นักธุรกิจตรัง-ติดเชื้อหลังไปประชุมที่ภูเก็ต อย.ไฟเขียวให้‘คลินิก’ซื้อ-ขายยารักษาโควิด

โผล่ไทยแล้ว โอมิครอนสายพันธุ์ BA.2.75 กรมวิทย์ยันพบนักธุรกิจหนุ่มตรังป่วยรายแรกหลังไปร่วมประชุมที่ภูเก็ต ตรวจพบติดเชื้อ อาการไม่รุนแรง หมอให้กลับไปรักษาตัวที่บ้าน เจอกลุ่มเสี่ยง 4 ราย ขณะนี้แพร่ระบาดไปทั่วโลก พบป่วยแล้ว 359 ราย คาดหลบภูมิคุ้มกัน ดื้อต่อวัคซีนที่เตรียมจากไวรัสอู่ฮั่น อย.ออกประกาศแล้ว ให้คลินิกเอกชนซื้อขายยาต้านไวรัสรักษาโควิดได้ เผย 11 ทะเบียน ทั้งฟาวิพิราเวียร์ เรมเดซิเวียร์ แพกซ์โลวิด และโมลนูพิราเวียร์ ยันไม่ได้ผูกขาด ศบค.พบป่วยใหม่พุ่ง 2.8 พันราย ยอดใส่ท่อช่วยหายใจพุ่งต่อเนื่อง

ป่วยใหม่พุ่ง 2.8 พัน-ตาย 19
เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานว่า วันนี้ผู้ป่วยโควิดรายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK เพิ่มขึ้นเป็น 2,886 ราย ป่วยสะสม 4,565,854 ราย หายป่วยเพิ่ม 2,029 ราย หายป่วยสะสม 4,511,625 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 19 ราย เสียชีวิตสะสม 31,050 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 23,179 ราย อยู่ร.พ.สนาม และอื่นๆ 11,908 ราย และอยู่ในร.พ. 11,271 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 851 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 394 ราย แนวโน้มยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง อัตราครองเตียงระดับ 2-3 หรือสีเหลือง-สีแดงเพิ่มเป็น 14.9% ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ แต่มีผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ 2 ราย

สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 19 ก.ค. 2565 ฉีดได้ 61,835 โดส สะสม 140,827,531 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,068,004 โดส คิดเป็น 82% เข็มสอง 53,349,551 โดส คิดเป็น 76.7% และเข็มสามขึ้นไป ฉีดเพิ่มขึ้น 44,231 โดส สะสม 30,409,976 โดส คิดเป็น 43.7% ขณะที่การฉีดเข็มกระตุ้นในกลุ่มสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดได้ 6,095,004 โดส คิดเป็น 47.9% และการฉีดวัคซีนในกลุ่มอายุ 5-11 ปี เข็มแรกฉีดได้ 3,210,001 โดส คิดเป็น 62.3% และเข็มสอง 2,171,944 โดส คิดเป็น 42%

ด้านกรมควบคุมโรครายงานจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 1,734 ราย 2.สมุทรปราการ 139 ราย 3.ชลบุรี 100 ราย 4.ขอนแก่น 76 ราย 5.นครศรีธรรมราช 75 ราย 6.ระยอง 49 ราย 7.สงขลา 40 ราย 8.นครปฐม 37 ราย 9.สุรินทร์ 37 ราย และ 10.อุบลราชธานี 35 ราย

ไทยพบป่วย BA.2.75รายแรกที่ตรัง
วันเดียวกัน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงกรณีพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ BA.2.75 รายแรกในประเทศไทยว่า ผู้ติดเชื้อเป็นชาวไทยอายุ 53 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.ตรัง เดินทางไปประชุมที่ จ.ภูเก็ต ที่มีชาวต่างชาติร่วมประชุมด้วย จากนั้นมีอาการและตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด ตรวจยืนยันด้วย RT-PCR พบติดเชื้อ ร.พ.ส่งตัวอย่างมาตรวจสายพันธุ์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12/1 จ.ตรัง และส่งต่อมายังกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อยืนยันสายพันธุ์ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม พบเป็นโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2.75 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงนำส่งข้อมูลเพื่อเผยแพร่บนฐานข้อมูลสากล GISAID เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2565 ซึ่ง GISAID ได้ตรวจสอบและประกาศขึ้นระบบเมื่อวันที่ 19 ก.ค.2565

