เตือน39จังหวัด ระวังฝน-น้ำท่วม
พิษฝนตกหนัก บ้านไม้เก่าทรงไทยอายุกว่า 100 ปี ที่วิเศษชัยชาญ อ่างทองพังถล่มลงมากลางดึกเสาไม้ขนาดใหญ่ทับแม่เฒ่าวัย 88 ปี เจ้าของบ้านเสียชีวิตอนาถ ชาวบ้านลุกมาใส่บาตรตอนเช้า เห็นบ้านพังราบ แจ้งญาติไปตรวจสอบพบแม่เฒ่าโดนทับเสียชีวิตแล้ว กอนช.เตือน 39 จว.รับมือฝนตกหนักช่วง 2-10 ส.ค. นอกจากนี้เฝ้าระวังแม่น้ำ 8 สาย และเขื่อนขนาดใหญ่ 6 แห่ง
เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 1 ส.ค. ร.ต.อ. บรรณ์ลัง เคนทอง รองสารวัตรสอบสวน สภ.บางจัก อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ได้รับแจ้งเหตุบ้านทรงไทยริมแม่น้ำน้อย เลขที่ 38 หมู่ที่ 10 ต.บางจัก อ.วิเศษชัยชาญ พังถล่มลงมาทับเจ้าของบ้านเสียชีวิตคาที่อยู่ในที่เกิดเหตุ จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยแพทย์ พยาบาล โรงพยาบาลวิเศษชัยชาญ และเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พบบ้านทรงไทยอายุกว่า 100 ปี พังถล่มลงมา โครงหลังคาบ้านทรงไทยพังลงมากองกับพื้น และมีเสาบ้านที่เป็นไม้ทับอยู่ที่บริเวณหัวของนางลิ้นจี่ โพธิ์ทอง อายุ 88 ปี เจ้าของบ้าน นอนคว่ำหน้าเสียชีวิต คาที่นอน มีข้าวของกระจัดกระจาย โดยมีชาวบ้านช่วยกันเก็บกระเบื้องหลังคาบ้านที่หล่นลงมาออก พบที่นอนหมอนมุ้ง ข้าวของ ยาหม่อง และรูปภาพ กระจายไปทั่วพื้นบ้าน
น.ส.เอมอร ปิ่นวิเศษ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 10 เล่าว่า เมื่อเช้ามืดมีพระออกมาบิณฑบาต พบเห็นความผิดปกติของบ้านยายลิ้นจี่ จึงประสานไปยังผู้นำท้องถิ่นให้เข้ามาตรวจสอบ พบว่ามีบ้านพังเสียหายและพบยายลิ้นจี่เสียชีวิตอยู่ในที่เกิดเหตุ คาดว่าเกิดจากพายุฝนกระหน่ำเมื่อคืนที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ได้รับความเสียหายและหลังคาพังถล่มลงมา
ด้านน.ส.ภนิดา พลายตานี อายุ 25 ปี หลานสะใภ้ เปิดเผยว่า ยายลิ้นจี่พิการ หูไม่ได้ยิน แต่ร่างกายแข็งแรงหุงข้าวปลาอาหารได้ อยู่ในบ้านหลังที่เกิดเหตุเพียงลำพังคนเดียว เมื่อเช้ามีชาวบ้านบอกว่าบ้านพัง จึงเข้ามาดู พบว่าเสาบ้านทับยายเสียชีวิตแล้ว
นายกลม พวงลำเจียก อายุ 85 ปี น้องชาย เผยว่า พี่สาวอยู่บ้านหลังดังกล่าวคนเดียว ซึ่งบ้านนั้นมีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี ตั้งแต่รุ่นแม่รุ่นก๋งของตน และตนจะมาหาพี่สาวแทบ ทุกวัน โดยจะนำข้าวปลาอาหารมาให้รับประทานและพูดคุยกัน ซึ่งร่างกายพี่สาวแข็งแรงดี แต่หูไม่ได้ยิน ที่บ้านพังถล่มลงมาคงเกิดจากความเก่าแก่ของบ้านที่ผุพังตามกาลเวลา และมีหลังคาเป็นกระเบื้องสมัยโบราณที่หนักและมีฝนฟ้าตกลงมาอย่างหนัก อาจเป็นสาเหตุให้บ้านพังเสียหาย
นายพินิจ ศรีโสภา หัวหน้าอาสาสมัคร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จังหวัดอ่างทอง เล่าว่า หลังจากประสานจากเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบว่าบ้านพังถล่มลงมาและมีเสาบ้านเป็นไม้ขนาดใหญ่ทับบริเวณระหว่างคอและศีรษะของยายลิ้นจี่ คาดว่าเป็นความเก่าแก่ของบ้านที่ผุพังทำให้พังถล่มลงมา ทางญาติไม่ติดใจถึงสาเหตุเสียชีวิต จึงนำร่างไปประกอบพิธีตามประเพณีของทางศาสนาต่อไป

บ้านถล่ม – บ้านทรงไทยอายุกว่า 100 ปี ในต.บางจัก อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง พังถล่มลงมาทั้งแถบ เสาบ้านทับนางลิ้นจี่ โพธิ์ทอง แม่เฒ่าวัย 88 ปี เจ้าของบ้านเสียชีวิต คาดเกิดจากพายุฝนกระหน่ำอย่างหนัก เมื่อคืนวันที่ 31 ก.ค.
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น. หลังเกิดฝนตกบนเทือกเขาใหญ่อย่างต่อเนื่องนาน 2-3 ชั่วโมง เกิดน้ำป่าไหลหลากลงมาบริเวณน้ำตกสาริกา ในพื้นที่ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก น้ำมีสีแดงขุ่น และแรง ทำให้จนท.มีการประกาศเสียงตามสายให้ นักท่องเที่ยวที่เดินเข้าไปเล่นน้ำและชมความสวยงามขึ้นจากน้ำและออกมาจากจุดเสี่ยง เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย
สำหรับน้ำป่าหลากครั้งนี้จะมาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ถ้าฝนที่บนเขาไม่ตกลงมาซ้ำอย่างต่อเนื่องติดต่อกันหลายชั่วโมง ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติภายใน 3-4 ชั่วโมง และสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำตามสถานที่ท่องเที่ยวน้ำตก ถ้ามีฝนตกลงมาต่อเนื่อง เบื้องต้นให้นักท่องเที่ยวสังเกตจากสีน้ำเป็นหลัก โดยน้ำจะเริ่มเปลี่ยนสีจากใส จะกลายเป็นขุ่นให้นักท่องเที่ยวขึ้นจากน้ำโดยทันที เพราะแสดงว่าน้ำป่าที่สะสมอยู่บนเขากำลังจะไหลลงมาอย่างรุนแรง ทั้งนี้จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูและคอยส่งสัญญาณเตือนนักท่องเที่ยว หากเกิดเหตุน้ำป่าหลาก และอย่าฝ่าฝืนคำเตือนของเจ้าหน้าที่ และตรงจุดไหนที่ปักธงแดงแสดงว่าจุดนั้นเป็นจุดที่อันตราย ห้ามลงเล่นน้ำโดยเด็ดขาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเที่ยง วันเดียวกัน เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จ.สมุทร ปราการ ทำให้มีน้ำท่วมขังบนพื้นผิวการจราจรในหลายเส้นทาง โดยเฉพาะถนนเทพารักษ์ขาเข้า ช่วงก.ม.3 ถึง ก.ม.1 ถนนสุขุมวิท ช่วงแยกเทพารักษ์ ถึงช้างเอราวัณ ซึ่งที่เป็นเส้นทางสายหลัก มีปริมาณน้ำท่วมขังสูงประมาณ 5 ซ.ม. บางช่วงท่วมเสมอฟุตปาธ ทำให้รถเล็กผ่านลำบาก ส่วนตามตรอกซอกซอยมีน้ำท่วมขังระดับน้ำสูงแตกต่างกัน ส่วนซอยแบริ่งที่เป็นปัญหาทุกครั้งหลังฝนตกหนัก มีน้ำท่วมช่วงต้นซอยด้านถนนสุขุมวิท ระยะทางยาวกว่า 1 ก.ม. ระดับน้ำสูงประมาณ 5 ซ.ม. เจ้าหน้าที่เทศบาลท้องที่ระดมกำลังเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งสูบน้ำออกจากพื้นผิวการจราจร และระบายน้ำลงคลองให้ทันก่อนช่วงเย็นที่เป็นช่วงเลิกงาน เพื่อไม่ให้การจราจรติดขัด และบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้าน คาดว่าถ้าไม่มีฝนตกหนักลงมาในพื้นที่อีกก่อนช่วงเย็นสถานการณ์น่าจะคลี่คลายเข้าสู่สภาวะปกติ
วันเดียวกัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) รายงานจากสถานการณ์มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีลมกระโชกแรงบางแห่งในระหว่างวันที่ 30 ก.ค.-1 ส.ค. ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ภัยในพื้นที่ ดังนี้ อุทกภัย มีสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และอำนาจเจริญ รวม 3 อำเภอ 3 ตำบล 3 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 63 หลัง ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว
วาตภัย มีสถานการณ์ในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ พะเยา น่าน กำแพงเพชร นครพนม อุดรธานี ขอนแก่น สิงห์บุรี นครปฐม และนราธิวาส รวม 9 อำเภอ 11 ตำบล 21 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 76 หลัง ไม่มี ผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และอยู่ระหว่างสำรวจและให้ความช่วยเหลือ
สำหรับการแก้ไขปัญหาและให้การช่วยเหลือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดประสานจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ดูแลช่วยเหลือผู้ประสบภัยและสำรวจประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง ต่อไป
ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM และสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถติดตามประกาศการแจ้งเตือนภัยได้ที่แอพพลิเคชั่น “THAI DISASTER ALERT”
วันเดียวกัน กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ออกประกาศฉบับที่ 24/2565 เรื่อง เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน ระบุว่า กอนช.ติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงวันที่ 2-10 ส.ค. 2565 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับมีร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณประเทศเมียนมา ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย และประเทศลาวตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบนและอ่าวตังเกี๋ย ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
กอนช. ประเมินสถานการณ์น้ำจากฝนคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่าจะมีปริมาณฝนตกสะสมต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์น้ำในลำน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติบางพื้นที่ที่ฝนตกหนักอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก อาจส่งผลให้เกิดน้ำหลากและน้ำท่วมฉับพลัน
จึงขอให้เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง ในช่วงวันที่ 2-10 ส.ค. 2565 ดังนี้ 1.เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก น้ำท่วมขัง บริเวณภาคเหนือ จ.ตาก (อ.อุ้มผาง), จ.แม่ฮ่องสอน (อ.ปาย), จ.เชียงใหม่ (อ.เชียงดาว และอ.แม่อาย), จ.เชียงราย (อ.เมืองเชียงราย อ.แม่จัน และอ.แม่ลาว), จ.น่าน (อ.บ่อเกลือ อ.ปัว และอ.สันติสุข), จ.อุตรดิตถ์ (อ.ท่าปลา และอ.ทองแสนขัน), จ.พิษณุโลก (อ.นครไทย อ.วัดโบสถ์ อ.เนินมะปราง และอ.ชาติตระการ), จ.เพชรบูรณ์ (อ.วังโป่ง อ.หล่มสัก และอ.หล่มเก่า)
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.เลย (อ.เชียงคาน และนาด้วง), จ.หนองคาย (อ.โพนพิสัย และรัตนวาปี), จ.สกลนคร (อ.บ้านม่วง), จ.บึงกาฬ (อ.เมืองบึงกาฬ บุ่งคล้า โซ่พิสัย และเซกา), จ.มุกดาหาร (อ.ดงหลวง), จ.นครพนม (อ.ท่าอุเทน เมืองนครพนม และธาตุพนม), จ.ชัยภูมิ (อ.บ้านเขว้า และหนองบัวแดง), จ.ขอนแก่น (อ.เมืองขอนแก่น), จ.ร้อยเอ็ด (อ.สุวรรณภูมิ), จ.ยโสธร (อ.มหาชนะชัย และคำเขื่อนแก้ว), จ.นครราชสีมา (อ.จักราช พิมาย และลำทะเมนชัย), จ.อุบลราชธานี (อ.ม่วงสามสิบ ตระการพืชผล ดอนมดแดง เขื่องใน เมืองอุบลราชธานี และวารินชำราบ)
ภาคตะวันออก จ.นครนายก (อ.เมืองนครนายก และปากพลี), จ.ปราจีนบุรี (อ.นาดี ประจันตคาม และกบินทร์บุรี), จ.ระยอง (อ.แกลง และเมืองระยอง), จ.จันทบุรี (อ.เขาคิชฌกูฏ ท่าใหม่ แหลมสิงห์ เมืองจันทบุรี ขลุง และมะขาม) และจ.ตราด (อ.เมืองตราด คลองใหญ่ แหลมงอบ เกาะกูด เกาะช้าง และเขาสมิง)
ภาคกลาง จ.กาญจนบุรี (อ.สังขละบุรี และทองผาภูมิ), จ.ลพบุรี (อ.ชัยบาดาล) รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ภาคใต้ จ.ประจวบคีรีขันธ์ (อ.บางสะพาน และทับสะแก), จ.ชุมพร (อ.ปะทิว), จ.สุราษฎร์ธานี (อ.บ้านตาขุน และไชยา), จ.นครศรีธรรมราช (อ.พรหมคีรี), จ.ระนอง (อ.กะเปอร์), จ.พังงา (อ.ตะกั่วทุ่ง), จ.ตรัง (อ.ย่านตาขาว), จ.พัทลุง (อ.กงหรา)
2.เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของแม่น้ำกก แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำแควน้อย แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำเลย แม่น้ำชี แม่น้ำมูน แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำตราด และ3.เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาตรน้ำสูงกว่าเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำกักเก็บสูงสุด 6 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่งัดสมบูรณ์ชล จ.เชียงใหม่ อ่างเก็บน้ำกิ่วลม และกิ่วคอหมา จ.ลำปาง อ่างเก็บน้ำน้ำพุง จ.สกลนคร อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น และอ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี รวมทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาตรน้ำมากกว่าร้อยละ 80 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงน้ำล้นกระทบพื้นที่บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโปรดดำเนินการ ดังนี้ 1.ติดตามสภาพอากาศและสภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ 2.ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงและความสามารถใช้งานของอ่างเก็บน้ำ อาคารบังคับน้ำ สถานีสูบน้ำ และติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันบริเวณริมแม่น้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมทั้งวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำ และระดับน้ำในลำน้ำ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับน้ำหลากป้องกันน้ำท่วม ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.เตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ รวมถึงความพร้อมของระบบสื่อสารสำรอง เพื่อบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือได้ทันที 4.ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เตรียมพร้อมในการอพยพได้ทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์