่ 6 ก.ค.
ผบช.สอท.กล่าวว่า การจับคุมครั้งนี้อาศัยความร่วมมือจากระบบ AIS Spam Report Center และร่วมกับ กสทช. ในการหา พิกัดของเครื่องส่งสัญญาณ วิธีการนี้ทำให้มิจฉาชีพในปัจจุบัน สามารถใช้เบอร์ประเทศไทยโทรศัพท์มาได้ แม้ผู้ที่โทร.จะอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยก่อนหน้านี้ที่มิจฉาชีพใช้เบอร์ +697 โทร.มา แต่คนเริ่มรู้ทันไม่รับสายจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีนี้ ด้วยการนำซิมเบอร์โทรศัพท์ปกติใส่เข้าไปในเครื่องนี้ และส่งสัญญาณ 4 จี หรือ 5 จี ออกไปนอกประเทศ ให้ผู้ที่เป็นคอลเซ็นเตอร์ที่ทำงาน อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านโทร.มาคุยกับประชาชนในประเทศไทย โดยไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์ในการโทร.ข้ามประเทศ จากนี้จะตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการนำเข้าเครื่องส่งสัญญาณได้ และจะนำซิมโทรศัพท์มือถือที่ตรวจยึดได้ทั้งหมด ไปตรวจสอบชื่อผู้จดทะเบียนต่อไป ซึ่งจะมีความผิดด้วยคล้ายกับบัญชีม้า
นายไตรรัตน์กล่าวว่า พฤติการณ์ของเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์นี้จะเช่าห้องพักและใช้อุปกรณ์คล้ายตัวจ่ายไฟเป็นเราเตอร์สำหรับใส่ซิมและส่งสัญญาณออกไป เครื่องส่งสัญญาณดังกล่าว หากจะมีการนำเข้ามาใช้ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และการลักลอบนำเข้าประเทศถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ด้วย
ด้านนางสายชลกล่าวว่า ที่ผ่านมา ทาง เอไอเอสพยายามที่จะสื่อสารให้ความรู้กับประชาชนในการตรวจสอบแยกแยะสายโทรศัพท์ของมิจฉาชีพ แต่มิจฉาชีพยังคงมีกลไก เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ จึงเปิดศูนย์ 1185 Spam Report Center ขึ้นมา ทำงาน ใกล้ชิดกับตำรวจไซเบอร์ให้ประชาชนแจ้งเบาะแสเบอร์โทร.ของมิจฉาชีพ มีประชาชนแจ้งเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทีมเทคโนโลยีตรวจสอบหมายเลขที่ได้รับแจ้งและส่งต่อข้อมูลให้ตำรวจไซเบอร์และ กสทช. ขยายผล จนสามารถจับพิกัดของเครือข่ายที่เป็นแหล่งกำเนิดสัญญาณได้
อย่างไรก็ตาม จากกรณีปัญหามิจฉาชีพละเมิดการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชนสร้างความเดือดร้อน รำคาญ ไปจนถึงความเสียหายต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคล ปัจจุบันเกิดเพิ่มขึ้นตามลำดับ ดังนั้นในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัลที่มีเป้าหมายสูงสุดคือ การปกป้องข้อมูลและการใช้งานระบบสื่อสารของลูกค้า ที่ผ่านมานอกเหนือจากการพัฒนาดิจิทัลเซอร์วิสเพื่อช่วยป้องกันภัยไซเบอร์ อาทิ AIS Secure Net, Google Family Link ที่สามารถดูแลการใช้งานโทรศัพท์มือถือให้อยู่บนความปลอดภัยจากสแปม, ฟิชชิ่ง, ไวรัส แล้ว เรายังได้ร่วมทำงานกับภาครัฐ อย่าง กสทช.และฝ่าย ความมั่นคงอย่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือตำรวจไซเบอร์ ผ่านบริการสายด่วน 1185 AIS Spam Report Center ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา
“การที่จับกุมมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นผลจากการร่วมทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างไร้รอยต่อ โดยเอไอเอสยินดีที่จะสนับสนุนและร่วมทำงานกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องลูกค้าและประชาชนจากมิจฉาชีพที่จะถูกดำเนินการทางกฎหมาย อย่างไรก็ตามบริการสายด่วน 1185 AIS Spam Report Center ทำหน้าที่เป็นสายด่วน รับเรื่องร้องเรียนจากลูกค้าเอไอเอส ในกรณีถูกมิจฉาชีพโทร.เข้ามารบกวน หรือได้รับ SMS Spam สามารถโทร.เข้ามาแจ้งได้ฟรี ผ่าน IVR Self Service และ AI Chatbot เพื่อให้ข้อมูลเบอร์โทร.หรือ SMS ที่ คาดว่าเป็นกลุ่มมิจฉาชีพ โดยเอไอเอสจะดำเนินการตรวจสอบถึงที่มารายละเอียดการจดแจ้งลงทะเบียน รูปแบบการโทร.ของเบอร์ดังกล่าว ซึ่งจะบ่งชี้ได้ว่าเป็นเบอร์หรือ SMS ของกลุ่มมิจฉาชีพหรือไม่ หลังจากนั้นจะดำเนินการบล็อกเบอร์และ SMS นั้นๆ โดยทันที พร้อมแจ้งกลับไปยังลูกค้าภายใน 72 ชั่วโมง” หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์เอไอเอส กล่าว