ฝ่ายค้านบี้ลาออกดีที่สุด 22สค.-ลุ้นกกต.ส่งศาล ถกงบล่ม-นัดอีก23สค.

ลุ้นกกต.ประชุม 22 ส.ค. ส่งคำร้องให้ศาลรธน.ตีความนายกฯ 8 ปีหรือไม่ อ.นิติศาสตร์ย้ำวาระ 8 ปี ต้องยึดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ นับรวมการดำรงตำแหน่งก่อนรัฐธรรมนูญปี 60 ด้วย ‘สมชัย’ แนะ ‘บิ๊กตู่’ ปล่อยวาง ขืนเดินหน้าต่อทุกข์ หนักกว่าเดิม ชี้หากศาลสั่งยุติหน้าที่ ห้ามนั่งรักษาการ สภาถกร่างพ.ร.บ.งบมาราธอนวันที่สี่ องค์ประชุมล่มอีก นัดบ่ายโมงอังคาร 23 ส.ค. หวังลงมติวาระสามจบ ‘อนุทิน’ บุกเชียงราย โวกระแสภูมิใจไทยดี ชูสมัยหน้าได้เป็นรัฐบาล ลุยนโยบายพักหนี้ประชาชน 3 ปี ‘นิพนธ์’ ยกปชป.พร้อมบริหารประเทศ เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม

ลุ้นกกต.ส่งศาลรธน.ตีความ8ปี
กรณีที่นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ลงนามในคำร้องของฝ่ายค้านเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนายกฯ 8 ปีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการสภา ผู้แทนราษฎร จะไปยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในช่วงเช้าวันที่ 22 ส.ค.

เมื่อวันที่ 20 ส.ค. นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อกกต. ขอให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสถานะการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ของพล.อ. ประยุทธ์ ว่า เบื้องต้นคำร้องดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของสำนักงาน เราตระหนักดีถึงความสนใจของสาธารณชน เป็นส่วนหนึ่งในภารกิจหน้าที่ของ กกต.และสำนักงาน กกต.ต้องปฏิบัติ

รายงานข่าวเปิดเผยว่า การประชุม กกต.ประจำสัปดาห์ในวันที่ 22 ส.ค. ทางสำนักงานจะเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อให้ กกต.ทั้ง 7 คน พิจารณาว่าจะส่งคำร้องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยสถานะการดำรงตำแหน่งของพล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ทางผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติ ไม่รับคำร้องของนายศรีสุวรรณไว้พิจารณา โดยระบุเหตุผลว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ให้อำนาจ กกต.มีอํานาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

อ.นิติฯชำแหละ -นับรวมหมด
นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยแพร่บทความเรื่อง ข้อถกเถียงสำคัญทางกฎหมายกรณี 8 ปี พล.อ.ประยุทธ์ ว่าในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ 51 คณาจารย์ที่เห็นว่าวาระของคุณประยุทธ์ จะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 ส.ค. และได้มีการถกเถียงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง มีความเห็นว่าประเด็นที่เป็นใจกลางของข้อถกเถียงมีดังต่อไปนี้

ประเด็นแรก ในตอนเริ่มต้นผมมีความเห็นว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญค่อนข้างมีความชัดเจนที่กำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของนายกฯ ไม่เกิน 8 ปี แต่ ในภายหลังได้เกิดการโต้แย้งและความเห็นแย้งอย่างมาก จึงอาจอนุโลมได้ว่าบท บัญญัติดังกล่าวนี้ไม่มีความชัดเจนเพียงพอ ดังนั้น ในการอธิบายความหมายของมาตรานี้จึงต้องค้นหา “เจตนารมณ์” ของรัฐธรรมนูญ ว่าบทบัญญัติที่เกิดขึ้นควรมีความหมายอย่างไร

ประเด็นที่สอง คำถามสำคัญที่ติดตามมาและถือเป็นหัวใจของข้อถกเถียงคือ จะค้นหาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้อย่างไร เป็นที่รับรู้กันว่าเมื่อต้องการค้นหาเจตนารมณ์ของกฎหมาย การให้ความหมายหรือการถกเถียงของผู้ร่างในกระบวนการจัดทำถือเป็นแหล่งที่มาสำคัญอันหนึ่ง (แม้การให้ความหมายของผู้ร่างในภายหลัง เช่น การให้สัมภาษณ์ในเวลาปัจจุบันก็ไม่มีน้ำหนักเทียบเท่า) กรณีของบทบัญญัติเรื่องวาระ 8 ปี ของนายกฯ ก็มีความชัดเจนในรายงานการประชุมว่าให้ครอบคลุมถึงการดำรงตำแหน่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ

ประเด็นที่สาม เมื่อการโต้แย้งเป็นเรื่องการค้นหาเจตนารมณ์ จึงเป็นการให้คำอธิบายว่ากระบวนการค้นหาเจตนารมณ์จะทำอย่างไรจึงเข้าถึงได้มากที่สุด ไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วยกับการจำกัดวาระ 8 ปี ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการให้เหตุผลของบรรดาผู้ร่างรัฐ ธรรมนูญชุดนี้ ผมยังยืนยันว่ารัฐธรรมนูญ 2560 คือ ปัญหาสำคัญของสังคมไทยปัจจุบัน

ต้องยึดเจตนารมณ์กฎหมาย
ประเด็นที่สี่ มีการหยิบยกว่าบทบัญญัตินี้ไม่อาจเทียบเคียงกับกรณีนายสิระ เจนจาคะ เพราะกรณีดังกล่าวมีคำว่า “เคย” กระทำในสิ่งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติห้าม แต่กรณีนายกฯ ไม่ได้มีคำว่า “เคย” เป็น นายกฯ การมีคำว่าเคยหรือไม่มีคำนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะมีเจตนารมณ์บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้อย่างชัดเจนแล้ว ย่อมไม่อาจนำเอาถ้อยคำมาเปลี่ยนแปลงความหมายถ้าไม่ชัดเจนเพียงพอ หากพยายามตีความด้วยการใช้ถ้อยคำบางถ้อยคำก็คงหลีกเลี่ยงไม่พ้นว่าเป็นการตีความเพื่อสนับสนุนระบอบอำนาจนิยมให้สามารถดำรงอยู่ต่อไป ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

ประเด็นที่ห้า การโต้แย้งว่าบทบัญญัติ 8 ปี เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบประธานาธิบดี ไม่ควรนำมาใส่ไว้ในระบบรัฐสภา ความเห็นนี้อาจมีจุดอ่อนบางประการคือ อะไรคือแก่นแกนของระบบรัฐสภา เรากำลังพูดถึงระบบรัฐสภาในศตวรรษที่ 17 หรือศตวรรษที่ 21 ระบบรัฐสภามีพลวัตไปอย่างมาก กลไกหลายอย่างไม่เคยมีอยู่ในระบบรัฐสภา เช่น ถ้าเอาอังกฤษเป็นต้นแบบ ศาลรัฐธรรมนูญก็ถือเป็นสิ่งแปลกปลอมอย่างแน่นอน รวมถึงหลายประเทศรับเอาศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นส่วนหนึ่งในระบบการเมืองของตน

ในประเด็นนี้ คิดว่าแกนกลางสำคัญที่จำแนกระหว่างระบบรัฐสภาและระบบประธานาธิบดีคือ รัฐบาลในระบบรัฐสภามาจากพรรคการเมืองเสียงข้างมากในรัฐสภาทำให้มีการถ่วงดุลค่อนข้างใกล้ชิด ส่วนระบบประธานาธิบดี ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจึงมีความเป็นอิสระจากกันค่อนข้างมาก ส่วนกลไกอื่นๆ สามารถที่จะดัดแปลง เพิ่มเติม แก้ไข ตามความต้องการของแต่ละสังคม กรณีของการจำกัดวาระนายกฯ ก็ถือควรถือว่าอยู่ในส่วนนี้

ที่กล่าวมานี้เป็นความเห็นส่วนตัวเพิ่มเติม ไม่ใช่การตีความหรือใช้กฎหมายตามใจชอบเพื่อเล่นงานพล.อ.ประยุทธ์ แต่เป็นเรื่องของหลักการทางกฎหมายเฉพาะอย่างยิ่งการค้นหาเจตนารมณ์ของกฎหมาย ความเห็นทั้งหมดนี้เป็นความรับผิดชอบของผมแต่เพียงผู้เดียวไม่เกี่ยวกับคณาจารย์อีก 50 ท่าน

‘สมชัย’แนะ‘บิ๊กตู่’ปล่อยวาง
กรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวาระ 8 ปีไว้พิจารณาและสั่งให้พล.อ.ประยุทธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือวินิจฉัยว่าพล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่ง นายกฯ ครบ 8 ปี ก็ยังรักษาการได้ ระหว่างนั้นสามารถยุบสภาหรือปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ จนกว่าที่ประชุมรัฐสภาจะมีมติเลือกนายกฯ คนใหม่

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบาย พรรคเสรีรวมไทย(สร.) อดีตกกต.เขียนเฟซบุ๊ก เรื่องเนติบริกร อย่ามั่วว่า รองนายกรัฐมนตรี วิษณุ อ้างรัฐธรรมนูญ 2560 หลายมาตราโยงไปโยงมา แล้วสรุปความเห็นว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่านายกฯ ประยุทธ์ ครบ 8 ปี ก็ยังสามารถรักษาการได้ แต่ตนเห็นว่าความผิดของนายกฯ เป็นความผิดเฉพาะตัว ไม่สามารถรักษาการต่อได้

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และเครือข่าย 99 พลเมือง จัดเวทีสาธารณะ “วิเคราะห์การเมืองไทยหลังเงื่อนไข 8 ปีนายกฯ และชะตากรรมพล.อ.ประยุทธ์” นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. กล่าวว่า ทางออกของพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่มีแค่ 3 ทางแต่ยังมีทางเลือกที่ 4 คือ โดนประชาชนไล่และขอให้คิดด้วยว่ามีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ เพราะกระแสของประชาชนเข้าใจว่าส่วนหนึ่งอึดอัดใจกับการบริหารประเทศที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับประชาชนได้ และการคงอยู่ในตำแหน่งที่นานเป็นการคงอยู่ในตำแหน่ง โดยใช้เทคนิคทางการเมือง ขอแนะนำว่าท่านควรปล่อยวางในเรื่องนี้ หากไม่ปล่อยวางจะทุกข์หนักมากกว่านี้

ชี้ศาลสั่งยุติหน้าที่-รักษาการไม่ได้
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเข้าชื่อกันเพื่อให้ประธานรัฐสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการดำรงตำแหน่ง 8 ปีของพล.อ.ประยุทธ์ ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวันไหนไม่รู้ แต่จะยื่นในวันที่ 22 ส.ค. ซึ่งวันที่ศาล รัฐ ธรรมนูญรับคำร้องเป็นจุดหนึ่งที่ต้องจับตาคือจุดที่ 1.เมื่อศาลรับแล้วจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ถ้าสั่งหยุด จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แบบไม่มีเงื่อนไข จะนั่งรักษาการหรือเป็นประธานอะไรไม่ได้

2.กรณีที่ศาลยังไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เชื่อว่าศาลจะใช้เวลาไม่นาน เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นทางกฎหมาย ไม่ใช่ประเด็นที่ต้องแสวงหาข้อมูล หลักฐาน พยานมาพิสูจน์อะไรอีก หากมีผล ออกมาให้ทำหน้าที่ต่อ เชื่อว่าจะเกิดความวุ่นวายแน่นอน แต่หากสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ศาลจะสั่งวันไหนก็แล้วแต่ ต้องถอยกลับมา ณ วันที่ 24 ส.ค.2564 พล.อ.ประยุทธ์ พ้นจากตำแหน่ง และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เบี้ยประชุม ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากตัวท่านจะต้องคืนหลวงทั้งหมด

ด้าน นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอกสาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์มี 3 ทางเลือกคือ 1.ลาออกจากตำแหน่ง 2.ยุบสภา และ 3.รอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ทางออกที่ดีของพล.อ.ประยุทธ์ และที่ดีต่อประเทศชาติ สถานการณ์การเมืองในประเทศ คือวันที่ 23 ส.ค. นายกฯ ควรออกรายการทีวีพูล ประกาศอำลาประชาชนว่าขอยุติการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และขอให้ประธานรัฐสภาดำเนินการเลือก นายกฯ คนใหม่มาตาม กระบวนการ

ฝ่ายค้านระบุทำได้-แต่มีผลเสีย
ด้านนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งให้พล.อ. ประยุทธ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือวินิจฉัยว่าครบวาระ 8 ปี พล.อ.ประยุทธ์ยังสามารถรักษาการได้ แต่ถามว่ารักษาการต่อมีผลอะไรต่อประเทศ มีแต่เสียกับเสีย เพราะการที่เป็นนายกฯ รักษาการไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ และท่านจะรักษาการไปถึงเมื่อไหร่ จะรักษาการไปจนกว่าจะมีการยุบสภาเลยหรือไม่ ฉะนั้น อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ ใช้วาระ 8 ปีลงแบบสง่างาม เพราะเป็นช่องทางเดียวที่ท่านจะลงแบบมีศักดิ์ศรี

เมื่อถามถึงความกังวลต่อกระแสข่าว ยุบสภาก่อนวันที่ 24 ส.ค. นายสมคิดกล่าวว่า ไม่กังวล ยุบสภาก็ได้ แต่หากยุบสภาจะมีปัญหาในเรื่องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ยังไม่เสร็จ แล้วจะจัด เลือกตั้งอย่างไร หากออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จะออกอย่างไร การยุบสภาเป็นอำนาจนายกฯ เป็นช่องทางหนึ่ง วันนี้ สภาไม่ได้ขัดแย้งกับนายกฯ แต่นายกฯ มีปัญหาเรื่องการบริหาร การขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น แต่หากจะ ยุบสภาต้องตอบให้ได้ว่าจะใช้กติกาอะไรในการเลือกตั้ง เพราะหากยุบต้องมีการเลือกตั้งภายใน 60 วัน

ย้ำทางเลือกดีสุดคือลาออก
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพล.อ.ประยุทธ์ ครบ 8 ปี รัฐสภาจะต้องสรรหานายกฯ คนใหม่ เพราะเป็นการพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งต้องหารือกันว่าใครจะขึ้นมาเป็นนายกฯ แทน หากเลือกนายกฯ คนใหม่ได้ การรักษาการของพล.อ.ประยุทธ์ ก็จะหมดไป

เมื่อถามถึงกระแสข่าวยุบสภาก่อนวันที่ 24 ส.ค. นายรังสิมันต์กล่าวว่า เรื่องยุบสภา เป็นสิ่งที่สังคมเรียกร้อง เพราะต้องการให้เกิดการเปลี่ยนถ่ายอำนาจ แต่ตอนนี้ร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ดังนั้นการยุบสภาในตอนนี้ จึงอาจจะถูกมองว่าเป็นการยุบสภาเพื่อทำให้เกิดช่องว่างบางอย่าง และอาจทำให้เกิดความได้เปรียบในการออกพ.ร.ก. เพื่อออกแบบกติกาเลือกตั้ง ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีหน้าตาแบบไหน ยืนยันว่าการยุบสภาจะไม่นำไปสู่ทางตัน เพราะถึงที่สุดทุกอย่างจะยังไปต่อได้ และสามารถจัดเลือกตั้งได้ เพียงแต่อาจจะมีการออกกติกาที่ทำให้คนบางกลุ่มได้เปรียบเป็นพิเศษ

“ส่วนทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้คือพล.อ.ประยุทธ์ ลาออก เพราะคนที่รู้ดีที่สุดว่าเป็นนายกฯ มาแล้วกี่ปีคือพล.อ.ประยุทธ์ และไม่ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญมาตีความ เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ ลาออก รัฐสภาจะเลือกนายกฯ คนใหม่จากบัญชีรายชื่อ ที่จะมีภารกิจหน้าที่ทำให้กระบวนการ ทุกอย่าง เมื่อกฎหมายเลือกตั้งพร้อม ก็ คืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อตัดสินว่าอยากได้รัฐบาลแบบไหน ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ทางออกของประเทศ” นายรังสิมันต์กล่าว

ม็อบ3นิ้วแถลงให้มันจบที่ 8 ปี
กลุ่มราษฎรและประชาชน 4 ภาค จัดงานอ่านแถลงการณ์ “ให้มันจบที่ 8 ปี พอกันทีนายกฯ เถื่อน” ในวันที่ 21 ส.ค. เวลา 10.00 น. บริเวณสนามหลวง ปมพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะต้องสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งนายกฯ ในวันที่ 24 ส.ค.นี้

ทางกลุ่มแจ้งว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดนายกฯ จะดํารงตําแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ไม่ว่าจะเป็นการดํารง ตําแหน่ง ติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ต่อไปหลังพ้นจากตําแหน่ง

ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงจุดยืนว่า วาระสุดท้ายของพล.อ.ประยุทธ์ได้มาถึงแล้ว จึงขอพี่น้องประชาชนมาร่วมกันแสดงพลังเพื่อยืนยันถึงการสิ้นสุดยุคสมัยของทรราช และหากมีการดึงดันจะธำรงรักษาอำนาจ ต่อไป ทางกลุ่มราษฎรและประชาชน 4 ภาค จะเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ระบอบเผด็จการพ่ายแพ้ต่อพลังของประชาชน

‘จตุพร’ปลุกสำแดงพลังไล่‘ตู่’
เมื่อเวลา 11.00 น. นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา และนายจตุพร พรหมพันธุ์ พร้อมคณะ “ประเทศไทย ต้องมาก่อน คณะหลอมรวมประชาชน” เข้าสักการะศาลหลักเมือง เพื่อความเป็น สิริมงคลก่อนการชุมนุมใหญ่ “นับถอยหลัง 8 ปี ประยุทธ์” วันที่ 21-24 ส.ค.นี้ ที่ลานคนเมือง กทม.

คณะหลอมรวมประชาชน ยังได้เข้า สักการะ “เทพารักษ์ 5 องค์” ประจำศาลหลักเมือง ได้แก่ เจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระกาฬไชยศรี ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในซุ้มด้านทิศเหนือของศาล หลักเมือง ซึ่งมีความเชื่อว่า เป็นเทพารักษ์ที่ช่วยปกป้องคุ้มครอง และสร้างความร่มเย็นแก่ประเทศชาติและประชาชนทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน นายจตุพรได้โพสต์ เฟซบุ๊ก เชิญชวนพี่น้องประชาชนออกมาสำแดงพลัง ในวันที่ 21-24 ส.ค.นี้ ให้ล้นทะลักลานคนเมือง “พลังประชาชนจะกดดัน พล.อ.ประยุทธ์ หยุด 8 ปี ไม่ให้อยู่ทำเนียบรัฐบาลได้อีกต่อไป”

ภาคีนักกฎหมายฟ้องผบ.สส.
วันเดียวกัน ภาคีนักกฎหมายสิทธิ มนุษยชน โพสต์ข้อความว่า วันที่ 22 ส.ค. เวลา 10.00 น. ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก นิสิตและนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัย เช่น เจนิสษา แสงอรุณ นายกองค์การบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พสิน ยินดี ประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สิรภพ อัตโตหิ องค์การบริหารสโมสรนิสิต จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย, วชิรวิทย์ เทศศรีเมือง องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ฯลฯ ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เป็นจำเลย ขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งเพิกถอนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ฉบับที่ 15 และขอให้ศาลเปิดไต่สวนเพื่อคุ้มครองชั่วคราว

สืบเนื่องจากวันที่ 27 ก.ค.2565 พล.อ.ประยุทธ์ ออกข้อกำหนดนายกฯ ฉบับที่ 47 กำหนดให้การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็นเสรีภาพของประชาชนที่ย่อมกระทําได้ โดยให้นําหลักเกณฑ์การจัดและการแจ้งการชุมนุม รวมทั้งหน้าที่ของ ผู้จัดและผู้ชุมนุมตามที่กําหนดในกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะมาใช้โดยอนุโลม โดยให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) กำหนดมาตรการขึ้นเป็นการเฉพาะ “เพื่อคุ้มครองประชาชน รวมทั้งอำนวยความสะดวกและดูแลการชุมนุม…”

ลักไก่เพิ่มโทษพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ต่อมาวันที่ 1 ส.ค.2565 พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.สส. หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงออกประกาศฉบับที่ 15 ในข้อ 5 ระบุให้นำหลักเกณฑ์การแจ้งการจัดและการแจ้ง รวมทั้งหน้าที่ของผู้จัดและผู้ชุมนุมตามกฎหมายชุมนุมสาธารณะหรือพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ 2558 (พ.ร.บ. ชุมนุมฯ) มาใช้ หากฝ่าฝืนให้รับโทษตามมาตรา 18 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คือ จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งที่โทษสำหรับการ ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ มีอัตราโทษที่ต่ำกว่าอยู่หลายมาตรา

การออกประกาศดังกล่าว จึงถือเป็นการออกคำสั่งเพิ่มทั้ง “ข้อห้าม” และ “หน้าที่” สำหรับผู้ชุมนุม เกินไปกว่าอำนาจที่ ผบ.สส. มีตามข้อกำหนดฉบับที่ 47 และยังเพิ่มบทลงโทษในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ให้สูงเท่ากับการฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งผบ.สส. ไม่มีอำนาจออกประกาศเช่นนี้

ผู้ฟ้องคดีนัดหมายที่จะแถลงข่าว และยื่นฟ้องคดีในเวลา 10.00 น. จากนั้นจะยื่นขอให้ศาลแพ่งไต่สวนเป็นการฉุกเฉินในวันเดียวกัน เพื่อออกคำสั่งเพื่อคุ้มครองชั่วคราวให้ประกาศผบ.สส. ฉบับนี้ไม่มีผลบังคับใช้ในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ด้วย ซึ่งอาจมีการไต่สวนต่อ และออกคำสั่งในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

กระแสดี – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มาให้กำลังใจอสม.ในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมโรคระบาด พร้อมระบุว่าการได้มาเจอประชาชนในวันนี้พบว่าพรรคภูมิใจไทย เป็นที่นิยมมากขึ้น ที่โรงยิมเนเซียม สนามกีฬากลางจ.เชียงราย เมื่อวันที่ 20 ส.ค.

‘หนู’โวภท.กระแสดี-ชูพักหนี้ 3 ปี
ที่โรงยิมเนเซียม สนามกีฬากลางจ.เชียงราย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข เดินทางมาให้กำลังใจอสม. ในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมโรคระบาด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดูแลระบบสาธารณสุขไทย

นายอนุทินให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จกิจกรรมว่า วันนี้ได้พบกับนายเอกภพ เพียรพิเศษ และนายพีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่ในรอบหน้าจะเป็นผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยทั้ง 2 ท่าน ได้ถ่ายทอดปัญหา และความต้องการของชาวบ้านให้ได้รับทราบ ซึ่งการได้มาเจอประชาชนในวันนี้ พบว่า พรรคภูมิใจไทย เป็นที่นิยมมากขึ้น

พี่น้องเชียงราย ตนยกให้เป็นราชสีห์ ส่วนตนเป็นหนูตัวหนึ่งที่พร้อมเข้ามาช่วยเหลือท่าน เพียงแต่ขอโอกาสจากท่าน วันนี้มีเรื่องติดใจ เพราะเมื่อไปที่อ.เชียงแสน มองไปฝั่งตรงข้ามมองเห็นความเจริญ ส่วนหนึ่งเพราะเขามีกาสิโน ก็ต้องคิดแล้วว่า บางเรื่องเราต้องทำให้เกิด แต่ต้องควบคุม โดยมีจุดประสงค์ให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้ในพื้นที่มีเงินเข้ามามากขึ้น

“ที่ผ่านมาช่วงโควิด-19 เห็นประชาชนลำบากมามาก มีการกู้หนี้ยืมสินจากการทำธุรกิจ ดังนั้น สิ่งที่ลูกหนี้ต้องการคือเวลาในการหาเงินมาจ่ายหนี้ พรรคภูมิใจไทย มี นโยบายพักหนี้ 3 ปี เฉพาะผู้ที่เป็นหนี้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ที่เราสื่อสารไปนั้น ทำได้แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล ได้ทำงาน บางเรื่องทำโดยที่ไม่เคยต้องพูดก็มี เช่น เรื่องนโยบายฟอกไตฟรี 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นต้น” นายอนุทิน กล่าว

‘ไพร’ทิ้งศท.-ซบภูมิใจไทย
นายไพร พัฒโน ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เขต 3 สงขลา เปิดเผยว่าญาติ พี่น้องและหัวคะแนนในเขต 3 เขตเลือกตั้ง ส.ส.เดิมมีความไม่สบายใจที่ตนจะลงเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) จึงได้พูดคุยกับพรรคการเมือง 2-3 พรรค ในที่สุดตัดสินใจเลือกลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีนายพิพัฒน์ และนางนาที รัชกิจประการ เป็นผู้ดูแลพื้นที่ภาคใต้แล้ว มีแผนการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวหาดใหญ่ ด้วยการมีแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจากพบกับวิกฤตโควิด 2 ปี

การทำงานการเมืองยุคใหม่ต้องทำเป็นทีม ว่าที่ผู้สมัครแต่ละเขตสามารถหาเสียงให้กันได้แล้ว แม่ทัพใหญ่ต้องเข้ามาคลุกในพื้นที่ และที่สำคัญมีนโยบายเป็น รูปธรรมจับต้องได้ อย่างพรรคภูมิใจไทย ตนมั่นใจว่ามีโอกาสที่ชนะการเลือกตั้ง เพราะมีฐานเสียงเก่าและเครือญาติในเขต 3 ส่วนตนยังไม่ลาออกจากสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทย รอให้ผ่านพ้นวันเกิดหัวหน้าพรรคก่อน แต่ได้แจ้งให้ผู้ใหญ่ในพรรคเข้าใจในเหตุผลที่ตนลาออกจากพรรค

รายงานข่าวเปิดเผยว่า พรรคภูมิใจไทยได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครแล้ว 6 เขต เขต 1 นายประสงค์ บริรักษ์ อดีตนายก ทม.เขารูปช้าง, เขต 2 นายฉัตรชัย ชูแก้ว อดีต ผู้สมัคร ส.ส., เขต 3 นายไพร พัฒโน อดีต นายก ทน.หาดใหญ่ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 3 สมัย, เขต 4 ว่าที่ ร.ต. ไกรธนู แกล้ววทนงค์ ส.อบจ.สงขลา เขต อ.ระโนด, เขต 7 นายณัฏฐ์นน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา และ เขต 8 นายวสันต์ ชั่งหมาน อดีตผู้สมัคร ส.ส.สงขลา

‘นิพนธ์’ยกปชป.ความหวังปท.
วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมโรงแรมหรรษาเจบี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมเวทีระดมแสดงความคิดเห็นเพื่อพัฒนาเมืองคลองแห โดยพบปะพูดคุยแกนนำ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อสม. และกลุ่มสตรีคลองแหในพื้นที่เขต 3 อ.หาดใหญ่ กว่า 500 คนโดยมีนายสมยศ พลานด้วง ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 3 สงขลา นายนิพัฒน์ อุดมอักษร ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 2 ร่วมด้วย

นายนิพนธ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ ซึ่งคำว่าสถาบันนั้นจะไม่ยึดติดกับตัวบุคคล วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของหัวหน้าจุรินทร์ ลักษณ วิศิษฏ์ เป็นผู้นำพรรคเพื่อเป็นความหวังของประเทศ และเสนอทางเลือกที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน โดยโครงสร้างพรรคประชาธิปัตย์มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญมีประสบการณ์ทุกด้าน อย่างด้านระบบรัฐสภา มีท่านชวน หลีกภัย ด้านการเมืองมีท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ด้านเศรษฐกิจ มีดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี เป็นต้น เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมในทุกๆ ด้านกับการทำหน้าที่บริหารประเทศด้วยความรู้และประสบ การณ์ และเปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ให้เข้ามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์มีคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรคตลอดเวลาและจะเพิ่มสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ

‘บิ๊กตู่’ขอบคุณส.ส.เสียสละเวลา
นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ในวาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 แล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ ติดตามการทำหน้าที่ของวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพราะกฎหมายงบประมาณเป็นกฎหมายที่สำคัญ และจำเป็นอย่างมากต่อประเทศและประชาชน

อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่า ส.ส.บางส่วนอาจจะติดภารกิจสำคัญในพื้นที่ที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งบางท่านไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ แต่ ส.ส.ท่านไหนที่สามารถมาร่วมประชุมสภาได้ ขอให้หารือกันด้วยเหตุผลเพื่อผลักดันให้กฎหมายสำคัญฉบับนี้ผ่านสภาได้ เพราะการพิจารณากฎหมายงบประมาณนั้นเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นที่จะต้องดำเนินการให้เสร็จตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้

“นายกฯ รู้สึกเห็นใจ และขอบคุณในความเสียสละของ ส.ส.ทุกท่าน ที่ร่วมกันพิจารณากฎหมายงบประมาณอย่างเต็มที่ หลายท่านต้องยกเลิกกำหนดการในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการเสียสละอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจกันของสมาชิกสภา ซึ่งทั้งหมดนี้เพื่อผลักดันกฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาให้ได้ เพื่อจะได้ไปดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ที่สำคัญ ประชาชนยังรอให้รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลืออยู่ ยืนยันว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณด้วยความรอบคอบ โดยเฉพาะนายกฯ จะไม่ยอมให้เกิดการทุจริตอย่างแน่นอน”นายธนกรกล่าว

สภาหวิดล่ม-ถกงบวันที่สี่
วันที่ 20 ส.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ.2566 วงเงิน 3.185 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ ซึ่งมีทั้งหมด 40 มาตรา

ก่อนหน้านั้น การประชุมเวลา 00.00 น. วันที่ 19 ส.ค. เข้าสู่การพิจารณามาตรา 24 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงศึกษา ธิการ (ศธ.) และหน่วยงานในกำกับ ต่อมาเวลา 01.50 น. วันที่ 20 ส.ค. นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา คนที่ 1 ที่ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมได้กดออดเรียกให้สมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม แต่พบว่าระบบการเสียบบัตรแสดงตนมีปัญหา ผ่านไปกว่า 5 นาทียังแก้ปัญหาไม่ได้ นายสุชาติจึงแจ้งต่อที่ประชุมว่า วันนี้ดึกมากแล้ว จึงขอพักการประชุม เวลา 01.57 น. และนัดประชุมใหม่ในวันเดียวกัน เวลา 10.00 น.

เวลา 10.00 น. เริ่มการประชุมต่อในมาตรา 24 งบกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานในกำกับ จำนวน 122,668,505,200 บาท

โดยนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม แจ้งสมาชิกที่เข้ามาถึงแล้วช่วยเช็กองค์ประชุมด้วย ส่วนท่านที่กำลังเดินทางขอให้เดินทางมาโดยเร่งด่วน ประธานยังรอ วันนี้ มีเวลารอนาน อาจจะต้องรอถึงครึ่งวัน เพื่อภารกิจทำให้สำเร็จ เพราะนายชวน หลีกภัย ประธานสภา อยากให้ภารกิจของสภาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เมื่อไม่จบตามที่ได้กำหนดกันไว้คือ 3 วัน 3 คืนก็จำเป็นต้องจัดให้มีการประชุมในวันนี้

ขอให้คณะกรรมการประสานงาน (วิป) ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลปรึกษาหารือกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน ทำงานร่วมกันก็ต้องพยายามคุยกันให้มากๆ เพื่อหาทางออกและหาทางแก้ไข วันนี้เข้าใจว่าสมาชิกบางส่วนมีภารกิจที่นัดหมายในพื้นที่สำคัญ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อาจต้องลาประชุมบ้าง แต่ส่วนไหนที่เข้ามาทำหน้าที่ได้ก็ยังรอท่านอยู่ เพราะประธานสภาก็เข้าใจ แต่ภารกิจการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณจำเป็นต้องให้เสร็จตามห้วงเวลาเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ลงมติผ่านก.ศึกษาฯ-สาธารณสุข
ขณะที่น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส. สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอให้ประธานสั่งพักการประชุม เช่นเดียวกัน น.ส.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายสุรทิน พิจารณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิป ไตยใหม่ เสนอให้รอองค์ประชุมให้ครบก่อนลงมติ

ด้านส.ส.พรรคเพื่อไทย และส.ส.พรรคก้าวไกล ต่างขอให้วิปสองฝ่ายไปหารือกัน และขอให้เลื่อนการประชุมสภาไปประชุมวันจันทร์ที่ 22 ส.ค.ได้หรือไม่ พร้อมกับโจมตีการทำหน้าที่ของประธานที่ประชุมว่าไม่สามารถบริหารจัดการประชุมให้ได้จนทำให้ต้องมาเสียเวลารอองค์ประชุม

นายศุภชัยชี้แจงว่า เมื่อคืนเราพักองค์ประชุมไปแล้ว ประธานยินดีที่จะนั่งรอ เพราะตอนนี้เหลือแค่ 30 กว่าคน เรารอเพื่อนที่กำลังเดินทางมาอีกระยะหนึ่ง ยืนยันว่ารอได้ เพื่อภารกิจวันนี้หลายคนต้องยอมทิ้งตั๋วเครื่องบิน เราต้องเสียสละกัน ตนเห็นใจทุกคน เพราะเมื่อคืนกว่าจะพักการประชุมก็เป็นเวลาตีหนึ่งเศษๆแล้ว ทำให้สมาชิกอาจจะมาช้าหน่อย

ต่อมาเวลา 10.52 น. องค์ประชุมครบ ทำให้ที่ประชุมสภาดำเนินการลงมติมาตรา 24 งบกระทรวงศึกษาธิการ ผลปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 220 ต่อ 62 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 4 เสียง

เวลา 11.00 น.เข้าสู่การพิจารณามาตรา 25 งบกระทรวงสาธารณสุข วงเงิน 37,219 ล้านบาท โดยกมธ.เสียงข้างน้อยและส.ส.หลายคนอภิปรายวิจารณ์การจัดตั้งงบเป็นแบบกระจุกตัว ไม่เป็นธรรม เอื้อพวกพ้อง และโจมตีนโยบายกัญชาเสรี ที่กระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถควบคุมได้ หลังอภิปรายครบถ้วนแล้วที่ประชุมลงมติเห็นด้วยกับมาตรา 25 ด้วยคะแนน 228 ต่อ 96 งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนน 2

วิปสองฝ่ายสรุป-ลากต่อ23ส.ค.
เมื่อเวลา 13.00 น. ระหว่างการประชุมสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย วิปฝ่ายค้าน ได้แจ้งที่ประชุมถึงผลการหารือของวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาลว่า เบื้องต้นเหตุการณ์เมื่อคืนเกิดจากการที่เราไม่ได้พูดคุยกัน ตนในฐานะวิปพรรคร่วมฝ่ายค้านพยายามสอบถามจากเพื่อนสมาชิกฝั่งรัฐบาลหลายครั้ง ว่าสรุปเราจะไม่คุยกันใช่หรือไม่ว่าจะเดินหน้าอย่างไร หากไม่จบการประชุม จะเลื่อนการประชุมไปเมื่อไหร่ สุดท้ายมีเพียงแค่การประชุมนอกรอบ

ทางฝั่งรัฐบาลยังพูดไม่ตรงกัน บางคนบอกว่าจะเลื่อน บางคนจะเอาให้จบ บางคนบอกให้จบตีสาม จนเกิดความสับสน แต่ฝ่ายค้านยืนยันตามข้อตกลงเดิมคือจบการประชุมเวลาเที่ยงคืน จะเห็นได้ว่าหลังเที่ยงคืนการเดินหน้าของพวกเรามีปัญหามาตลอด ซึ่งเมื่อคืนก็ประชุมหลังเที่ยงคืนลากมาจนถึงจะเช้า ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะจบ หรือไม่ เหลืออยู่ 20 กว่ามาตรา ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ กับสภา เพราะทุกคน อ่อนล้า ประชาชนไม่สามารถติดตามดูได้ แต่ท่านอาจจะมั่นใจองค์ประชุมเสียงข้างมาก ตนโทษประธานทั้ง 3 คนว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ตัดสินใจว่าจะให้เดินหน้า ทั้งที่เราตัดสินใจว่าจะจบเที่ยงคืน

ทุกฝ่ายรู้ดีว่ากรอบเวลาการทำงานมีเพียงพอถึงวันที่ 29 ส.ค. ไม่มีเหตุจำเป็นต้องเร่งรัดให้ร่างกฎหมายดังกล่าวจบวันนี้ เพราะจบแน่นอน แต่จะจบก่อนกี่วันก็ ไม่สามารถใช้งบได้ก่อน 1 ต.ค.2565 เพราะมีค่าเท่ากัน แต่วันนี้เราจะร่วมกันเดินหน้าทำงานและเดินหน้าไปให้ไกลที่สุด วางเป้าพิจารณาจบมาตรา 36 และเลื่อนการประชุมมาตราที่เหลือเป็นวันอังคารที่ 23 ส.ค. เพื่อลงมติในช่วงบ่าย ตนอยากให้การลงมติวาระ 3 มากันครบถ้วน เพื่อให้เพื่อนสมาชิกทุกคนได้ใช้สิทธิ์อย่างครบถ้วน

ซีกรบ.ปัดยื้อดึกหวังปิดปาก
ด้านนายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ วิปรัฐบาล กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ส.ค. การตกลงของวิปทั้ง 2 ฝ่ายมีการตั้งเป้าไว้ว่าจะพิจารณากฎหมายฉบับนี้ให้เสร็จภายใน 3 วัน โดยพรรคร่วมรัฐบาลพยายามที่จะทำให้ได้ตามที่เคยคุยกันไว้ ส่วนที่มีสมาชิกบางคนบอกว่าการที่รัฐบาลพยายามลากการประชุมให้ดึก เพื่อจะปิดปาก ขอเรียนว่าหากเราติดตามการประชุมทั้ง 3 วันจะเห็นว่าเราเปิดโอกาส

ขอขอบคุณประธานทั้ง 3 คนที่เปิดโอกาสให้สมาชิกได้ใช้เวลาในการอภิปรายอย่างกว้างขวางจริงๆ และวันนี้ วิปทั้ง 2 ฝ่ายได้มีการพูดคุยกัน ขอชื่นชมสปิริตของประธานทั้ง 3 คนและสมาชิกทุกท่านทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่แม้จะมีการนัดประชุมอย่างฉุกละหุก แต่วันนี้ก็มาร่วมกันทำหน้าที่ ตามที่นายจุลพันธ์ ได้นำเสนอไป ว่าเราจะทำงานในวันนี้ แต่หากไม่จบจริงๆ ขอให้ประชุมต่อวันที่ 23 ส.ค. เชื่อว่าในวันดังกล่าวจะพิจารณาจบวาระ 2 และวาระ 3

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา กล่าวว่า เมื่อวิปทั้งสองฝ่ายหารือกันเป็นเรื่องที่ดี ควรคุยกันบ่อยๆเพื่อให้การประชุมราบรื่น วิปเห็นอย่างไร ประธาน ก็ทำตามที่พวกท่านเสนอมาอยู่แล้ว ซึ่งตนจะนำข้อสรุปเรื่องนี้หารือกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาอีกครั้ง คาดว่าจะไม่มีปัญหาอะไร

โหวตฉลุยอีกสามมาตรา
เวลา 13.30 น. การประชุมสภา เข้าสู่มาตรา 26 งบกระทรวงอุตสาหกรรม วงเงิน 1,673 ล้านบาท ที่ประชุมลงมติ เห็นชอบ ด้วยคะแนน 224 ต่อ 75 งด ออกเสียง 1 ไม่ลงคะแนน 9

มาตรา 27 งบรายจ่ายของส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี จำนวน 35,665,576,400 บาท ซึ่งที่ประชุมลงมติเห็นชอบ ด้วยคะแนน 219 ต่อ 61 เสียง งดออกเสียง 1 และไม่ลงคะแนน 2 เสียง

เวลา 16.18 น. พิจารณา มาตรา 28 งบรายจ่ายของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ที่ กมธ.เสียงข้างมากตัดเหลือ 21,500,641,400 บาท โดยที่ประชุมลงมติเห็นชอบด้วยคะแนน 215 ไม่เห็นด้วย 55 ไม่ลงคะแนน 1 งดออกเสียง 2 เสียง

องค์ประชุมล่มจนได้-นัด23ส.ค.
จากนั้นพิจารณา มาตรา 29 งบรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจ ที่ กมธ.เสียงข้างมากตัดเหลือ 84,707,557,300 บาท โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า ขอปรับลดงบการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) 5% หรือ 150 ล้านบาท เพราะหลายจังหวัดมีชาวบ้านยังคงร้องเรียนเรื่องน้ำประปาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายเขตประปาและการเพิ่มกำลังส่งประปา หลายพื้นที่น้ำไม่ไหลถึงครึ่งปี

ด้านนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส. ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า ขอตัดงบสถาบันการบินพลเรือนที่ขอจัดซื้อครุภัณฑ์ โดยสำนักงบประมาณ ตัดเหลือ 33.3 ล้านบาท โดยในชั้นในอนุกมธ. พบปัญหาเรื่องเอกสารใบเสนอราคาที่ใช้เอกสารปลอมมาของบ ส่วนเจ้าที่ชนะการประกวดราคามีประวัติทำเครื่องบินตก 3 ครั้ง ซึ่งสถาบันจะยังของบซื้อเครื่องบินรุ่นที่มีปัญหา จึงไม่เหมาะสมจะให้งบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม กดออดเรียกให้สมาชิกกดบัตรแสดงตน เพื่อนับองค์ประชุมก่อนลงคะแนนในมาตรา 29 ด้านนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นกล่าวกับประธานว่าขอให้ลองแพนกล้องดู แล้วจะรู้ว่าไม่ครบองค์ประชุมแน่นอน และอย่าเสียบบัตรแทนกันเลย ในฐานะที่ตนทำหน้าที่ฝ่ายค้าน อยากให้สมบูรณ์แบบ ถ้าไม่ครบก็ไปประชุมต่อวันที่ 23 ส.ค.

นายสุชาติ ระบุว่า ไม่เป็นไร แต่อย่ากดบัตรแทนกัน เพราะผิดจริยธรรมและมีตัวอย่างแล้ว และกดออดเรียกให้สมาชิกเข้ามาแสดงตนเป็นองค์ประชุมอีกครั้ง สุดท้ายนายสุชาติระบุว่ารอนานแล้ว ดังนั้นขอนัดประชุมใหม่วันที่ 23 ส.ค. เวลา 13.00 น. จากนั้นสั่งปิดประชุมเวลา 18.40 น.

ป้อมสั่งเยียวยาพิษบึ้ม3จว.ใต้
เมื่อวันที่ 20 ส.ค. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังคนร้ายลอบวางระเบิดและวางเพลิงสถานีบริการน้ำมันและร้านสะดวกซื้อรวมกว่า 17 จุด จนทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ศอ.บต. ได้มีแนวทางในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตาม มติ ครม. และระเบียบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือเยียวยาด้านทรัพย์สินและตามหลักเกณฑ์ รวมถึงแนวทางการปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือ ด้านทรัพย์สิน และเอกสารหลักฐานประกอบการยื่นขอรับการช่วยเหลือต่อไป

วันเดียวกัน พ.ต.ท.สมเจตน์ หนูชัยแก้ว สารวัตรด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง จ.ยะลา กล่าวว่า หลังเปิดประเทศอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่พ.ค.ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้า-ออกประเทศ ทางด่านพรมแดนเบตงอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาวันละ 1,000-1,500 คน ส่วนวันธรรมดา วันละ 500-800 คน ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติส่วนใหญ่ไม่หวั่นต่อเหตุการณ์ ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความเชื่อมั่นมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ในการดูแลการท่องเที่ยวใน อ.เบตง จ.ยะลา จึงทยอยเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ อ.เบตง ต่อเนื่อง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน