สู้หาร500-ตั้งอีกพรรคชื่อ‘ครอบครัวเพื่อไทย’เน้นโกยสส.ปาร์ตี้ลิสต์กก.ฉะแผนสืบอำนาจบิ๊กตู่ปลื้มเอฟซียุอยู่ต่อ

เพื่อไทยแถลงประณาม ใบสั่งจากทำเนียบ โหวตหนุนสูตรส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ หาร 500 ระบุทำรัฐสภา อัปยศ หวังแลก 30 เสียงลงมติศึกซักฟอก เตรียมยื่นศาล รธน.หยุดความเลวร้าย ชงป.ป.ช.ฟันจริยธรรม เตรียมแก้เกมตั้ง ‘พรรคครอบครัวเพื่อไทย’ เน้นโกยคะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อส่วนเพื่อไทย รณรงค์เลือกตั้งแบบเขต ก้าวไกลลุยขวางขบวนการสืบทอดอำนาจ ‘พงศกรอรรณนพพร-ประภัสร์ จงสงวน’ ทิ้ง ‘เจ๊หน่อย’หวนคืนรังเพื่อไทย ‘บิ๊กตู่’ ลงพื้นที่กำแพงเพชรปลื้มชาวบ้านใส่เสื้อ “ซุปเปอร์เอฟซี” เชียร์เป็นนายกฯ ต่อ

‘บิ๊กตู่’ไปกำแพงเพชร-พปชร.พรึ่บ
เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 7 ก.ค. ที่ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมคณะ อาทิ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินทาง ด้วยเครื่องบิน Embraer (บ.ท.135) ไปยัง ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 4 ตาคลี ต.ตาคลี อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ก่อนเดินทางต่อด้วยเฮลิคอปเตอร์ (แบล็กฮอว์ก) ไปยังจ.กำแพงเพชร เพื่อลงพื้นที่ตรวจราชการ

เวลา 09.30 น. ที่สนาม ฮ.ชั่วคราว หน้าที่ว่าการอ.เมืองกำแพงเพชร พล.อ.ประยุทธ์และคณะเดินทางถึงโดยมี ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ต้อนรับ อาทิ นายอนันต์ ผลอำนวย นายปริญญา ฤกษ์หร่าย นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ร่วมด้วย นายมนัส อ่อนอ้าย ส.ส.พิษณุโลก นายสุรชาติ ศรีบุศกร ส.ส.พิจิตร นายสัญญา นิลสุพรรณ ส.ส. นครสวรรค์ ส่วนนายไผ่ ลิกค์ ส.ส.เขต 1 กำแพงเพชร ซึ่งย้ายไปพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) ไม่ได้มาต้อนรับ

การลงพื้นที่ จ.กำแพงเพชร ของพล.อ. ประยุทธ์ ถือเป็นการส่งสัญญาณชิงพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทยกำกับดูแล ในการเลือกตั้งปี 2562 โดยพล.อ.ประยุทธ์ขอให้ ส.ส.และนักการเมืองที่มาต้อนรับร่วมกันทำงาน พร้อมระบุว่า “ใจๆๆ” และเอามือตบไปที่หน้าอกซ้าย

ปลื้มซุปเปอร์เอฟซีเชียร์อยู่ยาว
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์เดินทางด้วยรถ โตโยต้าอัลพาร์ด สีขาว ทะเบียน กท.9 กำแพงเพชร เข้าสักการะศาลหลักเมือง โดยมีคณะลำตัดขับร้องเพลงฉ่อยต้อนรับ และ มีมวลชนสวมเสื้อการ์ตูนรูปภาพนายกฯ มีข้อความ “เรารักลุงตู่” เข้ามอบดอกกุหลาบพร้อมตะโกนให้กำลังใจ “ขอให้ลุงตู่สู้ๆ หาร 500 แล้วอยู่ยาวไปเลย 8 ปี” และชูป้ายข้อความ “ชาวกำแพงเพชรขอสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป สู้ๆ เพื่อประเทศไทย” ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ตอบกลับว่า “จะพยายามทำให้ดีที่สุด นายกฯ อยู่เองไม่ได้ ถ้าอยู่ก็ทำต่อ”

พล.อ.ประยุทธ์เดินทางต่อไปยังวัดคูยาง กราบนมัสการพระธรรมภาณพิลาส เจ้าคณะภาค 4 เจ้าอาวาสวัดคูยาง พระอารามหลวง โดยมวลชนมาต้อนรับด้านหน้า พร้อมตะโกนให้กำลังใจนายกฯ สู้ๆ โดยมวลชนบางกลุ่มที่มาต้อนรับและให้กำลังใจยังสวมเสื้อยืด สีขาวข้อความ “ซุปเปอร์เอฟซีลุงตู่”

เวลา 10.30 น. ที่บ้านท้องคุ้ง หมู่ที่ 7 ต.ท่าพุทรา อ.คลองขลุง พล.อ.ประยุทธ์ตรวจเยี่ยมการบริหารงานกล้วยไข่แปลงใหญ่ และกล่าวว่า นายกฯ และรัฐบาลต้องการให้ทุกคนมีรายได้ที่ยั่งยืน วันหน้าจะปรับปลูกหรืออะไร จะรู้ได้อย่างไรมันจะอยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่รู้ แต่ที่อยู่กันแน่ๆ คือกล้วย ใครจะเปลี่ยนจะปรับอะไรก็ตามอย่าทิ้งกล้วยไข่ วันนี้ขายออนไลน์ ออฟไลน์ การประชาสัมพันธ์ต้องดีและรู้สึกดีใจที่ทำให้กล้วยไข่ไม่ใช่กล้วยไข่อย่างเดียว ทำทุกอย่างทั้งราก ทั้งต้นทั้งใบ อยากให้คิดเรื่องนี้ต่อไป

ดำนา – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ทดลองขับรถดำนารุ่นใหม่ ระหว่างตรวจเยี่ยมการผลิตข้าวมาตรฐานเกษตรปลอดภัย ที่อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร ท่ามกลางชาวบ้านต้อนรับให้กำลังใจจำนวนมาก เมื่อวันที่ 7 ก.ค.

ลั่นรักทุกคน-สู้เพื่อพวกเรา
“นายกฯ พยายามอย่างเต็มที่ในการหาปุ๋ย ขอให้อดทนกันหน่อยนายกฯ ก็เจ็บปวดเหมือนทุกครั้ง ทุกเรื่องที่มีปัญหากับประชาชน วันนี้อยู่เพื่อใคร อยู่เพื่อพวกเราและก็ทำต่อเนื่อง รับว่าจะดูแลให้ดีที่สุด แม้ไม่เลือกก็รักทุกคน รักทุกจังหวัด รักทุกกลุ่ม ประเทศไทยจะแตกกันอีกไม่ได้แล้ว การที่ทุกคนรักสามัคคีกันทำให้ต่างประเทศเกิดความเชื่อมั่นมาลงทุนมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือรายได้ของประเทศและเป็นภาษี ซึ่งภาษีกลับมาตรงนี้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์พบปะเจ้าของสวนกล้วยไข่ ปลูกต้นกล้วยไข่และรดน้ำต้นไม้ ให้อาหารแพะ เยี่ยมชมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกล้วยไข่ รับมอบกระเป๋าผ้า ที่เขียนว่า “กำแพงเพชร” โดยชาวบ้าน บอกว่า “ขอให้ปกป้องคุ้มครองนายกฯ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “กำแพงต้องปกป้องคุ้มครอง กำแพงต้องแข็งแรง ไม่ผุพัง ต้องเสริมไปเรื่อยๆ ปกป้องคุ้มครองประเทศชาติประชาชนคนไทยทุกคน นั่นคือเจตนารมณ์ของพวกเรา”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างขบวนรถพล.อ.ประยุทธ์เดินทางไปจุดต่อไป มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งมายืนรอให้กำลังใจบริเวณข้างทาง จึงหยุดขบวนรถและลงไปทักทาย พร้อมร่วมถ่ายภาพอย่างเป็นกันเอง

เวลา 12.10 น. ที่ต.วังบัว อ.คลองขลุง พล.อ.ประยุทธ์ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการขจัดความยากจนและพัฒนาทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง (ศจพ.), มอบบ้านผู้ยากไร้ 1 หลัง และบ้านที่ดำเนินการเสร็จแล้วแก่ผู้แทน 10 หลัง เมื่อมาถึงกลุ่มพัฒนาบทบาทสตรีตะโกนดังกึกก้อง “เรารักลุงตู่ ลุงตู่สู้ๆ”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนสู้กับความยากจน สู้เพื่อพวกเรา ทำให้ประเทศไทยแข็งแกร่ง ถ้าเราไม่รักไม่สามัคคีกัน ไปไม่ได้ทั้งหมดเลย มีคนถามว่านายกฯ อยู่มาหลายปีไม่ทำอะไรเลย จริงหรือเปล่า หลายอย่างโครงการเป็นระยะ 3 ปี 5 ปี รัฐบาลไหนอยู่นานก็ทำได้เยอะ ตนพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาราคาน้ำมัน แต่เป็นเพราะต้องนำเข้า ซึ่งส่งผลเกี่ยวพันทั้งหมดกับราคาสินค้า พร้อมทำมือสัญลักษณ์ I love you และ กล่าวว่า “ผมรักทุกคน”

ยันเปล่าหาเสียง-ถ้าได้อยู่จะทำต่อ
เวลา 14.20 น. ที่ฝายชั่วคราวกั้นแม่น้ำปิง (โครงการหนองขวัญ) ต.วังแขม อ.คลองขลุง พล.อ.ประยุทธ์ตรวจเยี่ยมการบริหาร จัดการน้ำ การจัดหาแหล่งน้ำและการเพิ่มพื้นที่ชลประทาน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้อยากบอกว่าดีใจหลายๆ ที่มาเจอทุกคนในวันนี้ และตั้งแต่เช้าได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งของชาวกำแพงเพชร วันนี้เอาหัวใจมาฝากกำแพงเพชร นี่คือส.ส.ของเราทั้งนั้น ทุกอย่าง ขอให้รู้ว่า นายกฯ ใจร้อน อยากทำอะไรให้เสร็จๆ ที่ค้างๆ คาๆ แต่ปัญหาเยอะเหลือเกิน อยู่มา 7 ปีกว่าแล้ว ตอนนี้โครงการต่างๆ ตามแผนงาน ต้องแล้วเสร็จ ปี 2567 หากนายกฯ อยู่จะทำให้เร็วขึ้น

“ผมไม่ได้มาหาเสียง ไม่ได้ให้อะไรใครล่วงหน้า แต่หากอยู่จะทำอะไรให้เร็วขึ้น ก็พยายามอย่างเต็มที่ วันนี้พวกมาเยอะ ทั้งส.ส. ส.ว. วันนี้เราพูดคุยกันแล้วว่าจะทำอะไร ทำเพื่อประชาชนอย่างไรต้องเดินไปข้างหน้า การเมืองก็ต้องทำด้วย เราอาจสัญญามากไม่ได้ แต่ต้องทำให้ได้ในสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว ขอให้เชื่อมั่นว่านายกฯ ไม่ต้องการทุจริตอะไรใครทั้งสิ้น ไม่ต้องการให้เกิด ฝายตรงนี้ขอมานานแล้ว ขอมาตั้งแต่รัฐบาลไหน ผมจะผลักดันให้ ข้อเรียกร้องของประชาชนถ้าอะไรที่ไม่มีปัญหาทางกฎหมาย ยินดีจะทำให้”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ฮัมเพลง “จะดูแลเมื่อยามเธอหมองเศร้า จะเป็นเงายามเธอเหงาใจ” ซึ่งเป็นเพลง “ขอเป็นคนหนึ่ง” ของ นันทิดา แก้วบัวสาย อย่างอารมณ์ดี ซึ่งมีประชาชนพูดผ่านไมค์ว่า “ขอให้นายกฯ ได้กลับมาเป็นนายกฯ”

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์พบกับประชาชนจากจ.พิจิตร กำแพงเพชร และนครสวรรค์ ที่มารอพบพร้อมตะโกน นายกฯสู้ๆ พร้อมขอให้ดูแลเรื่องบริหารจัดการน้ำช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งนายกฯ กล่าวว่า “ถ้าได้อยู่ก็จะทำต่อ” ชาวบ้านจึงปรบมือแสดงความพอใจ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “เดี๋ยวหาว่ามาหาเสียง ไม่ใช่นะ มาตรวจงาน ดูทุกพื้นที่”

ไม่หว่านเงินหวังเป็นบุญคุณ
ต่อมาเวลา 14.45 น. ที่ขาณุวรลักษบุรี โมเดล หมู่ที่ 2 ต.แสนตอ อ.ขาณุวรลักษบุรี พล.อ.ประยุทธ์ ตรวจเยี่ยมการผลิตข้าวมาตรฐานเกษตรปลอดภัยของกลุ่มปลูกข้าว GAP “ขาณุวรลักษบุรี โมเดล” แนวทางการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน และได้ทดลองขับรถดำนา รุ่น 8 แถว นั่งขับ SPV 8 และชมโดรน พ่นปุ๋ย

พล.อ.ประยุทธ์ได้นั่งพูดคุยกับเกษตรกรว่า วันนี้ไม่ได้มาขอคะแนนเสียง ตนคือนายกฯ มีหน้าที่มาดูแลความเดือดร้อนของประชาชน รับฟังจากทุกส่วนทั้งรัฐมนตรี ส.ส. ถ้าตนได้ทำงานก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ ให้มีผลงานเป็น รูปธรรม ที่เน้นวันนี้คือโครงสร้างพื้นฐาน ถนน รถไฟฟ้าทางคู่ สนามบิน ทั้งหมดทำไปเท่าไหร่แล้วใช้เวลา 8 ปีเต็มๆ ถึงได้มีผลงานวันนี้ รัฐบาลถ้าอยู่ยาวต้องมีผลงานแบบนี้ แต่ถ้าอยู่สั้นๆ 1-2 ปีมีผลงานเล็กๆ น้อยๆ และไม่สำเร็จ รัฐบาลต้องทำงานแบบมียุทธศาสตร์ ไม่ได้ทำแบบสุกเอาเผากิน ตนไม่ได้ต้องการให้เงินทั้งหมดมาเป็นบุญคุณกับเรา แต่ให้เงินเพื่อไปสร้างความเข้มแข็งและเป็นรูปธรรม

“สิ่งสำคัญที่สุดคือความมั่นคงเสถียรภาพของรัฐบาล ถ้าประชาชนรักกันไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ทุกคนไปด้วยกันจะทำให้คนอยากมาประเทศไทย ผมไม่ใช่คนสร้างความขัดแย้ง ผมเข้ามาเพื่อให้มันสงบ และวันนี้ผมก็ไม่อยากขัดแย้งอีก นั่นคือความหนักใจของผม ถ้าทะเลาะกันอีกสิ่งที่ผมทำไว้ไปหมด เอกอัครราชทูต ทูต ผู้นำมา รองนายกฯ มา เขาบอกขอให้ประเทศไทยสงบสุขเท่านั้นเอง ด้านอื่นเขาพร้อมหมด และพร้อมจะมา มีเรื่องการลงทุนและรถไฟฟ้าพร้อมจะมาเกือบ 10 บริษัท จะมาทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนรถไฟฟ้าอันดับต้นของโลก” พล.อ. ประยุทธ์กล่าว

เช็กโหวตสูตร500-พปชร.หายเพียบ
สำหรับผลการลงมติร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 23 แก้ไขมาตรา 128 เกี่ยวกับวิธีการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ที่เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เสียงข้างมาก ที่ให้ใช้สูตร 100 หาร ด้วยคะแนน 392 ต่อ 160 งดออกเสียง 23 ไม่ลงคะแนนเสียง 2 เสียง

พบว่า พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคแกนนำรัฐบาลที่ได้รับสัญญาณจากพล.อ.ประยุทธ์ให้ลงมติสูตร 500 หาร ภาพรวมเป็นไปตามสั่ง มีเพียง 2 คน คือ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ นายกฤษณ์ แก้วอยู่ ส.ส.เพชรบุรี ที่เห็นด้วยกับสูตร 100 หาร แต่การโหวตรอบสอง นายไพบูลย์ไม่โหวต ขณะที่นายกฤษณ์ โหวตสูตร 500 หาร ทั้งนี้ มี 30 ส.ส.ไม่ร่วมโหวต และรอบสองหายไป 32 คน

พรรคภูมิใจไทยเป็นไปมติวิปพรรค โหวตไม่แตกแถว เห็นชอบตามกมธ.เสียงข้างน้อยที่เสนอให้ใช้ 500 หาร แต่มี 3 คนไม่ลงมติ คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค นายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เจ้าของแนวคิดสูตร 100 หาร มีส.ส.เพียง 11 คนที่เห็นด้วยกับสูตรดังกล่าว อาทิ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค นายสาธิตย์ ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค และประธานกมธ.วิสามัญ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช ประธานวิปพรรค นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายกนก วงษ์ตระหง่าน นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ นายสุทัศน์ เงินหมื่น นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี นายสินิตย์ เลิศไกร ส.ส.สุราษฎร์ธานี ขณะที่ นายสมชาติ ประดิษฐพร ส.ส.สุราษฎร์ธานี รอบแรกโหวตเห็นด้วยสูตร 100 หาร แต่รอบสองโหวตเห็นด้วยกับสูตร 500 หาร

พรรคชาติไทยพัฒนา (ชพน.) มีเพียงนายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะเลขานุการ กมธ. ที่โหวตสนับสนุน 100 หาร โดยที่ 6 ส.ส. ไม่เข้าร่วมโหวต อาทิ นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายประภัตร โพธสุธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น

‘ธรรมนัส’โนโหวต-73 ส.ว.ชิ่ง
ในส่วนพรรคเพื่อไทย(พท.) ส่วนใหญ่ลงมติเห็นด้วยกับ 100 หาร และงูเห่ายังคงเป็นหน้าเดิม 7 คน คือส.ส.ศรีสะเกษ 3 คน ที่จะย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ได้แก่ นาย ธีระ ไตรสรณกุล นางผ่องศรี แซ่จึง นาย จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์, นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก นายสุชาติ ภิญโญ ส.ส.นครราช สีมา นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น ส.ส.อุดรธานี นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก

ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ไม่ได้ร่วมโหวต 13 คน อาทิ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. นายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. และน่าสังเกตว่าทั้งนายจิรายุ และนายขจิตร ลุกขึ้นอภิปรายเป็นระยะ แต่ไม่ลงมติ

ขณะที่พรรคก้าวไกล(ก.ก.) 47 คน ลงมติไม่เห็นกับ 100 หาร ตามที่กมธ.เสียงส่วนใหญ่เสนอ เพื่อลงมติรอบสองโหวตหนุนสูตร 100 หารของนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แต่แพ้เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบตามสูตร 500 หาร ส่วนพรรคเพื่อชาติ นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ หัวหน้าพรรค งดออกเสียง และรอบสองไม่ลงมติ ส่วนลูกพรรคคนอื่นโหวตตามมติคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)

พรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) เสียงกระจัด กระจายมีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แต่มี 5 คนที่ไม่ร่วมโหวต อาทิ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรค นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค

ส่วน ส.ว. ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับ 500 หาร มีเพียง 7 คน ที่เห็นชอบกับ 100 หาร เช่น นายคำนูณ สิทธิสมาน นายวันชัย สอนศิริ นายเสรี สุวรรณภานนท์ มีส.ว.ไม่ร่วมโหวต 73 คน รวมถึง พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ น้องชายพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ประณาม – นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมแกนนำพรรค แถลงประณามรัฐบาลกลับลำดันสูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ หารด้วย 500 หลังที่ประชุมรัฐสภาลงมติไม่เห็นด้วยกับกมธ.เสียงข้างมากที่ให้ใช้สูตรหารด้วย 100 เมื่อวันที่ 7 ก.ค.

พท.ประณามอัปยศ-เล็งร้องปปช.
เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา ส.ส.พรรคเพื่อไทย นำโดยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค แถลงว่า การคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ หารด้วย 500 ถูกใช้ในการเลือกตั้งปี 2562 ระบบนี้ทำให้มีส.ส.ปัดเศษ มีรัฐบาลผสม 20 กว่าพรรค การทำงานในสภาไม่เป็นไปตามกลไกรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย จนได้รับฉายาว่าเป็นสภาที่ขับเคลื่อนด้วยกล้วยหรือสภาแจกกล้วย เกิดปรากฏการณ์เป็นกระแสรายงานข่าวจากสื่อมวลชน มีการสั่งการจากทำเนียบรัฐบาลให้หาร 500 ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรตนไม่ทราบ แต่ทุกอย่างได้แปรเปลี่ยน พิสูจน์ได้จากการลงมติเมื่อ 6 ก.ค.

“ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แบบคู่ขนานเสียงข้างมาก จะถูกแก้เป็นจัดสรรปันส่วนผสมแบบบัตร 2 ใบ แน่นอนว่าขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ แต่คนมีอำนาจต้องการเอาแบบนี้ เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อเป็นหลักประกันว่า 30 เสียง จากพรรคกลุ่มหนึ่งจะช่วยโหวตให้ แต่พรรคการเมืองนี้จะได้ประโยชน์จากคะแนนจัดสรรโดยหาร 500 ถ้าเป็นแบบนั้นจริง จะเป็นความอัปยศที่สุดในรัฐสภาไทย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่มีการสั่งยกเลิกทำลายกฎหมายตัวเอง จึงเป็นการทำลายระบบรัฐสภาอย่างอัปยศ จึงขอประณามสิ่งที่เกิดขึ้น” นพ.ชลน่านกล่าว

การทำให้ตัวเองอยู่รอดโดยหวังเพียง แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ปรากฏการณ์แบบนี้มีมาตลอด เหมือนผู้มีอำนาจคนนี้ถูกบีบคออยู่ตลอด เมื่อพรรคร่วมต้องการอะไรถ้าขอแล้วไม่ให้จะถอนตัว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสภาเมื่อ 6 ก.ค. ถือเป็นพฤติกรรมจงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง มีผู้สั่งการ มีพรรคที่รับคำสั่ง มีสมาชิกรัฐสภาที่รับคำสั่ง เราจะดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

หลังร่างนี้ผ่านรัฐสภาวาระ 3 จะถูกส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในส่วนพรรคเพื่อไทยยังจะใช้กลไกผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรณีจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย และจะนำเรื่องดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย แต่ถ้าเห็นว่าเป็นการครอบงำที่เกิดจากบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ สั่งการให้กระทำตามที่เขาต้องการ และพรรคนั้นยินยอมให้ครอบงำจะยื่นกกต.ให้ตรวจสอบ

แบไต๋ตั้งพรรคใหม่กวาดปาร์ตี้ลิสต์
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากระบบเลือกตั้งเป็นเช่นนี้ เพื่อไทยจะใช้วิธีแตกแบงก์พันหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เราไม่แตกแบงก์พัน เพื่อไทยไม่ได้กลัวเพราะมีหลายวิธีการ อาจมีอีกกลไกคือ มีอีกพรรคที่มุ่งรณรงค์เฉพาะบัญชีรายชื่อแบบไม่สนใจเขต เช่น การตั้งพรรคครอบครัวเพื่อไทย ส่งส.ส.บัญชีรายชื่อ รณรงค์หาเสียงให้เลือกส.ส.บัญชีรายชื่ออย่างเดียว และให้มาเลือกส.ส.เขตพรรคเพื่อไทย โดยบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยอาจต้องโอนมาอยู่พรรคครอบครัวเพื่อไทย ส่วนบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยอาจเป็นพวกแถวสอง กลไกนี้อาจได้ผลที่เขาคิดไม่ถึงเกี่ยวกับการหาร 500 ภายในพรรคยังไม่ได้คุยถึงกลไกนี้อย่างเป็นทางการ ตนเล่าให้ฟังแบบเปิดไต๋เผื่อเขาจะกลับตัวทัน

หากนำผลการเลือกตั้งปี 2562 มาพิจารณา พรรคที่ได้ประโยชน์จากระบบนี้คือพรรคก้าวไกล อาจได้ส.ส.บัญชีรายชื่อเกิน 50 คน ส่วนพรรคเล็กที่คาดหวังจะได้ส.ส.บัญชี รายชื่อจากระบบนี้อาจไม่เป็นตามที่นึกก็ได้ เพราะจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อลดจาก 150 เหลือ 100 คน ไม่ใช่ว่าได้คะแนน 7 หมื่นเสียงแล้วจะได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ด้านนายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคและประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพิสูจน์แล้วว่าคนที่ทำความชั่วให้ระบอบประชาธิปไตยยังไม่หยุดยั้ง และไม่เหนือความคาดหมาย เชื่อว่าจะทำความชั่วร้ายได้มากกว่านี้อีก จึงขอให้ประชาชนติดตาม โดยเฉพาะการใช้ 500 หาร เป็นความเลวร้ายที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เชื่อว่าจะมีการซ่อนกลไกร้ายทำความชั่วมากกว่านี้ พล.อ.ประยุทธ์วางกลเกมให้เจอทางตัน หากกฎหมายฉบับนี้เดินไปถึงทางตันรัฐบาลจะกำหนดกติกากฎเกณฑ์ระบบเลือกตั้งได้ การหาร 500 เป็นชัยชนะที่น่าละอาย

เตรียมส่งศาลรธน.หยุดเลวร้าย
พรรคเพื่อไทยยังออกแถลงการณ์ว่า สองวันนี้มีข่าวมาตลอดว่ามีผู้มีอำนาจในรัฐบาลต้องการให้เปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งกลับไปเป็นระบบจัดสรรปันส่วนผสม เพื่อสืบทอดอำนาจต่อไป โดยไม่คำนึงถึงกฎหมายและข้อบังคับของรัฐสภา คำนึงแต่ความอยู่รอดและผลประโยชน์ทางการเมือง

สมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่งซึ่งอยู่ในซีกรัฐบาลใช้เสียงข้างมากจงใจกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 โดยลงมติแก้ไขมาตรา 128 ตามกมธ.เสียงข้างน้อย เพื่อนําระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ถูกยกเลิกโดยรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2564 กลับมาใช้การแก้ไขเช่นนี้ขัดมาตรา 91 แห่งรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2564 และข้อบังคับการประชุมรัฐสภาอย่างชัดเจน

พรรคเพื่อไทยจึงขอแถลงให้สื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนได้ทราบ ถึงการใช้เสียงข้างมากกระทำการตามอำเภอใจ ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจ พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยประเด็นร่างมาตรา 128 ขัดรัฐธรรมนูญต่อไป และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้งความเลวร้ายเหล่านี้

