ขนจากอินเดียอย.ยึดแสนเม็ด

‘ปคบ.-อย.’ บุกทลายยาโควิด เถื่อนเกือบแสนเม็ด มีทั้ง โมลนูพิราเวียร์ ฟาวิพิราเวียร์ เรมเดซิเวียร์มูลค่ากว่า 10 ล้าน จับผู้ต้องหา 3 คน ลักลอบขนมาจากอินเดีย สอดไส้ผ่านการนำเข้านมเนย สธ.ย้ำอย่าซื้อยามาเก็บไว้กินเอง เพราะไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้าน เป็นยาควบคุม ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ ยันมียาสำรองเพียงพอ ยอดป่วยโควิดรายใหม่พุ่งเกิน 2 พัน ตายอีก 29 ผลตรวจเอทีเคในรอบสัปดาห์ทะลุ 2 แสนราย เฉลี่ยวันละ 2.8 หมื่น ส่วนเคสหนุ่มเยอรมันติดฝีดาษลิงที่ภูเก็ต ผลตรวจแฟนสาวชาวไทยเสี่ยงสูงออกแล้วไม่พบเชื้อ

จับยาโควิด – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ร่วมกับตำรวจปคบ. แถลงจับกุมยารักษาโควิดเถื่อน จำนวน 80,000 เม็ด มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ลักลอบนำเข้าจากประเทศอินเดีย ที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 4 ส.ค.

ป่วยโควิดเกิน 2 พัน-ตายอีก 29
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 4 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,166 ราย เป็นการติดเชื้อ ในประเทศ 2,151 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 2,151 ราย มาจากเรือนจำ 15 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 2,700 ราย อยู่ระหว่างรักษา 21,377 ราย อาการหนัก 905 ราย ใส่ท่อ ช่วยหายใจ 476 ราย เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 29 ราย เป็นชาย 18 ราย หญิง 11 ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 24 ราย มีโรคเรื้อรัง 4 ราย ไม่มีโรคเรื้อรัง 1 ราย ผู้เสียชีวิตวันนี้ไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นถึง 22 ราย มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 4,598,725 ราย มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 4,545,856 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 31,492 ราย ส่วนวัคซีนเข็ม 1 ฉีดไป 57 ล้านคน เข็ม 2 ฉีดไปแล้ว 53 ล้านคน และเข็ม 3 ฉีดไป 31 ล้านคน จึงอยากให้ฉีดวัคซีนเพิ่มในส่วนของเข็มกระตุ้น

ผลเอทีเคอาทิตย์เดียว 2 แสน
นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตัวเลข ผู้ติดเชื้อ 2,166 ราย เป็นตัวเลขของผู้ป่วยที่พักรักษาในโรงพยาบาล ขณะที่ผู้ติดเชื้อที่ลงทะเบียน OPSI เจอ แจก จบ ซึ่งตรวจแบบ ATK ในสัปดาห์ที่ 30 ระหว่างวันที่ 24-30 ก.ค. มี 201,554 ราย เฉลี่ยวันละ 28,793 ราย

“ส่วนสถานการณ์ตัวเลขผู้ป่วยใส่ท่อ ช่วยหายใจ ถือว่าน่าเป็นห่วง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม 608 ที่ยังไม่ได้ฉีดเข็มกระตุ้น และมีโรคประจำตัว แต่โดยรวมอัตราการครองเตียงเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 17.1% ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่ายังมีศักยภาพในการรักษาและยังสามารถขยายเตียงได้ ส่วนเรื่องยาโมลนูพิราเวียร์ กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่ามีคุณภาพเพียงพอในการรักษาประชาชน และเน้นย้ำให้ภาครัฐ ดูแลการให้ยาผ่านการสั่งยาของแพทย์ โดยทางรัฐบาลเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ ไม่ควรซื้อยา นอกจากที่ภาครัฐกำหนดไว้ให้ เพราะไม่แน่ใจ เรื่องคุณภาพของยา และยาไม่ได้ขึ้นทะเบียน หรือที่เรียกว่ายาเถื่อน อาจจะมีอันตรายต่อตนเองได้”

ศบค.ถกประเมินโควิด-19 สค.
นพ.ทวีศิลป์กล่าวด้วยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รายงานตัวเลขนักท่องเที่ยว ในเดือนก.ค. ภายหลังการผ่อนคลายมาตรการไทยแลนด์พาส มีตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 1.07 ล้านกว่าคน เพิ่มจากเดือนมิ.ย.ที่มีเพียง 7.6 แสนคน ขณะเดียวกัน จากการสุ่มตรวจ ผู้เดินทางเข้าประเทศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในเดือน ก.ค. ที่มี 770,614 คน จำนวน 15% คือ 117,567 คน พบว่าส่วนใหญ่มีใบวัคซีนตามเกณฑ์ และมีใบรับรองการตรวจหาเชื้อ มีเพียง 13 คนเท่านั้นที่ไม่มีใบวัคซีนและใบรับรองผลตรวจ ถือว่าน้อยมาก จึงขอให้มั่นใจในมาตรการคัดกรองคนเข้าประเทศ

โฆษกศบค. กล่าวต่อว่า จากการประเมินประวัติติดเชื้อใน 1 เดือนที่ผ่านมา จากแบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพนักเรียนในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ในสถานศึกษา พบว่าเป็นการติดเชื้อในโรงเรียนเพียง 5.66% ไม่ทราบสาเหตุ 8.96% เป็นการติดเชื้อจากบุคคลในบ้าน 14.93% และอื่นๆมากที่สุด 70.45% ทั้งนี้ ในวันที่ 19 ส.ค. จะมีการประชุมศบค.ชุดใหญ่ เพื่อประเมินสถานการณ์และพิจารณามาตรการต่างๆ นำไปสู่การปฏิบัติ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศบค.ฝากขอบคุณประชาชน รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่ให้ความร่วมมือในการป้องกัน โควิด-19 เป็นอย่างดี

‘อย.-ปคบ.’จับยาโควิดเถื่อน
วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วยนพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดสธ. นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และพล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปคบ. แถลงข่าวจับกุม เครือข่ายยารักษาโควิด-19 เถื่อน

นายอนุทินกล่าวว่า อย.ร่วมกับบก.ปคบ. สืบหาแหล่งขายยาโมลนูพิราเวียร์ผิดกฎหมายทางสื่อออนไลน์ พบมีการลักลอบนำเข้ายารักษาโควิด เช่น โมลนูพิราเวียร์, ฟาวิพิราเวียร์, เรมเดซิเวียร์ สเปรย์พ่นจมูกที่มีส่วนประกอบของ Nitric Oxide เป็นต้น โดยไม่รับอนุญาต ไม่ผ่านด่านอย. ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ไม่ผ่านการพิจารณาเรื่องคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของยา ซึ่งครั้งนี้จับกุมเครือข่ายลักลอบขายยารักษาโควิด 3 ราย รวม 2,300 กล่อง ประมาณ 8 หมื่นเม็ด มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท โดยผู้ต้องหารู้จักกับคนอินเดีย ให้ช่วยซื้อให้และส่งมา ลักลอบนำเข้ามาในไทย ส่วนใหญ่ลักลอบนำเข้าผ่านทางด่านศุลกากรไปรษณีย์ แจ้งวัฒนะ แต่มียาบางส่วนที่ผู้ต้องหาทยอยนำเข้ามาด้วยตนเองด้วย โดยทำมาแล้ว 2 เดือน

“นี่คือการพิสูจน์ว่าไม่ควรซื้อยารักษา โควิดมากินเองทางออนไลน์ ยารักษาโควิดเป็นยาควบคุมพิเศษ ขึ้นทะเบียนใช้ในภาวะ ฉุกเฉิน จึงต้องตรวจวินิจฉัยและสั่งจ่ายยา โดยแพทย์ถึงปลอดภัย ยังไม่มีการขายทั่วไปในร้านขายยาหรือสถานพยาบาล เพราะอยู่ ภายใต้การควบคุมดูแลพิเศษ สปสช. รับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายในการแจกจ่ายผู้ป่วยโควิดตามการวินิจฉัยของแพทย์ เรื่องโควิดต้องให้แพทย์รักษา กินยาตามแพทย์สั่ง หากซื้อยากินเองอาจได้ยาปลอม ไม่มีตัวยาสำคัญหรือไม่มีคุณภาพ” นายอนุทินกล่าว

รวบ 3 ผู้ต้องหา-ขนจากอินเดีย
นายอนุทินกล่าวต่อว่า ยาที่จับเหล่านี้ ไม่ทราบว่าเป็นยาจริงหรือปลอม แต่เป็นยาเถื่อน ไม่มีการขึ้นทะเบียน ก็จะนำไปทำลายต่อไป ไม่มีการนำไปบริจาคหรือนำไปใช้ต่อ เตือนว่า อย่าพยายามสร้างความเชื่อว่า ประชาชนที่รักษาโควิด แพทย์ไม่สั่งจ่ายยา โมลนูพิราเวียร์ จึงควรไปซื้อเองเก็บไว้ ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งการปฏิบัติและทางกฎหมาย และอาจส่งผลอันตราย ต่อสุขภาพตนเอง การรับยารักษาโควิดขอให้เชื่อ ในดุลพินิจแพทย์ ไม่ควรวินิจฉัยโรคเองแล้วซื้อยามารับประทานเอง ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ติดเชื้อ ต้องรับประทานยาต้านไวรัสทุกคน ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ ส่วนใหญ่ไม่ได้รับเพราะไม่มีอาการ แพทย์จึงไม่ได้จ่ายยาต้านไวรัส แต่อาจจ่ายยารักษาตามอาการ เป็นขั้นตอนตามปกติ ขอให้เชื่อแพทย์ ความปลอดภัยจะเกิด อย่าไปเสี่ยงอันตรายกับการไปซื้อยาเถื่อน ที่ไม่ได้รับการรับรอง

“ยิ่งยาเรมเดซิเวียร์ที่เป็นยาฉีดก็ยิ่งอันตราย อย่างที่จับก็มีลักษณะเป็นผง ไม่รู้ผงทำมาจากอะไร โดยยาทั้งหมดที่จับจะไม่มีการเอาไปใช้ แต่จะเอาไปทำลาย เพราะเป็นยาเถื่อน นอกจากนี้ นายกฯ ก็ห่วงกำชับอย่าให้มีการขายยาเถื่อนเด็ดขาด ประชาชนอาจตื่นตระหนกมีผลเสียอื่นตามมา อย.และ สตช. ก็สืบสวนสอบสวนล่อซื้อจนทราบถึงแหล่งที่มาแห่งนี้ว่าอยู่ที่ไหน สำหรับการเอาผิดนั้น เราเน้นผู้ขาย ไม่ใช่ผู้ซื้อ และขอเตือนประชาชนว่า ยารักษาโควิดไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านที่จะซื้อเก็บไว้ในบ้าน ซึ่งยาแต่ละชนิดมีวิธีเก็บรักษา มีหมดอายุยาต่างๆ นอกเหนือจากยาสามัญฯ ควรได้รับการสั่งจากแพทย์จะปลอดภัยที่สุด” นายอนุทินกล่าว

แฉซุกซ่อนมากับนมเนย
ด้านพล.ต.ต.อนันต์กล่าวว่า บก.ปคบ.สืบสวนและล่อซื้อหลายครั้งจนได้ของกลาง เมื่อได้ข้อมูลชัดเจนจึงเข้าตรวจค้น จุดแรก คือบ้านย่านวังทองหลาง พบน.ส.ฉลวยรัตน์ ก็ยอมรับว่าเป็นเจ้าของของกลาง พอสืบสวนขยายผล ก็ออกหมายจับอีกสองราย รายแรกคือนายประเสริฐ หรือบัง เป็นแหล่งกักเก็บของบุกตรวจค้นที่บ้านย่านตลิ่งชัน ซึ่งยาที่พบรับมาจากคู่ค้าทางอินเดีย ปกตินายประเสริฐซื้อขายนมเนยผ่านอินเดียอยู่แล้ว ใช้ลักษณะนี้ ขนสินค้าเข้ามาในไทย อีกรายคือน.ส.ขนิษฐา เป็นผู้ค้ารายย่อยทางเฟซบุ๊ก เมื่อมีผู้ติดต่อซื้อก็วิ่งไปเอาสินค้าจากน.ส.ฉลวยรัตน์แถววังทองหลาง ถือว่าเราจับทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ถือว่าครบกระบวนการ ส่วนคนอินเดียที่ร่วมกระบวนการคือใครจะขยายผลต่อ แต่ตรงนี้เป็นเพียงแค่แก๊งเดียว จึงอยากเตือนประชาชน ยากลุ่มนี้รักษาเฉพาะด้าน ต้องให้แพทย์สั่ง แม้จะเป็นผู้ค้ารายย่อย หรือนายหน้าขายเฟซบุ๊ก แม้ไม่มีของกลางในมือก็ผิดกฎหมาย ใครมีเบาะแสขอให้ช่วยสอดส่อง สามารถแจ้งมาได้สายด่วน 1135 ปคบ. และเพจปคบ.เตือนภัยผู้บริโภคจะเข้าไปตรวจสอบ

นพ.ไพศาล กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย มีความผิดตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 คือ มาตรา 12 ฐานขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท และมาตรา 7(4) ขายยาที่ไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อถามถึงกรณีหิ้วยาจากประเทศเพื่อนบ้าน นพ.ไพศาล กล่าวว่า กรณีนี้การนำยาเข้ามาต้องมีผู้รับอนุญาต เพราะมาขึ้นทะเบียน ต้องรับผิดชอบข้อมูล ผลข้างเคียงต่างๆ การหิ้วนำยาเข้ามาจะมีการตรวจสอบในส่วนนี้ และการบอกเอามาจากชายแดนเอง จะมั่นใจได้อย่างไรว่ายามีคุณภาพและปลอดภัย แต่กรณีเป็นยาเถื่อนไม่ได้ขึ้นทะเบียน การหิ้วเข้ามามีการตรวจโดยด่านต่างๆ ทั้งด่านศุลกากร ด่าน อย. หรือพัสดุต่างๆ ก็จะมีการตรวจสอบ เอกซเรย์ดูอะไรที่ต้องสงสัย สำคัญสุดคือประชาชนต้องมีความรู้ ไม่ควรซื้อมา เพราะการรักษาต้องใช้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายยา ซึ่งยาโควิดมีการขึ้นทะเบียนแล้วเพียงพอ โดยฟาวิพิราเวียร์มี 3 ทะเบียน มีผลิตในประเทศด้วย ยาโมลนูพิราเวียร์ 3 ทะเบียน และเรมเด ซิเวียร์ 5 ทะเบียน ส่วนการโพสต์เชิญชวนให้ซื้อนั้น ต้องดูข้อเท็จจริงว่าการโพสต์นั้นเป็นการขายหรือโฆษณาขายหรือไม่ หรือชวนให้ซื้อหรือไม่ ต้องดูรายละเอียดทั้งหมด

ซื้อเพิ่ม‘ฟาวิฯ-โมลนูฯ-เรมเดฯ’
นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า สธ.จัดหายารักษาโควิด 4 รายการ คือฟาวิพิราเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ เรมเดซิเวียร์ และแพกซ์โลวิด ซึ่งมีข้อบ่งใช้และข้อกำหนดต่างๆ โดยยาที่สธ.จัดหาได้รับการขึ้นทะเบียนจากอย. มีประสิทธิภาพ คุณภาพ และปลอดภัย เรามีการกระจายยาให้ทุกจังหวัดสำรอง และอีกส่วนอยู่ที่ส่วนกลาง ทั้งนี้ตั้งแต่ ม.ค. – ก.ค. เราจัดสรรยาให้ร.พ.รัฐและเอกชน โดยจัดสรรฟาวิพิราเวียร์แล้ว 265.5 ล้านเม็ด โมลนูพิราเวียร์ 12 ล้านเม็ด เรมเดซิเวียร์ 375,210 ไวอัล ปัจจุบันยาฟาวิพิรา เวียร์และโมลนูพิราเวียร์อยู่ในพื้นที่ 11 ล้านเม็ด ใช้เฉลี่ย 7.8 แสนเม็ดต่อวัน เพียงพอการใช้ 14 วัน ซึ่งเราจะเติมยาต่อเนื่องเมื่อมีการใช้ด้วยระบบ VMI เพื่อให้ยาในพื้นที่มีสำรองสำหรับการใช้ 14 วันอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรมเดซิเวียร์เหลืออยู่ในพื้นที่ 35,000 ไวอัล ใช้เพียงพอ 12 วัน ส่วนกลางยังมี สำรองยาฟาวิพิราเวียร์และโมลนูพิราเวียร์ 2.8 ล้านเม็ด และเรมเดซิเวียร์ 7,000 ไวอัล โดยอยู่ระหว่างจัดซื้อเพิ่มเติม คือฟาวิพิราเวียร์ 10 ล้านเม็ด โมลนูพิราเวียร์ 20 ล้านเม็ด และ เรมเดซิเวียร์ 8 หมื่นไวอัล

“การติดเชื้อโควิดต้องดูแลรักษา แต่ไม่จำเป็นต้องรับยาต้านไวรัสทุกคน ซึ่งยารักษาโควิดไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้าน เป็นยาต้านไวรัสมีฤทธิ์และมีระยะเวลาหมดอายุ การให้ยาเหมือนยาปฏิชีวนะ ก็ไม่ควรกินเล่นหรือเก็บไว้ เพราะอาจมีเสื่อมสภาพ ต้องให้ตามแพทย์สั่ง ซึ่งซื้อมาเก็บไว้ไม่เป็นผลดี และรัฐบาลจัดหาให้ยาพอเพียง” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ฝากเตือนประชาชนอย่าซื้อยาต้านโควิด-19 มารับประทานเอง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย และอาจเกิดการดื้อยาถ้ารับประทานไม่เหมาะสม โดยกรมอนามัย ยังพบว่ามีการขายยา โมลนูพิราเวียร์ผ่านทางสื่อออนไลน์ โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตรวจสอบและดำเนินการขยายผลจับกุมเครือข่ายผู้ลักลอบมาดำเนินคดีโดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยของประชาชน นายกรัฐมนตรียืนยันระบบสาธารณสุขไทย มีเวชภัณฑ์เพียงพอดูแลประชาชน ขอให้ประชาชนดำเนินการตามขั้นตอนที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่ต้องรับยาต้านไวรัสซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ที่รักษา ขณะนี้ประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 สามารถโทร.เข้าสายด่วน 1330 เพื่อแจ้งอาการซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ประเมินอาการ หากเข้าข่ายที่จะได้รับยาต้านไวรัสจะดำเนินการส่งยาให้ถึงที่พักอาศัย

จ่อปลดล็อกซื้อในร้านขายยาได้
ด้านนพ.อุดม คชินทร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีผู้ป่วยโควิด-19 ไม่ได้รับยา โมลนูพิราเวียร์ และไปหาซื้อยามารับประทานเองว่า ขอยืนยันว่ายารักษาโควิดเรามีอย่างเพียงพอทุกตัว ไม่มีขาด การดูแล เราปรับไปตามสถานการณ์ ไม่ใช่ว่าคนไข้ทุกคนต้องได้รับ ยาต้านไวรัส ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจ่ายยาตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่นมีความเสี่ยงแบบนี้ใช้ยาตัวนี้มีความเสี่ยงอีกแบบก็ใช้ยาอีกตัวหนึ่ง ขอให้ผู้ติดเชื้อไปรับการรักษาโดยแพทย์ ซึ่งจะใช้ดุลพินิจในการจ่ายยา เพราะการใช้ยาต่างๆ ย่อมมีผลข้างเคียง จึงควรให้แพทย์สั่งจ่ายเพื่อความปลอดภัย

“ส่วนเรื่องของราคายาไม่เป็นปัญหา เพราะค่าใช้จ่ายรัฐรับผิดชอบ แต่ในอนาคต เราจะขยายให้ซื้อยาผ่านร้านขายยาได้ โดยต้องมี ใบสั่งแพทย์ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น คาดว่า อีกไม่กี่สัปดาห์น่าจะสามารถดำเนินการ ในเรื่องนี้ได้ การดำเนินการต่างๆ เรายึดความปลอดภัยของผู้ป่วยและคนไข้เป็นหลัก ดังนั้นอย่าไปซื้อยากินเอง ตอนนี้คนไม่จำเป็นต้องได้ยา แต่อยากได้ยา ก็เลยไปหาซื้อตุนไว้ ทำให้ ในตลาดมืดราคาก็ยิ่งแพง แถมเป็นการซื้อที่ไม่ผ่านการตรวจและจ่ายยาจากแพทย์ก็ยิ่งอันตราย”

โคราชวุ่นคลัสเตอร์งานเลี้ยงผญบ.
วันเดียวกัน ศูนย์บัญชาเหตุการณ์ตอบโต้โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จ.นครราชสีมา รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดต่อร้ายแรงในพื้นที่ 32 อำเภอ พบผู้ป่วยรายใหม่ 447 ราย กำลังรักษา 4,105 ราย รักษาหาย 206,443 ราย ป่วยสะสม 210,890 ราย เสียชีวิต สะสม 342 ราย

นพ.วิญญู จันทร์เนตร รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับรายงานเกิดคลัสเตอร์ขึ้นอีกหนึ่งแห่งที่บ้านปอแดง หมู่ 4 ต.ภูหลวง อ.ปักธงชัย นครราชสีมา เริ่มพบวันที่ 26 ก.ค. เนื่องจากมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านที่หมดวาระลงหลังจากผลคะแนนออกมา ผู้ชนะได้เป็นผู้ใหญ่ จัดงานเลี้ยงฉลองตำแหน่ง โดยมีชาวจ.บุรีรัมย์ 3 รายเข้าร่วมงานแสดงความยินดี ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ 15 หลังคาเรือน จำนวนนับร้อยคน หลังงานเลี้ยงเลิกรา ปรากฏว่าเจ้าภาพงานเลี้ยงติดเชื้อโควิด-19 ทั้งครอบครัว จากนั้นค้นหากลุ่มเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานเลี้ยงติดเชื้อ 30 ราย เสี่ยงสูงอยู่ในการเฝ้าระวัง 28 ราย

“สิ่งที่เป็นกังวลคือผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ อยู่ในวัยสูงอายุ กลุ่ม 608 ทำให้มีความเสี่ยงเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนหรือโรคประจำตัว ขณะนี้สาธารณสุขอำเภอปักธงชัยควบคุมและค้นหาเชิงรุกเพื่อมิให้เชื้อแพร่กระจายเป็นวงกว้าง เป็นที่น่าสังเกตคลัสเตอร์นี้เกิดจาก ผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างพื้นที่เข้ามาแพร่ระบาดในหมู่บ้าน ดังนั้นต้องกวดขันมาตรการคัดกรอง และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีการรวมตัวกันให้มีความเข้มข้นมากขึ้น”

กลุ่มเสี่ยงฝีดาษลิงราย3ไม่พบเชื้อ
ส่วนจากกรณีพบชายชาวเยอรมัน อายุ 25 ปี ติดเชื้อฝีดาษวานรเป็นรายที่ 2 ของจ.ภูเก็ต และรายที่ 3 ของประเทศไทย พบกลุ่มเสี่ยง 7 ราย เป็นคนในครอบครัวของแฟนสาวของหนุ่มเยอรมันรายนี้นั้น

ล่าสุด นพ.กู้ศักดิ์ กู้เกียรติกูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตเปิดเผยว่า จาการสอบสวนโรคของผู้ป่วยฝีดาษวานรชาวเยอรมัน พบมีผู้สัมผัส 7 ราย เป็นสัมผัสเสี่ยงสูง 1 รายซึ่งเป็นแฟนสาวชาวไทยของผู้ป่วย ทางสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตส่งเชื้อตรวจกับทางศูนย์วิทยาศาตร์การแพทย์ที่ 11/1 (ภูเก็ต) พบว่ามีผลเป็นลบ ไม่พบเชื้อ ส่วนที่เหลือให้กักตัว 21 วัน เนื่องจากไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

“ขอเรียนประชาชนทั่วไปว่าสำหรับโรคฝีดาษวานรนั้นเป็นโรคที่ติดต่อกันไม่ง่าย การติดต่อต้องเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิด โดยผ่านการสัมผัสทางผิวหนังกับผู้ติดเชื้อโดยตรง จากการสัมผัสกับเลือด สารคัดหลั่ง น้ำหนอง ตุ่มหนอง ซึ่งการป้องกันฝีดาษวานรทำได้โดยสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือให้บ่อย เลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และปาก ระวังสัตว์กัดหรือข่วน ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น ไม่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยฝีดาษลิง และฝากถึงนักท่องเที่ยวและประชาชนว่า ยังคงสามารถเดินทางท่องเที่ยวเข้ามาในจังหวัดภูเก็ตได้ตามปกติ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน