30จว.ฝนตกหนัก กทม.รับมือ24ชม.

‘มู่หลาน’ ฟาดหางใส่ไทย วันนี้ พายุโซนร้อนขึ้นฝั่งเวียดนาม อุตุฯเตือน 30 จว. รับมือฝนถล่มหนัก 11-13 ส.ค. กทม.สั่งพร้อมรับมือ 24 ชั่วโมง เร่งเสริมแนวฟันหลอคันกั้นน้ำริมตลิ่ง พิษฝนถล่มเหนือเขื่อนป่าสักฯ สั่งเร่งระบายเพิ่มกระทบลพบุรี สระบุรี และกรุงเก่า ส่วนเจ้าพระยาก็เริ่มปริ่มตลิ่งอ่างทอง

‘มู่หลาน’จ่อไทย
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 10 ส.ค. น.ส.ชมภารี ชมภูรัตน์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุฯ เตือนพายุโซนร้อน ‘มู่หลาน’ ฉบับที่ 6 เมื่อเวลา 13.00 น.ที่ผ่านมา พายุโซนร้อน “มู่หลาน” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 500 กิโลเมตร ทางตะวันออกของเมืองฮานอย ประเทศเวียดนามตอนบน ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำ และเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน ในวันที่ 11 ส.ค.

ประกอบกับร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบน และประเทศลาวตอนบน ส่งผลให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย

เตือน 30 จว.รับฝนหนัก
จังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง มีดังนี้

วันที่ 11 ส.ค. ภาคเหนือ: เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ และอุตรดิตถ์, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร, ภาคตะวันออก: นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง จันทบุรี และตราด

วันที่ 12 ส.ค. ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ตาก สุโขทัย และเพชรบูรณ์, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย หนองบัวลำภู หนองคาย ขอนแก่น อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร และนครพนม, ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

วันที่ 13 ส.ค. ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ตาก สุโขทัย และเพชรบูรณ์

สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ทำให้คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

ไม้โค่นขวางถนนเชียงดาว
พ.ท.กฤตธรรม วงศ์ศรี รอง หน.กลุ่มงานกิจการมวลชน กอ.รมน.เชียงใหม่ นำเจ้าหน้าที่ปฏิบัติภารกิจในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำและปรับปรุงแผนปฏิบัติการรองรับภัยคุกคามระดับตำบล ในพื้นที่ อ.เวียงแหง หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมแล้วและได้เดินทางกลับ ตามเส้นทางจาก อ.เวียงแหง-อ.เชียงดาว ระหว่างการเดินทางกลับเกิดฝนตกหนักตลอดเส้นทางมีน้ำป่าไหลหลาก เป็นเหตุให้ต้นไม้ใหญ่หักโค่นล้มไปเกี่ยวสายไฟฟ้าหักล้มทับเส้นทางดังกล่าว ยานพาหนะไม่สามารถแล่นผ่านได้ เหตุเกิดบริเวณบ้านแม่จาเหนือ ม.5 ต.ทุ่งข้าวพ่วง อ.เชียงดาว กำลังพล กอ.รมน. ร่วมกับชาวบ้าน ม.5 บ้านแม่จาเหนือ ตัดต้นไม้ที่หักล้มทับเส้นทางจนสามารถเปิดเส้นทางสัญจรให้ใช้ได้เป็นปกติ

ขณะเดียวกัน นายอารุณ ปินตา หัวหน้าปภ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ปภ.เชียงใหม่ และปภ.เชียงใหม่ สาขาฝาง เดินเท้าเข้าพื้นที่หย่อมบ้านดอยเวียง ประเมินสถานการณ์ด้านความเป็นอยู่และสุขภาพอนามัย และสภาพความชำรุดของเส้นทาง การเดินทางถึงหย่อมบ้านดอยเวียง พร้อมประเมินสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านหย่อมดอยเวียง 113, ครัวเรือน 365 คน ทุกคนยังใช้ชีวิตตามวิถีปกติ โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังน้ำ อาหารได้จากสัตว์เลี้ยง พืช ที่เพาะปลูกไว้ ส่วนสภาพเส้นทางเข้าหมู่บ้าน ถนนเกิดการชำรุดเป็นช่วงๆ ประมาณ 25 จุด สาเหตุจากน้ำป่าไหลหลากและดินทรุดตัว มีเศษไม้ ท่อนซุง หินก้อนใหญ่ ขวางถนน โดยในการแก้ไข อบต.ศรีดงเย็น อบจ.เชียงใหม่ หน่วยทหารในพื้นที่ ได้ส่งเครื่องจักรเข้าซ่อมแซมด่วนแล้ว

สองแควน้ำเริ่มลด
สถานการณ์น้ำป่าหลากเข้าท่วมในพื้นที่ จ.พิษณุโลก ยังคงเฝ้าระวังน้ำป่าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 3 อำเภอที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย เนินมะปราง, วังทอง และนครไทย แม้หลายพื้นที่มวลน้ำที่ท่วมจากน้ำป่าเทือกเขาเพชรบูรณ์เริ่มลดลง โดยที่บ้านปลวกง่าม อ.เนินมะปราง พื้นที่โรงเรียนและวัดปลวกง่าม กลับเข้าสู่ภาวะปกติ มวลน้ำทั้งหมดไหลหลากจาก ต.ชมพู อ.เนินมะปราง เข้าเขต ต.พันชาลี อ.วังทอง เจ้าหน้าที่ร่วมกับชาวบ้านเปิดประตูระบายน้ำทุกประตูสูงสุดเร่งระบายน้ำ แต่ยังไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน ทำให้มีบางจุดเกิดน้ำไหลบ่าล้นประตูระบายน้ำท่วมพื้นที่เกษตร ชาวบ้านเร่งช่วยกันนำกระสอบทรายกั้นเบี่ยงเส้นทางน้ำให้ไหลออกสู่ทุ่ง คาดการณ์ว่าหากไม่มีฝนตกลงมาอีกภายในช่วง 1-2 วันนี้ จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

นอกจากนี้น้ำที่หลากจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ยังเข้าท่วมในพื้นที่ ม.5, 7 และ9 ต.นครไทย อ.นครไทย เนื่องจากลำน้ำแควน้อยที่รับน้ำจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ และเทือกเขาภูหินร่องกล้าไหลลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำ น้ำท่วมพื้นที่ทางการเกษตรและถนนถูกน้ำท่วมหลายสาย โดยเฉพาะที่วัดบ้านหนองลาน ต.เนินเพิ่ม ถูกน้ำป่าไหลหลากท่วมโบสถ์และพื้นที่หมดทั้งวัด

หล่มสักยังจม
สถานการณ์น้ำในแม่น้ำป่าสัก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ที่เอ่อล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก และเทศบาลตำบลตาลเดี่ยว ระดับน้ำยังคงทรงตัว และไม่มีทีท่าว่าจะลดลง เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมายังมีฝนตก และมีน้ำจาก อ.หล่มเก่า ไหลลงมาสมทบอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่โรงเรียนอนุบาลหล่มสักหรือโรงเรียนชุมชนศรีสะอาดต้องสั่งปิดการเรียนการสอนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ส่วนโรงเรียนสิรินคริสเตียนตั้งอยู่ใกล้กับถนนเลียบคลองชลประทาน และถนนทางเข้าโรงเรียนถูกน้ำท่วมขัง ครู อาจารย์ ต้องเดินออกมายืนลุยน้ำ ที่บริเวณสี่แยกร่องไผ่ เพื่อคอยรับเด็กนักเรียนที่ผู้ปกครองขับรถมาส่ง ที่บนถนนที่ยังถูกน้ำท่วมไม่สูง ขณะที่ถนนสายหล่มสัก-บ้านติ้ว น้ำท่วมสูงประมาณ 30-50 เมตร เกือบทั้งสาย ทำให้รถยนต์ที่สัญจรวิ่งผ่านไปมาด้วยความยากลำบาก

ย้ายวุ่นผู้ป่วยติดเตียง
วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิกกไทรหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ รับแจ้งขอความช่วยเหลือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงที่อยู่ในชุมชนเทศบาลตำบลตาลเดี่ยว จึงพร้อมพร้อมทหารจาก นพค.16 เดินเท้าฝ่ากระแสน้ำที่ค่อนข้างเชี่ยวเข้าไปยังบ้านหลังดังกล่าว พบเป็นผู้ป่วยสูงอายุนอนติดเตียงอยู่บริเวณชั้นล่าง ญาติได้ยกเตียงวางไว้บนโต๊ะไม้ที่สูงประมาณ 50 ซ.ม. แต่น้ำยังท่วมถึง จึงได้ช่วยนำผู้ป่วยขึ้นไปอยู่บนชั้นบนของบ้านด้วยความยากลำบากเนื่องจากบันไดทางขึ้นค่อนข้างแคบ และชั้นล่างมีน้ำที่ยังคงไหลค่อนข้างแรง แต่ในที่สุดสามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปอยู่ชั้นบนของบ้านได้สำเร็จ

หนีน้ำ – อาสามูลนิธิกกไทรหล่มสัก เข้าช่วยเหลือเคลื่อนย้าย ผู้ป่วยติดเตียงขึ้นไปอยู่ชั้น 2 ของบ้าน หลังน้ำป่าทะลักเข้าท่วมบริเวณ ชั้นล่างและยังมีน้ำหลากตามมาอีก ที่ชุมชนเทศบาลตาลเดี่ยว อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 10 ส.ค.

นายสุบิน บุญจันทร์ นายกเทศมนตรีตำบลตาลเดี่ยว เผยว่า ปีนี้น้ำได้มาเร็วกว่าทุกปีทำให้ชาวบ้านบางส่วนเตรียมตัวไม่ทัน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ของปี น้ำได้เริ่มเข้าท่วมตั้งแต่กลางดึกของคืนวันที่ 8 ส.ค. ต่อเนื่องวันที่ 9 ส.ค. ระดับน้ำได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หน่วยงานต่างๆ ให้การช่วยเหลือทั้งนำเรือท้องแบนมารับส่งประชาชน นำน้ำและอาหารไปแจกจ่ายให้กับผู้ที่ติดอยู่ในบ้านไม่สามารถออกมาจับจ่ายซื้อข้าวของได้ แต่ในช่วงเย็นของวันนี้ระดับน้ำเริ่มทรงตัว แต่ทั้งนี้มวลน้ำก้อนที่ 2 จากอำเภอหล่มเก่าคาดว่าน่าจะมาถึงในพื้นที่ ต.ตาลเดี่ยววันเดียวกันนี้

ขอนแก่นท่วมขังหลายจุด
ด้าน จ.ขอนแก่น พายุฝนที่ตกลงมาอย่างหนักอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมขังและเกิดน้ำรอระบาย ทำให้การสัญจรในหลายจุดเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะที่ บ.หนองไผ่ ม.26 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ช่วงสี่แยกตลาดหนองไผ่ศิลาตัดหมู่บ้านการเคหะ เส้นทางตัดผ่านไปยัง บ.เต่านอ และพุทธมณฑลอีสาน เส้นทางสายหลักที่มีประชาชนสัญจรไป-มาในจุดดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ระดับน้ำยังคงท่วมบางจุดสูงประมาณ 20 ซ.ม. และยังคงไม่มีทีท่าที่จะลดลง

ขณะที่ ถ.มิตรภาพ ตั้งแต่ปากซอยสวัสดี ไปจนถึงแยกกังสดาล เขตเทศบาลนครขอนแก่น ระยะทางประมาณ 2 ก.ม. โดยเฉพาะเส้นทางคู่ขนานน้ำท่วมขังรอระบาย เจ้าหน้าที่ต้องปิดการจราจรชั่วคราว ล่าสุดเช้าวันนี้น้ำลดระดับลงเป็นปกติแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่จึงช่วยกันเก็บขยะที่ไหลมาอุดตันท่อระบายน้ำและคงค้างตามจุดต่างๆ รวมทั้งการจัดเก็บป้ายทะเบียนรถที่หลุดลอยมากับน้ำเพื่อให้เจ้าของได้มาติดต่อขอรับ

เขื่อนป่าสักฯเพิ่มระบาย
จากอิทธิพลของพายุฝนที่ตกติดต่อกันหลายวันตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำสะสมในพื้นที่รับน้ำตอนบนเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จำนวนมาก ตั้งแต่ อ.หล่มสัก อ.บึงสามพัน อ.วิเชียรบุรี อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ และอ.ชัยบาดาล อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนในปริมาณมาก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดยังคงมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำของเขื่อนป่าสักฯ กว่า 170 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ที่ 407.99 ล้านลบ.ม.ร หรือคิดเป็นร้อยละ 42.50 ของความจุเขื่อน

นายอภิรักษ์ ศรีกุลวงศ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ ได้ลงนามหนังสือด่วนที่สุด เพื่อแจ้งเตือนประชาชนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อาจได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำเพิ่ม ตั้งแต่ จ.ลพบุรี จ.สระบุรี ต่อเนื่องไปจนถึง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยจะทยอยปรับเพิ่มการระบานน้ำลงสู่ท้ายเขื่อน เพื่อควบคุมระดับน้ำและปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักฯ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำ จาก 80 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 120 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำปาสัก เพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 80-90 เซนติเมตร โดยระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นยังอยู่ในลำน้ำไม่เกิดสภาวะน้ำล้นตลิ่งแม่น้ำป่าสัก และไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เสี่ยงท้ายน้ำ และขอให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ทราบ และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

ท่วมถนน – ถนนหล่มสัก-บ้านติ้ว อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ถูกน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมเกือบตลอดทั้งสาย รถยนต์สัญจรไปมาด้วยความยากลำบาก ขณะที่ภาคเหนือ-อีสานมีฝนตกหนักจากอิทธิพลพายุ มู่หลาน เมื่อวันที่ 10 ส.ค.

อ่างทองเจ้าพระยาเริ่มปริ่ม
วันเดียวกัน สถานการณ์หลังจากฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่หลายจังหวัดภาคเหนือตอนบน เขื่อนเจ้าพระยาจังหวัดชัยนาท ระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อน 900 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้พื้นที่ริมน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาผ่าน จ.อ่างทอง บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทองอยู่ที่ระดับน้ำสูง 3.81 เมตร จากระดับตลิ่ง 10 เมตร มีระดับน้ำค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น จากเมื่อวันที่ 9 ส.ค. ประมาณ 4 เซนติเมตร มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 826 ลบ.ม.ต่อวินาที ยังไม่มีรายงานพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเอ่อล้นตลิ่ง

ส่วนที่ หมู่บ้านคลองเจ้าแรง ม.2 ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดจ้างแรงงานให้ลุยน้ำระดับราวนม-บางแห่งลึกถึงคอลุยน้ำที่ท่วม หักข้าวโพดเพื่อหนีน้ำท่วม และนำฟักข้าวโพดที่หักใส่กะละมัง เดินลอยน้ำระยะทาง 300 เมตร ออกมาด้านนอกและเทใส่รถไถแล้วเทใส่รถบรรทุกขึ้นจากน้ำ เกษตรกรเผยว่าช่วยกัน ลงแขกหักข้าวโพดที่ถูกน้ำท่วมเป็นเวลา 2 วันแล้ว

กทม.สั่งพร้อม24ชม.
วันเดียวกัน ที่ศาลาว่าการกทม. นายสมศักดิ์ มีอุดมศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. กล่าวว่า สำนักการระบายน้ำเตรียมวางแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจากน้ำฝน น้ำหลาก และน้ำทะเลหนุนสูง โดยมีศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งจัดประชุมหารือร่วมกับกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อบูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างและวางแผนปฏิบัติการเตรียมการรองรับสถานการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อลดผลกระทบและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนให้น้อยที่สุด

ขณะเดียวกันจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังบริเวณจุดอ่อน หรือจุดเสี่ยงน้ำท่วม และจัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือประชาชน หากเกิดเหตุกรณีฉุกเฉินสามารถจัดส่งเจ้าหน้าที่ดำเนินการแก้ไขและช่วยเหลือได้ในทันทีตลอด 24 ชั่วโมง

เสริมแนวฟันหลอริมน้ำ
นอกจากนี้ ยังได้จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย คลองมหาสวัสดิ์ และคลองพระโขนง ความยาว 87.93 ก.ม. โดยเป็นแนวป้องกันน้ำท่วมถาวรของ กทม. ความยาว 79.63 ก.ม. มีระดับความสูงของคันกั้นน้ำอยู่ที่ระดับ +2.80 ม.รทก. ถึง +3.50 ม.รทก. (เมตร ระดับทะเลปานกลาง) สามารถรองรับปริมาณน้ำเหนือหลากที่ไหลผ่านกรุงเทพฯ ได้ที่ปริมาณ 3,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที

ส่วนแนวป้องกันตนเองของหน่วยงานราชการอื่นและของเอกชน ความยาว 8.30 ก.ม. เช่น แนวป้องกันน้ำท่วมของกรมชลประทาน กองทัพเรือ ธนาคารแห่งประเทศไทย แนวป้องกันน้ำท่วมของศาสนสถาน หรือศาลเจ้า ท่าเทียบเรือขนส่งสินค้า อู่จอดเรือ ร้านค้า สถานประกอบการ ร้านอาหารริมน้ำ อาคารโกดังสินค้า ซึ่งบางแห่งมีระดับแนวคันกั้นน้ำต่ำและไม่มีความมั่นคงแข็งแรง หรือแนวฟันหลอ กทม.ได้จัดเรียงกระสอบทราย เพื่อเสริมความสูงของแนวคันกั้นน้ำและเสริมความมั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันน้ำเหนือหลากและน้ำทะเลหนุนสูงได้อย่างปลอดภัย ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน