หมอเตือนดื้อยา อย่าซื้อรักษาเอง
สธ.เตือนช่วงหยุดยาวสัปดาห์นี้ไปท่องเที่ยวต้อง ใส่หน้ากากตลอด ป้องกันเชื้อโควิดแพร่ระบาด พร้อมเร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ‘อนุทิน’ ย้ำยังต้องยกการ์ดสูง กรมวิทย์เผยสัดส่วน BA.4/BA.5 ในไทยสูงขึ้นต่อเนื่อง กทม.ป่วยมากสุด ขณะที่กลุ่มป่วยรุนแรง-เสียชีวิตมากขึ้น ‘ชัชชาติ’ สั่งกทม.เพิ่มเตียงรองรับติดเชื้อพุ่ง คณบดีแพทย์ศิริราชเตือนอย่าซื้อยามารักษาเอง หวั่นเกิดการดื้อยา แนะรักษาโควิดไปตามแนวทาง ยันไม่จำเป็นต้องล็อกดาวน์ แม้ยอดป่วยเพิ่ม ติดเชื้อรายใหม่ 1,811 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 24 ห่วงกลุ่มปอดอักเสบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ปลัดสธ.พบ‘บิ๊กตู่’รายงานโควิด
เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น. นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรคเดินทางเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ตึกไทย คู่ฟ้า โดยใช้เวลาหารือประมาณ 15 นาที ก่อนเดินทางกลับ โดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน
ทั้งนี้คาดว่าเป็นการรายงานสถานการณ์ โควิด-19 ที่แนวโน้มมีการระบาดสูงขึ้น ประกอบกับในสัปดาห์นี้จะมีวันหยุดยาว ต่อเนื่องหลายวัน ที่ประชาชนจะเดินทาง ท่องเที่ยวรวมกลุ่มทำกิจกรรมจำนวนมาก
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เป็นการรายงานสถานการณ์ ติดตามเรื่องการฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์ให้กับประชาชนที่ต้องเร่งดำเนินการ ส่วนการดูแลสถานการณ์โควิด-19 มั่นใจว่าระบบสาธารณสุขรองรับได้ มีความเข้มแข็ง ซึ่งนายกฯ ขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์และทุกหน่วยงานที่ร่วมมือกัน
เตือนอย่าซื้อยาโควิดจากตลาดมืด
นายธนกรกล่าวด้วยว่า พบผู้ติดเชื้อ รายใหม่ในประเทศ 1,811 ราย ไม่มีผู้ป่วยติดเชื้อจากต่างประเทศ ยอดผู้ป่วยสะสม 2,323,419 ราย (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2565) หายป่วยกลับบ้าน 2,268 ราย หายป่วยสะสม 2,323,425 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) จำนวนผู้ป่วยกำลังรักษา 24,076 ราย โดยมีจำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 786 ราย และเสียชีวิต 24 ราย ขณะนี้พบว่ายอด ผู้ป่วยปอดอักเสบเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้มีผู้ป่วยอาการรุนแรงเพิ่มตามสัดส่วนไปด้วย จึงขอความร่วมมือให้กลุ่มเสี่ยง 608 เข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุซึ่งอาจยังมีความเชื่อที่ผิดว่าแม้ฉีดวัคซีนหลายเข็มแต่ยังติดเชื้อทำให้ไม่มารับวัคซีน แต่ต้องย้ำว่าวัคซีนเข็มกระตุ้นจะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ ควบคู่กับการปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันตัวเอง 2U คือ universal prevention และ universal vaccination ด้วย
โฆษกรัฐบาล กล่าวด้วยว่า มีการรายงานว่าขณะนี้พบเกิดกระแสมีการโฆษณา แอบอ้างขายยา รักษาอาการป่วยโรคโควิด-19 ในตลาดมืดหรือการจำหน่ายนอกระบบที่ผิดกฎหมาย เช่นโมลนูพิราเวียร์ ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อซื้อยามารับประทานด้วยตัวเองโดยไม่อยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ซึ่งมีความน่ากังวลว่าการใช้ยาโดยไม่มีแพทย์สั่งอาจจะเกิดอันตรายต่อผู้ใช้ ทั้งการใช้ยาที่มากเกินขนาดและอาจทำให้เกิดการดื้อยา หรือทำให้เกิดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ๆ
“นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงและฝากเตือนประชาชน อย่าซื้อยานอกระบบจากตลาดมืดหรือทางออนไลน์มารับประทานเอง เนื่องจากมีความเสี่ยง ไม่ปลอดภัย หากติดเชื้อโควิด-19 ขอให้เข้าสู่การรักษาตามระบบเพื่อความปลอดภัย เพราะการกินยาโดยไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์อาจทำให้เกิดอันตราย โดยแพทย์จะประเมินอาการผู้ป่วยเพื่อสั่งจ่ายยาตามแนวทางเวชปฏิบัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นฟ้าทะลายโจร ฟาวิพิราเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ หรือแพ็กซ์โลวิด นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า ระบบสาธารณสุขไทยมีเวชภัณฑ์เพียงพอสำหรับดูแลประชาชน” นายธนกรกล่าว
‘ชัชชาติ’สั่งเตรียมเพิ่ม 500 เตียง
ที่อาคารธานีนพรัตน์ศาลาว่าการกทม.2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุม ผู้บริหารว่า มีการหารือเรื่องการเตรียมความพร้อมสำหรับการระบาดระลอกใหม่ของโรคโควิด-19 ภาพรวมของกทม. ยังไม่น่าห่วง รายงานตัวเลขผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 1,000-2,000 คน/วัน โดยมีผู้ป่วยสีแดงไม่ถึง 1% อัตราครองเตียงยังไม่น่าห่วง และได้สั่งเพิ่มเตียงสำหรับผู้ป่วยสีเขียว 500 เตียง และเตียงในศูนย์พักคอยอีก 300 เตียง รวมถึงให้สำรวจเพื่อสำรองยาสต๊อกยาฟาวิพิราเวียร์ และยาโมลนูพิราเวียร์ และออกซิเจน
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญคือประชาชนยังต้องใส่หน้ากากอนามัย โดยเฉพาะกลุ่ม 608 และการฉีดวัคซีนในกลุ่มเปราะบาง ซึ่งได้ฉีดไปได้มาก ขอให้ประชาชนไปรับเข็มบูสเตอร์ เข็ม 3 เข็ม 4 ประชาชนสามารถวอล์กอินไปฉีดได้ที่อาคารกีฬาเวสน์ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง หรือจองคิวไปฉีดได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร ทุกวัน ทั้งนี้ตัวเลขการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ของประชาชน ตอนนี้อยู่ที่ 5,728,273 โดส หรือคิดเป็น 68.10% ส่วนเข็ม 4 อยู่ที่ 1,850,993 โดส หรือคิดเป็น 22.01%
“สำหรับสถานการณ์ในโรงเรียนกทม. พบติดเชื้อ 2,133 คน คิดเป็น 0.84% จากจำนวนนักเรียน 253,515 คน เพราะส่วนใหญ่จะพบการติดเชื้อในเด็กโตมากกว่าเด็กเล็ก เพราะเด็กโตจะมีกิจกรรมหลังเลิกเรียน เช่น เล่นกีฬา ซึ่งยังไม่น่าห่วง แต่ให้แนวทางดูแลนักเรียนตามกระทรวงสาธารณสุขกำหนด สถานการณ์ภาพรวมยังควบคุมได้ แต่ติดตามอย่างใกล้ชิด”
สัดส่วน‘BA.4/BA.5’ระบาดพุ่ง
ด้านนพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 ว่า จากการเฝ้าระวังช่วงวันที่ 2-8 ก.ค.2565 จำนวน 570 ตัวอย่าง พบเป็น BA.1 จำนวน 5 ราย BA.2 จำนวน 283 ราย และ BA.4 และ BA.5 รวมกัน 280 ราย โดยกลุ่มเดินทางจากต่างประเทศเจอสัดส่วน BA.4/BA.5 สูงทรงตัว 77-78% หรือ 3 ใน 4 ราว 3 สัปดาห์ติดต่อกัน ส่วนในไทย เราแยก กทม.และภูมิภาค เนื่องจากหากนำมารวมจะมีการแกว่งของสัดส่วน โดย 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา กทม.พบ BA.4/BA.5 เพิ่มเรื่อยๆ จาก 12% เป็น 50% 68% และ 72% ส่วนภูมิภาคค่อยๆ เพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 17% และ 34% ขณะนี้ถือว่า BA.4/BA.5 คงเป็นสายพันธุ์ที่จะเริ่มแซง BA.2 กับ BA.1 แต่ก็ไม่ได้แซงเร็วมาก โดยมีการพบ BA.4/BA.5 ทั้ง 13 เขต ยกเว้นเขต 3 ที่ยังไม่เจอ แต่เนื่องจากตัวอย่าง ส่งตรวจไม่เยอะประมาณ 10 ตัวอย่าง ก็จะกระตุ้นให้ส่งตรวจมากขึ้น ทั้งนี้กทม. พบสัดส่วนมากที่สุด 72%
ส่วนเรื่องความรุนแรงนั้น กทม.พบว่าคนที่อาการไม่รุนแรง พบ 164 ตัวอย่าง มีสัดส่วนเป็น BA.4/BA.5 ประมาณ 72% ส่วนกลุ่มที่อาการรุนแรง ปอดอักเสบมากจนแอดมิต ใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิตมี 13 ราย ตรวจ BA.4/BA.5 รวม 10 ตัวอย่าง คิดเป็น 77% ถือว่าสัดส่วนมากกว่า ส่วนภูมิภาค ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง 309 ตัวอย่าง เจอ BA.4/BA.5 รวม 33% สัดส่วนยังไม่เยอะเท่า กทม. ส่วนกลุ่มอาการรุนแรง 45 ตัวอย่าง เจอ BA.4/BA.5 สัดส่วน 46% คือ พบในกลุ่มที่มีอาการรุนแรงมากกว่าคนไม่รุนแรง เบื้องต้นสังเกตว่า BA.4/BA.5 น่าจะมีความรุนแรงกว่า BA.2 อยู่บ้าง แต่ข้อมูลยังไม่มากพอ
ยังสรุปไม่ได้รุนแรงกว่าเดิม
นพ.ศุภกิจกล่าวต่อว่า ส่วนข้อมูลระดับโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) ติดตามพบว่า BA.5 สัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 37% เป็น 52% ส่วน BA.4 จาก 11% เป็น 12% อาจจะแพร่เร็วไม่เท่า BA.5 ส่วน BA.2.12.1 ลดลงเรื่อยๆ ถูกเบียดไปจาก 19% เหลือ 11% ส่วนแพร่เร็ว รุนแรง และหลบภูมิหรือไม่ เรื่องความรุนแรง WHO ยังไม่ให้น้ำหนักมาก บอกว่าไม่ได้รุนแรงแตกต่างกันมากนักจากการเก็บข้อมูลหลายประเทศ แสดงว่าความรุนแรงข้อมูลยังไม่เบ็ดเสร็จ แต่เร็วกว่าแน่นอน ส่วนภูมิต้านทานที่เคยจัดการ BA.1/BA.2ได้ ก็สู้ BA.4/BA.5 ลดลง เช่นเดียวกับอังกฤษก็ค่อนข้างสรุปว่า BA.5 แพร่เร็วมากขึ้นกว่าเดิมอยู่ในระดับเชื่อมั่นสูง ส่วนหลบภูมิคุ้มกันคิดว่าหลบได้ แต่ความเชื่อมั่นกลางๆ ขณะที่ความรุนแรงของโรคอยู่ระดับสีเหลือง แต่ความเชื่อมั่นค่อนข้างต่ำๆ เพราะข้อมูลน้อยเกินไป ส่วนงานวิจัยของญี่ปุ่นในห้องทดลอง พบว่า การกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนามของ BA.4/BA.5 มีผลต่อการเพิ่มจำนวนไวรัส ดื้อต่อภูมิคุ้มกัน ใครติด BA.1/BA.2 ก็ติดซ้ำได้ หลายคนติด BA.1 มาสักเดือนหนึ่งก็ติด BA.4/BA.5 ได้ เมื่อทดลองกับเซลล์ปอดมนุษย์ในห้องทดลอง พบว่ากระจายในเซลล์ปอดได้ดีกว่า และหนูแฮมสเตอร์มีอาการ หนักกว่า BA.2
“สรุปข้อมูลที่มีจนถึงตอนนี้ เห็นชัดว่า BA.4/BA.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในบ้านเรา แต่ชุกชุมในเขตกทม. ส่วนภูมิภาค 30-40% แต่เป็นธรรมชาติที่จะพบในกทม.ก่อนขยายไปภูมิภาค ทั้งนี้จะขอให้ทางโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลสังกัดต่างๆ ส่งตัวอย่างผู้ป่วยอาการปอดอักเสบ ใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเสียชีวิตมาตรวจเพิ่ม ซึ่งความรุนแรงนั้นข้อมูลยังไม่ชัดเจน หากมีตัวอย่างขึ้นเป็นระดับหลักร้อยก็น่าจะทำให้ข้อมูลมีความแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงจะให้ส่งข้อมูลของตัวอย่างมาด้วย เช่นรักษามานานเท่าไร ประวัติการรับวัคซีน มีโรคประจำตัวอะไรหรือไม่ เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้มากขึ้น ทั้งนี้ ยังขอให้เน้นมาตรการส่วนบุคคล ใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง อย่าไปทำกิจกรรมเสี่ยง หากไม่อยากให้เตียงเต็มเร็วเกิน เพราะหากแพร่เร็วขึ้นและแรงขึ้นจริง ก็จะคูณให้ผู้ป่วยอาการหนักมากขึ้นในอนาคต จึงต้องช่วยกันหยุดแพร่กระจายเชื้อ รวมถึงฉีดเข็มกระตุ้นตามแนะนำ จะป้องกันอาการรุนแรงและเสียชีวิต โดยสัปดาห์หน้าจะเอาข้อมูลผลการนำภูมิคุ้มกันจากสูตรวัคซีนต่างๆ มาทดลองกับ BA.5 ว่าสู้ได้มากน้อยแค่ไหน”
เตือนใส่แมสก์เที่ยวหยุดยาว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงช่วงวันหยุดยาวสัปดาห์นี้อาจมีความเสี่ยงติดโควิดเพิ่มขึ้นว่า สธ.ดีใจที่เห็นรายงานว่ามีผู้เข้ารับวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นเพิ่มมากขึ้น มากกว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เป็นประโยชน์มากๆ ต่อให้มีการติดเชื้อโอมิครอน BA.4/BA.5 ก็ยังช่วยลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิต เป็นนิมิตหมายที่ดี ขอให้ประชาชนเข้ามารับวัคซีนได้ทุกที่ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสธ.กระจายวัคซีนไปยัง รพ.สต. และร.พ.หลักแต่ละจังหวัด ไม่ได้เอาไปเพื่อให้หมดอายุอย่างที่ใครพูดกัน ฉะนั้นการรับวัคซีนไม่ยากเลย ถ้าไปถึงก็ได้รับแน่นอน
“การติดเชื้อ ถ้ามีปาร์ตี้ เปิดผับบาร์ สังสรรค์รวมกลุ่มคนมากมาย มีดนตรี มี หนังกลางแปลง หากมีความระมัดระวังก็จะควบคุมสถานการณ์ได้ เราเน้นที่ไม่ให้เกิดอาการรุนแรงมาก เพราะมีความสำคัญมาก” นายอนุทินกล่าว
ด้านนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. กล่าวว่า แม้สถานการณ์โรคโควิด-19 ของไทยจะเข้าสู่ระยะหลังการระบาดใหญ่แล้ว แต่ยังพบการติดเชื้อและเกิดการระบาดเป็นระลอกเล็กๆ ได้ ขณะนี้การระบาดมีแนวโน้มสูงขึ้น ดังนั้นในช่วงสัปดาห์นี้ที่มีวันหยุดยาวต่อเนื่องหลายวัน ประชาชนอาจมีการไปท่องเที่ยว รวมกลุ่มทำกิจกรรมจำนวนมาก มีความเสี่ยงอาจทำให้การติดเชื้อเพิ่มขึ้นได้ ที่เป็นห่วงคือการนำเชื้อมาติดกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่อาจทำให้มีอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ดังนั้น ขอให้ประชาชนยังต้องคงมาตรการป้องกันตนเองอย่างต่อเนื่องและมารับวัคซีนเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน
ปอดอักเสบ-ใส่ท่อหายใจพุ่ง
นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โควิด-19 และการท่องเที่ยวช่วงวันหยุดให้ปลอดภัยว่า ขณะนี้สถานการณ์ โควิด-19 หลัง “โอมิครอน” พีกมากช่วงหลังปีใหม่และลดลงมาต่อเนื่อง ก็มีการระบาดเป็นระลอกเล็ก (Small Wave) เหมือนกันทั่วทั้งโลก เอเชีย รวมถึงไทย ส่วนการเสียชีวิตยังไม่เพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากฉีดวัคซีนได้จำนวนมาก สำหรับประเทศไทยจากการติดตาม ผู้ป่วยปอดอักเสบและใส่ท่อช่วยหายใจ พบว่าเพิ่มขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์นี้ โดยปอดอักเสบเพิ่มจาก 638 ราย เป็น 786 ราย และใส่ท่อช่วยหายใจเพิ่มขึ้นจาก 290 ราย เป็น 349 ราย แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ระบบสาธารณสุขยังรองรับได้ แต่การเพิ่มขึ้นไมได้กระจายทั่วประเทศ เพิ่มขึ้นในบางจังหวัดที่มีการติดเชื้อมาก
ส่วนผู้เสียชีวิตวันนี้ 24 ราย การเสียชีวิตแต่ละวันมีขึ้นลงบ้าง แต่ภาพรวมยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากในช่วง 14 วันที่ผ่านมา ส่วนการวิเคราะห์ผู้เสียชีวิตระหว่างวันที่ 3-9 ก.ค. 132 ราย เป็นกลุ่ม 608 ถึง 128 ราย หรือ 97% พบว่าครึ่งหนึ่งหรือ 64 ราย ไม่รับวัคซีน คิดเป็น 49% อีก 5 รายหรือ 4% ได้รับเพียงเข็มเดียว ส่วน 31 ราย คิดเป็น 23% รับครบ 2 เข็มแต่ไม่ได้ฉีดเข็มกระตุ้น ขณะที่ฉีดเข็มกระตุ้นแล้วมี 25 ราย แต่ฉีดนานเกิน 3 เดือน คิดเป็น 19% โรคประจำตัวที่เสี่ยงสูงเสียชีวิต คือไตเรื้อรัง มะเร็ง อ้วน หลอดเลือดสมอง และหลอดเลือดหัวใจ กทม.และปริมณฑลมีการเสียชีวิตมากที่สุด ตามด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือง และภาคกลางและตะวันออก ส่วนภาคเหนือและใต้การเสียชีวิตไม่มาก
ชี้มีโอกาสติดเชื้อซ้ำอีก
“ขอย้ำว่าช่วงนี้มีการระบาดมากขึ้นของ BA.4/BA.5 มีโอกาสสูงที่คนติดเชื้อแล้ว อาจติดซ้ำได้ ดังนั้น ขอให้มารับวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยเฉพาะกลุ่ม 608 ผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ และผู้ดูแลใกล้ชิดผู้ป่วย ควรมารับเข็มกระตุ้น ทุกๆ 3-4 เดือน เพราะหากเกินเวลาไปแล้วภูมิคุ้มกันอาจมาต่อสู้ไม่ทัน อาจทำให้ป่วยหนักขึ้นได้” นพ.จักรรัฐกล่าว
นพ.จักรรัฐกล่าวต่อว่า สำหรับผู้ป่วยเข้ารักษาในร.พ.วันนี้มีรายใหม่ 1,811 ราย แนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วง 14 วันที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ติดเชื้อที่มีอาการเล็กน้อย ตรวจเอทีเคผลสองขีดแล้วลงทะเบียนการรักษา ทั้งโทร.ประสานขอยา หรือไปร.พ.แบบผู้ป่วยนอก รับยากลับไปรับประทานที่บ้าน ตัวเลขลดลงจากสัปดาห์ที่แล้ว 2.07 แสนราย เหลือ 149,537 ราย อย่างไรก็ตาม ยังคงระดับการเตือนภัยระดับ 2 แม้บางจังหวัดเริ่มพบติดเชื้อเพิ่มขึ้นแล้ว เนื่องจากช่วงนี้หยุดยาวหลายวัน การเดินทางท่องเที่ยวจำเป็นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การป้องกันโรคส่วนบุคคลต้องทำต่อเนื่อง
“การติดเชื้อจะเกิดขึ้นใน กทม. ปริมณฑล จังหวัดใหญ่ก่อน แล้วค่อยไปจังหวัดเล็ก จากเมืองแล้วไปชนบท ทำให้กลุ่ม กทม. ปริมณฑล และจังหวัดท่องเที่ยว จะพบผู้ปอดอักเสบและใส่ท่อช่วยหายใจขึ้นก่อน ดังนั้น ช่วงวันหยุดยาวที่มีหลายช่วงในเดือนนี้ อาจเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้แพร่ไปต่างจังหวัดเร็วขึ้น จึงต้องช่วยกันลดความเสี่ยง เพราะถ้าติดเชื้อเพิ่มขึ้นเร็ว ก็จะมีปอดอักเสบขึ้นเร็วตามด้วย อาจจะกระทบกับเตียงหรือยาในการรักษา จึงต้องช่วยกันชะลอ คาดการณ์ว่าจะมาพีกในช่วงสัปดาห์ที่ 33-34” นพ.จักรรัฐกล่าว
เผย 3 สัญญาณเตือนโควิดเพิ่ม
นพ.จักรรัฐกล่าวต่อว่า หลายจังหวัดที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้น มีเข้ามารักษาใน ร.พ.เพิ่มขึ้น ทำให้ปอดอักเสบเพิ่มขึ้นตาม ซึ่งขณะนี้เราคืนเตียงโควิดไปรักษาโรคอื่นที่มีอาการหนัก เช่น มะเร็ง โรคไต ฯลฯ ทำให้สัดส่วนผู้ป่วยโควิดอาการหนักครองเตียงเพิ่มขึ้น โดยพบอัตราครองเตียงเกิน 25% ประมาณ 6 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี 42.6% กทม. 38.2% ชัยภูมิ 30.5% ปทุมธานี 29.3% สมุทรปราการ 29.8% และนครสวรรค์ 26% ซึ่งจังหวัดที่อัตราครองเตียงเพิ่มขึ้นเยอะอาจต้องปรับการบริหารจัดการเตียงให้เพียงพอ ถือเป็นสัญญาณบอกชัดว่าติดเชื้อเยอะในกทม.และปริมณฑล เราต้องช่วยกันลดการติดเชื้อลงให้มากที่สุด ส่วนสัญญาณเตือนระดับไหนที่ต้องแจ้งเตือนและเพิ่มมาตรการ คือ 1.ผู้ป่วยเข้ารักษาใน ร.พ.รายใหม่เกินวันละ 4 พันราย อาจต้องให้ใส่หน้ากาก 100% หรือเว้นระยะห่างมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 1,811 ราย ยังห่างจากเกณฑ์พอสมควร 2.ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจเพิ่มขึ้นเป็น 400-500 รายต่อวัน อาจต้องปรับมาตรการการรักษา ให้ยาเร็วขึ้น และ 3.ผู้เสียชีวิตเกิน 40 รายต่อวัน ถ้าเกินก็ต้องมีมาตรการเพิ่มเติม
นพ.จักรรัฐกล่าวว่า จังหวัดที่ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเกิน 60% อัตราการเสียชีวิตจากโควิดไม่สูง ส่วนจังหวัดที่ครอบคลุมน้อยอาจพบการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้ การลดป่วยการหนักหลังจากช่วงหยุดยาว สธ.ขอความร่วมมือแนะนำประชาชนช่วยกัน ในการป้องกันตนเอง โดยใช้มาตรการ 2U คือ Universal Prevention คือ มาตรการป้องกันโรคส่วนบุคคล และ Universal Vaccination การฉีดวัคซีน โดยย้ำว่ายังสามารถทำกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มได้ แต่อย่าใกล้ชิดกันจนเกินไป ให้เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาใช้บริการขนส่งสาธารณะ เมื่ออยู่ใกล้กลุ่มเสี่ยง 608 อย่างกิจกรรมทางศาสนาช่วงหยุดยาวนี้ก็ขอให้นั่งสวดมนต์ห่างๆ กัน ตรไหนแออัดเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง โดยกลุ่ม 608 หากมีอาการป่วยผลตรวจเอทีเคเป็นบวก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับยา บางคนอาจลงปอดโดยไม่ทราบ จะช่วยลดความเสี่ยงการป่วยหนักได้ และเพิ่มภูมิคุ้มกันตัวเราไว้ก่อนด้วยการไปฉีดวัคซีน ส่วนผู้สัมผัส เสี่ยงสูง ติดตามอาการ 10 วัน สวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลอื่น เพื่อลดความเสี่ยง แพร่โรค
นพ.จักรรัฐกล่าว่า ส่วน 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบการระบาดในโรงเรียน และมีการ แพร่ต่อครอบครัวหรือชุมชน มาจากการมีกิจกรรมร่วมกันโดยไม่สวมหน้ากาก ทั้งระหว่างเรียน กินข้าว และหลังเลิกเรียน ซึ่งก่อนเปิดเรียน กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีมาตรการกำหนดขั้นตอนแผนเผชิญเหตุต้องทำอย่างไรบ้าง ก็ขอให้ทำตามแผน ซึ่งหลายโรงเรียนควบคุมการระบาดได้ดี บางแห่งอาจเปลี่ยนเรียนออนไซต์เป็นออนไลน์ บางโรงปิดรายชั้น รายห้อง ขึ้นกับความรุนแรงสถานการณ์การระบาดว่าพบมากน้อยแค่ไหน และย้ำว่าขอให้ช่วยกันป้องกันกลุ่มเด็กที่มีโรคประจำตัวด้วย
ป่วยอีก 1,811-ตายเพิ่ม 24
วันเดียวกัน ศูนย์ข้อมูลโควิด-19 รายงานผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ว่า มีผู้ป่วยใหม่ 1,811 ราย จำแนกเป็น ผู้ป่วยในประเทศ 1,811 ราย ผู้ป่วยสะสม 4,546,854 ราย หายป่วยกลับบ้าน 2,268 ราย หายป่วยสะสม 4,491,919 ราย ผู้ป่วยกำลังรักษา 24,076 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 24 ราย เสียชีวิตสะสม 30,859 ราย
จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบ รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 786 ราย ติดเชื้อเข้าข่าย ATK จำนวน 1,781 ราย เนื่องจากตั้งแต่ 1 มิ.ย. เป็นต้นมา มีการปรับระบบรายงาน โดยรายงานเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาใน โรงพยาบาล จึงทำให้รายงานยอดผู้ป่วยสะสมมีจำนวนที่น้อยกว่ายอดผู้หายป่วยสะสม
ศิริราชย้ำใช้ยาโควิดตามแนวทาง
ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวถึงกรณีร.พ.เอกชนออกแพ็กเกจเลือกซื้อยารักษาโควิด ตั้งแต่ยาฟาวิพิราเวียร์ หรือเพิ่มเงินเปลี่ยนเป็นยาโมลนูพิราเวียร์ได้ว่า สิ่งที่ยังต้องเฝ้าระวังการใช้ยารักษาโควิดขณะนี้ คือปัญหาการดื้อยา จริงๆ โดยหลักการจะมีการกำหนดแนวทางรักษาว่า เมื่อไรควรให้ยาอะไรอย่างตอนนี้กำหนดว่า กลุ่มเสี่ยง 608 แม้มีความเสี่ยงเพียงข้อเดียว ก็จะให้ยาโมลนูพิราเวียร์ได้ เช่นผู้ป่วยโควิดไม่มีโรคร่วมแต่อายุมาก แม้มีอาการน้อยก็จ่ายยาโมลนูพิราเวียร์ให้เลย ฉะนั้นการที่เรามีแนวทางไว้ก็เพื่อติดตาม ไม่ใช่ให้ใช้คละกันไปหมด เพราะถ้าเกิดปัญหาดื้อยามาจะยุ่ง
“ไกด์ไลน์ที่ออกมาไม่ได้เกิดจากคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากคณะกรรมการที่วางนโยบาย วางแนวทางรักษา โดยเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญร่วมกันพิจารณาข้อดี ข้อเสียหลายปัจจัย เป็นไกด์ไลน์ทางวิชาการอยู่แล้ว แต่เมื่อไรที่เราเลิกเอาวิชาการแล้วไปตามสบายใจ ฉันเงินเยอะ ฉันซื้อของแพงก็ต้องระวังเกิดดื้อยามาแล้วจะยุ่ง ตอนนี้ยาที่เราใช้มียาโมลนูพิราเวียร์ ยาแพกซ์โลวิด เรมเดซิเวียร์ และยาฟาวิพิราเวียร์ ตรงนี้ยังใช้ได้หมดและยังใช้ได้ดีอยู่” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว
ยันไม่จำเป็นต้องล็อกดาวน์
ส่วนกรณีแชร์เฟกนิวส์คณบดีศิริราชเตือนให้ระวังโควิดสายพันธุ์แลมป์ดาและให้ประชาชนล็อกดาวน์ตัวเอง ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า เป็นข้อมูลเก่าตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่มีการแอบอ้างชื่อตนพร้อมแก้ไขวันที่จากเดิมให้เป็นวันที่ 9 ก.ค. 2565 ทำให้คนตื่นตกใจ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกมาระบุว่าเป็นข่าวลวงแล้ว ทั้งนี้แม้ตอนนี้ตัวเลขติดเชื้อเพิ่มขึ้นจริง แต่ไม่ได้เป็นไปแบบนั้น ทั้งนี้ปกติตนจะให้ข่าวแบบที่เห็นตัวเป็นๆ ได้ยินเสียงจริงๆ แต่ไม่มีคลิปเสียงแน่ และน้อยมากที่จะเป็นการโพสต์ข้อความ ผ่านช่องทางส่วนตัว ถ้าจะมีก็เป็นให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์หรือสื่อที่นำไปลง ทันทีที่ เป็นสื่อลงก็จะรับผิดชอบ ไม่ใช่ไปอ้างว่ามีการโพสต์ในโซเชี่ยล เพราะตนไม่เคยทำ แบบนั้น
เมื่อถามว่าขณะนี้การติดเชื้อมากขึ้นจะมีแนวทางอย่างไร ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ควรสบายใจ แม้ว่าสถานการณ์ดีขึ้น เพราะ โควิดมีการกลายพันธุ์ จะมีการระบาดเป็นระลอกต่อเนื่องไปอีกระยะ ตอนนี้เกิด 2 จังหวะ คือเชื้อกลายพันธุ์แพร่เร็วขึ้น ขณะที่คนผ่อนคลาย เดินทางมากขึ้น ก็ช่วยกระจายให้เชื้อแพร่เร็วขึ้น แต่เราห่วงกลุ่มที่คิดว่าเชื้อไม่รุนแรงไม่ฉีดวัคซีนกระตุ้น ภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อ BA.4/BA.5 ลดลง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับ BA.1/BA.2 โอกาสติดเชื้อก็จะมากขึ้น ซึ่งจะไปกระทบระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 เมื่อติดเชื้อแล้วมีไข้ขึ้นก็เป็นห่วงต้องเข้ามานอนร.พ. ทำให้ครองเตียงมากขึ้น ดังนั้น สังคมต้องกลับมาว่าคิดว่าตอนนี้ยังมีไวรัสตัวนี้อยู่ กิจกรรมที่มีก็ไม่ได้ห้ามอะไร แต่ขอให้สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง ไม่ใช่ปล่อยหมดทุกเรื่อง อย่างตอนนี้มีคลัสเตอร์โรงเรียนที่เกิดขึ้นง่ายเกิดขึ้นแล้ว ส่วนคนที่เสียชีวิตรายใหม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงกับฉีดวัคซีนไม่ครบ
ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวด้วยว่า ตอนนี้คงไม่มีล็อกดาวน์ ไม่จำเป็น เพราะโลกได้เรียนรู้และฉีดวัคซีนแล้ว เชื่อว่าหากเราเรียนรู้ว่าหากกลายพันธุ์แล้ว แต่ยังสวมหน้ากาก เว้นระยะห่างยังช่วยได้ ต่อให้กลายพันธุ์ใหม่ แต่ทุกคนมีวินัยได้ ก็จัดการได้แบบไม่ต้องล็อกดาวน์ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจแย่ลง
ยัน BA.5ทำภูมิกันติดเชื้อซ้ำลดเร็ว
วันเดียวกัน เฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ของศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี ม.มหิดล โพสต์ว่า งานวิจัยล่าสุดจากทีมวิจัยจากประเทศ กาตาร์ศึกษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 กว่า 1 ล้านคน ตั้งแต่ช่วงแรกของการระบาดจากอู่ฮั่น ตามมาด้วยอัลฟา เบตา เดลตา จนถึงโอมิครอน BA.1, BA.2, BA.4 และ BA.5 ในปัจจุบัน บ่งชี้ว่า 1.ภูมิคุ้มกันที่ได้จากการติดเชื้อตามธรรมชาติหรือฉีดวัคซีน จะลดประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อซ้ำอย่างรวดเร็วและหมดลงในเวลาไม่กี่ปี ประกอบกับคุณสมบัติของไวรัสที่เป็น RNA มีกลายพันธุ์อย่าง ต่อเนื่อง ส่งผลให้แอนติบอดีจำไวรัสที่กลายพันธุ์ไปไม่ได้ ประสิทธิภาพในการจับและทำลายไวรัสลดลงเช่นกัน
2.ตรงกันข้าม ภูมิคุ้มกันที่ป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตยังคงมีประสิทธิ ภาพดีเต็ม 100 ไม่ลดลง ตลอด 14 เดือนที่ทีมวิจัยเก็บข้อมูล ไม่ว่าผู้ติดเชื้อรายนั้นจะติดเชื้อโควิดสายพันธุ์หลัก หรือสายพันธุ์ย่อยที่กลายพันธุ์ไปเท่าใดก็ตาม
3.ภูมิคุ้มกันประเภทแอนติบอดีที่ป้องกันการติดเชื้อซ้ำ ซึ่งได้จากการติดเชื้อจากธรรมชาติจะยืนยาวกว่าภูมิคุ้มกันที่ได้มาจากการฉีดวัคซีน ทีมวิจัยยังพบว่าในยุคก่อนมีการระบาดของโอมิครอน ภูมิคุ้มกันจากแอนติบอดีที่ได้จากการฉีดวัคซีนจะคงอยู่ได้ประมาณ 1 ปี ขณะที่ภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อตามธรรมชาติที่ป้องกันการติดเชื้อซ้ำจะคงอยู่ได้ประมาณ 3 ปี แต่ในยุคโอมิครอนภูมิคุ้มกันจากแอนติบอดีที่ได้จากการฉีดวัคซีนจะคงอยู่ได้ <6 เดือน ภูมิคุ้มกันจากติดเชื้อตามธรรมชาติป้องกันติดเชื้อซ้ำจะคงอยู่ได้ประมาณ 1 ปี
ทีมวิจัยจากกาตาร์สรุปว่ามีความเป็นไปได้อย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าที่ไวรัสโคโรนา 2019 และมนุษย์จะมีการพัฒนาตนเองออกมาในรูปแบบของการติดเชื้อคล้ายกับไวรัส ไข้หวัดธรรมดา หรือไวรัสไข้หวัดใหญ่
อนึ่ง เนื่องจากไวรัสโคโรนา 2019 มีความสามารถในการกลายพันธุ์หลีกเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ ส่งผลให้เกิดการระบาดเป็นระลอก ต่อเนื่องไป อาจเป็นการระบาดรายปีในอนาคต อย่างไรก็ตาม ภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืน (memory T และ B cells) จะช่วยป้องกันมิให้เกิดการติดเชื้อซ้ำที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตจะมีผลให้รูปแบบของการติดเชื้อของไวรัสโคโรนา 2019 ลดความรุนแรงลงจนสามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้ในลักษณะของโรคประจำถิ่นในที่สุด
ผอ.ร.ร.ดังโคราชติดโควิดดับ
เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ฌาปนสถาน กองทัพบก กองทัพภาคที่ 2 วัดสุทธจินดาวรวิหาร อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีพิธีฌาปนกิจนายชัยวัฒน์ คารมย์กลาง อายุ 57 ปี ผอ.โรงเรียนตำบลโคกกรวด (ผดุงรัฐประชานุกูล) อ.เมือง ซึ่งเสียชีวิตจากการติดเชื้อ โควิด-19 โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษาและเพื่อนร่วมงาน ญาติพี่น้องมาร่วมแสดงความอาลัยครั้งสุดท้าย ท่ามกลางมาตรการป้องกันเข้มโควิด
สำหรับนายชัยวัฒน์ติดเชื้อโควิดครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว จากนั้นตรวจพบมะเร็งปอด และรักษาจนอาการดีขึ้น แต่ติดโควิดรอบสองกระทั่งอาการทรุดลงจนเสียชีวิต