ธรรมนัสแตกกลุ่ม16-ไลน์หลุด พท.ซัดค่าโง่เรือดำน้ำ-ซื้อเอฟ35 กก.อัดนายก3กลวง-แฉตั๋วช้าง2
ลุ้นระทึก 10 โมงเช้าวันนี้ สภาโหวตลงมติศึกซักฟอก ชี้ชะตา 11 รมต. กลุ่ม 16 พลิกมติอุ้ม ‘สันติ’ แต่ยังคว่ำ3 รัฐมนตรีปชป. ‘จุรินทร์-จุติ-นิพนธ์’ ‘ธรรมนัส’ ฉะกลุ่ม 16 อ้างชื่อหากิน ขู่ยื่นป.ป.ช.ฟันรับเงินเกิน 3 พันบาท ฮือฮาไลน์หลุด ส.ส.พรรคเล็กรับหลักแสนต่อเดือน ‘พิเชษฐ’ โยน ‘บิ๊กป้อม’เคลียร์ เช็กเสียงฝ่ายค้านไม่พอคว่ำ รมต. ‘ชลน่าน’ มั่นใจสอยได้ 1-2 เก้าอี้ อภิปรายยกสุดท้าย นายกฯ โดนรุมถล่มเละ เพื่อไทยฉะค่าโง่เรือดำน้ำ จี้ทัพอากาศเลิกซื้อบินรบเอฟ-35 เปิดมหากาพย์สวาปามโครงการน้ำ ตุนเสบียงเลือกตั้ง ‘โรม’ แฉตั๋วช้างภาค 2 ควักงบกลาง 937 ล้าน อุ้มพล.ต.ต. ‘ก’ กลบทุจริตกองบินตำรวจ ‘พิธา’ ซัดนายกฯ 3 กลวง ‘บิ๊กตู่’ ลั่นยังไม่คิดปรับ

ยุติธรรม – ส.ส.พรรคก้าวไกล ชูรูป ‘ใบปอ’ และ ‘ผักบุ้ง’ ผู้ต้องหาคดี 112 เรียกร้องให้ปล่อยตัว ระหว่างน.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประเด็นกระบวนการยุติธรรม ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 22 ก.ค.
‘บิ๊กตู่’ลั่นยังไม่คิดปรับครม.
เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล 11 คน เป็นวันที่สี่ วันสุดท้าย และลงมติวันที่ 23 ก.ค. ถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า “ใครออกมา ใครเป็นคนตั้งละ ใครเป็นคนปรับล่ะ” ต่อข้อถามว่ามีกระแสข่าวมาจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยังไม่มี ยังไม่ได้คิดเลย เมื่อถามว่าหลังการอภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เสร็จแล้วจะปรับหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า “ยังไม่ได้คิดอะไร ทั้งนั้นแหละ”
ส่วนกระแสข่าวกลุ่ม 16 จะไม่โหวตให้นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง พล.อ.ประยุทธ์ โดยปฏิเสธว่า “ผมไม่เกี่ยวกับการพูดคุยกับพรรคเล็ก ก็แล้วแต่ท่านแล้วกัน ผมไม่เกี่ยวๆ” ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการประเมินหรือยังอาจมีรัฐมนตรีหลุดตำแหน่ง เนื่องจากได้คะแนนเสียงการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ถีงกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ 239 เสียง พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธว่า ยังๆ ก็ยังไม่ได้ประเมิน
‘เสี่ยหนู’ชี้ว่าง 2 เก้าอี้ของพปชร.
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงสัญญาณปรับครม.มีหรือไม่ว่า ไม่ทราบ จะปรับหรือไม่ปรับไม่เกี่ยวกับเรา เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่ได้อะไรเพิ่ม ส่วนที่ว่าง 2 ตำแหน่ง เป็นของพรรคพลังประชารัฐ เรื่องนี้เป็นอำนาจและดุลพินิจของ นายกฯ เมื่อถามว่าหากมีการปรับ ครม. จะขอปรับในส่วนพรรคภูมิใจไทยด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ให้ได้รับสัญญาณก่อน ตอนนี้ยังไม่ได้รับสัญญาณอะไร ยังไม่ถึงเวลาต้องคิด
ส่วนทิศทางการลงมติการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคภูมิใจไทย ในความเป็นพรรคร่วมรัฐบาลต้องดูหลักฐานที่นำมาหักล้าง ข้อกล่าวหาจะดีที่สุด เพราะการสื่อสารไม่เท่ากัน รัฐมนตรีบางคนอาจอธิบายไม่เก่ง พูดไม่เก่ง ต้องดูที่หลักฐาน
‘ชัยวุฒิ’จ่อเคลียร์ปมจริยธรรม
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ที่ถูกกล่าวหาเรื่องผิดจริยธรรมร้ายแรงเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวในครอบครัวว่า รอให้โหวตเสร็จก่อนจะให้สัมภาษณ์ เพราะเดี๋ยวจะมีประเด็น ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลใจเรื่องการโหวตหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ไม่รู้ ต่อข้อถามว่าเชื่อมั่นในเสียงโหวตของรัฐบาลหรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ไม่ทราบ และไม่ได้ประเมินคำตอบของตัวเอง เพราะประเมินไม่ได้ ขอให้สื่อประเมินให้หน่อย เมื่อถามว่าเต็ม 10 ให้เท่าไหร่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า แล้วแต่
เมื่อถามถึงข่าวมีสูตรปรับครม.ออกมา มีตำแหน่งรัฐมนตรีดีอีเอส ด้วย นายชัยวุฒิกล่าวว่า ยังไม่ทราบ และย้อนถามสื่อว่า ทำไมนักข่าวถึงรู้ว่าจะปรับครม. ตนยังไม่รู้เลย ใครเป็นคนให้ข่าว ส่วนจะปรับหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ เพราะการปรับครม.เป็นอำนาจของนายกฯ
‘จุติ’มั่นใจฉลุย-ไม่กลัวถูกลอยแพ
นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่ม 16 จะไม่ลงมติไว้วางใจว่า ไม่ขอพูดอะไร ขอให้รอถึงวันลงมติก่อน สุดท้ายหากไปต่อไม่ได้ค่อยมาถาม ขณะนี้มั่นใจว่าจะได้รับคะแนนเสียงพอ ตนได้ทานข้าวกับนาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรค เมื่อวันอภิปรายไม่วางใจวันแรก นายเฉลิมชัยให้กำลังใจว่าพี่สู้ๆ จึงมั่นใจคะแนนโหวตของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มั่นใจพรรคเข้าใจและระบบของเราน่าจะมั่นคง
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่จะถูกลอยแพ นายจุติกล่าวว่า ชีวิตทุกคน อะไรก็ต้องรับได้หมด ยืนยันไม่หนักใจ ส่วนข่าวกลุ่มพรรคเล็กบางส่วนเข้าหานั้น ยืนยันว่าไม่ได้พูดคุยกับใคร
‘สาธิต-องอาจ’เชื่อปชป.มีเอกภาพ
นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีเอกภาพในการลงมติในทิศทางเดียวกัน อาจมีบางเสียงที่ ส.ส.ใช้เอกสิทธิ์ แต่เอกภาพในพรรคมีสูงอยู่แล้ว ซึ่งตนหมายถึงรัฐมนตรีทุกคน และเท่าที่ฟังนายจุติ ตอบคำถามได้ชัดเจนในเชิงนโยบาย อาจบกพร่องนิดเดียวคือไม่ตอบในวันนั้น ทำให้รู้สึกว่ายังไม่พร้อมตอบ แต่คิดว่าคงมีเหตุผลที่จะตอบโดยใช้ข้อมูลให้ครบถ้วน
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสภายในพรรคที่มีการตั้งทีมจุติสู้กับนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่พยายามล็อบบี้สมาชิกพรรคให้โหวตคว่ำนายจุติ นายสาธิตกล่าวว่า ไม่ทราบ ในส่วนของการเมืองเป็นเรื่องที่คนถูกอภิปรายต้องไปหาเสียงสนับสนุน เมื่อถามว่ามีการส่งสัญญาณปรับครม.หรือไม่ สาธิตกล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องถามนายกฯ
ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค และประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้มีมติตั้งแต่การประชุม ส.ส.เมื่อวันที่ 18 ก.ค. แล้วว่าส.ส.ของเราจะลงมติตามมติของคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ขณะนี้ในพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่เห็นมีสัญญาณอะไรที่ผิดปกติ และไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรเป็นพิเศษ จึงเชื่อว่าส.ส. พรรคจะลงมติไปในทิศทางเดียวกัน
‘เฉลิมชัย’ลุยดับไฟในพรรค
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มที่สนับสนุนนายจุติ และกลุ่มที่ต้องการจะให้ปรับออกจากตำแหน่ง มีความเคลื่อนไหวอย่างมากเมื่อช่วงค่ำวันที่ 21 ก.ค. โดยกลุ่มที่สนับสนุนนายจุติได้นำเรื่องของนายนิพนธ์ ซึ่งถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย มาเป็นเงื่อนไขต่อรองเพื่อไม่ให้โหวตคว่ำนายจุติ ขณะที่อีกกลุ่มต้องการให้นายจุติได้คะแนนตกต่ำเพื่อเป็นเหตุผลของการปรับออก และเปิดให้บุคคลที่กลุ่มนี้วางไว้ได้ขึ้นครองตำแหน่ง
หลังผู้บริหารและแกนนำพรรคได้รับทราบ จึงหารือถึงเรื่องนี้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรค ได้เดินหน้าทำความเข้าใจกับส.ส.ของพรรค จึงมั่นใจว่าจะโหวตไปในทิศทางเดียวกับวิปรัฐบาล แต่อาจมี ส.ส.บางคนที่ยังต้องการโหวตสวนมติพรรค ก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง ดังนั้น ผู้ใหญ่ของพรรคจึงมั่นใจว่ารัฐมนตรีของพรรค 3 คนที่ถูกอภิปรายจะผ่านไปได้ด้วยดี และนายกฯ ยืนยันกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์แล้วว่า ส.ส.กลุ่ม 16 จะลงมติไว้วางใจให้นายจุติด้วย
เวลา 19.05 น. นายเฉลิมชัยให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายจุติ เข้าพบที่อาคารรัฐสภา ท่ามกลางกระแสส.ส.หลายคนจะไม่โหวตให้ ได้เคลียร์กันแล้วใช่หรือไม่ว่า ไม่ต้องเคลียร์ เพราะไม่มีอะไรตั้งแต่ต้น เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าการโหวต 2 รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์คือ นายจุติ และนายนิพนธ์ จะไม่มีปัญหา นายเฉลิมชัยพยักหน้า
‘พีระวิทย์’เปิดหน้าต่อรองนายกฯ
นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทรักธรรม(ท.ธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า เบื้องต้นจะลงมติไม่ไว้วางใจนายจุติ กับนายสันติ แต่เมื่อมติของกลุ่ม 16 ถูกเปิดเผยไป พล.อ.ประยุทธ์ ได้เชิญนายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ หัวหน้ากลุ่ม 16 ไปพูดคุยเพื่อขอให้โหวตให้รัฐมนตรีทั้ง 11 คนในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล หากมีสงสัยอะไร พล.อ.ประยุทธ์ยินดีจะเชิญรัฐมนตรีแต่ละคนมาให้ข้อมูล โดยอาจมีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนกลางให้
ยอมรับว่าเราหนักใจ จึงนัดประชุมพรรคเล็กเวลา 09.00 น. วันที่ 22 ก.ค. หากพูดคุยกันแล้ว ตนและนายพิเชษฐจะไปพบพูดคุยกับนายกฯ ตั้งใจจะไปถามนายกฯถึงนโยบายการดูแลผู้สูงอายุ ถ้าทำให้ต่อก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ยกมือให้ทั้ง 11 คน หรือการที่จะไปลงสมัครที่สระบุรีในนามพรรคพลังประชารัฐ นายกฯจะลงพื้นที่ไปพบประชาชนด้วยสักครั้งได้ไหม ถ้าทำได้ตนก็ไม่มีปัญหา และช่วงบ่ายวันที่ 22 ก.ค. พรรคเล็กทุกพรรค ยกเว้นพรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้นัดพบกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย(ศท.)
กลุ่ม 16 พลิกล้ม 3 ปชป.-อุ้ม‘สันติ’
เวลา 16.00 น. หลังกลุ่ม 16 หารือกันแล้วมีแนวโน้มว่าส.ส.ในกลุ่มบางคน จะลงมติ ไม่ไว้วางใจ 3 รัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย นายจุรินทร์ นายจุติ และนายนิพนธ์ โดยให้เหตุผลว่า ยังชี้แจงไม่เพียงพอทั้ง 3 คน โดยเฉพาะนายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทรักธรรม นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังไทยรักไทย นายดำรงค์ พิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย
นอกจากนั้นยังมีพรรคเศรษฐกิจใหม่ที่อยู่กับกลุ่ม 16 คือ นายสุภดิช อากาศฤกษ์ นายภาสกร เงินเจริญกุล นางมารศรี ขจรเรืองโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ยังไม่ได้พูดถึงท่าทีว่าจะลงมติอย่างไร ส่วนรัฐมนตรีที่เหลือนั้น ที่ประชุมยกให้เป็นเอกสิทธิส่วนตัวของส.ส.แต่ละคน แต่เบื้องต้นมีแนวโน้มจะเปลี่ยนมาลงมติไว้วางใจนายสันติ เนื่องจากได้รับการร้องขอจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่กำชับมาเป็นพิเศษให้โหวตไว้วางใจนายสันติไปแนวทางเดียวกัน เพราะเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ไม่ควรมีคะแนนโหวตต่ำกว่ารัฐมนตรีคนอื่นๆ
นายชัชวาลล์ คงอุดม ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท ให้สัมภาษณ์ว่า ยืนยันว่า ส.ส.พรรคพลังท้องถิ่นไท ไม่มีแตกแถว พร้อมโหวตให้รัฐมนตรีทั้ง 11 คน
‘ผู้กอง’ยัวะขู่ฟัน-อ้างชื่อหากิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร.อ.ธรรมนัสได้มาร่วมประชุมสภาวันแรก ส่วนวันที่ 20-21 ก.ค. ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ซึ่งร.อ.ธรรมนัส เผยว่า เนื่องจากมีอาการป่วย ปวดเมื่อยร่างกาย ลุกไม่ค่อยไหว เพราะก่อนหน้านี้ไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นโมเดอร์นา และวันที่ 22 ก.ค. จะไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็กร่างกาย หากอาการไม่สบายหายทันจะเข้าประชุมสภา
เวลา 16.30 น. ที่รัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ถ้ามีโอกาสจะคุยพรรคเล็กหรือไม่ ว่า ไม่รู้จะคุยอะไร ไม่มี ตนมีอุดมการณ์ทาง การเมือง หากทำการเมืองหวังผลประโยชน์ระยะสั้น ตนไม่ร่วมเสวนาให้เสียเวลา เห็นท่าทีมานานพอสมควรและไม่เคยคุย ภาพที่เห็นตนไปนั่งคุยกับนายอารี ไกรนรา ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ และนายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลัง ประชารัฐ แกนนำกลุ่ม 16 ก็มานั่งใกล้ๆ แล้วเอาไปพูดว่าตนชวนไปล้มคนนั้นคนนี้ ซึ่ง ไม่จริง เอาตนไปหากินมากกว่า
“นอกจากผมจะไม่คุยแล้ว นักการเมืองที่ไม่มีอุดมการณ์ผมจะจัดการด้วย ผมมีอุดมการณ์ของตัวเอง เมื่อเอาพรรคเศรษฐกิจไทยไปทำมาหากิน ผมไม่เอาด้วย คนที่ไม่มีอุดมการณ์ที่ผมหมายถึงก็เกือบทั้งนั้น พรรคพวกนี้ 3-4 ปีที่ผ่านมา รับเงินเดือนจากใครก็ให้จำไว้ ผมมีลายเซ็นทุกอย่าง รับเกิน 3,000 บาทระวังไว้เถอะ ส่วนพรรคเศรษฐกิจไทย ใครแหกกติกาก็ไม่เลี้ยง ผมทำการเมือง ไม่ชอบเป็นโสเภณีทางการเมือง” ร.อ.ธรรมนัสกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีรัฐมนตรีคนไหนหลุดเก้าอี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่จุดยืนพรรคชัดเจนว่าใครไม่ดีเราก็เชือด ก็เกือบทั้งหมดที่ไม่ดี พรรคเศรษฐกิจไทยเดินตามเสียงส่วนใหญ่ของฝ่ายค้าน ส่วนพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ตนสำนึกในบุญคุณคน แต่แยกแยะระหว่างการเมืองและบุญคุณ ซึ่งบุญคุณต้องทดแทน ความแค้นตนจำนาน
ปล่อยไลน์หลุดพรรคเล็กรับเงิน
ต่อข้อถามว่า มีข่าวราคากล้วยในศึกอภิปรายครั้งนี้ไม่น้อย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า “ผมเป็นนักการเมือง พูดตรงไปตรงมารอบนี้ ไม่ใช้กล้วยอย่างเดียว มีการแลกเปลี่ยนยศถาบรรดาศักดิ์ ตำแหน่งสำคัญของลูกหลาน มีเยอะ แต่ละคนที่ถูกเลือกเข้าไปแจกตำแหน่งหน้าที่ แจกทุกอย่าง ได้ยินมาแต่ไม่ได้เห็น”
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวล้ม พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ร.อ. ธรรมนัสกล่าวว่า เป็นอีกเรื่องที่ตนไม่สบายใจ และได้ยินกับหูว่ามีข่าวว่าตนจะไปล้ม รมว.มหาดไทย คนที่ทำไม่พูด แต่คนอย่างตนไม่ทำ ถ้าจะทำจะพูด เพราะเปิดหน้าชกขนาดนี้ไม่เกรงใจใครแล้ว อย่างนี้ รมว.มหาดไทยจะเคืองตนอีกหรือไม่
เมื่อถามว่า อาจมีใครที่แอบอ้างชื่อไปใช้เพื่อเป็นเกมการเมือง ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เอาไปปั่นหุ้นไง ไม่คิดว่าตัวเองจะมีราคาเยอะขนาดนี้ที่จะให้คนนำไปปั่นหุ้นได้ รู้ตัวคนปั่นแล้ว จะจัดการโดยเชือดไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คนที่ปั่นตนมีหลักฐาน และคนที่เซ็นรับไว้ให้ระวัง และอาจจะมีไลน์หลุดเรื่องนี้ อาจหลุดคืนนี้เลยก็ได้ แล้วจะหนาว เพราะเราจะสั่งสอนคนที่ทำตัวไม่มีอุดมการณ์ทางการเมือง
ช่วงเย็นวันเดียวกัน มีไลน์หลุดออกมา ปรากฏเนื้อหาและภาพที่ระบุให้เห็นว่า มีรายชื่อ ส.ส.พรรคเล็ก หลายคน เซ็นรับเงินเดือนประจำเดือนมี.ค.2563 และมีภาพหลักฐานการโอนเงินไปยังบุคคลปลายทางชัดเจน ซึ่งคาดว่าเป็นจำนวนเงินหลักแสนบาทต่อเดือน
‘พิเชษฐ’โยน‘บิ๊กป้อม’เคลียร์
นายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ หัวหน้ากลุ่ม 16 ให้สัมภาษณ์กรณีมีการเปิดหลักฐานไลน์หลุดการจ่ายเงินให้ส.ส.พรรคเล็กเดือนละประมาณ 1 แสนบาท และเตรียมยื่นหลักฐานให้ป.ป.ช. เอาผิดข้อหารับทรัพย์สินเกิน 3,000 บาท ว่า เรื่องทั้งหมดเกิดที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ จึงขอให้ไปถามพล.อ.ประวิตร ที่ขณะนั้นมอบให้ร.อ. ธรรมนัส เป็นผู้ดูแลพรรคเล็กที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และการลงพื้นที่พบประชาชน เมื่อเกิดปัญหาร.อ.ธรรมนัสออกมาทำเช่นนี้ ต้องถามว่า พล.อ.ประวิตรจะทำอย่างไร ไม่ทราบวัตถุประสงค์ของร.อ.ธรรมนัส ต้องการอะไร แต่พวกตนพร้อมไปชี้แจงต่อป.ป.ช. แม้รายชื่อเบื้องต้นที่ออกมาจะไม่มีชื่อตนอยู่ แต่เชื่อว่าคงมีชื่อตนอยู่ในกลุ่มแน่
“ฝากเตือนร.อ.ธรรมนัส ที่อายุยังน้อย มีอนาคตทางการเมือง หากใครไม่เห็นด้วยหรือไม่ทำตามที่ร.อ.ธรรมนัสต้องการ แล้วใช้วิธีการเช่นนี้ ใครจะมาร่วมงานด้วยในอนาคต”นาย พิเชษฐกล่าว
‘ชลน่าน’ฟุ้งสอยนั่งร้าน1-2เก้าอี้
เวลา 16.10 น. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) ผู้นำฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ว่า ฝ่ายค้านมั่นใจในข้อกล่าวหา อย่างน้อยมีรัฐมนตรี 2 คนที่หนีการตอบ คือ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม และนายจุติ ทั้งที่นั่งอยู่ในห้องประชุม นาทีทองของผู้จะชี้แจงเสียไป การเลี่ยงไม่ตอบถือเป็นการสารภาพในสภาว่าเป็นไปตามข้อกล่าวหา ฝ่ายค้านจึงมั่นใจว่าเด็ดหัวสอยนั่งร้านเกิดผลแน่นอน
“ตั้งความหวังไว้ว่าในสภาอาจมีการสอยนั่งร้านได้ ไม่หนึ่งก็สองเก้าอี้ และถึงแม้ฝ่ายค้านจะแพ้ในสภา แต่มือในสภาสู้ประชาชนไม่ได้ เขาพร้อมตัดสินในสนามเลือกตั้ง และขั้นตอนต่อไปคือการนำไปยื่นต่อ ป.ป.ช. ในข้อกล่าวหากระทำผิดกฎหมาย ส่อทุจริต ปล่อยปละละเลยมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เกือบทุกคนเรายื่นแน่นอน” นพ.ชลน่าน
ที่น่าเป็นห่วงคือกระแสการต่อรองของพรรคในสภาแปรปรวนมาตลอด สะท้อนว่าสภาเป็นสภากล้วย เป็นสภาที่ถูกทำลายล้างด้วยการใช้เม็ดเงินครอบคลุมอำนาจประชาชน การให้กล้วยนั้นไม่ดี ขอฝากผู้มีอำนาจที่ให้กล้วยเพื่อแลกคะแนน ลึกๆ ไม่ทราบเขาหวังอะไรแต่เป็นการใช้กลไกภายในทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย
เช็กเสียงฝ่ายค้านไม่พอ-งูเห่าเยอะ
รายงานข่าวเปิดเผยแนวทางการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ในวันที่ 23 ก.ค. ว่า จำนวนเสียงส.ส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 477 คน ตามกฎหมายรัฐมนตรียังดำรงตำแหน่งต่อไปได้ต้องได้รับเสียงไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่ง คือ 239 เสียงขึ้นไป ฝ่ายค้านมีเสียงรวม 208 เสียง รัฐบาล 269 เสียง แตกต่างกันถึง 61 เสียง เสียงพรรคร่วมฝ่ายค้านยังต้องหักจาก ส.ส.กลุ่มงูเห่าของพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อีก
เมื่อไปดูการลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 66 วาระ 1 พรรคร่วมฝ่ายค้านมีเพียง 194 เสียง แม้ ส.ส.กลุ่มร.อ.ธรรมนัส ประมาณ 14 เสียง และกลุ่มพรรคเล็ก 16 เสียง จะดีลลงตัว ไม่มีแตกแถวทั้ง 30 เสียงให้โหวตไปในทิศทางเดียวกับฝ่ายค้านก็ยังไม่มากพอที่จะโหวตให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งตกเก้าอี้ได้ เว้นเสียแต่จะได้แรงสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์
ขณะที่พรรคเพื่อไทยกลับต้องกังวลกับงูเห่าหน้าใหม่ เพราะครั้งนี้ถือเป็นครั้งสุดท้ายของรัฐบาล ไม่ว่าจะยุบสภาหรืออยู่ครบเทอมมี.ค.2566 อาจทำให้ ส.ส.ที่ตัดสินใจไปร่วมงานกับพรรคอื่นกล้าแสดงตัวมากขึ้น ที่อาจจะออกมาในหลายรูปแบบ เช่น มาร่วมประชุมแต่งดออกเสียง หรือเกิดป่วยกะทันหัน ไม่มาร่วมลงมติ ส่วนกลุ่มงูเห่า 7 เสียงในพรรคเพื่อไทยที่จะไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย มีแนวโน้มค่อนข้างสูงว่าจะลงมติไว้วางใจให้กับนายอนุทินและนายศักดิ์สยาม ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นๆ จะงดออกเสียง
ซักฟอกยกท้าย-ถล่ม‘ประยุทธ์’ต่อ
สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล 11 คน ระหว่างวันที่ 19-22 ก.ค. ลงมติวันที่ 23 ก.ค. ซึ่งฝ่ายค้านจัดลำดับ การอภิปรายไม่ได้วางใจ ดังนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว. การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม
นายณัฐกานต์ ชูชนะ คณะทำงานทางการเมืองของประธานสภา ตำแหน่งเลขานุการ ให้สัมภาษณ์ว่า การอภิปรายวันสุดท้ายในวันที่ 22 ก.ค. คาดการณ์ต้องจบเวลา 23.30 น. เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ระบุการลงมติต้องไม่กระทำวันเดียวกันกับการอภิปรายเสร็จสิ้น ต้องมีการลงมติ 23 ก.ค. ซึ่งประธานสภานัดหมายประชุมสภาเวลา 10.00 น.
เวลา 08.30 น. วันที่ 22 ก.ค. เริ่มอภิปรายวันที่สี่ เป็นวันสุดท้าย มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ เพียงคนเดียว ต่อเนื่องจากวันที่ 21 ก.ค.
นางสกุณา สาระนันท์ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย กล่าวหาพล.อ.ประยุทธ์ ล้มเหลวการบริหารด้านเศรษฐกิจ นำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำ เหตุเพราะไม่มีความรู้ ไร้ภูมิปัญญา เป็นความไม่รู้แบบยกกำลังสอง แต่ประสบความสำเร็จในการสร้างภาพลักษณ์ พล.อ.ประยุทธ์เป็นแบรนด์กลุ่มอำนาจนิยม ใช้อำนาจบังคับประชาชนให้ใช้แบรนด์ตัวเองมา 8 ปี ถ้าคิดจะบังคับประชาชนให้ใช้แบรนด์ประยุทธ์อีก ประชาชนจะลุกขึ้นสู้
‘โรม’ฉายตั๋วช้างภาค 2
เวลา 09.35 น. นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตขึ้นในกองบินตำรวจ อีกทั้งยังมีการยอมให้ใช้ตั๋วช้างว่า คดีนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ “พล.ต.ต. ก” ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกองบินตำรวจ ดำเนินการเซ็นสัญญาโครงการซ่อมบำรุงอากาศยาน กับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้เป็นผู้ดำเนินการซ่อมและจัดหาอะไหล่ ตามงบประมาณปี 2563 กว่า 950 ล้านบาท แต่ต่อมาการบินไทยได้ยื่นหนังสือทวงหนี้มายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จึงทำให้พบว่ากองบินตำรวจ โดย พล.ต.ต. ก และพวกได้สั่งจ้างสั่งซื้อเพิ่มเติมเกินกว่างบที่วางไว้ รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของโครงการเป็นจำนวนถึง 2,774 ล้านบาท ซึ่ง 2 ใน 3 ของทั้งหมดนี้ กองบินตำรวจไม่สามารถเบิกจากคลังมาจ่ายได้ และกว่า 784 ล้านบาท ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการซ่อมเครื่องบินเลย เช่น ซื้อถังน้ำดับไฟป่า 8 ล้านบาท หรือซื้อตะขอเกี่ยวสินค้า 6.3 ล้านบาท เป็นต้น
เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบกลับถูกเตะถ่วง พล.อ.ประยุทธ์ปล่อยปละละเลยไม่เร่งรัดกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง กระทั่งกรมบังคับคดีซึ่งดูแลเรื่องการฟื้นฟูกิจการของการบินไทยส่งหนังสือทวงหนี้ 1,824 ล้านบาท มายังตร. ในขั้นตอนนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะปฏิเสธหนี้ก้อนนี้ได้ เพราะตามขั้นตอน ตร. มีเวลาในการปฏิเสธหนี้ภายใน 14 วัน แต่กลับทำหนังสือปฏิเสธหนี้ตอบกลับไปเกินเวลาที่กำหนด ทำให้ ตร.ต้องชำระหนี้การบินไทยถึง 937 ล้านบาท ส่วนสาเหตุที่หนี้ลดลงจากเดิม เนื่องจากทางตำรวจไปขอต่อรองกับการบินไทยให้ยกเลิกรายการบางส่วนที่ยังไม่ได้รับพัสดุมาได้
ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จึงใช้วิธีอนุมัติงบกลางเพื่อใช้หนี้ในวันที่ 23 ก.พ.2565 และในวันที่ 12 เม.ย.2565 ครม.ก็อนุมัติอีกที รวมถึงยังอนุมัติให้ ตร.สามารถก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าที่กำหนดไว้ในงบประมาณปี 2563 ด้วย มตินี้จึงเหมือนเป็นทั้งการฟอกขาวให้ไปในตัว ทั้งยังนำเงินภาษีของประชาชนไปจ่ายให้กับการทุจริตที่เกิดขึ้นในกองบินตำรวจอีกด้วย
อ้างควักงบกลางอุ้ม‘พล.ต.ต.ก’
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ พล.ต.ต.ก ไปทำสัญญาแลกเปลี่ยนอะไหล่อากาศยานด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง โดยรวบรวมเอาอะไหล่เก่าๆ ที่เสื่อมสภาพแล้วไปแลกกับชุดใบพัดหางเฮลิคอปเตอร์ 2 ชุด ซึ่งเรื่องนี้จากคำสั่ง ตร. ระบุว่าตำแหน่งระดับผู้การกองบินมีอำนาจอนุมัติวงเงินได้แค่ 5 ล้านบาทเท่านั้น หรือ ในระเบียบกระทรวงการคลัง ระบุไว้ว่าวงเงินต้องไม่เกิน 5 แสนบาท แต่เมื่อมีการประเมินราคาของที่ พล.ต.ต.ก นำไปแลกจำนวนทั้งหมด 6,622 ชิ้น พบว่า ราคารวมกันสูงถึง 1,157 ล้านบาท และในจำนวนนี้ยังพบด้วยว่ามีคำสั่งให้เอาอะไหล่ของเครื่องบิน Skyvan 1 ลำ 4 ชิ้น ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเครื่องยนต์ 2 ชิ้น และอะไหล่ของเฮลิคอปเตอร์ Bell 3 ลำ อีก 21 ชิ้น ไปยำรวมกับเศษเหล็กด้วย อะไหล่ ดังกล่าวที่สวมเข้ามาในบัญชีแลกเปลี่ยนนี้ยังใช้งานได้ทั้งหมด ประเมินแล้วมีมูลค่าประมาณ 111 ล้านบาท แต่เมื่อนำไปยำรวมกับเศษเหล็กมูลค่าจึงเหลือเพียง 2.5 ล้านบาทเท่านั้น
กรณีนี้เมื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบก็มีการเตะถ่วง ตั้งคณะกรรมการสอบสวนไปวนมาเช่นเดิม พล.อ.ประยุทธ์ รู้ปัญหาดีมาตลอด เพราะเป็นผู้เซ็นรับทราบด้วยตัวเอง แต่กลับไม่ได้ดำเนินการอะไรต่อ พล.ต.ต.ก จึงทำให้เกิดความสงสัย และไปตรวจสอบต่อ จนได้ไปพบข้อมูลว่า พล.ต.ต.ก มีฐานะเป็น ผบ.ศปก.ถปภ.ขบวน ฮ.เดโชชัย 5 ซึ่งจากเดิมถูกให้ไปดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการ สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ แต่หลังจากได้หนังสือตอบจากสำนักพระราชวังให้ปฏิบัติงานต่อตามที่ขอได้ ตร.จึงออกเอกสารที่มีชื่อว่า แผนถวายความปลอดภัยสำหรับขบวนเฮลิคอปเตอร์พระราชพาหนะ เซ็นอนุมัติไว้ท้ายเอกสารโดยผู้ช่วย ผบ.ตร. ปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร. ซึ่งเป็นตั๋วช้าง อีกประเภทหนึ่งหรือไม่ หรือเป็นตั๋วช้างภาค 2
“พล.อ.ประยุทธ์ คือบุคคลสำคัญที่สุดที่เป็นผู้สานต่อวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดวัฒนธรรมทุจริตแล้วได้ดิบได้ดี ให้แผ่ไพศาลไปทั่วทุกระบบราชการ หวังว่าการอภิปรายของผมรอบนี้จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ สำเหนียกว่าตัวเองไม่คู่ควรอีกแล้วที่จะได้รับความไว้วางใจให้บริหารประเทศจากนี้และตลอดไป แล้วจงพิจารณาตัวเองไสหัวของท่านออกไปเสีย” นายรังสิมันต์กล่าว
‘โจ้’อัดค่าโง่เรือดำน้ำ-จี้เลิกซื้อเอฟ35
ด้านนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส. มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อภิปรายถึงปัญหาโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ (ทร.) วงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท ว่าเริ่มแรกบอกการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีนแบบ 2 แถม 1 แต่เวลาซื้อจริงเป็นการซื้อทั้ง 3 ลำ รวมมูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท ตก ลำละ 1.2 หมื่นล้านบาท เป็นเรือดำน้ำดีเซล รุ่น S26T ลำที่ 1 อยู่ระหว่างการต่อเรือ แต่ปัจจุบันเกิดปัญหาไม่มีเครื่องยนต์ก่อสร้างต่อ เพราะจีนไม่สามารถทำเองได้ ต้องขอซื้อจากเยอรมนี ส่วนลำที่ 2 ตั้งงบไว้ปี 2563-2569 แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ซื้อ เพราะพรรคเพื่อไทยคัดค้านไว้
ในสัญญาระบุด้วยว่า ถ้าฝ่ายจีนไม่สามารถสร้างเรือดำน้ำให้เสร็จสมบูรณ์ตามสัญญาได้ ทางไทยมีสิทธิยกเลิกสัญญาได้โดยที่ไม่ต้องเสียค่าปรับ แต่สุดท้ายไม่มีการแสดงท่าทีอะไร นอกจากเสียค่าโง่จากการจัดซื้อเรือดำน้ำลำแรกแล้ว ขณะนี้ยังมีค่าโง่เรือดำน้ำอีก 2.1 หมื่นล้านบาท จากโครงการสนับสนุนเรือดำน้ำซึ่งจ่ายเงินไปแล้ว แต่ยังไม่มีเรือดำน้ำ
ปี 2565 กองทัพเรือขอจัดซื้ออากาศยาน ไร้คนขับ (UAV) รุ่น Hermes 900 ซึ่งไม่มีอาวุธ และมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ 3 ลำ พร้อมระบบอุปกรณ์ติดตั้งสำหรับปฏิบัติภารกิจ มูลค่า 4.1 พันล้านบาท แสดงให้เห็นว่ากองทัพเรือใช้งบโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ และความจำเป็น ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเซ็นสัญญา และมูลค่าเกิน 500 ล้านบาท ต้องขออนุมัติจากกระทรวงกลาโหม ซึ่งพล.อ. ประยุทธ์สามารถทบทวนได้
ส่วนการของบปี 2566 ของกองทัพอากาศ (ทอ.) เพื่อจัดซื้อเครื่องบินรบทางยุทธศาสตร์ F-35A ซึ่งเป็นเครื่องบินรบรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถล่องหนหายตัวได้ บินด้วยท่วงท่าพิสดาร มีกล้องรอบตัว มองเห็นรอบด้าน บินเร็วเหนือเสียงได้นาน และเป็นเครื่องบินอวกาศสามารถควบคุม UAV ได้ แต่หากมองถึงความเหมาะสมท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
เครื่องบินรบ F-35A เป็นเครื่องบินเปล่าไม่มีอาวุธ ราคาลำละ 2.7 พันล้านบาท แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือค่าใช้จ่ายในการบินชั่วโมงละ 1.3 ล้านบาท และถ้าซื้อเครื่องบินรบ ดังกล่าว จะทำให้ไม่มีงบไปพัฒนาด้านอื่นๆ อีกนานถึง 10 ปี พล.อ.ประยุทธ์ต้องสั่งให้กองทัพอากาศเลื่อนการจัดซื้อออกไป ยุคที่คนไทยกำลังอดอยากหิวโหย แต่ท่านกลับอนุมัติให้ซื้อเครื่องบินรบ จึงไม่อาจไว้วางใจให้ท่าน อยู่ในตำแหน่งต่อไปได้
ก.ก.ซัดใช้กม.กำจัดคนเห็นต่าง
น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายพล.อ.ประยุทธ์ ขาดจิตสำนึกประชาธิปไตย ไร้การเคารพสิทธิเสรีภาพประชาชน มุ่งใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปากและละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างร้ายแรงที่สุด ตลอด 8 ปี พล.อ.ประยุทธ์ทำให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง แล้วบิดเบือนการใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นตำรวจไปจนถึงชั้นตุลาการบิดเบี้ยว ตกต่ำ เสื่อมสิ้นความศรัทธา โดยเฉพาะการใช้มาตรา 116 และมาตรา 112 ระหว่าง 18 ก.ค.2563 ถึง 30 มิ.ย.2565 มีผู้ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไปแล้วอย่างน้อย 1,832 คน โดยเป็นเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี 282 ราย มีผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 กว่า 200 คน
หลังการอภิปรายของน.ส.เบญจา กลุ่มส.ส.พรรคก้าวไกล ลุกขึ้นถือภาพใบหน้าของ น.ส.ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ หรือใบปอ และน.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือผักบุ้ง จำเลยในความผิดมาตรา 112 เรียกร้องให้ทั้ง 2 คนได้รับสิทธิ์ประกันตัวต่อสู้คดี และปล่อยนักต่อสู้ทางการเมืองทุกคน
‘บิ๊กตู่’ย้ำให้มนุษยชนเกิน 100%
เวลา 12.43 น. พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงว่า เรื่องการจัดซื้ออาวุธตนเคยชี้แจงหลายครั้งแล้วในหลายวาระ สรุปถ้าท่านให้เท่าไหร่ก็ทำเท่านั้น แต่สิ่งที่เขาชี้แจงมีเหตุผลในตัวเอง ถ้าท่านบอกไม่เร่งด่วนทั้งหมดก็ไม่เป็นไร ส่วนเรื่องของตร. ตนได้รับรายงานมีข้อมูลในส่วนที่ตนรับทราบแล้ว บางประการอะไรที่เป็นประโยชน์ก็จะเข้าสู่กระบวนการต่อไป
เรื่องการชุมนุมที่กล่าวหาว่าตนใช้อำนาจกับผู้เห็นต่าง ถามว่าที่ผิดกฎหมาย เป็นกฎหมายปกติหรือไม่ หรือเป็นกฎหมายที่เขียนขึ้นใหม่หรือไม่ ตนระมัดระวังที่สุดในการบังคับใช้ เมื่อถูกดำเนินคดีก็เป็นเรื่องของศาล ตนไม่เคยก้าวล่วงอำนาจศาลทั้งสิ้น ส่วนเรื่องสิทธิมนุษยชนตนให้เกิน 100% กฎหมายหลายฉบับ พยายามผ่อนหนักเบาตลอด ไม่เข้าใจว่าทำไมการเคลื่อนไหวพวกนี้ถึงเกิดขึ้นในช่วงนี้ และมีบางพรรคที่เข้ามาอยู่ตรงนี้
“สิทธิมนุษยชนผมก็มี ท่านก็มี มีสิทธิเท่าเทียมกัน อะไรก็ตามที่ทำเกิดความเสียหายกับผมก็จำเป็นต้องรักษาสิทธิส่วนบุคคลของผมเหมือนกัน ผมไม่ได้ขู่ เป็นเรื่องของกฎหมาย ผมไม่ใช่คนที่จะไปสั่งการเจ้าหน้าที่ต้องจับคนนั้นคนนี้ ผมไปบิดเบี้ยวไม่ได้ ก็ขอร้องไม่ว่าจะอยู่หรือไม่อยู่เบื้องหลังกันก็ตาม อยากจะเตือนไว้เท่านั้น ท่านทำอะไรต้องรับผิดชอบสิ่งที่ทำ ผมไม่ใช่คนเขียนรัฐธรรมนูญ สั่งใครไม่ได้อยู่แล้ว การเอาคนนั้นมาพูด เอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน ผมรับไม่ได้ หลายครั้งเตือนแล้วอย่าละเมิดสิทธิมนุษยชนผม ครอบครัวของผม” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว. ดีอีเอส ชี้แจงประเด็นกล่าวหาใช้สปายแวร์ หรือระบบเพกาซัส เจาะข้อมูลมือถือประชาชน ว่า เห็นข้อมูลในโซเชี่ยลนำไปปั่นกัน ได้ย้อนคลิปชี้แจงในสภาที่ตนพูดไปนั้น ตนไม่ได้พูดว่ามี แต่พูดว่ากำลังศึกษาระบบนี้ และรู้ว่ามีระบบนี้อยู่ที่ใช้ในระบบความมั่นคงและเรื่องยาเสพติด แต่ไม่บอกว่ามีในเมืองไทยหรือระบบราชการ ยืนยันว่าดีอีเอสไม่ได้ทำ เพราะไม่มีอำนาจตามกฎหมาย แต่คนบางกลุ่มบิดเบือนว่ากล่าวหาว่าตนยอมรับว่ามี อย่าไปบิดเบือนให้เกิดความสับสนเลย

ยุคอั้งโล่ – นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ชูเตาเศรษฐี เตาอั้งโล่ ที่กระทรวงพลังงานแนะนำให้ชาวบ้านใช้เพื่อประหยัดพลังงาน ระหว่างชำแหละการบริหารราชการแผ่นดินบกพร่อง ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี ที่รัฐสภา เมื่อ 22 ก.ค.
‘จิรายุ’เปิดมหากาพย์ปล้นชาติ
เวลา 13.45 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส. กทม. พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า มหากาพย์การปล้นชาติกินเมือง วางแผนสวาปาม ดิน น้ำ ลม ไฟ ตุนเสบียงก่อนการเลือกตั้ง ยกตัวอย่าง เรื่องการจัดการน้ำ นายกฯ ตั้งพล.อ.ประวิตร ให้รับผิดชอบเรื่องน้ำ และกำกับดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เช่น ขุดบ่อน้ำบาดาล ส่วนเรื่องการทำน้ำขวดบาดาล ที่ใช้เงินกองทุนพัฒนาน้ำบาดาล ของทส. มีการทำน้ำขวดบาดาล ไปลงจ.สุพรรณบุรี 1.4 ล้านขวด แต่ไปลงที่จ.นครราชสีมา เพียง 2 แสนขวด เมื่อตนนำเรื่องนี้มาอภิปราย ก็ประกาศยกเลิกโครงการนี้ ทั้งที่สามารถนำเงินจากกองทุนนี้ไปทำงานวิจัยได้มากกว่านี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลยังใช้เงิน 33 ล้านบาท ซื้อขวดเปล่ามากรอกน้ำ เพื่อแจกให้หน่วยงานในสังกัด 12 เขต ทั้งที่ราคาขวดเปล่าในท้องตลาดอยู่ที่ 70 บาทต่อแกลลอน แต่กลับซื้อ 181 บาทต่อแกลลอน
ในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 พบว่า มีโครงการเกี่ยวกับการขุดเจาะน้ำบาดาลของ ทส. ที่เริ่มโครงการตั้งแต่ 7 ก.ค.2565 งบ 1.8 พันล้านบาท รวม 10 โครงการ ทั้งที่ร่างพ.ร.บ.งบฯ 2566 จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค.2565 แบบนี้เรียกว่า ออกตัวเร็วกว่ารถเมล์สาย 8 จึงสงสัยว่าเป็นการเตรียมตังค์ไว้ทำอะไร เพราะช่วงนี้ใกล้เลือกตั้งแล้ว
ต่อไปคือเรื่อง ลม และไฟ ที่เกิดปัญหา น้ำมัน และไฟฟ้าแพง แม้จะออกมาตรการลดค่าครองชีพ แต่กลับยังขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน โดยการให้ใช้เตาเศรษฐี ที่สนับสนุนโดยกระทรวงพลังงาน พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าจะเจรจาลดค่าโรงกลั่น แต่ความจริงไม่เคยเจรจา จนทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น ส่วนค่าไฟฟ้าจะแพงไม่หยุด เพราะเสียค่าโง่แท่นขุดก๊าซอ่าวไทย และค่าทนายไปแล้ว 500 ล้านบาท ทำให้ต้องซื้อไฟฟ้าจากต่างชาติ ไม่เกี่ยวกับวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนสักเท่าใด ส่วนนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน สมัยที่เป็นประธานกรรมการบริหารบริษัท PTT GC มีน้ำมันปาล์มมูลค่า 2.1 พันล้านบาท หายไป จึงอยากรู้ว่าหายไปเข้ากระเป๋าใคร
‘เสรีพิศุทธ์’ขย่มวาระ 8 ปี
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชี รายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย(สร.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์จะดำรงตำแหน่งครบ 8 ปี ในวันที่ 23 ส.ค. 2565 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 ระบุว่า นายกฯ จะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีไม่ได้ และมาตรา 264 ระบุว่าให้ครม.ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นครม.ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ดังนั้น ถ้าพล.อ.ประยุทธ์พยายามจะอยู่ต่อ ฝืนดำรงตำแหน่งนายกฯ วิกฤตของประเทศจะเกิดขึ้น พี่น้องประชาชนไม่มีใครยอมรับ ถึงวันนั้นพล.อ.ประยุทธ์รับผิดชอบไหวหรือไม่
‘พิธา’แซะ3แกน3กลวง
ขณะที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า พอกันที 8 ปีที่พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้คนไทยมืด 8 ด้าน ทั้งที่มืดไปแล้ว 3 ด้าน กับยุทธศาสตร์ 3 แกนแห่งอนาคต เมื่อแถลงออกมาก็มีฉันทามติสหบาทาจากทุกฝ่ายว่า 3 แกนคือ 3 กลวง เพราะนายกฯ ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่ ยกตัวอย่าง ที่นายกฯ พูดถึงแกนที่ 1 เรื่องโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่บอกว่าใกล้เสร็จแล้ว ทั้งที่สัญญา 3 สนามบิน คืบหน้า 0% หรือรถไฟไทย-จีน คืบหน้า 6%
เท่าที่ฟังนายกฯ ชี้แจงมาตลอด 4 วัน พบว่านายกฯ มีแกน 3 แกนที่หนึ่ง คือตัวทำลายศักยภาพของประเทศ ตลอด 3 ปีนายกฯ ใช้งบประมาณกว่า 5 แสนล้านบาท อย่างสุรุ่ยสุร่าย และไม่มีประสิทธิภาพ และทำลายศักยภาพของประชาชน คือแกนที่สาม
แกนที่สอง คือ ทำลายศักยภาพไทยในต่างประเทศ นโยบายการต่างประเทศของไทยกำลังอยู่ในช่วงวิกฤตที่จำเป็นต้องมีผู้นำที่เก่ง และมีไพ่หลายใบในการเจรจา เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนไทยให้ได้มากที่สุด การที่ท่านได้รับการเชิญให้ไปต่างประเทศเยอะๆ ไม่ใช่การต่างประเทศ แต่เป็นระเบียบทาง การทูต คือไม่ได้หมายความว่าท่านมีความสามารถทางการต่างประเทศ ด้วยความที่ไม่มีความเข้าใจเรื่องการต่างประเทศนี้ ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ มองว่าปัญหาเมียนมาเป็นเรื่องเล็กน้อย จึงปล่อยให้เครื่องบินเมียนมาเข้ามาในน่านฟ้าไทย ซึ่งอาจทำให้พล.อ.ประยุทธ์ต้องขึ้นศาลโลกในอีก 10-20 ปี ในฐานะอาชญากรสงครามหรือไม่
แกนที่สาม คือ การทำลายศักยภาพของ พี่น้องประชาชน กรณีการใช้มาตรา 112 สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งปวงที่กล่าวไป ทำให้ประชาชน สิ้นหวัง นายกฯ ตอบตนได้หรือไม่ เหตุใดประเทศไทยจึงมีคนฆ่าตัวตายมากที่สุดในอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ช่วงอายุ 25-34 ปี นั่นเป็นเพราะความสิ้นหวังของคนไทย ที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น รัฐนาวาที่นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ มายาวนาน 8 ปี ไม่ได้พาเราไปที่ไหน และการเดินทางควรจะจบได้ในวันที่ 23 ก.ค.เป็นต้นไป
นายกฯแจงซื้อเครื่องบินรบ
เวลา 16.57 น. พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงว่า เรื่องเครื่องบินขับไล่โจมตีเอฟ 16 ที่ต้องปลดประจำการเพราะหมดอายุการใช้งาน ทั้งหมดใช้งานได้ถึงปี 2575 เฉลี่ย 40 ปี ต้องมองศักยภาพด้านสงคราม รบหรือไม่ไม่รู้แต่ต้องมีไว้ ที่สงสัยว่าซื้อเครื่องบินไม่มีอาวุธนั้นเมื่อซื้อเครื่องบินรบ F-35A สามารถนำมาใช้กับเอฟ 16 ได้ ส่วนค่าใช้จ่ายแพงนั้นเราคงไม่เอาเครื่องบินขับไล่ไปลาดตระเวนเป็นชั่วโมง กรณีอากาศยานไร้คนขับ 3 เครื่อง เราจัดหาตามความจำเป็น ทีโออาร์ไม่ได้กำหนดว่าต้องซื้อจากประเทศใดหรือบริษัทใด จึงไม่สามารถเปรียบเทียบราคากันได้ ส่วนเรือดำน้ำของกองทัพเรือที่ระบุว่าไม่มีเครื่องยนต์ ตนจะซื้อมาได้อย่างไรในเมื่อทีโออาร์กำหนดว่าต้องมีเครื่องยนต์จากเยอรมัน แต่เมื่อมีปัญหาก็ต้องไปแก้
“ส่วนที่อดีตผบ.ตร.กล่าวถึงความดีความเก่งของท่าน แล้วก็กล่าวถึงอดีตนายกฯ ที่เป็นทหารทั้งหมด ท่านอาจน้อยใจที่ไม่มีอดีต นายกฯ ที่เป็นผบ.ตำรวจมาก่อน ก็ขอให้พยายามต่อไป เดี๋ยวก็ได้เป็น เพราะเป็นหัวหน้าพรรคอยู่แล้ว ท่านก็มีปัญหาเรื่องกฎหมายค้างอยู่ที่ ป.ป.ช. ที่ศาลก็หลายเรื่อง ว่าผมทุจริตก็ต้องย้อนกลับไปบ้างเหมือนกัน ที่บอกว่าผมซื้ออะไรมาก็ใช้ไม่ได้ อย่างน้อยผมก็ไม่เคยซื้อของมาใช้แล้วทิ้งอย่างมอเตอร์ไซค์ไทเกอร์ ผมเชื่อในคำกล่าวระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ผมภูมิใจที่ทำอะไรสำเร็จแม้พวกท่าน จะบอกว่าทำไม่สำเร็จ เชื่อมั่นว่าไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ผมจะอยู่หรือไม่ประเทศไทยต้องอยู่” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
จากนั้นนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ชี้แจงเรื่องการแก้ปัญหาราคาสินค้าแพงอย่างละเอียด ว่าได้ดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เวลา 19.40 น. นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวสรุปการอภิปรายภาพรวมตลอด 4 วันที่ผ่านมา ก่อนปิดประชุม และนัดประชุมลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจเวลา 10.00 น.วันที่ 23 ก.ค.
ขอบคุณทุกกำลังใจ
เวลา 19.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางกลับหลังร่วมชี้แจงญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันสุดท้าย โดยมีสีหน้าอ่อนเพลีย ว่า ขอบคุณสื่อมวลชนที่อยู่กันมาถึงเวลานี้ ขอบคุณในทุกกำลังใจที่ให้กับตน ซึ่งเข้าใจดีว่าทุกคนห่วงใยบ้านเมืองเหมือนกัน ตนก็พยายามทำงานอย่างเต็มที่ให้ดีที่สุด อะไรที่มีปัญหากัน ตนไม่เคยคิด ไม่เคยจำอยู่แล้วไม่เคยมี ความจริงตนเป็นคนง่ายๆ ใจดี ดูดุบ้างอะไรบ้าง ก็เป็นนิสัยของตน แต่ไม่มีอะไรกับใครทั้งสิ้น
การอภิปรายครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่มีโอกาสชี้แจงในโครงการของรัฐบาลและเน้นหนักในการบูรณาการงานร่วมกัน จะเห็นได้ว่าครม.ทุกคนได้พูดในกรอบงานของตัวเองและตามนโยบายของรัฐบาล สิ่งสำคัญที่สุด เราจำเป็นต้องมีครม.ที่เข้มแข็ง มีทั้งในส่วนของข้าราชการ ซึ่งเป็นหลักในการทำงาน ฉะนั้นผลจะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ ขึ้นอยู่กับคะแนนของสภา และความเข้าใจของประชาชนที่เป็นผู้ตัดสินเอง
ผู้สื่อข่าวถามถึงมีการแฉแช็ตไลน์ใบเสร็จรับเงินของส.ส.กลุ่มพรรคเล็ก พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไลน์อะไร ไม่รู้ ผมจะไปรู้ได้ไง”
ต่อข้อถามว่าจะมีการตรวจสอบอย่างไร นายกฯ ย้อนถามกลับว่า “ไลน์ใครละ ผมไม่ได้อยู่กลุ่มใครซักกลุ่ม จะมาถามอะไรผม จะให้ตรวจสอบอะไร” เมื่อถามว่าเหนื่อยหรือไม่ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่เหนื่อยหรอก ถ้าสื่อมวลชนเป็นกำลังใจให้ก็ไม่เหนื่อย เมื่อถามว่าถ้าการคำนวณสูตร ส.ส.บัญชีรายชื่อกลับไปหาร 100 จะทำอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า แล้วแต่ศาลรัฐธรรมนูญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจไทยคู่ฟ้า ได้แชร์ภาพนายกฯ คู่กับผู้นำโลกระหว่างการเดินทางเยือนและการไปร่วมประชุมในประเทศต่างๆ อาทิ ภาพคู่กับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ และนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ พร้อมระบุข้อความที่นายกฯ กล่าวในสภาช่วงหนึ่งว่า “เมื่อคืนมีการเอาภาพมาเปรียบเทียบ บอกว่าเวลาผมไปต่างประเทศแล้วไม่ได้รับการต้อนรับ ผมว่าไม่ใช่”