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ระบุ ผู้มีอำนาจในรัฐบาลต้องการให้เปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง เพื่อสืบทอดอำนาจว่า พรรคเพื่อไทยไม่ควร จิตนาการ แล้วทึกทักว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และไม่ใช่เรื่องที่นายกฯ จะไปสั่งการเรื่องสูตร คำนวณส.ส.ได้ เพราะเป็นเรื่องที่สภาต้องพิจารณากันเอง ยืนยันรัฐบาลและนายกฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือสั่งการใดๆ พรรคเพื่อไทยควรรับฟังเสียงส่วนใหญ่ของสภา เพราะเป็นความเห็นของเสียงส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นเผด็จการรัฐสภาเหมือนสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

ก้าวไกลลุยขวางสืบอำนาจ
เวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา พรรคก้าวไกล นำโดย นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก และนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรค ร่วมแถลงแสดงความผิดหวังกับ มติรัฐสภาที่เห็นด้วยกับสูตรการคำนวณส.ส. บัญชีรายชื่อใช้ 500 หาร

นายชัยธวัชกล่าวว่า การลงมติของรัฐสภาเมื่อ 6 ก.ค. เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการสืบทอดอำนาจ ของพล.อ.ประยุทธ์ จนนำไปสู่การโหวตที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นการลงมติที่อัปยศที่สุด พรรคยืนยันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และจะคัดค้านอย่างถึงที่สุด รวมถึงคัดค้านกระบวน การสืบทอดอำนาจของพล.อ. ประยุทธ์ และจะร่วมมือกับพรรคการเมือง ฝ่ายประชาธิปไตยและพี่น้องประชาชน เพื่อออกจากระบบประยุทธ์ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการตีความ 8 ปี นายกฯ

ด้านนายปดิพัทธ์กล่าวว่า กมธ.เสียงส่วนใหญ่ ยืนยันมาตลอดอย่างไรก็ต้องหาร 100 และเสียงของผู้แปรญัตติและผู้สงวนความเห็นของการหาร 500 เบามาก แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์มีการเปลี่ยนท่าที โดยเฉพาะฝั่ง ส.ว. ฝ่ายบริหารเข้ามาแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติอย่างน่าสงสัยที่สุด ระบบการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มอนุรักษ์อำนาจเดิมเท่านั้น ซึ่งเราจะไม่ร่วมสังฆกรรม และไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจโดยจะต่อต้านถึงที่สุด

นายรังสิมันต์กล่าวว่า การทำหน้าที่ของสภาแห่งนี้และของส.ว. ไม่ได้เป็นอิสระจริงๆ การเปลี่ยนแปลงกลับไปใช้ระบบหาร 500 ตอกย้ำการสืบทอดอำนาจ

‘ระวี’ตีปี๊บหยุดเผด็จการรัฐสภา
นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ (พธม.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุ ขอบคุณทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ส.ส ส.ว. ผู้นำฝ่ายค้าน วิปรัฐบาล พรรคต่างๆ และพรรคเสรีรวมไทย รวมไปถึงพรรคที่อยู่นอกสภา และสื่อมวลชนทุกแขนงที่นำเสนอข่าวให้เกิดความเข้าใจในสูตรคำนวณบัญชีรายชื่อโดยเอา 500 หาร

ถึงมติเสียงข้างมากของที่ประชุมร่วมรัฐสภาจะออกมาเช่นนี้แต่ยังประกาศชัยชนะไม่ได้ สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร เพราะการประชุมยังต้องลงมติในวาระ 3 รวมถึงตามระเบียบสภาต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา กกต. และฝ่ายที่ต้องการหาร 100 ยังมีสิทธิ์ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อจบขั้นตอนเหล่านี้ถึงจะเป็นชัยชนะของประชาชนอย่างแท้จริง การชนะเมื่อคืนนี้ไม่ใช่ผลงานของตน และพรรคพลังธรรมใหม่ แต่เป็นของประชาชนทุกคนที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อไม่ให้เกิดเผด็จการรัฐสภาในอนาคต

‘สมชัย’ดึงสติพรรคจิ๋วอย่าเพิ่งดีใจ
ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร โฆษก กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และอดีตกกต. โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “หาร 500 ใครได้ประโยชน์” ว่า สูตรคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อในระบบจัดสรรปันส่วนผสม หรือ MMP ได้รับความเห็นชอบในวาระ ที่สอง 1.ภายใต้ระบบนี้พรรคที่ชนะในระบบเขตมากจะได้บัญชีรายชื่อน้อยลง ส่วนพรรคที่แพ้ในระบบเขต หากมีคะแนนนิยมในบัตรใบที่สองมากจะได้รับการจัดสรร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อมาก

2.พรรคก้าวไกล อาจเป็นพรรคที่ได้ประโยชน์จากระบบนี้มากที่สุด โดยอาจมี ส.ส.บัญชีรายชื่อได้ถึง 30 คน 3.พรรคเพื่อไทย แม้จะได้บัญชีรายชื่อน้อยลงแต่ไม่ถึงขนาดเป็นศูนย์ เพราะคราวก่อนเป็นระบบบัตรใบเดียว และพรรค เพื่อไทยส่งผู้สมัครเพียง 2 ใน 3 ของจำนวนเขต หากคราวนี้ส่งลงครบ 400 เขต น่าจะมี ส.ส.บัญชีรายชื่อได้จำนวนหนึ่ง 4.พรรคจิ๋ว อย่าเพิ่งคิดว่าจะได้อานิสงส์จากระบบนี้ เนื่องจากเค้กก้อนเล็กลง แม้คะแนนเฉลี่ยเบื้องต้นคือประมาณ 70,000 คะแนน แต่การคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อจากทุกพรรคในรอบแรก จะเกิน 100 คน ต้องใช้บัญญัติไตรยางศ์เพื่อปรับให้ลงมาเป็นร้อยคน คะแนนต่ำสุดจึงอาจสูงขึ้น โดยอาจต้องมีคะแนนเสียง 100,000 เสียงจึงจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน 5.พรรครัฐบาล มีเวลาเหลืออีกราว 6-8 เดือนสร้างคะแนนนิยมให้สูงขึ้น “หากคะแนนนิยมดีขึ้นกลายเป็นพรรคใหญ่ อย่าหาเรื่องกลับไปสูตรหาร 100 อีกล่ะ คุณลุง”

‘นิพิฏฐ์’ชี้มติเผด็จการเสียงข้างมาก
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า อันตรายของระบอบประชาธิปไตยเกิดได้ 2 เรื่อง 1.เกิดเผด็จการเสียงข้างมาก 2.เกิดเผด็จการที่มีผู้นิยมอย่างล้นหลาม จากปรากฏการณ์การลงมติในรัฐสภาที่กลับมติเสียงข้างมาก (กลับมติของฝ่ายรัฐบาล) ในการคิดสัดส่วนส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ จาก 100 หาร เป็น 500 หาร เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แสดงว่าสมาชิกรัฐสภาไม่ตกผลึกในความคิดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญกว่าจะแก้ไข จะมีการคิดอย่างรอบคอบจนตกผลึก มิใช่มาคิดกันชั่วข้ามคืน

ฝ่ายรัฐบาลยืนยันมาตลอดว่าการคิดสัดส่วนส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องเอา 100 หาร แต่วันสุดท้ายมากลับมติเป็นเอา 500 หาร ไม่มีเหตุผลใดรองรับ นอกจากต้องบอกว่านี่คือมติของเผด็จการเสียงข้างมากอย่างแท้จริงเกิดขึ้นแล้ว หากครั้งหนึ่งเราเคยต่อต้านเผด็จการเสียงข้างมาก แต่มาครั้งนี้เราไม่ต่อต้านเหมือนในอดีต เราก็แปลงร่างเป็นเผด็จการเสียงข้างมากไปแล้ว

‘วันชัย’เตือนผู้มีอำนาจอย่าประมาท
นายวันชัย สอนศิริ ส.ว.โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุ “ดาวมฤตยูขยับตัวแล้ววันนี้ เริ่มสะเทือนจากสภา 500 หาร” ดาวมฤตยูย้ายเข้าสู่ ราศีพฤษภ วันนี้ เวลา 14.26 น. เริ่มสะเทือนเลื่อนลั่นตั้งแต่เมื่อคืนนี้(6 ก.ค.) จาก 100 หาร กลายเป็น 500 หาร เป็นปฐมบทการขยับตัวของดาวมฤตยู อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ เป็นลับ ลวง พราง ที่ว่าใช่อาจไม่ใช่ ที่เห็นอาจไม่เป็นเช่นนั้น ปรากฏมาแล้วชัดๆ เต็มๆ เห็นว่า 100 หาร กลายเป็น 500 หาร และจาก 500 หารอาจไม่ใช่ จะกลายเป็น 100 หารก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

500 หาร คือดาวพฤหัสกับมฤตยู 100 หารเป็นดาวอาทิตย์กับมฤตยู เหมือนพ.ร.บ.สุดซอยก็เริ่มจากมฤตยูทับดวงเมืองแล้วก็บานปลายขยายกันมายาว แต่นี่มฤตยูเคลื่อนย้าย ราหูสิงสถิต จึงเป็นเรื่องลับๆ ล่อๆ ว่าโดยหลักกฎหมายโดยหลักรัฐธรรมนูญมันไม่ใช่ แต่ถ้าเป็นเรื่องรักษาตัวรอดเป็นยอดดี ตามหลักรัฐศาสตร์ก็อย่างที่เห็น

“ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย ตายจากอำนาจ ตายจากแผ่นดิน คุณทักษิณ เจอมาแล้วเพราะมฤตยู ประมาทเมื่อไหร่มันเล่นงานทันที และดาวแต่ละดวงที่เป็นบริวารว่านเครือ เหล่าเสนานักรบต่างๆ ก็พร้อมจะห้ำหั่นกัน เผลอเมื่อไหร่มีเรื่อง และมันเริ่มต้นแล้วจาก 100 กลายเป็น 500 และอาจจะตามมาอีก 108 เรื่อง” นายวันชัยระบุ

อจ.ฟันธง 500 สกัดแลนด์สไลด์
นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ โพสต์ว่า สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หาร 500 กับ หาร 100 แตกต่างกันอย่างไร และทำไมเป็นเรื่องใหญ่ สรุปแบบสั้นที่สุด การหาร 500 คือหารด้วยจำนวน ส.ส.ทั้งหมด (คือ 500 คน) ขณะที่หาร 100 คือการหารด้วยจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเท่านั้น (คือ 100 คนจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2564) ซึ่งผลลัพธ์จะแตกต่างกันมาก

ถ้าใช้คะแนนเสียงในการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 คือ 35,561,556 คะแนน มาคำนวณ ถ้าหารด้วย 100 จะเท่ากับ 355,615 คะแนน หารด้วย 500 เท่ากับ 71,123 คะแนน ดังนั้นพรรคเล็กที่เคยได้เฉพาะ ส.ส.บัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วจึงต้องการสูตรหาร 500 เพราะเพียงแค่ได้ 71,123 คะแนนจะได้ ส.ส. 1 คน ขณะที่หารด้วย 100 ต้องได้คะแนนถึง 355,615 คะแนน จึงจะได้ ส.ส. 1 คน ซึ่งมากกว่าถึง 5 เท่า

คำถามคือทำไมฝั่งรัฐบาล (ยกเว้นพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาที่อาจได้ ส.ส.ลดลงจากสูตรนี้) จึงอยากเปลี่ยนสูตรจากหาร 100 มาเป็นหาร 500 เดิมพรรคพลังประชารัฐคาดว่าตนเองจะได้เปรียบ แต่พอไม่มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และพรรคอยู่ในสถานการณ์แพแตก จึงรู้ว่าไม่ได้เปรียบอีกแล้ว แต่พรรคที่จะได้เปรียบคือ เพื่อไทย ซึ่งชนะเลือกตั้งในระบบนี้มาแล้ว 4 ครั้ง โดยเป็นแลนด์สไลด์ถึง 2 ครั้ง การเปลี่ยนใจมาหาร 500 จึงวิเคราะห์ได้ว่า เพื่อลดความได้เปรียบของพรรคเพื่อไทย หรือถ้าใช้คำแบบสื่อคือเพื่อสกัดแลนด์สไลด์

ส่อยุ่งยอดบัญชีรายชื่อเกิน100
ความจริง การคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยหารด้วยจำนวนส.ส.ทั้งหมด คือหลักการของระบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน มีเจตนารมณ์คือให้แต่ละพรรคมี ส.ส.ในสภาตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชน ตามคะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์ซึ่งเป็นคะแนนที่เลือกพรรค แต่ปัญหาของเราคือไม่ได้ตั้งใจจะหารด้วย 500 มาตั้งแต่แรก เพราะถ้าจะใช้แบบเยอรมัน จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อควรมีมากกว่า 100 คน อย่างน้อย 150 คน ปัญหาใหญ่กว่านั้นคือการใช้ 500 หาร แต่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อให้จัดสรรเพียง 100 คน จะเกิดปัญหาว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคจะรวมกันเกิน 100 ที่นั่งแน่นอน แล้วจะทำอย่างไรเมื่อรัฐธรรมนูญให้มี ส.ส.บัญชีรายชื่อแค่ 100 ที่นั่ง

“ขนาดเลือกตั้งปี 2554 ที่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อมากกว่านี้คือมี 125 ที่นั่ง ส.ส.เขต 375 ที่นั่ง ผมลองทำแบบจำลองโดยใช้สูตรหาร 500 ปรากฏว่าจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมดเท่ากับ 138 คน เกิน 125 ไปตั้ง 13 คน แล้วตอนนี้มีแค่ 100 คน จะไม่ยิ่งเกินเข้าไปใหญ่หรือ ดังนั้น ถ้าจะใช้สูตรหาร 500 กันจริงๆ ก็ต้องเขียนเพิ่มลงไปด้วยว่า กรณีที่คำนวณแล้ว ส.ส.บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคจะได้รับมียอดรวมเกิน 100 ให้ปรับลดลงตามสัดส่วนให้เหลือไม่เกิน 100 ที่นั่งไม่งั้นยุ่งแน่นอน แค่ผู้สมัครแบบแบ่งเขตกับบัญชีรายชื่อเป็นคนละหมายเลขกัน ก็ยุ่งจะแย่อยู่แล้ว” นายปริญญาระบุ

‘พงศกร-ประภัสร์’กลับรังพท.
รายงานข่าวเปิดเผยว่า ในวันที่ 8 ก.ค. นายพงศกร อรรณนพพร ประธานคณะกรรมการบริหารพื้นที่พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) และนายประภัสร์ จงสงวน ผอ.เลือกตั้งกรุงเทพฯ พรรคไทยสร้างไทย จะกลับเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะ นายพงศกร ซึ่งเคยร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย มาก่อนหน้านี้ และย้ายไปร่วมงานกับ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย

เหตุที่นายพงศกรและนายประภัสร์ขอกลับเข้ามาอยู่พรรคเพื่อไทย เป็นเพราะผลการ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่ผ่านมา ที่พรรคไทยสร้างไทยส่งผู้สมัครลงชิงชัยเช่นเดียวกัน แต่ผลคะแนนที่ได้ไม่เข้าเป้า ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นใจในสนามเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงว่า พรรคไทยสร้างไทยจะไปรอดหรือไม่ ขณะเดียวกันกระแสของพรรคเพื่อไทยเริ่ม พุ่งสูงขึ้นหลังได้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เข้ามาเป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของแต่ละจังหวัด รวมทั้ง จ.ขอนแก่น ซึ่งมี น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร และนายบัลลังก์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ลูกสาวและน้องชายของนายพงศกร อาจไม่ได้รับโอกาสให้ลงเลือกตั้งอีกในสมัยหน้า ดังนั้นเพื่อป้องกันความสับสนให้ประชาชนในพื้นที่ว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยสร้างไทยเป็นพรรคสาขากัน พ่ออยู่พรรคหนึ่งลูกกับอาอยู่อีกพรรคหนึ่ง ทำให้นายพงศกรตัดสินใจกลับ เข้ามาอยู่กับพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน