5บะหมี่ซองดังก็ไม่ไหว ยื่นคำขาดขอราคา8บาท ดีเซลโลกพุ่ง-ไทยตรึง35 ปล่อยเบนซินขยับ60สต.

ค่าไฟ 4.72 บาทต่อหน่วยแน่นอน กกพ.ไม่รอถกแล้วเดินหน้าขึ้นค่า เอฟที ย้ำคำเดิมนำเข้าก๊าซปั่นไฟแพง 5 ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปร่วมโต๊ะแถลงครั้งแรกในรอบ 50 ปี สุดแบกรับต้นทุนขอซองละ 8 บาท ปรับแนวทางลดขายในประเทศเพิ่ม ส่งออกได้ราคาสูงกว่า 2 เท่า ร้านค้าแห่ลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส 5 คึกคักวันแรกกว่า 7 หมื่นร้าน ส่วนชาวบ้านรอ 19 ส.ค. ดีเซลโลกราคาพุ่งไทยยังตรึงไว้เท่าเดิม แต่หวยไปออกเบนซินแทนขยับอีก 60 ส.ต.

คนละครึ่งเฟส 5 คึกคัก
เมื่อวันที่ 15 ส.ค. นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 เปิดให้ผู้ประกอบการร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการวันนี้เป็นวันแรก จากข้อมูลสะสม ณ เวลา 11.00 น. มีผู้ประกอบการร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมแล้ว 73,963 ร้านค้า แบ่งเป็นผู้ประกอบการร้านค้ารายเดิม 71,340 ร้านค้า และผู้ประกอบการร้านค้ารายใหม่ 2,623 ร้านค้า

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการร้านค้าที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขที่โครงการกำหนดและสนใจเข้าร่วมโครงการ ระยะที่ 5 ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เวลา 06.00-22.00 น. ของทุกวันต่อเนื่องจนกว่าจะปิดรับสมัคร โดยผู้ประกอบการร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ ระยะที่ 4 และมีแอพพลิเคชั่น “ถุงเงิน” สามารถกดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการ ผ่านแอพพลิเคชั่น “ถุงเงิน” ได้ทันที

สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าที่เคยเข้า ร่วมมาตรการและโครงการอื่นของรัฐ หรือ ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ไม่เคยเข้าร่วมมาตรการและโครงการอื่นของรัฐ สามารถลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง.com หรือติดต่อลงทะเบียนที่สาขาและจุดรับลงทะเบียนของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครหรือเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยในพื้นที่ เพื่อขอยืนยันการประกอบกิจการก่อนนำเอกสารไปยื่นที่สาขาและจุดรับลงทะเบียนของธนาคารกรุงไทย เพื่อดำเนินการเปิดแอพพลิเคชั่น “ถุงเงิน” ต่อไป

ผู้ซื้อลงทะเบียน 19 ส.ค.นี้
ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เข้าร่วมโครงการ ระยะที่ 5 แล้ว และประสงค์จะขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่แพลตฟอร์ม สามารถสมัครผ่านแอพพลิเคชั่น “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค. เป็นต้นไป เวลา 06.00-23.00 น. โดยสามารถเลือกเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่แพลตฟอร์ม เพื่อขายอาหารและเครื่องดื่มตามโครงการได้เพียงรายเดียว ขณะนี้มีผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่แพลตฟอร์มที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการ แล้ว 4 ราย ได้แก่ ShopeeFood, LINE MAN, GrabFood และ foodpanda

ส่วนของการลงทะเบียนสำหรับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ระยะที่ 5 เปิดให้เริ่มลงทะเบียนวันแรกในวันที่ 19 ส.ค.เป็นต้นไป เวลา 06.00-22.00 น. ของทุกวัน ประชาชนผู้ที่เคยใช้สิทธิ์โครงการ ระยะที่ 4 สามารถยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ระยะที่ 5 ผ่านแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” และสำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่เคยใช้สิทธิ์โครงการ ระยะที่ 4 สามารถลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” หรือผ่าน www.คนละครึ่ง.com

ทั้งนี้ ประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์โครงการ ระยะที่ 5 จำนวนไม่เกิน 26.5 ล้านคน จะได้รับการสนับสนุนวงเงินค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป บริการนวด สปา ทำผม ทำเล็บ และบริการขนส่งสาธารณะ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด จากภาครัฐในอัตรา 50% ทั้งนี้ ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 800 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.-31 ต.ค.นี้ โดยจะต้องเริ่มใช้สิทธิ์ครั้งแรกภายในวันที่ 14 ก.ย.

ต้องสละสิทธิ์โครงการอื่น
สำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ประสงค์จะสมัครเข้าร่วมโครงการ ระยะที่ 5 ให้นำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาคืนที่กรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด ภายในวันที่ 15 ส.ค. เวลา 16.30 น. และสำหรับผู้ได้รับสิทธิ์โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 3 ที่ประสงค์จะสมัครเข้าร่วมโครงการ ระยะที่ 5 จะต้องลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ผ่านแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ภายในวันที่ 25 ส.ค. และหากลงทะเบียนสำเร็จแล้วถือเป็นการสละสิทธิ์ตามโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 3 และจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบผู้ได้รับสิทธิ์โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 3 ได้ที่ http://เพิ่มกำลังซื้อ.คนละครึ่ง.com ตั้งแต่วันพุธที่ 17 ส.ค. เป็นต้นไป ส่วนผู้ประกอบการร้านค้าและประชาชนสามารถตรวจสอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ ระยะที่ 5 และรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมได้ทาง www.คนละครึ่ง.com

กกพ.ไม่สนเดินหน้าเพิ่มค่าไฟ
วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งการปรับขึ้นค่าเอฟทีงวดเดือนก.ย.-ธ.ค. 2565 โดยมีข้อความระบุว่า กกพ. สร้างสมดุล ผู้ใช้ไฟ & กฟผ. ปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) อีก 68.66 สตางค์ สะท้อนนำเข้า Spot LNG ค่าเอฟทีในรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565 ปรับเพิ่มค่าเอฟทีอีก 68.66 สตางค์ต่อหน่วย รวมเป็นค่าเอฟทีทั้งสิ้น 93.43 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย

1.การคิดค่าเอฟทีช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565 เพิ่มสูงขึ้นเป็น 236.97 สตางค์ต่อหน่วย ไม่รวมที่ กฟผ. รับภาระต้นทุนแทนผู้ใช้ไฟฟ้า ประมาณ 83,010 ล้านบาท 2.การบรรเทาผล กระทบต่อประชาชน กกพ. ปรับเพิ่มค่าเอฟทีเพียง 68.66 สตางค์ต่อหน่วย รวมเป็นค่า เอฟทีทั้งสิ้น 93.43 สตางค์ต่อหน่วย การขึ้นค่าเอฟทีในช่วงปี 2565-2566 นี้มีสาเหตุหลักๆ มาจากสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดจร (Spot LNG) เพิ่มสูงขึ้นเพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและพม่าที่ปริมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญรวมทั้งความผันผวนของ Spot LNG ในตลาดโลกสรุปได้ ดังนี้

(1) ปริมาณก๊าซในประเทศที่ลดลงจากเดิมสามารถจ่ายก๊าซได้ 2,800-3,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ลดลงเหลือราว 2,100-2,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ทำให้ต้องนำเข้า Spot LNG เข้ามาเสริมหรือเดินเครื่องโรงไฟฟ้าด้วยน้ำมันเพื่อทดแทนปริมาณก๊าซที่ขาด หากแต่ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ราคา Spot LNG มีราคาแพงและผันผวนในช่วงประมาณ 25-50 USD/MMBTU เทียบกับก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่มีราคาประมาณ 6-7 USD/MMBTU การทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยด้วย LNG หรือใช้น้ำมันจะส่งผลให้ค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ย้ำคำเก่า-ก๊าซนำเข้าแพง
(2) การผลิตก๊าซจากพม่ามีแนวโน้มที่จะไม่สามารถผลิตได้ตามกำลังการผลิตเดิมและมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2565 และต้นปี 2566 อาจทำให้มีความต้องการนำเข้า LNG มากกว่าที่ประมาณการไว้เดิม

(3) สถานการณ์ผู้ผลิต LNG ชะลอการลงทุนอันเนื่องมาจากมีความต้องการใช้พลังงานน้อยในช่วงโควิด-19 ในปลายปี 2564 หลังจากที่หลายประเทศเริ่มฟื้นตัวจากโควิดทำให้ความต้องการใช้ LNG มีมากกว่ากำลังการผลิตในตลาดโลก ส่งผลกระทบต่อราคาและการเจรจาสัญญาซื้อขาย LNG เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2564 และต่อเนื่องตลอดปี 2565 และปี 2566

(4) สภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้รัสเซียลดหรือตัดการจ่ายก๊าซธรรมชาติทางท่อไปยังยุโรป ทำให้ความต้องการ LNG เพิ่มขึ้นอย่างมากในยุโรปและส่งผลกระทบทางอ้อมต่อราคา LNG ในตลาดเอเชีย

ความไม่แน่นอนของแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศและในพม่ามารวมทั้งสภาวะตลาดที่ไม่เอื้อต่อการเจรจาสัญญา LNG ทำให้ กกพ. ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อใช้เชื้อเพลิงสำรอง เช่น น้ำมันเตา น้ำมันดีเซล หรือเชื้อเพลิงประเภทอื่น เช่น ถ่านหิน พลังน้ำ และพลังงานทดแทน เพื่อรองรับสถานการณ์ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นสถานการณ์ต่อเนื่องจากปลายปี 2565 ต่อเนื่องถึงตลอดปี 2566 ตามแนวทางการบริหารเชื้อเพลิงในสภาวะวิกฤตที่ได้เสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไปแล้ว จึงขอให้มีการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดเพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ลดการนำเข้า Spot LNG และเพิ่มความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าในช่วงดังกล่าว

บะหมี่ซองขอทีเดียว 2 บาท
วันเดียวกัน ที่บริษัท ไทยเพรซิเด้นท์ฟู้ด จำกัด (มหาชน) กลุ่มผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 5 บริษัทใหญ่ ประกอบด้วย นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการสำนักกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเด้นท์ฟู้ด จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า”, นายวีระ นภาพฤกษ์ชาติ กรรมการผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการ บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “ไวไว”, นายกิติพศ ชาญภาวรกิจ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท วันไทย อุตสาหกรรมอาหาร จำกัด ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “ยำยำ”, นายปริญญา สิทธิดำรง กรรมการ บริษัท โชคชัยพิบูล จำกัด ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “ซื่อสัตย์” และนายฮิจิริ ฟูกุโอกะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิชชิน ฟูดส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “นิชชิน” ร่วมกันแถลงข่าวเตรียมยื่นกรมการค้าภายในขอปรับราคาขาย 2 บาท จากซองละ 6 บาท เป็นซองละ 8 บาท

นายพันธ์เผยว่า เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ที่ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใหญ่ในตลาดมารวมตัวกันและแถลงข่าวบนเวทีเดียวกัน เพราะครั้งนี้ประสบภาวะต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ทุกรายไม่ไหวแล้วจริงๆ และกระแสข่าวการขึ้นราคามีมาโดยตลอด แต่ผู้ผลิตทุกรายไม่สามารถขึ้นได้ หากปรับราคาขึ้นถือว่าผิดกฏหมาย เพราะบะหมี่สำเร็จรูปเป็นสินค้าจำเป็นและถูกควบคุมเข้มงวด การปรับขึ้นราคาต้องได้รับอนุมัติจากภาครัฐเท่านั้น

สุดอั้นแป้ง-น้ำมันแพง
ที่ผ่านมามาม่าขอยื่นปรับราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปแล้ว ก่อนหน้านี้เคยยื่นขอปรับราคาจาก 6 บาท เป็น 7 บาท และล่าสุดขอปรับเป็นซองละ 8 บาท ซึ่งมาม่าซอง 6 บาท มีสัดส่วนการขายถึง 60-70% ทำให้ได้รับผล กระทบหนัก แต่กระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในอาจจะมองในหลายมิติ เพื่อไม่ให้กระทบกับค่าครองชีพของประชาชน ขณะเดียวกันบะหมี่สำเร็จรูปเป็นดัชนีชี้วัดอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้ภาครัฐห่วงเรื่องความรู้สึกของประชาชน ซึ่งอะไรที่เยียวยาและอะไรตรึงราคาได้จะตรึงไว้ก่อน เพราะหากแค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 6 บาทยังขึ้นราคา ประชาชนอาจจะรู้สึกแย่ ทำให้ขอให้ผู้ประกอบการตรึงราคาไว้ก่อน แต่ราคาวัตถุดิบยังขึ้นไม่หยุดทำให้ไม่สามารถยืดเยื้อต่อไปได้แล้ว

“มาม่าได้รับผลกระทบต้นทุนวัตถุดิบหลักจากราคาน้ำมันปาล์มที่สูงขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2563 ถึงต้นปี 2564 ราคาขึ้นมา 3 เท่า แป้งสาลี ราคาขึ้นมา 2 เท่า ซึ่งเฉพาะ 2 ตัวนี้ในซองราคาขึ้นมาเกิน 1 บาทแล้ว โดยรวมๆ ต้นทุนขึ้นมา 12-15% ทุกตัว และยังไม่รวมค่าแรงงานที่กำลังจะปรับขึ้น ถ้าปรับขึ้นจริงๆ การขอปรับราคาเป็น 8 บาทจะเอาอยู่หรือไม่ ดังนั้นในวันที่ 16 ส.ค.นี้ เวลา 09.30 น.จะไปยื่นจดหมายลงนามร่วมกันระหว่าง 5 บริษัทผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในการขอให้พิจารณาปรับราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากซองละ 6 บาท เป็น 8 บาท และเป็นไปได้อยากขอความชัดเจนภายใน 3-4 วัน หรือ ภายในสัปดาห์นี้” นายพันธ์กล่าว

ชี้ 14 ปีไม่เคยปรับ
นายวีระกล่าวว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาต้นทุนการผลิตปรับขึ้นสูงมาก โดยต้นทุนวัตถุดิบหลัก แป้งสาลี ราคาปรับขึ้นมา 20-30% น้ำมันปาล์มปรับขึ้นมาเท่าตัว ในขณะที่ต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมันปรับขึ้นมาก ซึ่งประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักในขณะนี้ เพราะบริษัทไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิต และต้องจัดจำหน่ายด้วย ทำให้โดน 2 เด้ง จากผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับราคาขึ้น กระทบกับ ค่าจัดส่งสินค้าด้วย

พร้อมกันนี้ในอนาคตไม่รู้จะโดนเด้งที่ 3 ในเรื่องค่าแรงงานที่ปรับขึ้นมาอีกหรือไม่ อยากขอกรมการค้าภายในให้พิจารณาปรับราคา เพื่อให้อยู่รอด และยืนหยัดในสภาวะแบบนี้ได้ โดยบริษัทขอยื่นปรับราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไวซองละ 6 บาท เป็น 8 บาท ซึ่งไวไวแบบซอง 6 บาท มีสัดส่วน 70% ของยอดขายรวมของบริษัท อย่างไรก็ตามถ้าทางกรมการค้าภายในไม่ให้ปรับราคา ในอนาคตบริษัทคงต้องลดการขายในประเทศลงบางส่วน และหันไปขยายตลาดต่างประเทศที่สามารถปรับราคาได้ เพราะที่ผ่านมาสินค้าในต่างประเทศได้ปรับราคาไปบ้างแล้ว ซึ่งทางลูกค้าเข้าใจในภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

“กว่า 14 ปี ที่บะหมี่ฯ ไม่ได้ปรับขึ้นราคา เนื่องจากเป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของผู้บริโภค ทำให้มีการตรึงราคามาโดยตลอด ทั้งที่ต้นทุนต่างๆ เงินเฟ้อ ปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยที่ผ่านมา การบริหารจัดการต้นทุนเพื่ออยู่รอด บริษัทมีการลดการจัด โปรโมชั่นต่างๆ ตัดส่วนลดให้ร้านค้า แต่ 1 ปีที่ผ่านมากระทบหนัก ถือเป็นวิกฤตหนักที่สุดของบริษัทแล้ว” นายวีระกล่าว

ปรับเน้นส่งออก-ราคา 2 เท่า
นายกิติพศกล่าวว่า วัตถุดิบหลัก ทั้งแป้งสาลี และปาล์น้ำมัน มีการปรับขึ้นทุกปี และสูงขึ้นมากตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 แพร่ระบาด ล่าสุดปรับเพิ่มประมาณ 40% กระทบต้นทุนการผลิตหนักมาก ทำให้บริษัทขอให้กรมการค้าภายใน ช่วยพิจารณาอนุมัติขึ้นราคาสินค้าเป็น 8 บาทด้วย เพื่อช่วยผู้ผลิตให้อยู่รอดด้วย โดยสินค้าในต่างประเทศได้มีการปรับราคาแล้วไปแล้ว 2 ครั้ง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ในอัตรา 2 หลักทำให้ราคาขายสูงกว่าไทย 2 เท่า

นายปริญญา สิทธิดำรง กรรมการ บริษัท โชคชัยพิบูล จำกัด ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “ซื่อสัตย์” กล่าวว่า ภาวะต้นทุนการผลิตสินค้าตอนนี้ ถือว่าชนเพดานแล้วจริงๆ ทำให้บริษัทดำเนินการขอขึ้นราคาสินค้าเป็นซองละ 8 บาท เพราะขณะนี้ขาดทุนแล้วจริงๆ ไม่ได้ขาดทุนกำไรเท่านั้น จึงอยากขอความกรุณากรมการค้าภายในพิจารณาปรับราคา เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้ เพราะครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตสุดของบริษัทแล้ว

นายฮิจิริ ฟูกุโอกะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิชชิน ฟูดส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “นิชชิน” กล่าวว่า บริษัทเผชิญวิกฤตต้นทุนเหมือนกับผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกราย แต่นิชชิน มีสินค้าทำตลาดในหลายประเทศ จากภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้บริษัทมีการปรับราคาสินค้าในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนขึ้น 5-12% โดยบริษัทคิดว่าการปรับราคาให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ผลิตมีกำไรสมเหตุสมผล เพื่อผลิตสินค้าส่งมอบถึงผู้บริโภคในตลาดอย่างต่อเนื่อง

ส.ค้าปลีกแนะกลไกลตลาด
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผยถึงการการขอปรับราคาของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของ ผู้ผลิต 5 ราย ว่า รัฐควรปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน เพราะสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปดังกล่าวมีการแข่งขันสูงผู้ประกอบการผลิตปรับราคาขึ้นได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตปรับสูงขึ้นต่อเนื่องราคาสินค้าจำเป็นต้องปรับขึ้นบ้าง เพื่อให้อยู่ในระดับที่สามารถผลิตต่อไปได้ ไม่เช่นนั้นจะเหลือเพียงผู้ผลิตรายใหญ่ผูกขาดตลาด เช่น กรณีของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มองว่าต้นทุนการผลิตปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และราคาไม่ได้ปรับมาเป็นระยะเวลาหลายปี การขอปรับขึ้นซองละ 1-2 บาท ไม่ถือว่าเกินสมควร หากยื้อเวลาออกไป อาจส่งผลต่อตลาดในเรื่องของการผลิต ผู้ประกอบการอาจต้องหาทางออกใหม่ด้วยการยกเลิกผลิตสินค้าเดิมและผลิตสินค้าตัวใหม่กำหนดราคาใหม่ ที่สุดแล้วคนที่จะได้รับผลกระทบคือผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม สินค้าบางชนิดได้รับผล กระทบจากต้นทุนแฝงทำให้ราคาแพงเกินจริง ไม่ได้เกิดจากต้นทุนวัตถุดิบ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าวางสินค้า ค่าใช้จ่ายบริหารจัดการอื่นๆ ขณะที่ต้นทุนหลักบางชนิดรัฐบาลควรดูแลไม่ใช่ควบคุมราคาปลายทาง เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง หากรัฐบาลดูแลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้สินค้าก็ไม่มีความจำเป็นต้องปรับราคา

ดีเซลโลกพุ่ง
นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) พิจารณาทบทวนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลประจำสัปดาห์ โดยมีมติให้คงราคาน้ำดีเซลไว้ที่ลิตรละ 34.94 บาท ซึ่งสถานการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดีเซล (GAS OIL) ยังคงมีความผันผวนปรับขึ้นลงระหว่างสัปดาห์ โดยราคาเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2565 ราคา GAS OIL อยู่ที่ 124.34 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเป็น 130.96 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาวันที่ 12 ส.ค. 2565 หรือปรับเพิ่มขึ้น 6.62 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ด้านราคาน้ำมันดีเซล มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2565 ได้วางมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยมีมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล 50% ในส่วนที่ราคาขายสูงกว่า 35 บาทต่อลิตรเป็นเวลา 3 เดือน (ก.ค.-ก.ย. 2565)

สำหรับประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงปัจจุบัน วันที่ 14 ส.ค. 2565 ติดลบ 117,394 ล้านบาท ซึ่งเริ่มอยู่ในระดับทรงตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อน (117,229 ล้านบาท) แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 76,518 ล้านบาท และบัญชีก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ติดลบ 40,876 ล้านบาท

รายงานข่าวแจ้งว่า เนื่องจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับลดลง ทำให้ราคาขายปลีกดีเซลในประเทศปรับลดลงไปด้วย ณ วันที่ 15 ส.ค. 2565 กองทุนจึงไม่ต้องเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล แต่สามารถเก็บเงินจากดีเซลเข้ากองทุนได้ 1.08 บาท/ลิตร คิดเป็นเงินวันละ 72.71 ล้านบาท ขณะที่กองทุนยังมีภาระอุดหนุนราคาแอลพีจีคิดเป็นไหลออกวันละ 31.50 ล้านบาท

ขึ้นเบนซิน 60 ส.ต.
รายงานแจ้งว่า พีทีทีสเตชั่นปรับราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดขึ้น 60 สตางค์/ลิตร ส่งผลให้ เบนซินอยู่ที่ 44.46 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 37.05 บาท/ลิตร E20 อยู่ที่ 35.94 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 36.78 บาท/ลิตร E85 อยู่ที่ 32.94 บาท/ลิตร พรีเมียม แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.54 บาท/ลิตร มีผล 16 ส.ค.2565 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป

ขณะที่ กลุ่มดีเซลคงเดิม ดีเซล B7 อยู่ที่ 34.94 บาท/ลิตร ดีเซล B10 อยู่ที่ 34.94 บาท/ลิตร ดีเซล B20 อยู่ที่ 34.94 บาท/ลิตร พรีเมียมดีเซล B7 อยู่ที่ 46.16 บาท/ลิตร โดยราคา ขายปลีกข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงกรุงเทพ มหานคร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน