ให้ลงเก้าอี้ตามกติกาสภาข้ามคืน-ถกงบอืดกลาโหมฉลุย 8.4หมื่นล.ขู่ยื่นสอบตังค์ทอน‘อว.’อนุชาหวนนั่งโฆษกรัฐ
ชมรมแพทย์ชนบท แถลงการณ์ ‘8 ปีแล้ว พอเถอะนะ’ ปลุกทุกองค์กรในสังคมสร้างกระแสให้กระหึ่ม จี้‘บิ๊กตู่’ก้าวลงจากตำแหน่งตามกติกา ย้ำครบวาระ 23 ส.ค.นี้ ที่ปรึกษา ‘ชวน’ เผย สภาเร่งตรวจสอบคำร้องฝ่ายค้านก่อนส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ‘รมต.อนุชา’ มั่นใจไม่เกิดอุบัติเหตุการเมือง ผู้ตรวจการแผ่นดินตีตก ‘ศรีสุวรรณ’ ยื่นร้องนายกฯ 8 ปี เหตุไม่อยู่ในอำนาจ นายกฯ ตั้ง ‘อนุชา บูรพชัยศรี’ คัมแบ๊กเก้าอี้โฆษกรัฐบาล แทน ‘ธนกร’ สภาโหวตฉลุยงบกลาโหม 8.4 หมื่นล้าน เพื่อไทยลั่นถ้าได้เป็นรัฐบาล จะทำให้คนรวย เผาบัตรคนจนทิ้ง เตรียมชงป.ป.ช.สอบตังค์ทอน งบวิจัยของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ
แพทย์ชนบทแถลง 8 ปีพอเถอะ‘บิ๊กตู่’
เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ชมรมแพทย์ชนบท ออกเเถลงการณ์ ระบุว่า กติกาทางสังคมเรื่องการดำรงตำแหน่งของนายกฯ รวมกันต้องไม่เกิน 8 ปี เป็นเจตนารมณ์ที่ก้าวหน้าของทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560
วันที่ 23 ส.ค. 2565 นับว่าครบ 8 ปีการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างชัดเจน ท่านรับเงินเดือน นายกฯ มาแล้ว 8 ปีแล้ว ท่านใช้อำนาจนายกฯ มา 8 ปีแล้ว ท่านรับสวัสดิการจากภาษีประชาชนในฐานะนายกฯ มา 8 ปีแล้ว นี่คือข้อเท็จจริงที่ตรงไปตรงมาว่าท่านเป็นนายกฯ มา 8 ปีแล้ว จึงถึงเวลาที่นายกฯ จะก้าวลงจากตำแหน่งอย่างมีศักดิ์ศรีตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ 2560
ในช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ยังเหลืออยู่นี้ ชมรมแพทย์ชนบทขอเชิญชวนให้ทุกองค์กรในสังคมไทย ร่วมกันแสดงออก สร้างกระแส “8 ปี พอแล้ว” กันให้กระหึ่ม
ประเทศไทยยังมีคนดีคนเก่งที่สามารถทำหน้าที่นายกฯ ได้จำนวนไม่น้อย ขอให้นายกฯ ประยุทธ์มีสำนึกประชาธิปไตย ก้าวลงจากตำแหน่งตามกติกาอย่างคนรู้จักพอ เปิดทางให้เมืองไทยเดินไปข้างหน้า เปิดโอกาสให้ประชาธิปไตยได้เติบโต 8 ปีแล้ว พอเถอะนะ นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา
สภาเร่งตรวจสอบคำร้องฝ่ายค้าน
ที่รัฐสภา นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรคฝ่ายค้านยื่นคำร้องต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 17 ส.ค. เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปี ของพล.อ.ประยุทธ์ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายชื่อที่พรรคร่วมฝ่ายค้านลงชื่อกันมาว่าถูกต้อง หรือไม่ โดยจะดำเนินการให้เร็วที่สุด หากเสร็จเรียบร้อยและส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเมื่อใดจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำร้องต้องมี ส.ส.ร่วมลงชื่อ 1 ใน 10 ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดของสภา คือ 48 คน ซึ่งฝ่ายค้านระบุว่ามีส.ส.ฝ่ายค้านเข้าชื่อ 171 คน ยื่นต่อประธานสภา เพื่อขอให้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ความเป็นนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ สิ้นสุดลง เนื่องจากดำรงตำแหน่งนายกฯ รวมระยะเวลาเกินกว่า 8 ปี ตามมาตรา 170 วรรคสอง และมาตรา 158 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 หรือไม่
‘อนุชา’เชื่อไม่มีอุบัติเหตุการเมือง
นายอนุชา นาคาศัย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องวาระนายกฯ 8 ปี ของพล.อ.ประยุทธ์ มีหลายความเห็นที่มองแตกต่างกัน แต่สุดท้ายต้องจบที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวมองความตามรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ด้วยลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน หากตีความนอกเหนือจากนี้คงเป็นไปได้ยาก จะทำให้สังคมสับสนและต่อไปคงทำให้กฎหมายมีปัญหาทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคพลังประชารัฐได้หารือถึงเรื่องดังกล่าว และเตรียมความพร้อมหากเกิดอุบัติทางการเมืองหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า ยังไม่มีการพูดถึง เพราะคิดแบบตรงไปตรงมา ศาลตัดสินว่าอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น และเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหรือทำให้พล.อ.ประยุทธ์ พ้นจากตำแหน่ง
เพื่อไทยจี้เลิกยึดติดอำนาจ
ด้านนายพชร นริพทะพันธุ์ คณะกรรมการบริหาร และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า การจะให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในตำแหน่งนายกฯ ต่อทั้งที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจน ลึกไปถึงเจตนารมณ์ของประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสมาชิกก็บันทึกไว้ชัดเจนว่าไม่ต้องการให้อยู่เกิน 8 ปี แต่ยังมีความพยายามกดดันให้ศาลตัดสินตามความต้องการของตนเอง พล.อ.ประยุทธ์ต้องสำนึกได้แล้วว่าที่ผ่านมาบริหารประเทศล้มเหลว ประชาชนลำบากอย่างมาก ประเทศไม่ได้พัฒนาแม้จะใช้งบประมาณไปแล้วอย่างมาก ยิ่งอยู่ต่อประเทศยิ่งจะเสื่อมถอย เลิกยึดติดและหลงตัวเอง ยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติของโลก
นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานคณะกรรมการประสานงานการเมืองพื้นที่กทม. และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้ภายใต้รัฐธรรมนูญที่พวกท่านเป็นคน ยกร่าง กำหนดวาระนายกฯ จะดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปีไม่ได้ ทว่าการเริ่มนับวาระการดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ กลับกลายเป็นข้อถกเถียงว่าจะเริ่มนับเมื่อไร เพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในสังคม รวมถึงความเสียหายจากการบริหารราชการแผ่นดินในตำแหน่งนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ ขอวอนให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในประเด็นนี้โดยเร็วก่อน 24 ส.ค. ซึ่งถือเป็น วันสุดท้ายในการดำรงตำแหน่งของพล.อ. ประยุทธ์ เพราะวันนี้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่
ผู้ตรวจฯตีตกคำร้องวาระนายกฯ
พ.ต.ท.กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยผลวินิจฉัยยุติเรื่องที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมาขอให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2560 มาตรา 23(1) เพื่อวินิจฉัยเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ ครบกำหนดเวลา 8 ปีตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 วรรคสี่ เมื่อใด และความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลง เมื่อใด
ผู้ตรวจฯ พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดิน มาตรา 23(1) กำหนดให้ผู้ตรวจฯ เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ เมื่อเห็นว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่คำร้องเรียนนี้เกี่ยวกับปัญหาการตีความว่าสถานะความเป็นนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ ครบเวลา 8 ปี ตามมาตรา 158 วรรคสี่ เมื่อใด และความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเมื่อใด มิใช่การร้องเรียนเกี่ยวกับบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าว
เหตุไม่อยู่ในอำนาจส่งศาล
พ.ต.ท.กีรปกล่าวว่า ประกอบกับรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 170 วรรคสอง บัญญัติว่า “นอกจากเหตุที่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามวรรคหนึ่งแล้ว ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดเวลาตามมาตรา 158 วรรคสี่ ด้วย” และวรรคสาม บัญญัติว่า “ให้นำความในมาตรา 82 มาใช้บังคับแก่การสิ้นสุดของความเป็นรัฐมนตรีตาม (2) (4) หรือ (5) หรือวรรคสอง โดยอนุโลม เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ด้วย”
รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการพิจารณาวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงไว้เป็นการเฉพาะแล้ว กล่าวคือ ให้ส.ส.หรือ ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานสภาที่ตนเป็นสมาชิกเพื่อส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และมาตรา 170 วรรคสาม ยังกำหนดให้ กกต.มีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ด้วย กรณีนี้จึงเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญกำหนดหน่วยงาน หลักเกณฑ์ และวิธีการพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ ไว้ชัดแจ้งแล้ว ผู้ตรวจฯ ไม่อาจอาศัยอำนาจตามมาตรา 23(1) เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงวินิจฉัยยุติเรื่องร้องเรียน ตามมาตรา 37 วรรคสอง แห่งพ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดิน
รายงานข่าวเผยว่า ขณะนี้ผู้ตรวจฯ อยู่ระหว่างการจัดทำคำวินิจฉัยและมีหนังสือแจ้งผู้ร้อง
‘ธนกร’ไขก๊อกโฆษกรัฐบาล
เมื่อเวลา 08.39 น. นายธนกร วังบุญคงชนะ แจ้งสื่อมวลชนผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ ว่า ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วเมื่อเย็น วันที่ 17 ส.ค.2565 ถือเป็นการยุติบทบาทโฆษกประจำสำนักนายกฯ อย่างเป็นทางการ และแม้จะต้องเปลี่ยนบทบาทในการทำงาน เพื่อรับใช้ประชาชน แต่ยังยินดีและพร้อมประสานกับสื่อมวลชน เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ และรัฐบาลเช่นเดิม
นายธนกรเผยภายหลังเข้าพบ พล.อ. ประยุทธ์ เพื่ออำลาตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่า นายกฯ ให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.พร้อมขอให้ช่วยนำผลงานของรัฐบาล ไปชี้แจงกับประชาชนและประสานงานกับ ส.ส.ในพรรคเพื่อช่วยกันนำผลงานของรัฐบาลสร้างความเข้าใจกับประชาชนด้วย ส่วนตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกฯ นั้น นายกฯ ให้เกียรติสอบถามซึ่งก็เสนอไป แต่ทั้งหมดขึ้นกับนายกฯ พิจารณา
รายงานข่าวแจ้งว่าในส่วนพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพูดคุย กับพล.อ.ประยุทธ์ แล้ว ให้อำนาจนายกฯ คัดเลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ในช่วงเวลาที่เหลือของรัฐบาล เนื่องจากไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเปกเดือน พ.ย.นี้ โดยพรรคพลังประชารัฐ จะไม่เสนอบุคคลใดเข้ามา
ตั้ง‘อนุชา บูรพชัยศรี’คัมแบ๊ก
วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ลงนามใน คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 204/2565 เรื่อง มอบหมายให้ข้าราชการการเมืองปฏิบัติหน้าที่ อีกหน้าที่หนึ่งเพื่อให้การปฏิบัติงานด้าน การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต่อเนื่องเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ.2536 และมาตรา 11 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 197/2562 เรื่อง หน้าที่ของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งมอบหมายให้ นายอนุชา บูรพชัยศรี ข้าราชการการเมือง ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอีกหน้าที่หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค.2565 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
สำหรับนายอนุชา เคยดำรงโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 18 ส.ค.2563-24 ส.ค.2564 จากนั้นเข้ารับตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ขณะที่นายธนกร วังบุญคงชนะ มาเป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ แทน
เย็นวันเดียวกัน ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ พล.อ.ประยุทธ์ มอบหมาย นายอนุชา เป็น ผู้แทนนำกระเช้าผลไม้ เข้าเยี่ยม ครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร อรัญวาสีภิกขุ ซึ่งเข้ารักษาตัวใน โรงพยาบาลกรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.2565 หลังอาพาธจากโรคมาลาเรียขึ้นสมอง
“นายกฯฝากความห่วงใยขอให้ครูบา บุญชุ่มมีสุขภาพร่างกาย สมบูรณ์ แข็งแรง เป็นขวัญกำลังใจของเหล่าพุทธศาสนิกชน และเป็นกำลังหลักของพระพุทธศาสนาตลอดไป”นายอนุชากล่าว
‘หนู’เมินพท.บุกอีสาน-เชื่อภท.รุ่ง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมพร้อมเลือกตั้งครั้งหน้า หากรัฐบาลอยู่ครบเทอมจะมีเวลาเตรียมตัว 6-7 เดือนถือว่ามากหรือน้อยไปหรือไม่ว่า กำลังดี ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทย เพิ่งประกาศเปิดตัว 93 ว่าที่ผู้สมัครในภาคอีสาน พรรคภูมิใจไทยจะสู้ในพื้นที่ ดังกล่าวได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า อย่าไปพูดคำว่าต่อสู้ เราก็นำเสนอนโยบายของเราด้วยรูปแบบการเลือกตั้ง ยิ่งถ้าสมมติใช้สูตรคำนวรณส.ส.บัญชีรายชื่อ(ปาร์ตี้ลิสต์) หารด้วย 100 พรรคการเมืองต่างๆ ก็ส่ง ผู้สมัครให้มากที่สุด เท่ากับความสามารถที่มีอยู่ ถ้าส่งผู้สมัครส.ส.เขตที่คุ้นเคยกับพื้นที่ โอกาสได้ส.ส.บัญชีรายชื่อก็เพิ่มขึ้น
ต่อข้อถามว่า ดูรายชื่อว่าที่ผู้สมัครส.ส.ที่พรรคเพื่อไทยเปิดออกมา มีแต่หน้าเก่า มีความกังวลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เวลาลงสนามเลือกตั้ง นักการเมืองเก่าที่ไม่ได้กลับมาเยอะแยะ อยู่ที่นโยบายความตั้งใจ ความใกล้ชิดประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หลายอย่างประกอบกัน ประมาทปัจจัยใดๆ ไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคภูมิใจไทยมั่นใจจะได้ส.ส.ภาคอีสานมากขึ้นจากเดิมหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “น่าจะดูหั่งเช้ง (แนวโน้ม) ก็น่าจะดี” ต่อข้อถามว่า ตั้งเป้าจะมีส.ส.ทั้งประเทศถึง 100 ที่นั่งหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็อยากได้ แต่ได้หรือไม่ ไม่รู้แต่ เวลาเราอยากได้อะไรแล้วพยายามทำให้ถึงจุดนั้น โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีเมื่อถามว่า มีข่าวคนจะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยเพิ่มขึ้น นายอนุทินกล่าวว่า ก็ดีนับเป็นข่าวดี เป็นโชคและเป็นบุญของพรรคภูมิใจไทย
‘อุดม’สมัครตุลาการศาลรธน.
ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นบุคคล ผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (แทนตำแหน่งที่ว่าง) จำนวน 1 คน ระหว่างวันที่ 8 – 22 ส.ค.2565 ในเวลาราชการ โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ ณ จุดรับสมัคร บริเวณห้องโถง ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) ปรากฏผลการรับสมัคร ณ วันที่ 18 ส.ค. จำนวน 1 คน ได้แก่ นายอุดม รัฐอมฤต อายุ 63 ปี
สำหรับนายอุดม เคยเป็นกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปี 2560 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สภาถกงบ 66 วันที่สอง
เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 วงเงิน 3.185 ล้านล้านบาท วาระ 2 และ 3 ที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ พิจารณาเสร็จแล้วเป็นวันที่สอง ซึ่งกำหนดพิจารณาวันที่ 17-19 ส.ค. โดยมีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ซึ่งมีการพิจารณาลงมติมาตรา 8 งบกระทรวงกลาโหม (กห.) ภายหลังจากที่สมาชิกสภาอภิปรายครบถ้วนแล้ว ซึ่งล่าช้าไป 30 นาทีจากที่นัดหมายประชุมเวลา 09.30 น.
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวทักท้วงว่า การจัดสรรงบให้กับกองทัพอากาศ(ทอ.) ในโครงการจัดซื้อเครื่องบินรบ F-35A ที่พบว่าได้รับจัดสรรงบเป็นเงินงวดที่ต่ำกว่ามติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดว่า การจัดสรรงบผูกพันต้องมียอด ไม่ต่ำกว่า 10% ของจำนวนวงเงินทั้งหมด เพราะมียอดเพียง 5% ถือเป็นการผลักภาระให้รัฐบาลถัดไปตั้งงบซื้อเครื่องบินรบของท่านหรือไม่ เอาอำนาจอะไรในการอนุมัติเงินงบ 5% และไปหวังว่ามติครม.ให้ 5% ตามที่ท่านขอ เพราะขั้นตอนผิดฝาผิดตัว หากสภาลงมติให้ความเห็นชอบให้ปรับลด 5% แล้วหวังครม.ออกมติครม.ย้อนหลัง หากผิดพลาดขึ้นมามีคนไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 148 ร่างกฎหมายจะตกทั้งฉบับ
กลาโหมฉลุย 8.4 หมื่นล้าน
นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ที่เราอนุมัติงบ ตามมาตรา 144 หากผู้อนุมัติมีส่วนได้ส่วนเสียจะมีความผิด การแปรญัตติให้ทอ.นั้น ผบ.เหล่าทัพ ซึ่งเป็นนักการเมืองด้วย เพราะต้องพิจารณาในขั้นตอนวุฒิสภา ประเด็น ข้อกฎหมายเป็นอย่างไร กลัวว่า กมธ.ชุดนี้จะฟ้องกันเอง
นายวราเทพ รัตนากร รองประธานกมธ. ชี้แจงว่า โครงการจัดซื้อเครื่องบิน F-35 A ที่เสนอขอจัดสรรงบ 700 ล้านบาท ในชั้นการพิจารณาของอนุกมธ. ที่ขอให้ตัดออกนั้น ไม่ใช่ข้อยุติ เพราะต้องให้กมธ.พิจารณาเป็นมติ ซึ่งมติของกมธ. ได้คืนงบในโครงการและจัดสรรให้ประมาณ 300 ล้านบาท ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการอนุมัติงบที่ 5% ซึ่งต่ำกว่ามติ ครม.นั้น ไม่ใช่ข้อบังคับผูกพันกับการทำงบของกมธ. ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ หน่วยงานราชการเป็นผู้จัดตั้งงบส่วนการอนุมัตินั้นเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ
“ในที่ประชุม กมธ.ชุดใหญ่ ไม่ได้สอบถามถึงมติครม.ที่กำหนดไว้ เพราะเข้าใจว่าเป็นอำนาจของการพิจารณาต้องยึดและ ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ทราบว่ามี กมธ.บางคนสอบถามกับสำนักงบประมาณนอกการประชุม ซึ่งการตั้งงบที่น้อยกว่ามติ ครม.กำหนดนั้น สามารถนำไปขอมติครม.เพื่องดเว้นได้ ดังนั้น กมธ.ยืนยันถึงการทำหน้าที่ที่ถูกต้อง” นายวราเทพกล่าว
จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติมาตรา 8 งบกระทรวงกลาโหม จำนวน 84,387,885,200 บาท มีผู้ลงมติเห็นด้วย 216 เสียง ไม่เห็นด้วย 83 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง ไม่ลงคะแนน 2 เสียง
พท.ลั่นจะเผาบัตรคนจนทิ้ง
เวลา 10.20 น. พิจารณามาตรา 9 งบกระทรวงการคลัง และหน่วยงานในกำกับ ที่มติกมธ.เสียงข้างมาก ปรับลดวงเงินให้เหลือ 10,421 ล้านบาท
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ(ปช.) กมธ.เสียงข้างน้อย ขอปรับลด 6% หรือ 629 ล้านบาท เพราะเป็นห่วงที่กระทรวงการคลังไม่ให้ความสำคัญกับการจัดเก็บภาษี และปล่อยให้การจัดเก็บภาษีอยู่ในความรับผิดชอบของ 3 หน่วยงานจัดเก็บที่ผู้รับผิดชอบ ซึ่งอาจขาดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินการ ขอเสนอแนะให้เน้นการจัดเก็บภาษีที่ลดความเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะปรับปรุงการจัดเก็บภาษีของกลุ่มบุคคลที่มีฐานะดี ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดกรณีที่มีผู้มีฐานะดีปลูกกล้วยกลางเมืองหลวง แล้วกระทรวงการคลังวินิจฉัยว่ามีการทำการเกษตรแล้ว
นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย อภิปรายทักท้วงการใช้งบเพื่อดำเนินนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน เพราะพบว่าการช่วยเหลือดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากปัจจุบันมียอดคนจนเพิ่มมากขึ้น หากปีหน้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะเผาบัตรคนจนทิ้งทั้งหมด เพราะคนจนจะรวยแบบเสมอภาค ส่วนการบริหารจัดการของรัฐบาลกู้อย่างเดียว ถือว่าหย่อนสมรรถภาพทางสมอง ก่อนหน้านี้คนมีรถป้ายแดง มีบ้าน แต่ปัจจุบันบ้าน รถโดนยึด ถือว่ารัฐบาลสร้างคนจน 15 ล้านคน ดังนั้นตนขอไว้อาลัยให้กับรัฐบาลเผด็จการ
จากนั้นลงมติในมาตรา 9 เห็นด้วย 222 เสียง ไม่เห็นด้วย 88 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง
ก้าวไกลโวยบัวแก้วดูถูกสภา
ขณะที่มาตรา 10 กระทรวงการต่างประเทศ กมธ.ไม่มีการแก้ไข คงวงเงินที่จัดสรร 3,763 ล้านบาท ภาพรวมการอภิปรายได้เสนอความเห็นต่อการจัดสรรงบที่เน้นภารกิจการจัดประชุมสุดยอดผู้นำเศรษฐกิจ (เอเปก) ที่กระทรวงการต่างประเทศควรทำให้เต็มที่ เชิญผู้นำของแต่ละประเทศเข้ามาร่วมให้มากที่สุด
นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล(ก.ก.) ในฐานะกมธ. อภิปรายขอปรับลดงบกระทรวงต่างประเทศลง 150 ล้านบาท ว่า หลังจากที่อนุกมธ. ฝึกอบรม สัมมนา ได้เสนอปรับลดงบลง ซึ่งหน่วยงานก็ยอมรับ แต่อนุกมธ.ยังไม่ได้รับข้อมูลว่าจะปรับลดในส่วนไหน เมื่อมาชี้แจงในชั้นกมธ.ชุดใหญ่ กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสืออุทธรณ์ขอคืนทั้งจำนวนดังกล่าว โดยอ้างเหตุผลว่ามีภารกิจสำคัญคือการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปก เป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล ไม่สามารถปรับลดงบส่วนนี้ได้ จึงต้องปรับลดงบในส่วนของรายการเงินอุดหนุนองค์กรระหว่างประเทศที่ไทยเป็นสมาชิกแทน พฤติกรรมเช่นนี้เป็นการดูถูกสภา วางตัวว่าอยู่เหนือฝ่ายตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งก็ทำสำเร็จ เพราะเป็นกระทรวงเดียวที่ ไม่ถูกตัดลดงบลงเลยแม้แต่บาทเดียว
ในที่สุดที่ประชุมลงมติมาตรา 10 เห็นชอบกับที่กมธ.มีการแก้ไขด้วยคะแนนเห็นด้วย 195 ไม่เห็นด้วย 88 งดออกเสียง 0 และไม่ลงคะแนนเสียง 5
ขู่ชงสอบตังค์ทอน-ถกข้ามคืน
เวลา 13.10 น. เข้าสู่การพิจารณา มาตรา 11 งบของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและหน่วยงานในกำกับจำนวน 3,022,606,200 บาท โดยภาพรวม กมธ.และส.ส. ส่วนใหญ่ของพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ อภิปรายว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ และการสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย จึงไม่อยากให้ตัดงบลง แต่ควรเพิ่มด้วยซ้ำ ขณะที่ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ยอมรับว่ากระทรวงการท่องเที่ยวฯ มีความสำคัญ แต่เห็นต่างในเรื่องการจัดสรรงบที่ ไม่ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเท่าเทียมกัน หรือไม่ส่งเสริมในส่วนที่สามารถต่อยอดสร้างรายได้ในอนาคตเพื่อฟื้นฟูประเทศ
ที่ประชุมลงมติเห็นชอบ มาตรา 11 ด้วยคะแนนเห็นด้วย 228 เสียง ไม่เห็นด้วย 102 และงดออกเสียง 3 เสียง ไม่ลงคะแนน 2 เสียง
ส่วนมาตรา 12 งบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และหน่วยงานในกำกับ ที่ กมธ.เสียงข้างมาก ตัดงบเหลือ 21,361,170,800 บาท ซึ่งที่ประชุมลงมติเห็นชอบ ด้วยคะแนน 219 ไม่เห็นด้วย 97 ไม่ลงคะแนน 1
เวลา 17.50 น. พิจารณามาตรา 13 งบรายจ่ายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) และหน่วยงานในกำกับ จำนวน 45,482,883,500 บาท
นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า อว. จัดงบอีลุ่ยฉุยแฉก ให้มหาวิทยาลัยบางแห่งจัดอบรมเป็นหมื่นคนเพื่อสอนเลี้ยงปลาดุก ผลิตลำไย และปลูกผักไฮโดรเจน ทั้งที่หน้าที่อาจารย์มหาวิทยาลัยควรนำเวลาไปทำงานวิจัย คิดค้นนวัตกรรม พบว่าทำไปเพื่อตังค์ทอนและแบ่งงบกัน โครงการไหนมีตังค์ทอนเยอะจะมีคนใกล้ชิดนายกฯ ลงไปจัดการเอง เรื่องนี้เราจะยื่นร้องเรียนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าไปตรวจสอบต่อไป
ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบมาตรา 13 ด้วยคะแนนเห็นด้วย 214 เสียง ไม่เห็นด้วย 87 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง
สำหรับการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2566 เป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งคณะกรรมการประสานงาน(วิป) 3 ฝ่ายพยายามเร่งรัดให้แล้วเสร็จตามกรอบ การประชุมวันที่สองจึงอาจจะลากยาวข้ามคืน ก่อนปิดประชุมแล้วนัดประชุมต่อเวลา 09.30 น.วันที่ 19 ส.ค. และลงมติวาระ 3 เวลา 21.00 น.