ถก‘สธ.’รับมือระบาด ทุ่ม4พันล.ซื้อยาโควิด

ครม.ไฟเขียวงบเกือบ 4 พันล้านซื้อ ยารักษาโควิด 3 เดือน ระหว่างก.ค.-ก.ย. ด้านสธ.ถกด่วนกทม. เตรียมพร้อมรับมือ โควิดระลอกใหม่ ยันไม่ยกเลิกกิจกรรมหนัง กลางแปลง ดนตรีในสวน แต่เข้มตรวจเอทีเค ใส่หน้ากากเข้าร่วมกิจกรรม เผยกทม.-นนทบุรี-สมุทรปราการ-ปทุมธานีอัตราครองเตียงพุ่ง เตรียมให้คลินิกเอกชนจัดซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ได้ เพิ่มทางเลือก

ครม.ทุ่ม 4 พันล.ซื้อยาโควิด
เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบโครงการจัดหายารักษาผู้ป่วยโควิด-19 วงเงิน 3,995 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 3 เดือน ตั้งแต่เดือนก.ค.-ก.ย. 65 แบ่งเป็นสำหรับซื้อยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ได้แก่ ยาฟาวิพิราเวียร์, โมลนูพิราเวียร์ เฉลี่ย 27 ล้านเม็ดต่อเดือน วงเงิน 1,296 ล้านบาท และเร็มเดซิเวียร์ จำนวน 57,000 vial ต่อเดือน วงเงิน 21.96 ล้านบาท วงเงินรวม 1,317.96 ล้านบาท เป็นการแบ่งค้างชำระ สำหรับยาฟาวิพิราเวียร์ และโมลนูพิราเวียร์ 165 ล้านเม็ด วงเงิน 2,653.81 ล้านบาท และค่าชุดตรวจ ATK จำนวน 1 ล้านชุด วงเงิน 23.50 ล้านบาท ของเดือนมี.ค.-มิ.ย. 65 รวมวงเงิน 2,677.31 ล้านบาท

“โครงการจัดหายารักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 และวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับ เตรียมความพร้อมในการรับมือและป้องกันโรค โควิด-19 และดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 สนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ ในการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัยในหน่วยบริการสุขภาพทุกระดับ”

ปอดอักเสบ-ใส่ท่อ-เสียชีวิตเพิ่ม
วันเดียวกัน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์ โควิด-19 ว่า ขณะนี้หลายประเทศไม่ได้รายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวัน แต่จากการติดตามตัวเลขการติดเชื้อทั่วโลกยังสูง โดยเฉพาะเพิ่มขึ้นยุโรปและอเมริกาซึ่งเริ่มทรงตัวแล้ว แต่ผู้เสียชีวิตไม่ได้มากขึ้น สำหรับประเทศไทยเราใช้ข้อมูลตัวเลขหลายตัวในการประเมินสถานการณ์ คือผู้ป่วยรายใหม่เข้ารักษาร.พ.วันนี้มี 1,814 ราย ผู้ป่วยปอดอักเสบ 794 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 369 ราย เสียชีวิต 17 ราย และผู้ติดเชื้อที่เข้ารับการรักษาแบบ ผู้ป่วยนอก หรือ Home Isolation (HI) ซึ่งสัปดาห์ที่ 28 มี 143,827 คน

“ขณะนี้ผู้ป่วยปอดอักเสบ ใส่ท่อช่วยหายใจ และเสียชีวิตดูเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ยังไม่ผิดสังเกต แต่ต้องติดตามหลังช่วงหยุดยาวสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไร เนื่องจากผู้ป่วยอาการหนักและเสียชีวิตยังเป็น กทม. ปริมณฑล และจังหวัดใหญ่ แต่ช่วงหยุดยาวคนในกทม.และปริมณฑลกลับภูมิลำเนา อาจมีเหตุการณ์ติดเชื้อต่างจังหวัดได้ จึงกำลังจับตาสถานการณ์ และช่วงนี้นักเรียนเปิดเทอมอีกครั้ง จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด” นพ.โอภาสกล่าว

นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า สำหรับผู้ป่วยที่เราให้ความสำคัญ คือผู้ป่วยอาการหนักและ เสียชีวิต ซึ่งผู้เสียชีวิตระลอกโอมิครอน ช่วงวันที่ 10-16 ก.ค.65 เกือบทั้งหมดเป็นกลุ่ม 608 คือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีโรคประจำตัว และคนท้อง ถึง 98% พบว่าเป็นผู้ป่วยโรค ไตวายเรื้อรังมากที่สุด ส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีนหรือรับไม่ครบ ซึ่งระยะหลังพบผู้ที่รับเข็มกระตุ้นในกลุ่มโรคประจำตัวเสียชีวิตเพิ่มขึ้น แต่เป็นการฉีดมาแล้วเกิน 3 เดือน ซึ่งการรับวัคซีนมานานภูมิจะลดลง คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันจึงแนะนำให้ฉีดเข็มกระตุ้นต่อไปควรห่างทุก 3-4 เดือน และขอให้ฉีดเข็มกระตุ้นให้ได้มากที่สุด

“อัตราตายโควิดต่อแสนคน นับตั้งแต่ วันที่ 1 ม.ค. 2563 อัตราเสียชีวิตสูงสุดช่วงกลางๆ ถึงท้ายปี 2564 ซึ่งเป็นการระบาดของเชื้อเดลตา ส่วนช่วงเม.ย. 2565 เป็นโอมิครอนอัตราเสียชีวิตน้อยลง ล่าสุด BA.4/ BA.5 การเสียชีวิตน้อยลง บ่งบอกว่าสายพันธุ์รุนแรงน้อยกว่าเดลตา ขณะที่การฉีดวัคซีนในคนไทยภาพรวมมากกว่า 140 ล้านโดส ทำให้มีภูมิระดับหนึ่ง จึงลดอัตราเสียชีวิตได้ดี”

กรุงเทพฯ-ปริมณฑลครองเตียงพุ่ง
สำหรับอัตราการครองเตียงผู้ป่วยโควิดระดับ 2-3 ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับสีเขียว คือยังรองรับผู้ป่วยอาการหนักได้ แต่ 4 จังหวัดมีการครองเตียงผู้ป่วยหนักเริ่มตึงตัว คือ กทม. 47.3% นนทบุรี 49.7% สมุทรปราการ 31.8% และปทุมธานี 36.5% เนื่องจากคนไข้เพิ่มขึ้น และมีการคืนเตียงโควิดเอาไปใช้ดูแลป่วยทั่วไป อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงก็ขยับขยายเตียงได้ จึงให้ความมั่นใจว่าการดูแลป่วยหนักยังดูแลได้ วันนี้จึงเชิญกทม.มาหารือกัน ส่วนต่างจังหวัด ปลัด สธ.ได้สั่งการไปแล้ว ซึ่งทั้งนนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี สามารถจัดการรองรับได้ เตรียมพร้อมแล้ว แต่ยังไม่มีคนไข้มากขึ้นจนต้องเพิ่มเตียง

กทม.เข้ม4มาตรการสกัดโควิด
ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกทม. 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมผู้บริหารว่า ได้รับหนังสือเชิญผู้ว่าฯ กทม.เข้าประชุมแล้ว เป็นการประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขของโควิด-19 เวลา 13.30-16.30 น. แต่ตนติดภารกิจช่วงเวลา 14.00 น. อาจร่วมประชุมออนไลน์ผ่านระบบซูม

สำหรับตัวเลขผู้ติดเชื้อของกทม.รายงาน ผู้ป่วยโควิด-19 ที่รับบริการศูนย์บริการ สาธารณสุขกทม. และโรงพยาบาลสังกัด กทม. วันที่ 17 ก.ค.65 จำนวน 1,270 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.65 รวม 31,119 ราย ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยที่ตรวจเอทีเค พบติดเชื้อให้ยาตามเกณฑ์ที่กรมการแพทย์กำหนดและกลับบ้าน ไม่ได้ครองเตียง ผู้ป่วยที่ต้องครองเตียงมีประมาณ 3% สถานการณ์ของโรคแม้มีคนติดเพิ่มขึ้น แต่ความรุนแรงของโรคไม่รุนแรง เตียงเหลือง แดง ยังมีเพียงพอ

ทั้งนี้ กทม.จะดำเนินการ 4 มาตรการหลัก 1.เปิดให้บริการศูนย์บริการสาธารณสุขเพิ่มในวันเสาร์ และเพิ่มจุดบริการ เจอ แจก จบ ให้มากขึ้น 2.เปิดบริการฉีดวัคซีนวอล์กอิน ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขกทม. ในวันศุกร์-เสาร์ 3.ตรวจเอทีเคเชิงรุกในโรงเรียน เพื่อตัดตอนไม่ให้แพร่เชื้อต่อไปยังครอบครัว และ 4.ฉีดวัคซีนเชิงรุกให้กลุ่มเสี่ยง 608 ในชุมชน และให้คงมาตรการใส่หน้ากากอนามัย รวมถึงเรื่องยาก็ต้องเฝ้าระวังเพราะยังจัดหาผ่านกระทรวงสาธารณสุขอยู่ ซึ่งต้องสำรองยาให้เพียงพอ ที่ผ่านมายังไม่มีปัญหา ทางกระทรวงสาธารณสุขก็ยังให้ยามาพอ ไม่ขาดแคลน

‘ชัชชาติ’ไม่เลิกกิจกรรมกลางแจ้ง
“ตอนนี้ไม่มีปัญหาอะไร เราพยายามดำเนินการทุกอย่างเต็มที่ เชื่อว่าชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ใช่สถานการณ์ที่จะชัตดาวน์เลย ไม่ได้รุนแรงเหมือนรอบที่แล้ว ทุกคนต้องดูแลตัวเอง ทำตามมาตรการเข้มข้นขึ้น ย้ำเตือน ใส่หน้ากาก ฉีดบูสเตอร์ คนที่มีอาการก็ไม่ไปเจอคนอื่น หลายคนที่ชะล่าใจก็เอาเชื้อไปติดคนแก่ หรือกลุ่มเสี่ยงก็จะเป็นอันตราย” ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีกระทรวงสาธารณสุขจะเสนอขอให้กทม. ลด ละ เลิก กิจกรรมรวมกลุ่มนั้น ไม่ได้ให้มาแออัดในพื้นที่ และเน้นย้ำให้ใส่หน้ากากตลอด ที่ผ่านมาไม่ได้เจอคลัสเตอร์จากกิจกรรม และที่สอบถามผู้ป่วยไม่มีใครติดมาจากดนตรีในสวน แต่จะมีงานใหญ่ที่จะจัดในสถานที่คือแข่งวงดุริยางค์ จะจัดหาสถานที่ที่ใหญ่ขึ้น และให้ตรวจเอทีเคทุกคน 100% แต่รับฟังกระทรวงสาธารณสุข จะไปเข้มมาตรการ รวมถึงกรณีการจัดชุมนุม ต้องมีกำหนดมาตรการควบคุมจำนวนคน ให้มีระยะห่าง และใส่หน้ากาก

ด้านนางวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ผู้ติดเชื้อต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาและกักตัวรวม 10 วัน แม้จะมีผลตรวจเอทีเค 1 ขีดแล้ว ยังต้องกักตัวให้ครบระยะเวลา ความเข้าใจที่ว่าตรวจเอทีเคเองเหลือ 1 ขีด คิดว่าหายแล้วออกมาทำงานนั้น ในแง่ของการควบคุมโรคไม่ถูกต้อง ยังคงต้องกักตัวในครบ 10 วัน ถึงออกมาทำงานใช้ชีวิตได้ ส่วนผู้เสี่ยงสูงยังขอให้กักตัวอย่างน้อย 5 วัน ถ้าทำไม่ได้ ให้เลี่ยงด้วยการเวิร์กฟรอมโฮม

กทม.ไม่เลิก‘หนังกลางแปลง-ดนตรี’
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วยพญ.วันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) และนพ.สุขสันต์ กิตติศุภกร ผอ.สำนักงานการแพทย์ กทม. แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการอำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อโควิด 19 (ศปค.สธ.)

นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า เนื้อหาการประชุมคือการดูแลในกทม. ทั้งเรื่องป้องกันโรค เรื่องวัคซีน ซึ่งแม้กทม.จะฉีดเกิน 100% แต่มีติดเชื้อก็หาสาเหตุเกิดจากอะไร มาตรการต่างๆ ในการควบคุมโรค การจัดกิจกรรมต่างๆ ในกทม.ว่า กทม.จะมีวิธีดำเนินการอย่างไร ส่วนเรื่องการรักษา เตียงและยา เราเช็กเตียงกันว่าเป็นอย่างไร ซึ่งรายงานออกมาก็ใกล้เคียงกัน อยู่ในระดับที่ดูแลได้ โดยเฉพาะเตียงผู้ป่วยระดับ 2-3 ยังมีการใช้ไม่มาก ที่ใช้มากคือเตียงระดับ 1 ซึ่งมากถึง 98% แต่ตรงนี้สามารถขยายได้ เตียงยังเพียงพอในกทม.

“สธ.และกทม.จะทำแผนเผชิญเหตุร่วมกันว่า ถ้ามีการระบาด มีผู้ป่วยอยู่ในระบบประมาณนี้ กทม.และสธ.จะทำอะไร อย่างไรบ้าง บูรณาการการดูแลด้วยกลไกคณะกรรมการโรคติดต่อกทม.ที่มีผู้ว่าฯ กทม.เป็นประธาน ส่วนเรื่องยา กทม.ขอให้สธ.สนับสนุนยาอย่างต่อเนื่องเพียงพอ ตอนนี้มีสำรองประมาณ 7 วัน กทม.กลัวว่าจะไม่พอ เราก็จะดูปริมาณยาที่มี ถ้ามีมากก็ให้มาก ถ้าไม่มาก บางทีอาจเกิดภาวะขาดแคลนก็ต้องช่วยกันบริหารจัดการให้เหมาะสม เนื่องจากยาไม่ได้เหลือเฟือ เราซื้อยาจากต่างประเทศ มาเป็นชุดๆ ไม่ได้มาทุกวัน ก็ต้องใช้เวลาในการผลิต เราตกลงร่วมกันว่าจะบริหารอย่างไรให้ร.พ.กทม. ร.พ.เอกชน และร.ร.แพทย์มียาใช้อย่างเหมาะสมต่อไป และมีการปรับให้เข้าถึงยามากขึ้น”

ด้านพญ.วันทนีย์กล่าวว่า การหารือมีข้อห่วงใยบางเรื่อง คือ1.เตียงพอหรือไม่ ขณะนี้ยังพอ แต่ทำอย่างไรให้บริหารจัดการความร่วมมือไหลลื่นไร้รอยต่อ เชื่อมโยงการส่งต่อ เนื่องจากเราไม่มีศูนย์บริหารจัดการเตียงกลาง เนื่องจากการยกเลิกคำสั่งศบค.กทม. ถ้าจำเป็น เราจะใช้ศูนย์เอราวัณกทม.เป็นตัวจ่ายงาน ผ่านการประสานกับร.พ.หลักใน 6 โซน 2.วัคซีน ซึ่งเราฉีดเกิน 100% และเข็มสามเกิน 80% แต่กทม.เป็นศูนย์กลาง มีคนต่างจังหวัดเข้ามาแล้วกลับ แต่เราพร้อมให้บริการ ทุกจุดพร้อมให้บริการ ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.สั่งการให้เพิ่มเติมบริการบูสเตอร์วัคซีนมากขึ้น ศูนย์บริการสธารณสุขจะขยายบริการในวันเสาร์ ทั้งแจกยาเมื่อป่วยติดเชื้อ และให้รับวัคซีนด้วยถ้าต้องการ รวมถึงทำเชิงรุกเข้าชุมชนในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง มีการประสานนัดหมายไปฉีดถึงบ้าน

3.การจัดกิจกรรมของกทม.จะเป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลหรือไม่ กิจกรรมที่ดำเนินการก็เป็นไปตามคำสั่ง ไม่ว่าจะเป็นหนังกลางแปลง ดนตรีในสวน จะมีมาตรการควบคุมในระดับหนึ่ง ในส่วนของผู้ค้าผู้ขาย ถ้าไม่มี ผลตรวจ ATK จะสนับสนุนการตรวจเชื้อ และผู้มาร่วมงาน ถ้าไม่มีหน้ากากก็จะแจกหน้ากากก่อนเข้าร่วมงาน และขอให้เน้นการเว้นระยะห่างด้วย อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาจากการติดตามยังไม่มีคลัสเตอร์ใหญ่ๆ จากกลุ่มนี้ หากมีข้อมูลหรือมีความเสี่ยงใดๆ ทางฝ่ายเลขาฯ พร้อมพิจารณาปรับลดหรืองดไปเป็นไปตามแนวทาง

4.เรื่องยา สัปดาห์ที่ผ่านมาห่วงว่ายาเพียงพอหรือไม่ แต่ 2 วันนี้ยามาตามนัด ต้องขอบคุณสธ.ซึ่งเราก็จะขอเพิ่ม เนื่องจากเรามีคนไข้เยอะ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะขอสำรองยามากกว่าเดิมจาก 7 วัน เป็น 10 วัน ขณะนี้ปรับให้ยา ฟาวิพิราเวียร์ในเด็กต่ำกว่า 18 ปี และให้ ยาโมลนูพิราเวียร์เป็นยาหลักมากขึ้น เราก็จะขอฟาวิพิราเวียร์มากขึ้น ซึ่งแต่ละวันเฉพาะศูนย์บริการสาธารณสุขและ ร.พ.สังกัด กทม. ใช้ยาฟาวิพิราเวียร์เกือบ 1 แสนเม็ด

สธ.จ่อให้คลินิกเอกชนซื้อ‘โมลนูฯ’
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า สธ.ตั้งเป้าหมายให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นที่ผู้ติดเชื้อสามารถดูแลตนเองได้ ซึ่งกรณียาโมลนูพิราเวียร์ เป็นยาที่แพทย์สั่งจ่ายให้ผู้ป่วยนำกลับไปรับประทานที่บ้านได้ โดยร.พ.เอกชนได้รับการสนับสนุนยาโมลนูพิราเวียร์จากกระทรวงสาธารณสุขสำหรับดูแลผู้ป่วยโควิด 19 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสามารถจัดซื้อยาโมลนูพิราเวียร์มาให้บริการผู้ป่วยโควิด 19 เองเพิ่มเติมได้ ดังนั้นเพื่อเพิ่มการเข้าถึงยาโมลนูพิราเวีย์มากขึ้น ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคโควิด 19 (EOC) จึงเตรียมให้คลินิกเอกชนสามารถจัดซื้อยาโมลนูพิราเวียร์มาใช้ดูแลผู้ป่วยโควิดได้ด้วยเช่นกัน

“ที่ประชุมมอบหมายให้นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัด สธ. และนพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพจัดทำแผนดำเนินการและกรอบระยะเวลาในเรื่องนี้ของโรงพยาบาลและคลินิกเอกชน โดยให้องค์การเภสัชกรรมร่วมจัดหายาเพิ่มเติม ซึ่งในอนาคตอาจขยายให้ร้านขายยาสามารถจ่ายยาโมลนูพิราเวียร์ได้ด้วย แต่ยังต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมการแพทย์” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

ด้านนพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร กล่าวว่า ขณะนี้ยาเรมเดซิเวียร์มีสำรองทั่วประเทศใช้ได้ประมาณ 20 วัน ส่วนยาฟาวิฯ และ ยาโมลนูฯ มีสำรองใช้ 7-10 วัน ซึ่งตั้งแต่ วันที่ 18 ก.ค.เป็นต้นไป องค์การเภสัชกรรม จะผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ได้วันละ 2 ล้านเม็ด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน