ผบช.ทท.ฟันสถานหนักแก๊งตระเวนรีดเงินผับ
‘ด.ต.’แก๊งรีดส่วยอ่วม ผบช.ทท.เซ็นให้ออก ตั้งกก.สอบฟันอาญาซ้ำหลังโดนรวบขณะขับรถติดตราหน่วย ตระเวนเก็บเงิน จนถูกมหาดไทย-สภ.บางใหญ่ร่วมกันซ้อนแผนจับ พร้อมคู่หูแสบ ที่แอบอ้างชื่อมหาดไทย เรียกรับเงินจากผับบาร์ หลักฐานชัด-เงินล่อซื้อ 1 แสน
จากกรณีชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการ ปกครองพร้อมสภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี จับกุมนายมานัส สุขสม และ ด.ต.ภูวเมศร์ หิรัญวงศ์วราดล ผบ.หมู่ ส.ทท.1.กก.1 บก.ทท.3 สังกัดการตำรวจท่องเที่ยว 2 ผู้ต้องหาเรียกรับเงินจากสถานบริการในพื้นที่บางใหญ่เป็นจำนวนเงิน 1 แสนบาท พร้อมของกลางเป็นธนบัตรล่อซื้อใบละ 1 พันบาท รวม 100 ใบ และรถยนต์สายตรวจตำรวจท่องเที่ยวยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์ ที่ใช้เป็นยานพาหนะในการตระเวนเก็บส่วย เมื่อช่วงเย็นวันที่ 7 ก.ค.
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ สภ.บางใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจอายัดรถเก๋ง 2 คันที่ใช้ก่อเหตุนำมาจอดไว้ที่สภ.บางใหญ่ โดยรถหลวงที่คนร้ายนำมาใช้ก่อเหตุเตรียมนำส่ง ปปท. เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป ต่อมาชุดสืบสวนได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย มาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยนายมานัสได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆ กับผู้สื่อข่าว ส่วนด.ต.ภูวเมศร์กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ไม่เคยเรียกเก็บเงินจากทางร้าน ขณะที่ญาติได้เตรียมหลักทรัพย์เพื่อขอประกันตัวผู้ต้องหา โดยทางตำรวจได้ตั้งหลักทรัพย์คนละ 200,000 บาท

จับโปลิศ – เจ้าหน้าที่คุมตัวนายมานัส สุขสม ถูกจับพร้อมด.ต.ภูวเมศร์ หิรัญวงศ์วราดล (ภาพเล็ก) ตำรวจท่องเที่ยว ใช้รถสายตรวจไปเรียกรับเงินสถานบริการย่านบางใหญ่ จ.นนทบุรี ล่าสุดผบช.ทท.สั่งให้ตำรวจผู้ต้องหาออกจากราชการแล้ว
ทั้งนี้ คืนที่ผ่านมามีผู้บังคับบัญชาเดินทางเข้ามาสอบปากคำ 2 ผู้ต้องหา เพื่อหาข้อมูลว่ามาเก็บส่วยครั้งนี้นำไปส่งให้กับใคร ซึ่งทางผู้ต้องหารับว่าไม่ได้นำเงินที่มาเรียกเก็บไปส่งให้ใคร ต้องการเอามาแบ่งกันในกลุ่มแค่นั้น หลังสอบปากคำทางพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา กับด.ต.ภูวเมศร์ เป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น, ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้นไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้นและร่วมกันกรรโชกทรัพย์
ส่วนนายมานัส โดน 3 ข้อหาเช่นกัน แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็น เจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจกระทำการนั้น ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใดทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้นไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้นและร่วมกันกรรโชกทรัพย์
วันเดียวกัน พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้ตนดำเนินการในเรื่องนี้โดยเร่งด่วน เพราะผิดชัดเจนจนถูกจับกุมดำเนินคดี ซึ่งสร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นอย่างมาก ซึ่งต้องทำให้เกิดความชัดเจนเลยว่าหากตำรวจคนใดกระทำผิดกฎหมายเสียเองก็จะต้องถูกดำเนินการทั้งทางอาญาและทางวินัยอย่างเด็ดขาดและรวดเร็วทุกราย พร้อมสั่งการไปยัง พล.ต.ท.สุคุณ พรหมายน ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ให้รีบดำเนินการทางวินัยในทันที โดยให้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงโดยไม่ต้องรอตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้มีคำสั่งให้ด.ต.ภูวเมศร์ ออกจากราชการไว้ก่อนโดยเร็วที่สุด สำหรับในส่วนของการดำเนินคดีอาญานั้นตนได้กำชับให้ ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ลงไปกำกับดูแลการสอบสวนของพนักงานสอบสวน สภ.บางใหญ่ ให้ดำเนินคดีนี้อย่างรัดกุม รวดเร็วและเป็นธรรม เพื่อให้สังคมเห็นว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่ปกป้องตำรวจที่กระทำผิดในลักษณะนี้อย่างแน่นอน
พล.ต.อ.วิสนุกล่าวต่อว่า ผบ.ตร. ยังได้สั่งการให้ตนกำชับไปยัง ผบช.ทท. ให้ดำเนินการทางวินัยกับผู้บังคับบัญชาของ ด.ต.ภูวเมศร์ ที่บกพร่องในการปกครองดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาจนทำให้มาก่อเหตุดังกล่าวขึ้น ต้องตรวจสอบการนำรถยนต์สายตรวจตำรวจท่องเที่ยวซึ่งเป็นรถยนต์ของทางราชการมาใช้ในการกระทำผิดนอกเขตพื้นที่รับผิดชอบของ ด.ต.ภูวเมศร์ ด้วยว่าเป็นไปโดยถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ ซึ่งหากพบว่าเป็นความบกพร่องของผู้ใดก็ให้ดำเนินการทางวินัยในเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกัน
ด้านพล.ต.ท.สุคุณ พรหมายน ผบช.ทท. ลงนามในคำสั่ง กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ที่ 556/2565 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน และตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค.เป็นต้นไป
สำหรับปฏิบัติการจับกุมด.ต.ภูวเมศร์นั้น นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ปกครอง ประสานพ.ต.อ.วันชัย ชูจิตร ผกก.สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เพื่อขอกำลังสนับสนุน วางแผนจับกุมบุคคลที่มีพฤติกรรมแอบอ้างเป็นเจ้าพนักงานกรมการปกครองพิเศษและตำรวจเรียกรับเงินจากสถานบริการ โดยอ้างว่าถ้าทางร้านไม่จ่ายให้จะเข้ามาจับกุมดำเนินคดี หลังปรึกษาหารือวางแผนแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ให้ทางเจ้าของร้านนัดแนะให้บุคคลที่อ้างตัวดังกล่าวมารับเงินที่ลานจอดรถในห้างดีแคทลอนซึ่งติดกับร้านมูนบาร์
จากนั้นในเวลา 19.30 น. นายมานัส สุขสม อายุ 46 ปี ขับรถเก๋งยี่ห้อนิสสัน ทะเบียน ษน 7782 กทม. และด.ต.ภูวเมศร์ หิรัญวงศ์วราดล ผบ.หมู่.ส.ทท.1.กก.1 บก.ทท.3 ขับรถเก๋ง ทะเบียน 1ขท 1840 กทม. มีสัญลักษณ์สังกัดของ บก.ทท. ขับเข้าจอดภายในลานจอดรถห้างดีแคทลอน ก่อนที่ทั้ง 2 คนจะลงจากรถและเดินเข้าไปภายในร้านมูนบาร์เพื่อพูดคุยกับเจ้าของร้านมูนบาร์ โดยมีเจ้าพนักงานปกครองแฝงตัวร่วมอยู่ด้วย จากนั้นต่อมาชายทั้ง 2 คนกับเจ้าของร้านมูนบาร์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่แฝงรวม 4 คน ได้เดินออกมาจากร้านดังกล่าว และนำเงินมาจ่ายให้กับชายทั้งสองคนที่บริเวณรถเก๋งทางเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองพิเศษและเจ้าพนักงานตำรวจ จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมได้ในที่สุด พร้อมธนบัตรล่อซื้อ 1 แสนบาท ภายในรถเก๋งที่นายมานัสขับมา โดยนายมานัสให้การรับสารภาพว่าได้เรียกเก็บเงินจากร้านดังกล่าวจริง ส่วนด.ต. ภูวเมศร์ให้การรับสารภาพเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง แต่ถูกชักชวนให้มาเป็นเพื่อนด้วยเท่านั้น ไม่ทราบเรื่องการเรียกเก็บเงินจากร้านมาก่อน ทางสภ.บางใหญ่ จึงควบคุมตัวไว้เพื่อแจ้งต้นสังกัดให้ทราบต่อไป
โดยจากการจับกุมในครั้งนี้ ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองรับทราบข้อมูลว่ามีบุคคลแอบอ้างเป็นชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง มีพฤติการณ์ โทร.หาผู้ประกอบการ ผับ บาร์ ทั่วกรุงเทพฯ โดยทำทีเป็น เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เรียกเก็บค่าดูแล เป็นค่าเปิดตั๋วในการดูแลครั้งแรก 5,000 บาท และรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท หรือ 3,000 บาท หากร้านใดไม่จ่ายเงิน ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองจะจับกุมและสั่งปิดร้านนั้น จึงทำให้ผู้ประกอบการหลายรายหวาดกลัว และยอมจ่ายค่าดูแลให้แก่มิจฉาชีพกลุ่มนี้