แฟนหนุ่มส.ต.ท.หญิงมอบตัวสภ.ชะอำคดีร่วมทำร้ายส.ท.หญิง ตร.สอบเครียดกว่า 3 ชั่วโมง สารภาพทำร้ายเหยื่อจริง อ้างเพื่อสั่งสอน ก่อนนำตัวไปตรวจค้นคอนโดฯ ที่เกิดเหตุ พบคราบเลือด เสร็จแล้วนำไปฝากขัง ศาลอนุญาตให้ประกันตัว วงเงิน 1 แสน ‘บิ๊กบี้’ ผบ.ทบ.สั่งสอบปมใส่ชื่อไปช่วยราชการกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 25 ส.ค. นาย คมสิทธิ์ จังพานิช น้องชายของนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม จ.ราชบุรี แฟนหนุ่มของ“เจ๊นุช” ส.ต.ท.หญิงกรศศิร์ บัวแย้ม นายจ้าง พร้อมทนายความ เดินทางมาที่สภ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พบกับพ.ต.ท.ชำนาญ บุญเหมาะ สารวัตรสอบสวน สภ.ชะอำ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา หลังถูกทหารหญิงรับใช้ แจ้งความดำเนินคดี ระบุว่าเป็นคนที่ร่วมกับนายจ้างทำร้ายร่างกายหลายครั้งในหลายพื้นที่ รวมทั้งในท้องที่สภ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และสภ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

หลังจากตำรวจสอบปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมง เบื้องต้นนายคมสิทธิ์รับสารภาพว่าทำร้ายจริง แต่ก็ทำไปเพื่อสั่งสอน

จากนั้นเจ้าหน้าที่นำตัวนายคมสิทธิ์และทนายความเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุที่บริเวณห้องพักชั้นที่ 30 ในคอนโดมิเนียมส่วนตัวแห่งหนึ่ง ในเขตเทศบาลเมืองชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี จุดเกิดเหตุที่ถูกระบุว่า ทำร้ายร่างกายทหารหญิงจนเลือดตกยางออก โดย เจ้าหน้าที่ใช้เวลาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ดังกล่าว 1 ชั่วโมงเศษ

หลังจากตรวจสอบจุดเกิดเหตุแล้ว นายคมสิทธิ์เดินลงมาพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและปฏิเสธไม่ยอมให้ข้อมูลใดๆ และรีบเดินขึ้นรถของตำรวจออกไป

พ.ต.อ.วายุภักษ์ วงศ์ศักดิรินทร์ ผกก.สภ.ชะอำ เปิดเผยว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานพบร่องรอยคราบเลือดจำนวนหนึ่งที่บริเวณพรมพื้นห้อง จากการสอบถามในส่วนของอุปกรณ์ที่ผู้เสียหายอ้างว่าผู้ต้องหาใช้ทำร้ายตนนั้นในส่วนของเศษเก้าอี้ ผู้ต้องหาอ้างว่าเก็บทิ้งไปแล้วเนื่องจากหลังจากก่อเหตุได้เข้ามาพักอีกหลายครั้ง จึงทำความสะอาด ส่วนเครื่องชอร์ตไฟฟ้านั้น คาดว่าเป็นอุปกรณ์ที่นายจ้างนำติดตัวกลับไปด้วย เนื่องจาก ผู้ต้องหาระบุว่าเครื่องชอร์ตไฟฟ้าดังกล่าวนายจ้างจะพกพาติดตัวอยู่ตลอดเวลา ในส่วนสภ.ชะอำยังไม่ได้ออกหมายจับ เป็นเพียงการออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหา และผู้ต้องหาเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาเอง เพราะฉะนั้นสภ.ชะอำจะไม่คัดค้านการประกันตัว แต่จะสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและส่งไปยังศาลจังหวัดเพชรบุรี เพื่อออกหมายและให้ศาลเป็นผู้พิจารณาการประกันตัว

ร่วมทำร้าย – นายคมสิทธิ์ จังพานิช เพื่อนชายส.ต.ท.หญิงเข้ามอบตัวกับตำรวจ สภ.ชะอำ จ.เพชรบุรี รับข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายอดีตทหารรับใช้หญิง และพาเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นคอนโดฯ ที่เกิดเหตุ พบคราบเลือดจำนวนหนึ่ง เมื่อวันที่ 25 ส.ค.

เมื่อเวลา 17.00 น. ศาลจังหวัดเพชรบุรีอนุญาตให้ประกันตัว นายคมสิทธิ์ ข้อหาทำร้ายร่างกายทหารหญิงรับใช้ โดยใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด 100,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 09.30 น. ทหารหญิงรับใช้ พร้อมนายพิพัฒน์ รำจวน ทนายความเดินทางมายังสภ.ชะอำ เพื่อยื่นขอคัดค้านการประกันตัวนายคมสิทธิ์ในชั้นพนักงานสอบสวน

นายพิพัฒน์เปิดเผยว่า ต้องการยื่นคัดค้านการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนเนื่องจากเกรงว่าจะมีการรบกวนพยาน และเกรงว่าจะเกิดอันตรายแก่ทหารหญิงและครอบครัว จากนี้จะไปยื่นคัดค้านการประกันตัวในชั้นศาลเพิ่มเติมด้วย

วันเดียวกัน ที่สโมสรทหารบก พล.อ. ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. ในฐานะรองผอ.รมน. เปิดเผยถึงกรณีการนำชื่อของส.ต.ท. หญิงดังกล่าวไปใส่ช่วยราชการกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แต่ไม่ได้ไปปฏิบัติงานจริงนั้นว่า หน่วยงานเขากำลังตั้งกรรมการตรวจสอบอยู่ เพราะทุกหน่วยงานก็เหมือนกัน ระบบราชการ เวลาพบข้อบกพร่องก็ต้องตรวจสอบและแก้ไข ไม่มีใครสมบูรณ์ 100%

“ต้องตรวจสอบการเอาชื่อไปใส่ เบียดบังกำลังพล เหมือนกาฝากกองทัพ อะไรที่ไม่ถูกต้อง หรือมีข้อบกพร่องก็ต้องแก้ไข กำลังพลของกอ.รมน.มีหลายหมื่นคน ต้องรอให้หน่วยงานตรวจสอบ เพราะเรื่องนี้ต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ส่วนระยะเวลาตรวจสอบ มีห้วงเวลาตามระเบียบอยู่แล้ว ส่วนจะเมื่อไหร่นั้นจำไม่ได้ เพราะระเบียบมีเยอะ”

ด้านพล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กลาโหม กำชับปมการนำชื่อส.ต.ท.หญิงไปช่วยราชการที่ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ว่า นายกฯ เร่งรัดและกำชับเรื่องนี้จะต้องได้คำตอบและข้อยุติเร็วขึ้นกว่านี้ ทั้งนี้ไม่ได้ขีดเส้นใต้หรือกำหนดระยะเวลาในการตรวจสอบ ซึ่งกำชับไปที่กอ.รมน. และกอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า เพราะเรื่องนี้มี 3 ส่วนที่เกี่ยวข้องคือกองบัญชาการกองทัพไทย ตำรวจ และกอ.รมน.ที่จะต้องสอบสวน

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภา นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้สดถามรักษาการนายกรัฐมนตรี กรณีการเข้าเป็นตำรวจของส.ต.ท.หญิงกรศศิร์

โดยพล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ได้รับมอบหมายจากรักษาการนายกฯ ชี้แจงว่า นายกฯ สั่งการให้สตช.เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงและให้มีการสอบสวนโดยเร็ว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมยืนยันการบรรจุบุคคลพลเรือนเข้ารับราชการ ไม่ว่าทหารหรือตำรวจ มีระเบียบ คำสั่ง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เรื่องการบรรจุแต่งตั้งยศ เรื่องการโยกย้าย รวมทั้งการช่วยราชการ การดำเนินการต่างๆ ต้องยึดถือระเบียบหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ กรณีส.ต.ท.หญิงกรศศิร์ นายกฯ สั่งการให้ผู้ช่วยผบ.ตร.สอบสวนโดยเร็วว่าการรับเข้ามาเป็นไปตามระเบียบหรือไม่ ส่วนความคืบหน้าของคดีมอบหมายให้ผบ.ตร.เข้าไปกำกับดูแลเพื่อให้เกิดความยุติธรรม เที่ยงตรง และหน่วยต้นสังกัดก็ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง เพื่อลงโทษทางวินัยด้วย

“ส่วนการให้ตำรวจไปช่วยราชการในหน่วยอื่นนั้น มีระเบียบของสตช.ว่าด้วยการสั่งการให้ตำรวจไปช่วยราชการนอกสังกัด และการจะอนุมัติ ผู้บังคับบัญชาหน่วยต้นสังกัดต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม ซึ่งการดำเนินการช่วยราชการที่กอ.รมน.นั้นดำเนินการตามขั้นตอนช่วยราชการ โดยส.ต.ท.หญิงคนนี้ไปช่วยราชการที่สำนักข่าวของกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เพื่อทำงานด้านการข่าวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงว่าส.ต.ท. หญิงคนนี้ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยราชการจริงหรือไม่ เมื่อเห็นว่าไม่ได้ไป จึงส่งตัวกลับหน่วยต้นสังกัดเมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา และหน่วยต้นสังกัดต้องตั้งกรรมการสอบสวน และถูกลงโทษทางวินัย ทางปกครองและความผิดในลักษณะอื่นอีกต่อไป อีกทั้งต้องถูกเรียกคืนสิทธิต่างๆ ที่ได้รับระหว่างไปช่วยราชการ แต่ไม่ไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งราชการ”

ด้านนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา มอบหมายให้คณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา สอบข้อเท็จจริงกรณีการกล่าวหาสมาชิกวุฒิสภากระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม กรณีส.ต.ท.หญิงกรศศิร์ บังคับใช้แรงงานและทำร้ายร่างกายอดีตทหารหญิงยศส.ท. หลังจากเมื่อวันที่ 22 ส.ค.65 นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อประธานวุฒิสภาให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีส.ว.มีส่วนรู้เห็นหรือสนับสนุนส.ต.ท.หญิงที่กล่าวอ้างเป็นภรรยาน้อยกระทำทารุณทหารหญิงหรือไม่ ใช้อำนาจหน้าที่ส.ว.ฝากภรรยาน้อยเป็นข้าราชการตำรวจจริงหรือไม่ โดยให้พิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงทุกประเด็นดังกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน