ชัชชาติรับมือ ทหารส่งกำลังช่วยลอกคลอง
สำนักชลประทานที่ 12 ส่งหนังสือเตือนหลายจังหวัดริมเจ้าพระยา น้ำเหนือปริมาณเพิ่มขึ้นรวดเร็วหลากเข้า ‘ชัยนาท’ แล้ว ‘ชัชชาติ’ เผยนายกฯ สั่งด่วนให้ทบ.ช่วยกทม.แก้ปัญหาน้ำท่วม ส่งเสนาธิการประจำศูนย์บัญชาการระบายน้ำดินแดง พร้อมนำทหารเร่งลอกคลองลาดพร้าว-แสนแสบ เหนือ-อีสานอ่วมสุด น้ำฝนสะสมจากเทือกเขาเนินมะปราง และเทือกเขาเพชรบูรณ์ ไหลทะลัก 3 อำเภอของพิจิตร ระดับน้ำสูง 1 ม. นาข้าว-สวนมะม่วงส่งออกเสียหายหนัก ผู้ว่าฯ เมืองชาละวันแนะเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร ส่วนที่โคราชเตือนชาวชุมพวงระวังน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยบงเต็มความจุ 100% แล้ว ขณะที่ลำน้ำมาศล้นตลิ่งเข้าพื้นที่เกษตร อุบลฯ ฝนถล่มต่อเนื่องจนน้ำในลำห้วยพับท่วมนาข้าวชาวบ้านทุ่งเกษมกว่า 200 ไร่
ผู้ว่าฯกทม.เผย‘ตู่’ส่งทหารลอกคลอง
เมื่อวันที่ 24 ก.ค. เวลา 08.00 น. ที่สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการกทม. เป็นประธานและร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาและปรับภูมิทัศน์คลองไผ่สิงโต เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว 28 ก.ค. มีนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯกทม., นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม., นายภิมุข สิมะโรจน์ เลขาฯ ผู้ว่ากทม., นางวาสนา ศิลป์เบ็ญจพร รอง ผอ.สำนักการระบายน้ำ, นายธีรยุทธ ภูมิศักดิ์ ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, นางมาศวัลย์ ปิ่นสุวรรณ ผอ.สำนักงานเขตปทุมวัน และ น.ส.ปิยธิดา นิยม ผอ.สำนักงานเขตคลองเตย พร้อมข้าราชการ และบุคลากรกรุงเทพมหานคร ร่วมกิจกรรม

จิตอาสา – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ร่วมกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรับปรุงภูมิทัศน์คลองไผ่สิงห์โต และปลูกต้นไม้ในสวนเบญจกิติ เขตคลองเตย เมื่อวันที่ 24 ก.ค.
นายชัชชาติให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งในประเด็นการประสานความร่วมมือกับกองทัพบก โดยระบุว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ช่วยเหลือเต็มที่ โดยได้สั่งการพล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. และพล.ท.สุขสรรค์ หนองบัวล่าง แม่ทัพภาคที่ 1 และกรมกิจการพลเรือนช่วย กทม.ใน 4 ด้าน คือ การเก็บขยะหน้าโรงสูบน้ำขนาดใหญ่ การเก็บขยะบริเวณตะแกรงที่มีปัญหา การช่วยขนคนกลับบ้านในกรณีที่มีน้ำท่วมขังและมีปัญหาการจราจร และเรื่องการขุดลอกคลอง ทางกรมกิจการพลเรือนก็ได้ส่งนายทหารระดับเสนาธิการ 1 นาย มาประจำอยู่ที่ ศูนย์บัญชาการระบายน้ำ ที่ดินแดง มีการประสานงานอย่างดีมาก เพราะกทม.เองมีกำลังคนจำกัด และนายกฯ ก็ได้สั่งการเร่งด่วน และวันที่ 25 ก.ค. จะเริ่มวางแผนขุดลอกคลองลาดพร้าวเพิ่มขึ้น เพราะที่ผ่านมามีปัญหาที่สองคลองหลัก คือ คลองลาดพร้าวและคลองแสนแสบ โดยคลองลาดพร้าวมีปัญหาเรื่องความตื้นเขิน น้ำไหลช้า เพราะมีปัญหาเรื่องเขื่อนที่ยังทำไม่เสร็จ โดยทางทหารจะมีเจ้าหน้าที่มาร่วมกับสำนักการระบายน้ำ กำหนดพื้นที่แบ่งกันช่วยขุดลอก ซึ่งนายกฯ บอกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเลย ทำให้ประชาชนก่อน
ย้ำต้องยกเครื่องปรับปรุงคลองกรุง
เมื่อถามว่า หากมีฝนตกในช่วงนี้อีกจะประเมินอย่างไรในเรื่องของอุปกรณ์และบุคลากรในการสูบน้ำและระบายน้ำ นายชัชชาติกล่าวว่า ถ้าท่วมต้องใช้เวลาระบายช่วงหนึ่ง อย่างเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ซึ่งมีปริมาณฝนที่ตกซ้ำลงมาด้วย จะมีข้อติดขัดเรื่องขุดลอกคลองยังไม่เสร็จ จังหวะนี้ต้องรีบทำให้มากที่สุด อะไรทำได้ทำไปก่อน และวางแผนในระยะยาวคือเส้นเลือดใหญ่คืออุโมงค์ต่างๆ ก็ต้องทำ
“เรื่องที่ต้องเพิ่มเข้ามาคือปรับปรุงประสิทธิภาพคลอง เพราะจริงๆ แล้วอุโมงค์ระบายน้ำนั้นระบายได้ประมาณ 10% ของสิ่งที่กทม.ต้องระบายออก หัวใจหลักอยู่ที่คลอง จุดที่เกิดน้ำท่วมคือจุดที่คลองยังไหลไม่ได้ดี ยุทธวิธีหลักที่ต้องทำคือปรับปรุงประสิทธิภาพคลอง ขุดลอกคลอง มีตัวดันน้ำ เพื่อให้คลองสามารถดันน้ำไปถึงอุโมงค์ หรือถึงแม่น้ำเจ้าพระยาได้ดีขึ้น ส่วนของเส้นเลือดฝอยคือหาโมบายล์ปั๊มเพิ่มขึ้น ปัจจุบันเรามีโมบายล์เคลื่อนที่อยู่ประมาณ 4 ตัว ต้องปรับยุทธวิธีให้มีโมบายล์ยูนิตเข้าไปช่วยเสริมในแต่ละพื้นที่ได้เร็วขึ้น จะทำให้เรามีความคล่องตัวในการแก้ปัญหา” นายชัชชาติกล่าว
แจ้งผู้ว่าฯภาคกลางน้ำเหนือทะลัก
ด้านสำนักชลประทานที่ 12 เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ออกหนังสือเรื่องแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่งถึงแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, สุพรรณบุรี, พระนคร ศรีอยุธยา และลพบุรี ระบุว่า จากสถานการณ์ฝนที่ตกหนักจนทำให้เกิดมวลน้ำเหนือไหลหลากเข้าท่วมหลายพื้นที่ทางตอนบนของประเทศ และเริ่มส่งผลถึงปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่ภาคกลางผ่านเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ที่เริ่มมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น โดยวัดปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยา ผ่านจุดวัดน้ำหน้าค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องล่าสุดวัดได้ 790 ลบ.ม./วิ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกจากมวลน้ำเหนือที่จะไหลลงมาสมทบในระยะต่อไป ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนยกตัวสูงขึ้นวัดได้ 16.45 ม.จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จึงได้ปรับแผนการระบายน้ำเพิ่มขึ้นจากเดิมอัตรา 250 ลบ.ม./วิ ขึ้นเป็น 550 ลบ.ม./วิ
ทั้งนี้จากการเพิ่มอัตราระบายน้ำในเกณฑ์ดังกล่าว ได้ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อน ตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ลงไปถึง จ.สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 50-75 ซ.ม. ในช่วง 24 ชม. แต่อย่างไรก็ตามระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นจะยังไม่มีผลกระทบกับบ้านเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างริมแม่น้ำในระยะนี้ แต่ผู้ที่ประกอบกิจการทางน้ำควรติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิดต่อไป
พิจิตรอ่วมน้ำป่าทะลัก 3 อำเภอ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.พิจิตรว่า ปริมาณน้ำฝนสะสมจากเทือกเขาเนินมะปราง จ.พิษณุโลก ที่มีปริมาณมากไหลลงมาท่วมพื้นที่การเกษตรเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะสวนมะม่วงส่งออกของ ต.วังทับไทร อ.สากเหล็ก และอ.วังทรายพูน กว่า 500 ไร่ ที่ยังได้รับผลกระทบ มีน้ำท่วมขังพื้นที่ปลูกมะม่วง ระดับน้ำท่วมเกือบ 1 เมตร เนื่องจากปริมาณน้ำฝน ที่ยังคงตกสะสมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมวลน้ำจากพื้นที่ อ.เนินมะปราง ยังคงไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง
นายอำนาจ แขวงแย้ม ชาวสวนมะม่วงกล่าวว่า ปริมาณน้ำมาเร็วมากและหลากเข้าท่วมสวนมะม่วงจนเกือบถึงตัวบ้านพัก ขณะนี้ยังไม่มีความเสียหาย แต่หากต้นมะม่วงแช่น้ำหลายวันอาจตายได้ น้ำที่ท่วมขังไม่สามารถระบายน้ำออกจากสวนได้เนื่องจากคลองระบายน้ำทุกสายมีปริมาณน้ำมาก ซึ่งต้องรอการระบายจากการลดระดับของน้ำ

จมทับคล้อ – น้ำป่าจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ บ่าไหลท่วมตลาดและบ้านเรือนราษฎรในเขตเทศบาลตำบลทับคล้อ อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร โดยที่นายไพบูลย์ ณะบุตรจอม ผวจ.พิจิตร สั่งเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงเต็มที่ เพราะยังมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 24 ก.ค.
ด้านนายไพบูลย์ ณะบุตรจอม ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรกล่าวว่า หลังจากที่มีปริมาณฝนตกลงมาอย่างหนัก ได้สั่งการให้ชลประทานเร่งซ่อมแซมพนังกั้นน้ำที่พังลงอย่างเร่งด่วน นอกจากนั้นยังได้สำรวจเส้นทางน้ำจากทั้ง 2 อำเภอ เพื่อดูการไหลของน้ำ โดยจะเร่งระบายมวลน้ำทั้งหมดให้ไหลลงสู่แม่น้ำน่านให้เร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยมวลน้ำทั้งหมดจะถูกแบ่งเป็น 2 สาย สายแรกจะไหลลงแม่น้ำน่านที่ประตูระบายน้ำบ้านคลองคู้ ต.คลองคู้ อ.เมืองพิจิตร ซึ่งในขณะนี้ด้านหลังประตูมีปริมาณน้ำสูง โดยอีกสายจะไหลลงแม่น้ำน่านผ่านประตูระบายน้ำบ้านหัวดง ต.หัวดง อ.เมือง เส้นทางสายนี้พบว่าคลองยังสามารถรับมวลน้ำได้อีกจำนวนมาก จึงยังไม่ต้องมีการเปิดประตู
นายไพบูลย์กล่าวอีกว่า หากในช่วงนี้จนถึงหลังวันที่ 24 ก.ค.นี้ไม่มีฝนตกลงมาซ้ำจะทำให้สถานการณ์คลี่คลาย น้ำสามารถไหลลงสู่แม่น้ำน่านได้สะดวกและพื้นที่น้ำท่วมจะลดปริมาณลง แต่หากมีฝนตกลงมาซ้ำหลังวันที่ 24 ก.ค.คงต้องเฝ้าระวังกันต่อไป และขอให้ประชาชนที่อยู่บนเส้นทางน้ำหลากเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร พร้อมทั้งเก็บของไว้บนที่สูงเพื่อความปลอดภัย โดยขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ฝนตกได้ ทางแอพฯ ของโทรศัพท์มือถือที่ในปัจจุบันมีความเที่ยงตรงและแม่นยำ จะสามารถ ทำให้ประชาชนสามารถช่วยเหลือตนเอง ได้ก่อน
สำหรับน้ำจากเทือกเขาเนินมะปราง จ.พิษณุโลก และเทือกเขาเพชรบูรณ์ ยังคงไหลท่วมพื้นที่ 3 อำเภอ ของจ.พิจิตร ที่ติดกับเทือกเขาคือ อ.สากเหล็ก อ.วังทรายพูน และอ.ทับคล้อ ท่วมบ้านเรือนประชาชน พื้นที่ทางการเกษตร ทั้งนาข้าว และสวนมะม่วงส่งออก แหล่งใหญ่ของจ.พิจิตร เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่เร่งสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือ
คันคลองพังนาข้าวจมกว่าพันไร่
สถานการณ์น้ำฝนสะสมจากเทือกเขาเพชรบูรณ์และน้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่จ.พิจิตร ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนในเขตชุมชนเทศบาลตำบล (ทต.) ทับคล้อ อ.ทับคล้อ โดยเฉพาะชุมชนตลาดใต้ น้ำไหลเข้าท่วมบ้านเรือนกว่า 75 หลังคาเรือนและถนนในซอย ระดับน้ำสูง 80-90 ซ.ม. ประชาชนต้องใช้ชีวิตอยู่กับน้ำท่วม เก็บข้าวของและสัตว์เลี้ยงไว้บนที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย และลุยน้ำเข้าออกชุมชน
นางสุดใจ หัญนภา ชาวบ้านในชุมชนตลาดใต้กล่าวว่า เมื่อฝนตกหนักน้ำจากเทือกเขาเพชรบูรณ์มักไหลลงมาท่วมในชุมชนเป็นประจำ ครั้งนี้ระดับน้ำไม่มากเหมือนรอบที่ผ่านมา สิ่งของบางอย่าง เช่น ตู้ เตียง บางอย่างที่ยกไม่ไหวต้องแช่น้ำ ส่วนของใช้เป็นประจำทั้งตู้เย็น เครื่องซักผ้า ทำการหนุนให้สูงไว้ตลอดเวลา เนื่องจากเป็นพื้นที่น้ำท่วมประจำ
ด้านเจ้าหน้าที่ป้องกัน ทต.ทับคล้อ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่สูบน้ำออกจากเขตชุมชนเพื่อรักษาระดับน้ำไม่ให้ท่วมพื้นที่ในเขตย่านเศรษฐกิจ พร้อมเจ้าหน้าที่เร่งออกสำรวจ พร้อมทั้งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าที่ไหลเข้าท่วมในครั้งนี้อย่างเร่งด่วนแล้ว
ขณะที่คันคลองกั้นน้ำของคลองขุดใต้ ในพื้นที่หมู่ที่ 9 ต.วังหลุม อ.ตะพานหิน ที่ถูกน้ำกัดเซาะพังลง เป็นช่องขนาดความยาว 15 ม. ทำให้ปริมาณน้ำในคลองที่รับน้ำมาจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ที่ไหลผ่านมา ไหลลงสู่พื้นที่การเกษตรนาข้าวที่เริ่มเพาะปลูก และบางส่วนกำลังออกรวงในต.วังหลุม จมน้ำไปแล้วกว่า 1,000 ไร่ และกำลังขยายพื้นที่ไปยังต.หนองพยอม หากไม่ได้เร่งซ่อมแซมรอยแตกของคันคลอง
นายอิทธิพล สุขคุ้ม ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9 ต.วังหลุม อ.ตะพานหิน กล่าวว่า คันคลองที่พังลงรับน้ำมาจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ โดยเมื่อคืนวันที่ 23 ก.ค.ระดับน้ำมีปริมาณมากจนทำให้กัดเซาะคันคลองจนแตก เป็นช่อง ส่งผลทำให้น้ำไหลเข้าท่วมนาข้าวกว่า 1,000 ไร่ ที่เกษตรกรส่วนใหญ่เริ่มเพาะปลูกจมน้ำเสียหาย
เบื้องต้นชาวบ้านแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่อบต.วังหลุม อ.ตะพานหิน ขอให้ซ่อมแซมคันคลองที่พังลง เพื่อป้องกันน้ำที่ไหลผ่านคันคลองที่พังลงไหลข้ามไปยังพื้นที่ตำบลใกล้เคียง ซึ่งการซ่อมแซมเป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากคันคลองที่พังลงอยู่ใกล้จากถนน รวมถึงปริมาณน้ำที่ไหลแรงและมีระดับท่วมที่สูง จึงยากแก่การนำเครื่องจักรกลหนักเข้าไปซ่อมแซม
โคราชเตือนน้ำล้นอ่างห้วยบง
ส่วนที่ จ.นครราชสีมา ร่องมรสุมพาดผ่านจ.นครราชสีมา ทำให้มีฝนตกหนักบริเวณจ.นครราชสีมา รวมทั้งพื้นที่รับน้ำเหนืออ่างเก็บน้ำห้วยบง ต.ประสุข อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำจำนวนมาก ซึ่งอ่างเก็บน้ำห้วยบงมีพื้นที่ 6,958 ไร่ สามารถเก็บกักน้ำได้เพียง 14.50 ล้านลบ.ม. แต่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่าง 14.50 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 100% เต็มความจุแล้ว ทางสำนักงานชลประทานที่ 8 นครราชสีมา จึงได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่อ.ชุมพวง โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ริมคลองธรรมชาติบริเวณท้ายอ่างให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยจากภาพมุมสูงจะเห็นว่าบริเวณลำน้ำมาศใน ต.ประสุข อ.ชุมพวง ปริมาณน้ำได้ล้นตลิ่งไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่นาข้าว ไร่อ้อย และไร่มันสำปะหลังของเกษตรกรที่อยู่ติดกับลำน้ำมาศ ทำให้ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 40 ซ.ม. บางจุดท่วมสูงกว่า 1 ม. ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน จึงขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดดังกล่าว
อุบลฯ เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน
ที่จ.อุบลราชธานี เกิดฝนตกหนักตลอดตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในพื้นที่อ.เมืองอุบลราชธานี และ อ.วารินชำราบ จากกรณีที่กรมอุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือระบุว่า ในช่วงนี้จะมีปริมาณฝนตกในพื้นที่กว่าร้อยละ 60 ของพื้นที่ ล่าสุดส่งผลให้น้ำในลำห้วยผับมีปริมาณมากขึ้นไหลล้นเข้าไปท่วมพื้นที่ทำนาข้าวของชาวบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านทุ่งเกษม หมู่ที่ 5 ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ ซึ่งคาดว่าจะมีที่นาของชาวบ้านถูกน้ำท่วมกว่า 200 ไร่ ซึ่งก่อนหน้าที่เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา นาย ธนวัฒน์ ไพศาลเจริญโชติ นายกอบต.โนนผึ้ง เพิ่งใช้เครื่องสูบน้ำระบายน้ำออกจากชุมชนปิยะพร เพื่อระบายน้ำที่ท่วมขังออกไป
ผู้สื่อข่าวสำรวจสภาพถนนในเขตอ.เมือง และอ.วารินชำราบ พบว่าในถนนหลายสายเกิดน้ำท่วมขังและท่วมพื้นผิวจราจรหลายจุด ส่งผลให้เกิดปัญหาในการสัญจรไปมาของประชาชน ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวเป็นน้ำที่รอการระบาย คาดว่าหากฝนหยุดตกประมาณ 1-2 ชั่วโมงจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติในกรณีน้ำท่วมถนน
ด้านศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จ.อุบลราชธานี รายงานว่ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย เริ่มมีกำลังอ่อนลง ขณะที่มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจ.นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลฯ โดยจ.อุบลฯ ยังเป็นพื้นที่เสี่ยงเกิดฝนตกหนักร้อยละ 60 ของพื้นที่ จึงขอให้พื้นที่เสี่ยงตามที่ราบลุ่มระวังน้ำท่วมฉับพลันในช่วงนี้ไว้ด้วย
เชียงใหม่สั่งเฝ้าระวังจุดเสี่ยง
ส่วนที่จ.เชียงใหม่ นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ มอบหมายให้นาย วรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าฯ เชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานป้องกันอุทกภัยในเขตเมืองเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ภายหลังฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมขังรอการระบายในช่วงวันที่ 22-23 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 2 จุดหลักคือ สี่แยกข่วงสิงห์-บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และกาดก้อม-ชุมชนศรีปิงเมือง สิ่งที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ในตอนนี้ คือใช้เครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำออก อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ฝนตกหนักในระลอกนี้พบว่าจุดเสี่ยงสี่แยกสนามบิน บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น-เซ็นทรัล แอร์พอร์ต ซึ่งมักเป็นจุดแรกที่เกิดน้ำท่วมขังเมื่อมีฝนตกหนักนั้นไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมขังแต่อย่างใด เนื่องจากมีการขุดลอก ทะลวงท่อระบายน้ำ ทำให้มีการระบายน้ำ ที่ดี
ด้านนายวรวิทย์เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้นายอำเภอทุกอำเภอเฝ้าระวังและดูจุดเสี่ยง พร้อมกำหนดจุดวิกฤต หรือจุดที่เกิดปัญหาซ้ำซาก และให้ทำแผนเผชิญเหตุที่สอดคล้องกับแผนของศูนย์บัญชาการจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและไม่เกิดปัญหาซ้ำซากขึ้นอีก
ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้วิศวกรกรมทางหลวง เทศบาลนครเชียงใหม่ และรศ. ชูโชค อายุพงศ์ ที่ปรึกษาคณะทำงานป้องกันอุทกภัยในเขตเมืองเชียงใหม่หารือแนวทางการแก้ไขปัญหาจุดเสี่ยงสี่แยกข่วงสิงห์-บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่อีกครั้งเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันและเกิดการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