ทั้งนี้ สายพันธุ์ BA.2.75 พบครั้งแรกที่ต่างประเทศตั้งแต่ ม.ค.2565 แต่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในอินเดีย ช่วงมิ.ย.ที่ผ่านมา ล่าสุดฐานข้อมูล GISAD มีรายงานเมื่อวันที่ 20 ก.ค. ตรวจพบจากทั่วโลกแล้ว 359 ราย เบื้องต้นสายพันธุ์นี้มีการกลายพันธุ์บน spike protein หลายตำแหน่งที่ต่างจากสายพันธุ์ย่อย BA.2 โดยสองตำแหน่งสำคัญได้แก่ ตำแหน่งกลายพันธุ์ G446S อาจทำให้เกิดการหลบภูมิคุ้มกัน ที่สร้างขึ้นภายหลังการติดโรคโควิด-19 หรือจากการฉีดวัคซีน ทำให้โอกาสการติดเชื้อซ้ำจากไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์เพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น และการกลายพันธุ์ตำแหน่ง R493Q ทำให้ไวรัสจับกับเซลล์มนุษย์และรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น เพิ่มโอกาสในการแพร่กระจาย

“องค์การอนามัยโลกจัด BA.2.75 อยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่น่ากังวลที่ต้องจับตาดู (VOC-LUM) ขณะความเร็วในการแพร่เชื้อและความรุนแรงยังไม่มีข้อมูลที่มากพอ จึงยังไม่ควรวิตกกังวลมากเกินไป โดยกรมเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง มีการรายงานผลการตรวจเฝ้าระวังสายพันธุ์ขึ้นระบบฐานข้อมูลกลาง GISAID สม่ำเสมอ และย้ำว่าการรับวัคซีนเข็มกระตุ้นช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ และยังต้องคงมาตรการการป้องกันตนเอง เช่น สวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง เลี่ยงกิจกรรมเสี่ยง” นพ.ศุภกิจกล่าว

เผยติดเชื้อจากประชุมที่ภูเก็ต
ด้าน นพ.ชัยรัตน์ ลำโป นายแพทย์สาธารณสุข จ.ตรัง กล่าวถึงกรณีศูนย์จีโนมทางการแพทย์ ร.พ.รามาธิบดี โพสต์เพจ เฟซบุ๊ก “Center for Medical Genomics” เรื่องพบโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2.75 แล้วในไทยที่ จ.ตรัง นั้นว่า สสจ.ตรังได้รับแจ้งจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่า พบผู้ป่วยของ จ.ตรัง 1 คน ที่เป็นสายพันธุ์ BA.2.75 เพียงรายเดียว เป็นชาว จ.ตรัง อายุ 53 ปี อาชีพนักธุรกิจ เท่าที่ดูจากรายงานการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าไปรับเชื้อมาจาก จ.ภูเก็ต ในงานประชุมกิจกรรมของโรตารี่ ซึ่งมีชาว ต่างชาติหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาประชุมร่วมด้วย เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.65 ก่อนจะพบว่าติดเชื้อโควิด-19 วันที่ 27 มิ.ย.65 ช่วงเวลาประมาณ 04.00 น.โดยรู้สึกว่ามีอาการเจ็บคอ และมีอาการไอนิดหน่อย สงสัยว่าติดเชื้อ โควิด-19 จึงตรวจเอทีเค (ATK) ผลเป็นบวก และเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.ตรัง ทางโรงพยาบาลเอกชนได้ตรวจ RT-PCR เพื่อยืนยัน ก็พบว่ามีการติดเชื้อจริง

“เท่าที่สอบสวนมีผู้สัมผัสใกล้ชิดเพียงแค่ 4 คน เป็นลักษณะการนั่งดื่มด้วยกันเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.65 ช่วงกลางคืน ก็เฝ้าระวังติดตามอาการของผู้สัมผัสทั้ง 4 คนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้คำแนะนำให้แยกตัวออกจากคนอื่น จนถึงขณะนี้ทั้ง 4 รายผลตรวจก็ยังคงเป็นลบ ส่วนอาการผู้ป่วยตั้งแต่ต้นไม่มีอะไรมาก ไม่มีไข้ มีเพียงอาการเจ็บคอ และไอเล็กน้อย นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 2-3 วัน อาการ ก็ดีขึ้น ทางโรงพยาบาลให้กลับมารักษาตัวที่บ้าน โดยให้ยาหรือรักษาตามปกติของผู้ป่วยโควิด-19 ส่วนผู้ป่วยรายนี้ไม่มีอะไรที่ต้อง น่ากังวล เพราะว่าสายพันธุ์ย่อย BA.2.75 เป็นแค่สายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน ไม่มีอะไรที่รุนแรง ถ้าหากมีวัคซีนเข็มกระตุ้น ภูมิต้านทานแข็งแรงก็สามารถลดอาการรุนแรงของโรคได้” นพ.ชัยรัตน์กล่าว

นพ.ชัยรัตน์กล่าวต่อว่า ในส่วนของ จ.ตรัง ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียว จะเน้นการเฝ้าระวัง อย่างน้อย 3 กรณี เช่น 1.กรณีที่ระบาดเป็นกลุ่มก้อน 2.คนไข้นอนโรงพยาบาลแล้วอาการรุนแรง 3.เดินทางจากต่างประเทศ ซึ่งเคสนี้พบจาก การเฝ้าระวังเช่นเดียวกัน เนื่องจากนอนโรงพยาบาล เลยสุ่มตรวจหาสายพันธุ์ก่อนที่ผลจะทราบเมื่อวานนี้ว่าเป็นสายพันธุ์ย่อย BA.2.75 ซึ่งเป็นการไปสุ่มตรวจพบ เอาพอดี

อย.ให้คลินิกเอกชนขายยา‘โควิด’
ด้านนพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ตนลงนามออกประกาศอย.เพิ่มเติมแล้ววันนี้ จากเดิมที่ผู้ขึ้นทะเบียนสามารถจำหน่ายยาต้านไวรัสรักษาโควิด-19 ให้กับร.พ.รัฐ และเอกชนได้เท่านั้น ให้สามารถกระจายยาโมลนูพิราเวียร์ และยาต้านไวรัสอื่นๆ ไปในระดับคลินิกเวชกรรมตามพ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ได้ แต่ยังต้องเป็นการจ่ายยาโดยแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามแนวทางการใช้ยาของกรมการแพทย์ และใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ทั้งนี้คลินิกเวชกรรมสามารถจัดหายาได้เองจากบริษัทเอกชนที่นำเข้าและขึ้นทะเบียนกับ อย. แล้ว

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการอย. กล่าวว่า กลุ่มยาต้านไวรัสรักษาโควิด ปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนกับอย.หลายทะเบียน เกือบทั้งหมดเป็นบริษัทเอกชน ได้แก่ ยาฟาวิพิราเวียร์ 3 ทะเบียน ยาเรมเดซิเวียร์ 5 ทะเบียน ยาแพกซ์โลวิด 1 ทะเบียน และยาโมลนูพิราเวียร์ 2 ทะเบียน และนำเข้าโดยองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อสนับสนุนภารกิจของกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ บริษัทเอกชนทั้งหมดที่มาขึ้นทะเบียนและเป็นผู้นำเข้ายาจะสามารถจำหน่ายยาให้กับร.พ.รัฐและเอกชนได้ เช่น ยาเรมเดซิเวียร์โดยบริษัทเอกชน 5 บริษัท ได้จำหน่ายยาให้กับร.พ.เอกชนสำหรับผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยไม่มีการปิดกั้นหรือผูกขาดการนำเข้ายาแต่อย่างใด และล่าสุดอย.ยังมีประกาศเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถจำหน่ายยาไปยังคลินิกเวชกรรมได้อีกด้วย เป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงการรักษาและการรับยาเพิ่มเติมของประชาชน

สธ.แจงได้ค่าเสี่ยงภัยโควิดไม่ครบ
นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีบุคลากรปฏิบัติงานโควิด-19 ร้องยังได้รับค่าตอบแทนเสี่ยงภัย 3 เดือนสุดท้ายของปี 2564 คือ ต.ค.-ธ.ค. 2564 ไม่ครบ โดยได้เพียง 2 เดือนว่า ขณะนี้สำนักงบประมาณมีการปรับเปลี่ยนงบประมาณจากงบกลางเป็นงบเงินกู้ จึงทำให้กระบวนการล่าช้าออกไป ซึ่งรวมทั้งเงินค่าเสี่ยงภัยที่กำลังพิจารณาในส่วนของม.ค.-มี.ค. 2565 ส่วนเงินค่าเสี่ยงภัยที่ลงไปก่อนหน้านั้นของต.ค.-ธ.ค. 2564 ที่ได้กัน 2 เดือน หรือไม่ครบนั้นก็มีการดำเนินการขอ แต่ต้องรองบประมาณที่มีการเปลี่ยนผ่านจากงบกลางเป็นงบเงินกู้ก่อน

“โดยหลักการเมื่อปรับเปลี่ยนงบจาก งบกลางไปงบเงินกู้ก็ต้องเข้าสภาพัฒน์เพื่อพิจารณา และจากนั้นเข้าสู่การพิจารณาของครม.ก่อนจะส่งเรื่องตามขั้นตอนมาถึงสธ. และกระจายลงพื้นที่ คิดว่าต้องใช้เวลาตามขั้นตอน” นพ.ธงชัยกล่าว

ทั้งนี้ สำหรับเงินค่าตอบแทนเสี่ยงภัยโควิดเป็นเงินเพิ่มให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานโควิด-19 โดยต้องได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด แบ่งตามกลุ่ม อย่างแพทย์ และสัตวแพทย์ที่ปฏิบัติงานโควิด-19 ได้ 1,500 บาท และพยาบาล รวมทั้งกลุ่มอื่นๆ ที่กำหนดได้ 1,000 บาท โดยกรณีนี้จะกำหนดการจ่ายไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง

โพลชี้กังวลโควิดในโรงเรียน
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การแพร่ระบาดของ โควิดยังคงพบการติดเชื้อในสถานศึกษา ทั้งนี้ จากผลสำรวจอนามัยโพลความกังวลจากสถานการณ์โควิด-19 ในสถานศึกษา ระหว่างวันที่ 6-18 ก.ค. 2565 พบว่า 76.2% กังวลสถานการณ์ติดเชื้อในสถานศึกษาเพิ่มขึ้น เหตุผลคือกังวลว่าเด็กอาจติดเชื้อ และนำมาติดในครอบครัวได้ 69.7% กลัวเด็กมีอาการรุนแรง 55% และหากเป็นบุตรหลานตนเองติดเชื้อ อาจกระทบต่องาน รายได้ และการดูแลรักษา 41.5%

เมื่อถามถึงการพบเห็นเหตุการณ์ที่เป็นความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิดในสถานศึกษา พบว่า เห็นนักเรียนจับกลุ่มคุยกันหรือเล่นกันโดยไม่สวมหน้ากาก 60% นักเรียนทำกิจกรรมรวมกลุ่มคนจำนวนมากใกล้ชิดกันโดยไม่สวมหน้ากาก 45% และพบเห็นนักเรียนกินอาหาร ใช้อุปกรณ์ แก้วน้ำร่วมกัน 30.6%

ส่วนมาตรการหากมีการติดเชื้อในสถานศึกษา พบว่า อยากให้ปิดเฉพาะห้องที่พบการติดเชื้อ ทำความสะอาด และเปิดเรียนออนไซต์ตามปกติ 48.3% ตรวจ ATK ครู นักเรียน บุคลากรในสถานศึกษาก่อนเปิดเรียน 41% และโรงเรียนเตรียมการรับมือการติดเชื้อ โควิด โดยปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด 40.7%

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน