2เขตชานกรุง ให้บ้านริมตลิ่ง อพยพขึ้นที่สูง
กทม.เตือน 2 เขต หนองจอก-ลาดกระบัง ยกของขึ้นที่สูง หลังน้ำฝั่งตะวันออกไหลบ่าเข้าคลองแสนแสบล้นตลิ่ง ‘ชัชชาติ’ประเมินน้ำจากเขื่อน ภาคเหนือไหลผ่านกทม.สูงกว่าปีที่แล้ว 10% แต่ยังไม่วิกฤต เท่าปี 2554 ที่สูงกว่า 75% สัปดาห์หน้าถกหน่วยงานคุมระบบน้ำ ทั้งประเทศ วางแนวทางบริหารจัดการน้ำ เร่งซ่อมแนวฟันหลอ ‘บิ๊กป้อม’ตรวจแผนจัดการน้ำเขื่อนป่าสัก-ลุ่มป่าสัก เพิ่มระบายน้ำฝั่งตะวันออกเจ้าพระยา ป้องกันท่วมภาคกลาง ‘จิสด้า’ชี้ภาพดาวเทียม 4 จังหวัดภาคเหนือ พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และสุโขทัย พื้นที่เกษตรล่มแล้ว 7 หมื่นไร่ กรมชลประทานเตือน 7 จังหวัดริมแม่น้ำโขงเตรียมพร้อมอพยพขึ้นที่สูง จากภัยดีเปรสชันมู่หลาน ส่งผลให้ฝนเทหนัก มวลน้ำไหลจากตอนเหนือ ทั้งไทยและลาว ส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นพรวด 1-2 เมตร
กทม.ถกจัดแผนป้องกันท่วม
เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกทม.2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. แถลงภายหลังการประชุมคณะ ผู้บริหาร ว่า สำนักการระบายน้ำ (สนน.) ได้รายงานแผนการบริหารจัดการฝน น้ำเหนือ และน้ำหนุน ปี 2565 โดยระบุว่าด้านตะวันออกของ กทม.คาดว่าจะมีจุดเสี่ยงที่ต้อง เฝ้าระวัง ซึ่งพื้นที่ด้านตะวันออกของกทม. น้ำส่วนใหญ่มาจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ขณะนี้ ระดับน้ำในเขื่อนอยู่ที่ 46% ของความจุอ่าง อัตราการระบายน้ำ กรมชลประทานได้ปล่อยน้ำอยู่ที่ 161 ลบ.ม. ต่อวินาที สำหรับการเตรียม แผนรับมือ ต้องประเมินปริมาณน้ำในเขื่อนจากทางภาคเหนือที่จะปล่อยผ่านพื้นที่กรุงเทพฯ ขณะนี้ มีปริมาณสูงกว่าปีที่แล้วประมาณ 10% แต่ยังไม่ถึงวิกฤต เนื่องจากวิกฤตน้ำท่วม เมื่อปี 2554 ที่มีปริมาณน้ำในเขื่อนสูงกว่า 75%
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า สัปดาห์หน้าตนจะไป หารือกับหน่วยงานที่ดูแลระบบน้ำทั้งประเทศ เพื่อวางแนวทางการบริหารจัดการน้ำพื้นที่กรุงเทพฯ ขณะเดียวกัน กทม.ได้เนินหน้า ตามแผนป้องกันน้ำท่วมอย่างเต็มที่ พร้อม เร่งซ่อมแซมแนวเขื่อน จุดฟันหลอต่างๆ สถานการณ์น้ำขณะนี้ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง กทม.เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์น้ำอย่าง ต่อเนื่อง
เตือน 2 เขตคลองแสนแสบล้น
นายอรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า กทม.ได้เฝ้าระวังพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ เป็นพิเศษ โดยได้ประสานงานกับกรมชลประทาน ซึ่งมีสถานีสูบน้ำที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ดังกล่าวจำนวน 2 สถานี ได้แก่ 1. สถานีสูบน้ำคลองหกวาสายล่าง กำลังสูบ 35 ลบ.ม.ต่อวินาที และ 2. สถานีสูบน้ำหนองจอก กำลังสูบ 60 ลบ.ม. ต่อวินาที ปัจจุบันได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกรมชลประทานในการเดินเครื่องสูบน้ำทั้ง 2 สถานี เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ ขณะเดียวกัน น้ำด้านตะวันออกจะเข้ามาเติมในคลองแสนแสบ ทำให้ระดับน้ำในคลองแสนแสบนอกประตูระบายน้ำมีนบุรีมีระดับที่สูง จึงได้ออกประกาศเตือนประชาชนที่อยู่ริมคลองเขตหนองจอก ลาดกระบัง ยกของขึ้นที่สูง ซึ่งอาจมีน้ำเอ่อล้นบางส่วน

บางไทรจม – ระดับน้ำในเแม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่งสูงกว่า 60 เซนติเมตร เข้าท่วมบ้านเรือนชาวบ้านหมู่ที่ 4 ต.บางยี่โท อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ที่อาศัยอยู่ริมน้ำ ได้รับผลกระทบแล้วกว่า 100 หลังคาเรือน ต้องเก็บของหนีน้ำไว้ที่สูง เมื่อวันที่ 15 ส.ค.
มู่หลานฟาด 11 จว.-จม 5 พันหลัง
ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กลาง (กอปภ.ก.) รายงานสถานการณ์พายุ โซนร้อน “มู่หลาน” ที่ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันบริเวณเมืองลางซอน ประเทศเวียดนาม และอ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ประกอบกับร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย และสปป.ลาวตอนบน ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สรุปเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 11-15 ส.ค. เกิดน้ำท่วมในพื้นที่รวม 11 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ พิษณุโลก นครพนม เลย และปราจีนบุรี 35 อำเภอ 117 ตำบล 623 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 5,965 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ที่จ.เชียงราย ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน และปราจีนบุรี รวม 20 อำเภอ 83 ตำบล 465 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 5,088 ครัวเรือน
เขื่อนชัยนาทเร่งระบายเพิ่ม
กอปภ.ก. รายงานต่อว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักในภาคเหนือ ทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณระหว่าง 1,400 – 1,600 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที มีความจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้นในอัตรา 1,000 – 1,400 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้พื้นที่ริมน้ำมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.20 – 0.60 เมตร บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ นอกคันกั้นน้ำบริเวณคลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา และต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา แม่น้ำน้อย ทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งและเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน 1 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา เกิดน้ำล้นตลิ่งจากการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาในพื้นที่อ.เสนา ต.หัวเวียง บ้านกระทุ่ม บ้านโพธิ์ บ้านแพน รางจระเข้ เสนา, อ.ผักไห่ ต.บ้านใหญ่ ลาดชิด กุฎี ท่าดินแดง ผักไห่ และอ.บางบาล ต.วัดตะกู บ้านคลัง ทางช้าง น้ำเต้า ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,276 ครัวเรือน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบันระดับน้ำทรงตัว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือแล้ว

แก้น้ำท่วม – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ลงพื้นที่จ.สระบุรี ตรวจความพร้อมและแผนรับมือสถานการณ์น้ำและอุทกภัยพื้นที่ภาคกลาง และติดตามความคืบหน้าจุดซ่อมแซม คันกั้นน้ำคลองชัยนาท-ป่าสัก ที่อ.บ้านหมอ เมื่อวันที่ 15 ส.ค.
จัดแผนบริหารลุ่มน้ำป่าสักฯ
ที่จ.สระบุรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และคณะ ลงพื้นที่จ.สระบุรี ตรวจความพร้อมและแผนรับมือการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลาง ไม่ให้กระทบชุมชนท้ายน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ กทม.และปริมณฑลริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก โดยรับฟังภาพรวมสถานการณ์ น้ำ แผนทรัพยากรน้ำสระบุรี ความคืบหน้า 13 มาตรการรับมือน้ำฤดูฝน แผนบริหารจัดการน้ำเขื่อนป่าสัก และแนวทางระบายน้ำฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งความพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ภาคกลาง
พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ได้ย้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน รวมทั้ง ปภ. ฝ่ายปกครองระดับจังหวัด ให้ความ สำคัญทำงานร่วมกับศูนย์อำนวยการส่วนหน้า สทนช.ที่จัดตั้งขึ้นให้เป็นไปตามแผนรับมือฤดูฝน 13 มาตรการ และปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เนื่องจากมีฝนตกหนักสะสมต่อเนื่องจากมรสุม ในหลายพื้นที่ของประเทศ ส่งผลพื้นที่หลายจังหวัดมีน้ำท่วมขังสูง โดยเฉพาะพื้นที่ริมลำน้ำสายหลักยังคงต้องเฝ้าระวัง และติดตามสภาพอากาศแจ้งเตือนประชาชนให้ทันกับสถานการณ์ รวมทั้งให้การช่วยเหลือประชาชน ทันที เน้นการมีส่วนร่วมมากขึ้น
ทั้งนี้ ให้กรมชลประทานให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และแม่น้ำป่าสัก รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก เพื่อรองรับการระบายมวลน้ำทางตอนเหนือลงพื้นที่ท้ายน้ำ ไม่ให้กระทบชุมชนท้ายน้ำริมเจ้าพระยา โดยเฉพาะ พื้นที่ กทม.และปริมณฑล และเร่งรัด ซ่อมคันดิน 23 วา คลองชัยนาท-ป่าสัก ที่เสียหาย จากพายุเตี้ยนหมูในปี 64 ให้เสร็จทันในเดือนส.ค.นี้ เพื่อควบคุมระดับน้ำไม่ให้กระทบพื้นที่ ที่ได้รับความเสียหายเดิมกว่า 16,500 ไร่ และให้กรมโยธาธิการและผังเมือง วางแผนจัดทำเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำป่าสัก ในพื้นที่ จ.สระบุรีต่อเนื่องกันไป
ผุดเขื่อนแก้น้ำทะลักตลิ่ง
จากนั้นพล.อ.ประวิตร ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าจุดซ่อมแซมคันกั้นน้ำ คลองชัยนาท-ป่าสัก โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงลา อ.บ้านหมอ การก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำป่าสัก และการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณวัดเชียงราก พร้อมกับพบปะสอบถามทุกข์สุขและให้กำลังใจประชาชน โดยย้ำว่ารัฐบาล พร้อมให้ความช่วยเหลือ ร่วมแก้ปัญหา น้ำท่วมและให้การช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยทั่วกัน
ด้านพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.กระทรวง มหาดไทย ได้เดินทางไปที่ จ.เชียงราย โดยนายภาสกร บุญญลักษม์ ผวจ.เชียงราย นายชัยยนต์ ศรีสมุทร นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแม่สาย นำไปตรวจสอบความเสียหายและผู้เดือดร้อนทั้งพื้นที่ อ.แม่จัน และชายแดน อ.แม่สาย โดยพล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้มอบหมายให้ตนไปเยี่ยมเยียนประชาชนที่ประสบเหตุและพบว่าความเสียหายส่วนใหญ่คือสินค้า เพราะเป็นตลาดชายแดน ซึ่งจะได้สำรวจกันต่อไป

ลงพื้นที่ – พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เเละนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ อ.แม่จัน และตลาดลมจอย อ.แม่สาย จ.เชียงราย เยี่ยมเยียนชาวบ้านและติดตามสถานการณ์อุทกภัยจากพายุมู่หลาน เมื่อวันที่ 15 ส.ค.
พล.อ.อนุพงษ์กล่าวต่อว่า สำหรับการเตือนภัย จากลำน้ำสายนั้นในฝั่งไทยมีแล้ว แต่ฝั่งประเทศ เมียนมาเพื่อนบ้านนั้นได้ให้ผวจ.เชียงราย ประสานเพื่อร่วมกันติดตั้งระบบเตือนภัยน้ำไหล ส่วนกรณีพนังกั้นน้ำนั้น ทางฝ่ายไทยมีงบประมาณก่อสร้าง โดยให้ทางกลไกจังหวัดและคณะกรรมการชายแดนไทย-เมียนมา ระดับท้องถิ่น (ทีบีซี) หารือกับประเทศ เมียนมาต่อไป
4 จว.เหนือท่วมขัง 7 หมื่นไร่
ขณะที่ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า รายงานข้อมูลจากดาวเทียม COSMO-SkyMed-2 (คอมโม สกายเมด 2) ว่า จากการติดตามพื้นที่บางส่วนของ จ.พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และสุโขทัย พบน้ำท่วมขังแล้ว ทั้งสิ้น 69,866 ไร่ โดยที่จ.พิจิตรพบ 40,345 ไร่ เพชรบูรณ์ 15,657 ไร่ พิษณุโลก 12,674 ไร่ และสุโขทัย 1,190 ไร่ โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่ลุ่มต่ำ และริมสองฝั่งแม่น้ำสายหลักสายรองของพื้นที่โดยรอบ ซึ่งรวมถึงชุมชนที่อยู่อาศัย และเส้นทางคมนาคม บางส่วน ซึ่งตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมได้ที่ http://flood.gistda.or.th
สั่ง 7 จังหวัดริมโขงรับมือท่วม
ด้านนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชล ประทาน เปิดเผยว่า ตามที่ กอนช.มีประกาศ เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ให้เฝ้าระวังผลกระทบจากระดับน้ำเปลี่ยนแปลงในแม่น้ำโขง และได้ติดตามสถานการณ์แม่น้ำโขง พบว่าช่วงวันที่ 11-12 ส.ค.มีฝนตกหนักต่อเนื่องบริเวณเหนือพื้นที่แขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว ทำให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนไซยะบุรีเพิ่มมากขึ้น จากนั้นตั้งแต่วันที่ 13-14 ส.ค. จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนไซยะบุรี ในอัตรา 9,000-10,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ด้านท้ายเขื่อนไซยะบุรีมีระดับน้ำเพิ่มขึ้น จึงขอให้เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงบริเวณริมแม่น้ำโขง ใน 7 จังหวัด ตั้งแต่จ.เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานีที่อาจได้รับ ผลกระทบจากระดับน้ำแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2 เมตร อย่างฉับพลันในช่วงตั้งแต่วันที่ 14-18 ส.ค.

น้ำโขงปริ่ม – ระดับน้ำโขงช่วงไหลผ่านอ.เชียงคาน จ.เลย มีระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ จากปริมาณน้ำทางตอนเหนือของไทยและประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก หลังฝนตกหนักเพราะอิทธิพลพายุมู่หลาน โดยมีประกาศแจ้งเตือน 7 จังหวัดริมฝั่งโขงเฝ้าระวัง เมื่อวันที่ 15 ส.ค.
ร้านริมตลิ่งอพยพขึ้นที่สูง
ขณะที่อ.เชียงคาน จ.เลย บรรดาร้านค้าบริเวณริมแก่งคุดคู้ สถานที่ท่องเที่ยว ต่างเฝ้าระวังระดับแม่น้ำโขง จากอดีตที่เคยท่วมเห็นแต่หลังคา ได้เตรียมเก็บข้าวของขึ้นที่สูงแล้ว