เจ้าพระยาล้นทะลักจม เขื่อนชัยนาทเพิ่มระบาย
เตือน 8 จว.น้ำโขงขึ้นสูง หนองคายสั่งจับตา พรวดขึ้นเป็นเมตร อุตุฯ เตือนเหนือฝนยังหนัก 16-20 ส.ค. ปภ.เผยจังหวัดเสี่ยงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมน้ำหนุน เชียงใหม่ยกประตูระบายน้ำสูงสุด เร่งระบายน้ำปิงส่งต่อเขื่อนภูมิพล แม่สายน้ำลดแล้ว เร่งทำความสะอาดโคลน มท.1 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเชียงราย ผู้ว่าฯ ประชุมจัดบิ๊กคลีนนิ่ง เขื่อนพิมายหยุดผลักดันน้ำ หลังพายุมู่หลานไม่ส่งผลทำฝนตกหนัก เจ้าพระยาทะลักแล้ว กรุงเก่าจม 4 อำเภอ
เหนือฝนยังหนัก 16-20 ส.ค.
วันที่ 14 ส.ค. กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 14-20 สิงหาคม 2565 สำหรับการคาดหมายในช่วงวันที่ 14-15 ส.ค. 65 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังอ่อนพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบนและอ่าวตังเกี๋ย ทำให้มีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร
ส่วนในช่วงวันที่ 16-20 ส.ค. 65 ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังอ่อนที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้
สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนบริเวณทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร
ข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 16-20 ส.ค. 65 ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

เร่งระบาย – ชลประทานจังหวัดเชียงใหม่เปิดประตูระบายน้ำท่าวังตาล ต.ป่าแดด อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สูงสุดทั้ง 6 บาน เร่งระบายน้ำในแม่น้ำปิง ไม่ให้กระทบกับชุมชนเมือง และเขตเศรษฐกิจในตัวเมือง เมื่อวันที่ 14 ส.ค.
ปภ.จับตาน้ำท่วม-น้ำหนุน
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย เผยพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ ตั้งแต่ช่วงวันที่ 14 ส.ค.เป็นต้นไป โดยมีพื้นที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยแยกเป็นจังหวัดพื้นที่ภาคเหนือ 10 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ช่วงวันที่ 11-17 ส.ค.
จังหวัดพื้นที่ริมน้ำโขง 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี เฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นช่วงวันที่ 13-18 ส.ค. จังหวัดพื้นที่ท้าย เขื่อนเจ้าพระยา 11 จังหวัด ประกอบด้วย ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพ มหานคร เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมขังและน้ำล้นตลิ่งตั้งแต่ช่วงวันที่ 11 ส.ค. เป็นต้นไป
จังหวัดพื้นที่ชายทะเล ได้แก่ กรุงเทพฯ และอีก 22 จังหวัด ประกอบด้วย สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงบริเวณปากแม่น้ำและพื้นที่ราบลุ่มชายฝั่งช่วงตั้งแต่วันที่ 10-16 ส.ค.
ปภ.จึงขอฝากเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามข่าวสารและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อลดผลกระทบจากสาธารณภัยที่อาจเกิดขึ้น ท้ายนี้ ประชาชนสามารถติดตามประกาศการแจ้งเตือนภัยได้ที่แอพพลิเคชั่น “THAI DISASTER ALERT” และหากได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป
น้ำโขงขึ้นพรวดเป็นเมตร
แม่น้ำโขงที่ไหลผ่าน จ.หนองคาย วัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ วัดได้ 7.55 เมตร เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานตอนเช้า 1.33 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 4.65 เมตร ส่วนน้ำโขงช่วงอำเภอเชียงคาน จ.เลย อยู่ที่ 11.24 เมตร เพิ่มขึ้น 98 เซนติเมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 4.76 เมตร โดยน้ำโขงจากเชียงคานจะไหลมาถึงจังหวัดหนองคายใช้เวลาเดินทางประมาณ 7-10 ชั่วโมง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่จังหวัดหนองคายเพิ่มปริมาณสูงขึ้นอีก
ประกอบกับในพื้นที่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในหลายแห่ง โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งเตือนประชาชนให้ติดตามสถานการณ์น้ำโขง แม้ว่าจะยังอยู่ต่ำกว่าตลิ่งมาก แต่ก็อาจจะส่งผลกระทบด้านการเกษตรได้เช่นกัน
ขณะที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติเตือน เนื่องจากมีฝนตกหนักต่อเนื่องบริเวณเหนือพื้นที่แขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว ทำให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนไซยะบุรีเพิ่มมากขึ้น คาดการณ์ในช่วง 13-14 ส.ค.จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนไซยะบุรี สปป.ลาว ในอัตราประมาณ 9,000-10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ด้านท้ายเขื่อนไซยะบุรีระดับน้ำเพิ่มขึ้น
ดังนั้น จึงขอให้เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงบริเวณริมแม่น้ำโขง ตั้งแต่ จ.เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, นครพนม, มุกดาหาร, อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ที่อาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2 เมตร อย่างฉับพลันในช่วง 14-18 ส.ค.นี้ พร้อมทั้งได้ขอให้ประชาชนที่สัญจรทางน้ำให้เพิ่มความระมัดระวังในการสัญจร
นายกฯ สั่งช่วยฟื้นหลังน้ำลด
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ติดตามผลกระทบจากพายุมู่หลานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ยากต่อการสัญจรเข้าถึงและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ให้เร่งช่วยเหลือออกมาอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ขอให้ผู้ที่อาศัยในพื้นที่บริเวณริมน้ำโขง จ.เลย หนองคาย นครพนม และมุกดาหาร อุบลราชธานี ให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานจาก กอนช.พบว่าระดับน้ำในแม่น้ำโขงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงวันที่ 14-18 ส.ค.นี้
“นายกฯ ขอให้ระมัดระวังเรื่องกระแสไฟฟ้า โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำท่วมขัง หวั่นจะเกิดอันตรายต่อพี่น้องประชาชน และกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายระดมกำลังเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ไม่ให้มีการตกค้าง และฝากความห่วงใยและกำลังใจมาถึงพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยทุกคน และกำชับให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐเร่งสำรวจประเมินความเสียหายในพื้นที่หลังสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลายแล้ว เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ อย่างเร่งด่วนต่อไป” นายธนกรกล่าว
นายธนกรกล่าวต่อว่า สถานการณ์น้ำท่วมขังในจ.เชียงรายและน่าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย สั่งการกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และกำชับปภ.ประสานจังหวัดและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการแจ้งเตือนภัย การเผชิญเหตุ การอพยพ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบภาวะฝนตกหนัก เน้นดูแลด้านการดำรงชีพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มกำลัง

จมโคลน – เจ้าของร้านค้าตลาดสายลมจอย ตลาดค้าชายแดนเชิงสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา อ.แม่สาย จ.เชียงราย ช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาดคราบโคลนตมที่มากับน้ำท่วม หลังระดับน้ำลดลงเป็นปกติ เมื่อวันที่ 14 ส.ค.
แม่สายน้ำลดแล้วหลายจุด
ขณะที่สถานการณ์ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย น้ำจากลำน้ำสายชายแดนไทย-เมียนมา ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภายในตลาดสายลมจอยซึ่งเป็นตลาดชายแดนน้ำได้ลดลงเกือบทั้งหมด พ่อค้าแม่ค้าต่างเร่งทำความสะอาดคราบดินโคลนที่ถูกพัดมา แต่ร้านค้าที่ตั้งอยู่เชิงสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามลำน้ำสายแห่งที่ 1 ที่ยังถูกน้ำท่วม ถนนใต้สะพานยังใช้สัญจรผ่านไปมาไม่ได้ ซึ่งย่านนี้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากเพราะกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวพัดประตูร้านพัง และสิ่งของเครื่องใช้ ป้าย ส่วนประกอบอาคาร สินค้า ภายในร้านหายไปกับกระแสน้ำ ขณะที่ชุมชนเหมืองแดง ชุมชนไม้ลุงขน เกาะทราย และพื้นที่นอกเขตเทศบาล ต.แม่สาย ระดับน้ำลงจนเกือบเป็นปกติแล้ว แต่ยังประสบปัญหาดินโคลน ทรายและวัชพืช ที่ไหลมากับน้ำตกค้างอยู่
ในวันจันทร์ที่ 15 ส.ค.นี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และคณะมีกำหนดการจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนและมอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนพื้นที่ อ.แม่จัน และ อ.แม่สาย ก่อนไปเยี่ยมบ้านที่ประสบภัยเพื่อให้การช่วยเหลืออีกจำนวน 10 หลังคาเรือน
ด้านนายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าฯ เชียงราย ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาหลังน้ำลด ขณะที่ฝ่ายปกครอง อ.แม่สาย เทศบาล ต.แม่สาย ฉก.ม.3 กองกำลังผาเมือง มณฑลทหารบกที่ 37 หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ที่ 35 กองร้อย ตชด.327 หน่วยกู้ภัยต่างๆ ยังคงให้การช่วยเหลือชาวบ้านตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะการแจกจ่ายอาหารและน้ำดื่ม และช่วยเหลือชาวบ้านในบางจุดที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ รวมทั้งเตรียมร่วมกันทำความสะอาดครั้งใหญ่ ส่วนพื้นที่ อ.เมืองเชียงราย หลังแม่น้ำกกที่เข้าท่วมบ้านเรือนริมฝั่งในเขตเทศบาลนครเชียงรายและแม่น้ำจันที่ท่วม ต.แม่จัน และ ต.ป่าตึง ลดระดับลงจนเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
เชียงใหม่เร่งระบายน้ำปิง
ผู้สื่อข่าวรายงานระดับน้ำจุด P1 บริเวณเชิงสะพานวรัฐในตัวเมืองเชียงใหม่ อยู่ที่ 3.47 เมตร ซึ่งจุดวิกฤตจะอยู่ที่ 3.70 เมตร ทำให้มีประชาชนเดินทางมาดูสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง และระดับน้ำที่สูงขึ้นทำให้น้ำท่วมร้านค้าและบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ที่ลุ่มริมน้ำหน้าชุมชนวัดเกตการาม เชิงสะพานจันทร์สม ระดับน้ำท่วมสูงเกือบ 1 เมตร มีชาวบ้านติดอยู่ในบ้าน 8 หลังคาเรือน
ขณะเดียวกันทางเทศบาลนครเชียงใหม่ เร่งสำรวจท่อระบายน้ำ จากชุมชนที่ไหลลงสู่แม่น้ำปิงเกรงว่า น้ำจะย้อนเข้ามาทางท่อระบายน้ำ นำกระสอบทรายไปอุดท่อป้องกันน้ำไหลย้อนดังกล่าว และนำแผงคอนกรีตกั้นถนนมาวางกั้นน้ำตามตลิ่งลำน้ำปิง พร้อมนำกระสอบทรายเข้าแจกให้กับชาวบ้านนำไปวางตามตลิ่งลำน้ำปิงเพื่อป้องกันน้ำไหลเข้าในตัวเมืองเชียงใหม่
ส่วนริมน้ำปิงที่สำนักงานตำรวจภูธร ภาค 5 ระดับน้ำยังไม่เข้าท่วมในสำนักงาน และบ้านพักข้าราชการตำรวจ เพราะมีการสร้างกำแพงป้องกันน้ำไว้สูงกว่า 4 เมตร มีการปิดท่อระบายน้ำด้วยกระสอบทรายจึงไม่เกิดปัญหาน้ำไหลย้อนท่อระบายน้ำ ยังสามารถป้องกันน้ำท่วมไว้ได้ดี
ที่บริเวณประตูท่าวังตาล ชลประทานจังหวัด เร่งเปิดประตูระบายน้ำทั้ง 6 บาน เพื่อเร่งระบายน้ำปิงไม่ให้กระทบกับชุมชนเมือง คาดว่า หากไม่มีฝนตกลงมาซ้ำระดับน้ำน่าจะทรงตัวและค่อยลดลงเรื่อยๆ
ส่งน้ำต่อเขื่อนภูมิพล
นายสุดชาย พรหมมลมาศ ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 1 เผยระหว่างตรวจดูสถานการณ์น้ำในแม่น้ำปิง บริเวณประตูระบายน้ำท่าวังตาล ว่าระดับน้ำได้ผ่านจุดพีกไปแล้ว และเริ่มทรงตัว และจะลดลงเรื่อยๆ แต่อาจจะมีผลกระทบกับบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ลุ่ม ริมน้ำทางตอนใต้บ้าง รวมทั้งกระชังเลี้ยงปลา ที่น้ำไหลแรง ซึ่งได้แจ้งเตือนไปแล้ว ทั้งนี้ปริมาณน้ำทางตอนเหนือของเชียงใหม่ สามารถไหลเข้าเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อ.แม่แตงได้มากถึง 40 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้เชียงใหม่รอดพ้นจากอุทกภัยครั้งนี้ และมวลน้ำในแม่น้ำปิงก็จะไหลลงสู่ทะเลสาบดอยเต่า และเขื่อนภูมิพลวันละไม่ต่ำ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วงพายุมู่หลานเข้า ในแง่บริหารจัดการน้ำ เป็นผลดีต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ
ส่วนบ้านเรือนประชาชน ที่ติดที่ลุ่มริมฝั่งแม่น้ำปิง ในตอนใต้ของประตูระบายน้ำ น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ต้องยกทรัพย์สินไว้บนที่สูง รวมทั้งเกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชัง พื้นที่ อ.หางดง ต้องเพิ่มเชือกในการยึดกระชังปลา และย้ายกระชังเข้าริมฝั่ง แต่ก็มีเกษตรกรที่เลี้ยงปลาบางรายปลาน็อกน้ำต้องจับปลาออกขาย ทั้งนี้ถ้าไม่มีฝนตกลงมาซ้ำอีก น้ำน่าจะลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ
เขื่อนภูมิพลยังรับได้อีกเยอะ
นายวรพจน์ วรพงษ์ ผอ.เขื่อนภูมิพล อ.สามเงา จ.ตาก เปิดเผยสถานการณ์น้ำ ของเขื่อนภูมิพล ว่า วันนี้มีปริมาณน้ำกักเก็บ จำนวน 6,198 ล้าน ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 46.00 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 229.99 เมตร ปริมาณน้ำกักเก็บที่มีอยู่ จะสามารถระบายได้ 2,398 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 24.8 เปอร์เซ็นต์ มีพื้นที่ว่างรองรับน้ำใหม่อีก 7,263 ล้านลบ.ม. หรือประมาณ 54 เปอร์เซ็นต์ โดยวานนี้มีน้ำใหม่ไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ประมาณ 61.62 ล้าน ลบ.ม. วันนี้เขื่อนภูมิพลทำการระบายน้ำลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนจำนวน 3 ล้านลูกบาศก์
ทั้งนี้จากสำหรับสถานการณ์ ฝนที่ตกในพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้มีน้ำใหม่ไหลเข้าสู่เขื่อนภูมิพล เฉลี่ยวันละ 50-60 ล้านลบ.ม.อย่าง ต่อเนื่อง

ถนนลื่น – จนท.กู้ภัยฮุก 31 งัดซากรถเก๋ง ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่อาการสาหัสส่งรักษาที่ร.พ.วังน้ำเขียว หลังประสบอุบัติเหตุชนต้นไม้ข้างทาง เหตุเพราะฝนตกหนักทำให้ถนนลื่น บนถนนทางเข้าบ้านไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 ส.ค.
เขื่อนพิมายหยุดผลักดันน้ำ
ด้านโครงการศูนย์ส่งน้ำและบำรุงรักษาทุ่งสัมฤทธิ์ (เขื่อนพิมาย) จ.นครราชสีมา ที่ก่อนหน้าเร่งเดินเครื่องผลักดันน้ำจำนวน 13 เครื่อง ผลักดันน้ำด้านเหนือเขื่อนพิมายออกลงสู่ลำน้ำมูลด้านท้ายเขื่อน เพื่อเตรียมพร้อมรับมวลน้ำก้อนใหม่ จากพายุโซนร้อนมู่หลาน ที่คาดว่าอาจจะทำให้เกิดฝนตกหนักในช่วงระหว่างวันที่ 11-13 สิงหาคมที่ผ่านมา
ปัจจุบันพายุโซนร้อนมู่หลาน อ่อนกำลังลง ซึ่งไม่ได้ทำให้เกิดฝนตกหนักตามที่คาด โครงการศูนย์ส่งน้ำและบำรุงรักษาทุ่งสัมฤทธิ์ (เขื่อนพิมาย) จึงหยุดการเดินเครื่องผลักดันน้ำ ลดอัตราการไหลของน้ำให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ทางการเกษตรทางด้านท้ายเขื่อน พร้อมทั้งเปิดประตูระบายน้ำ ทางด้านปากคลองสายใหญ่ฝั่งซ้าย ส่งน้ำเข้าคลองชลประทาน เพื่อให้ชาวนาผู้ปลูกข้าวด้านซ้ายของเขื่อนพิมายได้มีน้ำเพื่อทำการเกษตรต่อได้ทันที ซึ่งถึงแม้ไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มในพื้นที่แต่สถานการณ์น้ำในลำน้ำมูลและมวลน้ำกักเก็บที่เขื่อนพิมาย ยังมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากมวลน้ำที่ไหลมาจาก อ.โชคชัย อ.เฉลิมพระเกียรติและอ.จักราช ไหลมาสะสมอยู่ในเขื่อนพิมาย จึงยังมีการปักธงเหลืองเตือนประชาชน ที่บ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรติดริมน้ำมูน ให้ติดตามสถานการณ์น้ำกับข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากประสบปัญหา หรือมีข้อสงสัย สามารถโทร.สอบถามได้ที่สายด่วน 1460 กรมชลประทาน ได้ตลอดเวลา

ล้นตลิ่ง – แม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อท่วมบ้านเรือนริมน้ำในอ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา หลังเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อน ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้น 30 ซ.ม.ภายในคืนเดียว ล่าสุดกรุงเก่าท่วมแล้วรวม 4 อำเภอ เมื่อวันที่ 14 ส.ค.
เจ้าพระยาท่วม 4 อำเภอกรุงเก่า
สถานการณ์น้ำที่จ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อน เพิ่มเป็น 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากเดิม 1,149 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้แม่น้ำเจ้าพระยาและคลองสาขา มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น อ.เสนา อ.บางบาล อ.บางไทร และอ.บางปะอิน
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่นอกแนวดันกันนี้ระดับน้ำขึ้นสูงกว่า 30 ซ.ม. ต้องทยอยเก็บของใช้และทรัพย์สินที่จะได้รับความเสียหายหนีน้ำ ขณะที่ในพื้นที่ ม.4 ต.บ้านโพธิ์ อ.เสนา พบว่าระดับน้ำสูงกว่า 60 ซ.ม. บ้านเรือนได้รับผลกระทบแล้วกว่า 20 หลังคาเรือน ชาวบ้านเก็บของหนีน้ำไว้ที่สูง เพื่อเตรียมรับมือน้ำที่จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนที่โบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม โบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจ.พระนครศรีอยุธยา ที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่าระดับน้ำเหลืออีกประมาณ 80 เซนติเมตร จะเสมอพื้นที่ของโบราณสถาน ทางกรมศิลปากร เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การระบายน้ำ พร้อมกับเตรียมยกแนวบังเกอร์กันน้ำ หากพบว่าระดับน้ำยังขึ้นสูงอีก