กกพ.อ้างจำเป็นต้องขึ้น ต้นทุนนำเข้าก๊าซยังแพง กฟผ.ติดลบเป็นแสนล. นิด้าโพลชี้ประชาชนอ่วม รายได้ลดแต่ค่าใช้จ่ายสูง

จ่อขึ้นค่าไฟฟ้าอีก เป็นหน่วยละ 5 บาท ‘กก.กิจการพลังงาน’ รับหนักใจ ต้นทุนนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีแพงต่อเนื่อง อ้างเป็นปัจจัยเหนือการควบคุม จำเป็นต้องเพิ่มค่าเอฟที ทยอยคืนกฟผ.ที่แบกรับต้นทุนติดลบสูงถึงแสนล้านภายในปีนี้ เตรียมขึ้นงวดเดือนก.ย.-ธ.ค. คาดการณ์คนไทยจะเผชิญกับภาวะค่าไฟแพง ต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี ต่อเนื่อง 2566 ตลอดทั้งปีด้วย ขณะที่ ‘นิด้าโพล’ เปิดผลสำรวจประชาชนร้อยละ 47.10 รายได้ลดลง ร้อยละ 60 รายได้น้อยกว่ารายจ่าย สาเหตุน้ำมันแพง ค่าอาหาร ค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้มขึ้นราคา

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่ากกพ.กำลงพิจารณาทบทวน และปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) งวดใหม่เดือนก.ย.-ธ.ค.2565 ซึ่งมีแนวโน้มพุ่งสูงถึง 90-100 สตางค์ ต่อหน่วย อาจทำให้ค่าไฟฟ้าต้องปรับเพิ่มสูงขึ้นถึงเกือบ 5 บาทต่อหน่วยในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปี จากงวดเดือนพ.ค.-ส.ค. อยู่ที่ 4 บาทต่อหน่วย โดยกกพ.จะประกาศค่าเอฟทีอย่างเป็นทางการประมาณปลายเดือนก.ค. หรือต้นเดือนส.ค. เนื่องจากต้นทุนค่าเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจี นำเข้าเพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติต้นทุนต่ำในอ่าวไทย และยังมีแนวโน้มราคาแพงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพ.ค.2565 จนถึงปัจจุบัน

“ปลายสัปดาห์นี้ กกพ.จะประชุมทบทวน อีกครั้ง เพื่อประกาศค่าเอฟที ราคาแอลเอ็นจี นำเข้าตอนนี้พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง จากไตรมาส ก่อนพุ่งสูงแตะระดับ 30 กว่าดอลลาร์สหรัฐ ต่อล้านบีทียูแล้ว จากเดิมอยู่ที่ 20 กว่าดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เป็นปัจจัย ที่นอกเหนือการควบคุม ซึ่งกกพ.ค่อนข้างหนักใจ ปริมาณก๊าซในอ่าวไทยยังขาดความชัดเจน ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แบกรับแทนประชาชนอีกกว่า 80,000 ล้านบาท ในงวดก่อนหน้าที่ กกพ.อาจจะต้องเข้าไปดูแลช่วยลดภาระต้นทุนผ่านการทยอย ปรับเพิ่มผ่านค่าเอฟทีด้วย” แหล่งข่าวระบุ

รายงานข่าวระบุว่า สิ่งที่ กกพ.ต้องเลือกที่จะดูแลความมั่นคงทางพลังงานเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะดูแลผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน เพื่อให้มั่นใจว่าไฟฟ้าต้องไม่ขาด ประชาชนและภาคธุรกิจต้องมีไฟฟ้าใช้ ดังนั้น หากให้กฟผ.แบกรับภาระทางการเงินแทนผู้ใช้ไฟฟ้าเกินกำลังต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลด้านลบต่อความสามารถในการผลิตไฟฟ้าเพื่อป้อนให้กับระบบ และการดูแลความมั่นคงทางด้านไฟฟ้า ซึ่งหากให้กฟผ.แบกรับภาระต้นทุนต่อ โดยไม่ทยอยคืนให้ผ่านการ ปรับเพิ่มค่าเอฟที อาจทำให้กฟผ.ติดลบสูงถึง 100,000 ล้านบาทภายในปี 2565

ข่าวแจ้งอีกว่า อีกประเด็นที่กกพ.หนักใจ คือความไม่แน่นอนจากปริมาณผลผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ที่ขาดช่วง ในระหว่างการเปลี่ยนผู้รับสัมปทานแหล่งก๊าซเอราวัณ ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติต้นทุนต่ำ และแหล่งเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า จากเดิมมีปริมาณก๊าซจากแหล่งเอราวัณป้อนเข้าสู่ระบบได้ถึง 1,000 ล้านลูกบาศก์ลิตรต่อวัน จนถึงขณะนี้ผู้รับสัมปทานยังไม่สามารถแจ้งปริมาณที่จะขยาย กำลังการผลิต เพื่อชดเชยก๊าซที่ขาดหายไปได้อย่างชัดเจน ทำให้การบริหารจัดการ และการวางแผนทำได้ยากขึ้น

“ได้รับแจ้งเพียงว่าระยะเวลาที่จะทำให้ปริมาณก๊าซธรรมชาติ กลับมามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการในระดับเดิมก่อนเปลี่ยนสัมปทาน อาจจะต้องใช้ระยะเวลาสำรวจ ขุดเจาะ ผลิตอีกประมาณ 2 ปี หมายความว่าค่าไฟฟ้าจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงราคาแพง จากการนำเข้า แอลเอ็นจีทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวอีกอย่างน้อย 2 ปีเช่นกัน และคาดการณ์ว่าไทยจะเผชิญกับภาวะค่าไฟแพงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีนี้ และต่อเนื่องในปี 2566 ตลอดทั้งปีด้วย” แหล่งข่าวระบุ

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า คาดว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง ในวันที่ 11 ก.ค.นี้ จะยังคงมีมติตรึงราคาขายปลีกดีเซลในประเทศอยู่ที่ 34.94 บาทต่อลิตร เนื่องจากราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลดลง ทำให้ปัจจุบันกองทุนมีภาระอุดหนุนราคาขายปลีกดีเซลในประเทศอยู่ที่ 5.56 บาทต่อลิตร จากก่อน หน้านี้อยู่ที่ 10-11 บาทต่อลิตร เพื่อดูแลราคาดีเซลอยู่ที่ 34.94 บาทต่อลิตร ไม่ให้เกิน 35 บาทต่อลิตร ตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ให้แนวทางดูแลราคาดีเซลครึ่งหนึ่งของราคาจริงที่ขึ้นไปตามกลไกตลาด ซึ่งหากกองทุนไม่เข้าไปอุดหนุนเลยจะอยู่ที่ 40.50 บาทต่อลิตร

วันเดียวกันศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่องปัญหาการใช้จ่ายของประชาชน สำรวจวันที่ 6-8 ก.ค. จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวม 1,312 หน่วยตัวอย่าง โดยเมื่อถามถึงรายได้ปัจจุบันของประชาชน พบว่าร้อยละ 47.10 รายได้ลดลง รองลงมาร้อยละ 46.72 รายได้เท่าเดิม และร้อยละ 6.18 รายได้มากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบรายได้กับรายจ่าย ในแต่ละเดือนของประชาชน พบร้อยละ 60.06 รายได้น้อยกว่ารายจ่าย รองลงมาร้อยละ 32.62 รายได้พอๆ กับรายจ่าย และร้อยละ 7.32 รายได้มากกว่ารายจ่าย

ส่วนการใช้จ่ายในปัจจุบันที่สร้าง ผลกระทบต่อประชาชนมากที่สุด ปรากฏว่า 1.ร้อยละ 32.73 ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง, 2.ร้อยละ 25.79 อาหารประจำวัน, 3.ร้อยละ 13.47 ไฟฟ้าในครัวเรือน, 4.ร้อยละ 6.10 แก๊สหุงต้ม, 5.ร้อยละ 3.36 ผ่อนชำระค่ารถ, 6.ร้อยละ 3.18 น้ำประปา, 7.ร้อยละ 2.79 ผ่อนชำระค่าบ้าน, 8.ร้อยละ 2.32 อุปกรณ์ หรือวัตถุดิบในการประกอบอาชีพ และด้านการเรียนหนังสือของตนเอง หรือบุตรหลาน, 9.ร้อยละ 1.79 ค่าเช่าที่อยู่อาศัย, 10.ร้อยละ 1.56 ไม่มีการใช้จ่ายใดที่สร้างผลกระทบ, 11.ร้อยละ 1.50 ค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ และอื่นๆ ได้แก่ หนี้สินนอกระบบ ยาและเวชภัณฑ์ โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เคเบิลทีวี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน