จับตาวงประชุมครม.30สค. ‘ตู่-รมว.กห.’เข้าร่วมหรือไม่ ‘อนุทิน’ยันไม่มีซิกปรับรมต.

‘บิ๊กป้อม’เป็นประธานก.ต.ช. ประชุม ตั้งผบ.ตร.คนใหม่วันนี้ ‘พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์’ผงาดคุมทัพตำรวจ จับตาประชุมครม.อังคาร 30 ส.ค. ลุ้น ‘รมต.ตู่’ ในฐานะรมว.กลาโหมเข้าร่วมด้วยหรือไม่ ‘อนุทิน’ยันไม่มีใครส่งซิกปรับครม. ‘องอาจ’ ฟันธงรักษาการนายกฯ ไม่ยุบสภา เพื่อไทยชี้โดยมารยาทจะไม่ทำ แต่ยืนยันพร้อมเลือกตั้ง จี้ ‘ประยุทธ์’ ลาออก หมดเวลารัฐบาลเป็ดง่อย ส.ส.พปชร.จ่อลุยภาคใต้ เชื่อวันนี้ชาวบ้านรัก ‘2 ป.’ เพิ่มมากขึ้น พรรคสร้างอนาคตไทยแถลงเปิดยุทธศาสตร์ ‘เราพร้อม เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย’ ยังกั๊กเปิดตัวแคนดิเดต นายกฯ ‘เจ๊หน่อย’นำทีมไทยสร้างไทยบุกอีสาน มั่นใจปักธงได้

‘บิ๊กป้อม’ถกโผ-‘บิ๊กเด่น’เต็งผบ.ตร.
เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันจันทร์ที่ 29 ส.ค. เวลา 09.00 น. กระทรวงกลาโหมจัดพิธีเปิดงานนิทรรศการอุปกรณ์ป้องกันประเทศ (Defense & Security 2022) ที่อาคารชาเลนเจอร์ 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ในกำหนดการมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กลาโหม เป็นประธานเปิดงาน มี ผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมงานด้วย

สำหรับภารกิจของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี วันที่ 29 ส.ค. เวลา 10.00 น. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแรงงานนอกระบบแห่งชาติ (คนช.) ครั้งที่ 1/2565 (ผ่านระบบ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์) ที่ห้องประชุมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด

ขณะที่เวลา 14.00 น. พล.อ.ประวิตร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 8/2565 และการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ครั้งที่ 1/2565 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีวาระการพิจารณาตำแหน่งผบ.ตร.คนใหม่ ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผบ.ตร. จะได้เป็นผบ.ตร.คนใหม่

ทั้งนี้ มีรายงานว่าเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายทั้งทหาร-ตำรวจ พล.อ.ประวิตรจะให้เป็นไปตามขั้นตอน จะไม่รื้อโผที่พล.อ.ประยุทธ์ได้วางแนวทางไว้

30 ส.ค.หัวโต๊ะครม.-จับตา‘ตู่’ร่วมวง
ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 30 ส.ค. ซึ่งพล.อ.ประวิตรที่ทำหน้าที่รักษาราชการแทนนายกฯ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุมครม.ครั้งแรก หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งพักหน้าที่นายกฯ จากปมวาระนายกฯ 8 ปี โดยช่วงเช้าก่อนการประชุม นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกฯ, นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี, นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะเข้ารายงานวาระครม.ให้พล.อ.ประวิตรทราบ ซึ่งเป็นไปตามปกติเหมือนเช่นที่พล.อ.ประยุทธ์ทำหน้าที่ประธานการประชุม

นอกจากนี้ เป็นที่น่าจับตาว่าพล.อ. ประยุทธ์ในฐานะรมว.กลาโหม จะเข้าร่วม ประชุมครม.นัดนี้ด้วยหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม จะเป็นผู้ทำหน้าที่รายงานวาระของกระทรวงกลาโหมในที่ประชุมครม.รับทราบมาโดยตลอด

‘อนุทิน’ยันไม่มีซิกปรับครม.
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการปรับครม.ว่า คนที่จะปรับครม.ได้มีแต่นายกฯ ซึ่ง ขณะนี้ยังไม่มีการส่งสัญญาณจากทั้งพล.อ. ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร โดยปกติเมื่อจะมีการปรับครม.จะมีการส่งสัญญาณมาก่อน

เมื่อถามว่า จะมีการปรับตำแหน่งรัฐมนตรีในส่วนของพรรคภูมิใจไทย แทนนาง กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งพักหน้าที่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เรามีความเป็นมืออาชีพ ไม่ทำอะไรให้วุ่นวาย มีแต่ทำให้สงบ เรารู้แล้วว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นไม่เกินเดือน มี.ค.2566 คิดว่าขอทำงานดีกว่า

“การปรับครั้งนี้ยังไม่มีฮัลโหลๆ มา ผมได้แต่ให้กำลังใจทั้งพล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงนางกนกวรรณ การปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรี คงต้องดูสถานการณ์ก่อน เรื่องแบบนี้วางแผนไม่ได้ เล่นแบบวันต่อวัน ถ้าเป็นตำแหน่งรัฐมนตรีก็คิดหนัก แต่นี่เป็นตำแหน่งรมช. เชื่อว่าคงไม่มีอะไรสะดุดอะไร เพราะมีรัฐมนตรีทำหน้าที่อยู่แล้ว” นายอนุทินกล่าว

ปชป.เชื่อ‘รักษาการ’ไม่ยุบสภา
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค และประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการยุบสภาว่า การยุบสภาเป็นเรื่องของ ผู้มีอำนาจจะตัดสินใจ ขณะนี้อำนาจการยุบสภาอยู่ในมือของ พล.อ.ประวิตรว่าจะตัดสินใจใช้อำนาจยุบสภาหรือไม่ การยุบสภาโดยทั่วไปมักเกิดขึ้นจากปัจจัย 3 ประการคือ 1.สภากับรัฐบาลมีปัญหาขัดแย้งกันอย่างรุนแรง 2.กฎหมายสำคัญไม่ผ่านสภาหรือนายกฯ ถูกลงมติไม่ไว้วางใจจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และ 3.มีปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาล จนไม่สามารถอยู่ร่วมรัฐบาลกันต่อไปได้

เมื่อพิจารณาสถานการณ์ในปัจจุบันพบว่า สภากับรัฐบาลไม่มีปัญหาขัดแย้งกัน ขณะที่กฎหมายสำคัญคืองบประมาณก็ผ่านสภาแล้ว นายกฯ ก็ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และไม่มีปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาล ขณะเดียวกันรัฐบาลคงต้องการทำหน้าที่ให้ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปกให้ดีที่สุด พร้อมทั้งใช้เวลาที่เหลืออยู่ก่อนที่สภาจะครบวาระในเดือน มี.ค.2566 เพื่อแต่งตั้งโยกย้าย กระชับอำนาจให้เรียบร้อย รวมถึงการบริหารจัดการงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมายเพื่อสร้างผลงาน

“เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขปัจจัยต่างๆ แล้ว จึงเชื่อว่าการยุบสภายังไม่น่าเกิดขึ้นในขณะนี้ เชื่อว่ารัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินไปจนครบวาระ หรืออาจยุบสภาก่อนสภาจะครบวาระ เพื่อใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำงานให้เกิดประโยชน์สุขกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ต่อไป” นายองอาจกล่าว

พท.ชี้โดยมารยาทไม่ทำ-ยันพร้อมลต.
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ว่า การปรับครม. ตนมองว่าเป็นไปได้ยาก หากศาลรัฐธรรมนูญยังไม่สั่งให้พล.อ.ประยุทธ์ ไปต่อหรือไม่ไปต่อ คนที่รักษาการนายกฯ จะต้องรอ เพราะหากศาลสั่งให้พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อและเขากลับมา แต่คนรักษาการไปปรับครม.เขาแล้ว มันก็ไม่ถูก โดยมารยาทจะไม่ทำ เว้นแต่ศาลสั่งชัดเจนแล้วว่าพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ไปต่อ เชื่อว่าเขาจะปรับ ส่วนการยุบสภาก็ไม่น่ามีเหตุผล เพราะพล.อ.ประวิตร ที่เป็นรักษาการนายกฯ คงอยากเป็นนานๆ เท่าที่จะนานได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากรัฐบาลอาศัยช่วงนี้ ยุบสภาจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหรือไม่ เพราะร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. หรือกฎหมายลูกยังไม่เสร็จ นายสุทินกล่าวว่า คงยุ่ง เว้นแต่ว่าเขายุบเพื่อเอาเปรียบโดยอาจจะหาช่องรัฐธรรมนูญ เพื่อจะออกกฎหมายลูกเอง ขณะเดียวกันเขาคงคิดหนักถ้ายุบแล้วเขาได้เปรียบ ซึ่งคงได้เปรียบเฉพาะกฎหมายอย่างเดียว แต่ความนิยมของประชาชนไม่ได้เปรียบ เขาคงต้องชั่งน้ำหนัก

ต่อข้อถามว่า กังวลหรือไม่หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ไปต่อ อาจมีการเปิดทางให้พล.อ.ประวิตร มาเป็นนายกฯ ต่อ นายสุทินกล่าวว่า หากศาลสั่งเช่นนั้นจริง ใครจะได้เป็นนายกฯ ต่อต้องเข้าสู่กระบวนการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยกังวลหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นกังวล เราคิดเพียงแค่ว่ากระบวนการสรรหาที่เป็นไปตามกฎหมายเก่า แล้วส.ว.ยังมีอำนาจ ก็เกรงว่าจะได้คนที่ประชาชนไม่ให้การยอมรับ เมื่อถามว่า หากเกิดการยุบสภา นายสุทินเตรียมพร้อมการเลือกตั้งหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า “พร้อมอยู่แล้ว เราพร้อมมานานแล้ว และเชื่อว่าพร้อมกว่าทุกพรรคด้วย”

จี้‘บิ๊กตู่’ลาออก-เลิกดิ้นรน
ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ควรทำมากกว่าการ ดื้อรั้น ลับลวงพราง แอบดอดเข้าไปนั่งในกระทรวงกลาโหมจนสูญเสียความสง่างาม คือการปล่อยวาง ตั้งสติ ตั้งใจศึกษาหลักธรรมอริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคให้เข้าใจถ่องแท้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องหยุดคิดเข้าข้าง ตัวเองว่า ประเทศไปต่อไม่ได้ถ้าขาดพล.อ. ประยุทธ์ ความจริงคือประเทศไปได้และไปได้ดีกว่า ขนาดถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่คนไทยยังดีใจขนาดนี้ ถ้าถูกสั่งให้พ้นจากการเป็นนายกฯ คนไทยจะออกมาฉลองกันขนาดไหน ถ้าถึงขั้นแอบดอดไปเข้าประชุมครม.ในขณะถูกสั่งให้หยุด จะถูกวิจารณ์ในทางเสียหายขนาดไหน พล.อ.ประวิตรแม้จะรักษาการเพื่อหวังเป็นตัวจริงในอนาคต แต่เชื่อว่าไปต่อลำบาก

ศาลรัฐธรรมนูญให้โอกาส พล.อ.ประยุทธ์สามารถทำคำชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันเพื่อแก้ข้อกล่าวหา แต่พล.อ.ประยุทธ์จะเอาอะไรไปชี้แจง และจะชี้แจงเพื่ออะไร ในเมื่อใครก็รู้ว่าพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2557 จนถึงวันที่ 24 ส.ค.2565 เป็นนายกฯ 8 ปีที่รัฐธรรมนูญเขียนห้ามไว้ ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน แค่พูดคำว่าผมพอแล้ว ขอลาออก เปิดทางให้สภา ได้โหวตเลือกนายกฯ ในบัญชีเข้ามาทำหน้าที่ และเมื่อกฎหมายเลือกตั้งพร้อมก็ประกาศยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนได้เลือกตั้งใหม่

“พล.อ.ประยุทธ์บอบช้ำหนักขนาดนี้ ถ้าเป็นนักมวยก็สภาพเละเทะ โดนไปหลายนับ จนกรรมการสั่งหยุด ไม่ใช่แค่พักยก แต่ต้องพักยาว โอกาสกลับมาริบหรี่ 8 ปีนานมากแล้ว พอได้แล้ว อย่ารั้น อย่าดิ้นรนให้ประเทศเสียหายอีกเลย” นายอนุสรณ์กล่าว

ซัดรัฐบาลเป็ดง่อย-เตี้ยอุ้มค่อม
น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า บัดนี้ผู้นำรัฐบาล เปลี่ยนมือจากน้องเล็กมาเป็นพี่ใหญ่ ที่ดูเหมือนจะไม่เคยรู้อะไรเลย จะบริหารประเทศอย่างไร จะแก้ปัญหาที่หมักหมมมาตลอด 8 ปีได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าห่วงกังวลและสิ้นหวังอย่างยิ่ง ทั้งพี่ใหญ่ น้องกลางและน้องเล็กกอดคอร่วมหัวจมท้ายกันมานานกว่า 8 ปี รัฐบาลขณะนี้เปรียบได้กับเป็ดง่อย พิกลพิการ ทำอะไรไม่ได้ องค์ประกอบของ ครม.ก็ขาดวิ่น มีรูโหว่เต็มไปหมด ไม่ต่างจากกระชังก้นรั่ว

ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ปล่อยให้รัฐมนตรีช่วยว่างอยู่ 2 ตำแหน่งมาเกือบ 1 ปีเต็ม คือการปลดร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกจาก รมช.เกษตรและสหกรณ์ และปลดนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ออกจาก รมช.แรงงาน ล่าสุดวันที่ 26 ส.ค.ศาลฎีกามีคำสั่งให้นาง กนกวรรณ วิลาวัลย์ หยุดปฏิบัติหน้าที่ รมช.ศึกษาธิการอีก และวันที่ 14 ก.ย.มีกรณีที่นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย จะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่ เพราะถูกร้องว่าเคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา ที่เกี่ยวพันกับการฮั้วประมูล ครม.ที่คัดเลือกมาจาก ฝีมือของ พล.อ.ประยุทธ์ต่างคนต่างอยู่ ขาดเอกภาพ ไร้ประสิทธิภาพ ประเทศจึงเดินมาถึงจุดที่ไร้เสถียรภาพขั้นสูงสุด

“ความเป็นจริง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ควรเป็นนายกฯ แม้สักวินาทีเดียว เพราะประชาชนไม่ได้เลือกท่านมา แต่สถานการณ์พาไป มาถึงเวลานี้ ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ยอมรับในกฎหมายที่ตนเองแต่งตั้งผู้ร่างกฎหมายขึ้นมาเอง ซึ่งสุดท้ายกฎหมายกลับมาบีบคั้นตัว พล.อ. ประยุทธ์เสียเอง ทางรอดของประเทศอยู่ที่ทางลงของพล.อ.ประยุทธ์ จะเลือกให้ตัวเองรอด หรือจะเลือกให้ประเทศและประชาชนรอดเท่านั้น” น.ส.ตรีชฎากล่าว

‘จตุพร’จุดพลุหยุดอำนาจ 3 ป.
เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ลานคนเมือง เสาชิงช้า คณะหลอมรวมประชาชน นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา เปิดเวทีปราศรัยพร้อมแถลงข่าว เรื่อง “หยุดอำนาจ 3 ป. นับหนึ่งประเทศไทย”

นายจตุพรกล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ถูกออกแบบให้มีความประสงค์ชัดเจนว่าจะ ไม่ให้มีการเลือกตั้งโดยใช้วิธีที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ต้องไม่ลืมว่าพล.อ.ประยุทธ์ยึดอำนาจเมื่อปี 2557 เป็นนายกฯ ต่อถึงสองครั้ง เขียนรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งออกแบบให้แก้ไข การฉีก แต่ไม่ยอมแก้ไขเรื่องส.ว. เป็นแท็กติกที่ปล่อยให้พรรคการเมืองแก้ไขเรื่องกฎเกณฑ์กติกาเลือกตั้งเท่านั้น

วันนี้ตนไม่ได้ชวนพรรคการเมืองมาร่วมเคียงข้างการเมืองบนท้องถนน เพราะบางคนดัดจริต ทั้งที่ตัวเองก็มาจากท้องถนน ขอเชิญประชาชนผู้เป็นอำนาจเต็มของการเมืองไทย และนักการเมืองที่ตาสว่างอย่าโง่ซ้ำซาก วันนี้เราจึงต้องยกระดับมาไล่ หยุดอำนาจ 3 ป.ให้ออกไปจากกระดานการเมืองไทย

เรากำลังจะออกแบบวิธีการจัดการชุมนุมอาจจะเข้าไปจัดกิจกรรมในเมือง หรือมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ และจะมีให้ถี่ขึ้น กระจายให้มากขึ้น อาจไปต่างเมือง ก่อนกลับเข้ามากทม.อีกครั้ง โดยในสัปดาห์หน้าจะเข้าไปย่านใจกลางเมือง ส่วนจะเป็นจุดใดนั้นจะแจ้งให้ทราบกันต่อไป

ส่วนเรื่องการลงบนท้องถนนถึงอย่างไรวันนั้นก็ต้องมาถึง เพราะจะต้องมีวันที่แตกหักกันระหว่างคนไทยกับ 3 ป. วันนี้เราต้องเข้าใจก่อนว่าเขาแบ่งบทบาทกันเล่น เพื่อหลอกคนไทย ดังนั้นทุกย่างก้าวเขามีแต่ความเจ้าเล่เพทุบาย ออกแบบอย่างแยบยล เราจึงต้องคิดแก้ปัญหากันแบบตอนต่อตอน เพราะเขาคิดต่อยใต้เข็มขัดได้ตลอดเวลา เป้าหมายหลักของพวกเรา คือการนับหนึ่งประเทศไทย เราจะหยุดอำนาจ 3 ป.ให้ได้

ปลดกำไล – กิจกรรม ‘Let’s UNLOCK EM’ แต่งแฟนซีเดินรณรงค์ปลดล็อกกำไลอีเอ็ม และเรียกร้องภาครัฐปล่อยผู้ต้องขังทางการเมือง โดยเริ่มขบวนจากหน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 ส.ค.

ถูกหลอกไม่มีเลือกตั้ง-ระวังรปห.
ด้านนายนิติธรกล่าวว่า การหยุดอำนาจ 3 ป.นั้น จะมีผลเท่ากับการหยุดระบอบการปกครองในระบอบอำนาจนิยม หยุดการบริหารประเทศที่มีส.ว.มาจากรัฐประหาร หยุดอำนาจส.ว. หยุดอำนาจองค์กรอิสระ ที่ไม่ทำหน้าที่แก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริง การหยุดอำนาจ 3 ป.มีนัยยะสำคัญที่จะทำให้ทรัพยากรของประเทศโดยเฉพาะปิโตรเลียม กลับมาเป็นของประชาชน และจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน ส่วนนักการเมืองวันนี้รู้ไว้ว่าไม่มีเลือกตั้ง หากดันทุลังไปก็เจอรัฐประหาร(รปห.) ดังนั้นเลือกเอาว่าจะหยุด 3 ป.แล้วบริหารงานบ้านเมืองกันใหม่ หรือดันทุลังกันไป แล้วเอาไปให้ทหารรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง

ขณะนี้พล.อ.ประยุทธ์ไม่รู้สึกหวั่นไหวใดๆ ขณะนี้มีความพยายามในการเคลื่อนไหวที่จะดึงระยะเวลาในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญออกไปให้ได้ เนื่องจาก 21 ต.ค.นี้ จะมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คนหนึ่งเกษียณอายุเพราะครบวาระการดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นตุลาการในเสียงข้างมากที่ลงมติพักงานพบพล.อ.ประยุทธ์ ก็จะกลายเป็นเสียง 4/4 นั่นหมายความว่าต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ เสียงเท่ากัน เมื่อต้องวินิจฉัยชี้ขาด ประธานก็เป็นคนออกเสียงได้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นเสียงชี้ขาด ตรงนี้จะเป็นกรณีที่สำคัญ แล้วไปดูว่าเสียงตรงนั้นจะไปในทางใด นี่คือความพยายามในการถ่วงเวลา 1-2 เดือน หรือมากกว่านั้น นี่เป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะถูกนำมาใช้

“ขณะนี้ปริมาณมวลชนเป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่ง แต่ในทางความคิดที่จะให้พล.อ.ประยุทธ์พ้นจากตำแหน่งนายกฯ และหยุดอำนาจ 3 ป. มีเต็มประเทศไทย ถ้าแน่จริงพล.อ.ประยุทธ์กลับมาให้ได้ และพล.อ.ประวิตรขึ้นเป็น นายกฯ ตัวจริงให้ได้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เข้ามาให้ได้ แล้วป.ที่อยู่เบื้องหลังพล.อ. ประวิตรเข้ามาให้ได้ แล้วจะรู้ว่ามวลชนมีมากเพียงพอหรือไม่” นายนิติธรกล่าว

นิด้าโพลเผยปชช.ไม่กังวลปม 8 ปี
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “ม็อบ ต่อต้าน 8 ปี นายกรัฐมนตรี” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 24-26 ส.ค.2565 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,312 หน่วยตัวอย่าง

จากการสำรวจถึงความกังวลว่าจะเกิดวิกฤตการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง จากการชุมนุมต่อต้านพล.อ.ประยุทธ์ ในประเด็นวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ไม่เกิน 8 ปี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 47.48 ระบุว่า ไม่กังวลเลย รองลงมา ร้อยละ 21.19 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 19.13 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล ร้อยละ 10.90 ระบุว่า กังวลมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อผู้ชุมนุมต่อต้านพล.อ.ประยุทธ์ ในประเด็นวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ไม่เกิน 8 ปี จะสามารถกดดันให้นายกฯ ลาออกหรือยุบสภาผู้แทนราษฎร ร้อยละ 52.06 ระบุว่า จะไม่สามารถกดดันให้นายกฯ ลาออกหรือยุบสภา ร้อยละ 19.89 ระบุว่า จะสามารถกดดันให้นายกฯ ลาออก ร้อยละ 15.25 ระบุว่า จะสามารถกดดันจนนายกฯ ต้องยุบสภา และร้อยละ 12.80 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ 5 ราย ตามที่พรรคการเมืองเสนอ หาก พล.อ.ประยุทธ์ลาออกหรือต้องลงจากตำแหน่งจากคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 35.90 ระบุว่า ไม่สนับสนุนทั้ง 5 รายชื่อ รองลงมา ร้อยละ 22.79 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 17.84 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 12.19 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 5.87 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 1.68 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ และร้อยละ 3.73 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ส.ส.พปชร.จ่อลุยใต้-โวคนรัก‘2 ป.’
นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ตนพร้อมส.ส.ภาคใต้ พรรคพลังประชารัฐ มีแนวคิดที่จะลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนภาคใต้ร่วมกันในทุกด้าน ทั้งด้านสาธารณสุข หรือปัญหาปากท้อง โดยจะช่วยเข้าไปประสานกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้เข้าไปดำเนินการช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด และในวันอาทิตย์ที่ 4 ก.ย.ตนจะลง พื้นที่จ.นครศรีธรรมราช เขตพื้นที่ของนายอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ เพื่อร่วมงานโครงการพัฒนาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้ชุมชนพร้อม (อาชีพดีพร้อม) โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

แม้ว่าขณะนี้พล.อ.ประยุทธ์จะหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ แต่ยังคงติดตามสอบถามปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนผ่านส.ส.อยู่เป็นระยะๆ ขณะที่พล.อ.ประวิตรที่รักษาการแทนนายกฯ นั้นก็สานงานต่อจากนายกฯ ได้ทันทีโดยไม่สะดุด ดังนั้น เชื่อว่าวันนี้คนใต้รักพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตรเพิ่มมากขึ้น เพราะมีผลงานให้เห็นมากมาย และทั้งนายกฯ รองนายกฯ จะเดินหน้าแก้ปัญหาประเทศและประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ยกทัพบุกใต้ – นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมแกนนำ เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา 7 เขต จากทั้งหมด 9 เขต และ 2 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ มีประชาชนมาให้การสนับสนุนล้นหลาม ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 28 ส.ค.

ภท.ประกาศตอกเสาเข็มสงขลา
เมื่อเวลา 17.15 น. ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมแกนนำและ ส.ส.พรรค เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา 7 เขต จากทั้งหมด 9 เขต และ 2 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยมีประชาชนมาร่วมงานไม่ต่ำกว่า 6 พันคน

นายอนุทินกล่าวว่า ตนหยุดหายใจไป ชั่วขณะที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น หลังเลือกตั้งมั่นใจ จ.สงขลา ได้ ส.ส.ยกจังหวัด พวกเรามากันมากขนาดนี้ ถ้าไม่ทำงานให้กระโดดแม่น้ำตานีตายดีกว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทยไม่ต้องการที่จะ “แลนด์สไลด์” เพราะคำว่า “แลน” ภาษาใต้ความหมายไม่ดี แต่เราจะมาตอกเสาเข็มให้ทั่ว จ.สงขลา เพื่อดูแลประชาชนให้ดี ซึ่งนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เลขาธิการพรรค ก็บอกว่าอย่าใช้คำว่า “แลนด์สไลด์” เพราะความหมายเหมือนดินถล่ม ต้องเปลี่ยนเป็นตอกเสาเข็มให้มั่นคง เพื่อเป็นรากฐานให้พี่น้องประชาชน เราจะทยอยตอกเสาเข็มไปทั่วประเทศ วันนี้ จ.สงขลา พรรคภูมิใจไทยมี ส.ส. 1 คนคือ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ซึ่งทำงานได้ดี ดังนั้น วันนี้จะมาขอเพิ่มอีก 8 คน และยืนยันส่งผู้สมัครครบ 9 เขตแน่นอน

ย้ำผลงานพูดแล้วทำ
“พรรคภูมิใจไทยเกลียดความแตกแยก เกลียดความรุนแรง เราไม่ต้องการสร้างความเสียหายใดๆ พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำ เราจะไม่สัญญาอะไรแล้วทำไม่ได้ แล้วเอามาพูดเพื่อขอแลกกับคะแนนเสียง เพราะไม่มีประโยชน์ ขอให้พี่น้องพิจารณาพรรคของเรา เนื่องจากเราเป็นพรรคการเมืองที่มีเสถียรภาพ ไม่มีขั้ว ไม่มีมุ้ง ไปไหนไปกันหมด ทำให้รัฐบาลเข้มแข็ง ขอให้สัญญาว่าสิ่งที่ได้ปราศรัยไปทั้งหมดจะเกิดขึ้นอีกไม่นาน ถ้าได้รับฉันทานุมัติจากประชาชน” นายอนุทินกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา ทั้ง 7 เขตของพรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย เขต 1 นายประสงค์ บริรักษ์ เขต 2 นายฉัตรชัย ชูแก้ว เขต 3 นายไพร พัฒโน เขต 4 ว่าที่ ร.ต.ไกรธนู แกล้วทนงค์ เขต 5 นาย อนลอัทธ์ พลธนนินท์ธัญ เขต 7 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ และเขต 8 นายวสันต์ ชั่งหมาน นอกจากนี้ ยังเปิดตัว 2 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้แก่ นายปราโมทย์ แสงอรุณ และนายณรงค์พร ณ พัทลุง

เราพร้อม – นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค และแกนนำพรรค แถลงข่าวเปิดยุทธศาสตร์ ‘เราพร้อม เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย’ ชูพันธกิจรีเซ็ตประเทศไทย 5 แก้ไข 5 สร้าง ที่โรงภาพยนตร์ เอสเอฟ เวิลด์ ซีเนม่า เซ็นทรัลเวิลด์ กทม. เมื่อวันที่ 28 ส.ค.

สอท.โชว์ยุทธศาสตร์เปลี่ยนปท.
โรงภาพยนตร์เอสเอฟ เวิลด์ ซีเนม่า เซ็นทรัลเวิลด์ กทม. พรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) แถลงข่าวเปิดยุทธศาสตร์ “เราพร้อม เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย” โดยมีคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) นำโดยนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคและประธานภาคกทม., นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคและประธานภาคใต้, นายสุพล ฟองงาม รองหัวหน้าพรรคและประธานภาคอีสาน, นายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าและผู้อำนวยการพรรค, นายสันติ กีระนันทน์ รองหน้าพรรคและประธานฝ่ายนโยบาย, นายวัชระ กรรณิการ์ รองหัวหน้าพรรคและประธานภาคกลาง เข้าร่วมงาน

นายอุตตมกล่าวว่า พรรคสร้างอนาคตไทยมีพันธกิจรีเซ็ตประเทศไทย 5 แก้ไข คือ 1.แก้ปัญหาที่สั่งสมเป็นปัญหารุนแรง คือ ฉ้อราษฎร์บังหลวงต้องหยุดทุกระดับ 2.ปราบปรามยาเสพติด 3.สร้างความเท่าเทียมลดการผูกขาด เพิ่มการแข่งขัน 4.ลดขนาดราชการ และ 5.ยกระดับให้เกษตรกรทันสมัย นอกจากนี้ จะมี 5 สร้าง คือ 1.สร้างเศรษฐกิจฐานราก 2.สร้างเศรษฐกิจใหม่ 3.สร้างสังคมเกื้อกูล 4.สร้างคนและโครงสร้างพื้นฐานพร้อมก้าวสู่สังคม ยุคใหม่ และ 5.สร้างการเมืองที่สร้างสรรค์ ชูพันธกิจรีเซ็ตประเทศไทย 5 แก้ไข

กั๊กเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ
มีโจทย์ 2 เร่งคือ เร่งรัดแก้ปัญหาเร่งด่วนที่สืบเนื่องมาจากวิกฤตโควิด วิกฤตหนี้สิน แก้ค่าครองชีพสูง และเร่งวางรากฐานไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนที่มีคุณภาพให้คนไทยและก้าวทันโลก โดยการตอบโจทย์สำคัญคือ กองทุนสร้างอนาคตประเทศไทย วงเงิน 3 แสนล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เงินกู้ ไม่เป็นภาระ โดยแบ่งเป็นจำนวนแสนล้านบาทเพื่อปลดแอกหนี้สินให้คนตัวเล็ก พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย เสริมทักษะอาชีพ และเติมทุนใหม่ ผ่านกลไกรัฐที่มีมาตรการกำกับที่เหมาะสม เช่น สร้างระบบจัดทุนใหม่ให้คนรายเล็ก ใช้นอนแบงก์ และอีกจำนวนสองแสนล้านบาทเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก สร้างเศรษฐกิจใหม่ สู่อนาคตประเทศแห่งที่เท่าเทียมและยั่งยืน

“ความไม่ชัดเจนทางการเมืองทำให้หลายฝ่ายกังวลและรู้สึกว่าการแก้ปัญหาเร่งด่วนของภาครัฐให้ประชาชนนั้นคลุมเครือ ตอบโจทย์ไม่ตรงจุด เรียกว่าซ้ำเติมความห่วงใยในสถานการณ์ที่ประเทศไทยเผชิญกับมรสุมที่ถาโถม การเมืองวันนี้มีหลายอย่างเกิดขึ้น บางคนเรียกว่าเกมการเมือง แก่งแย่ง เกิดคำถามคือประชาชนได้อะไร” นายอุตตมกล่าว

นายอุตตมกล่าวถึงความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งว่า พรรคตั้งใจอาสาทำงานรับใช้ประชาชนทุกภาคส่วน และวางป้าหมายจะอาสาทำงานในทุกๆ พื้นที่ ส่วนการเสนอชื่อบุคคลที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคนั้น ขณะนี้ยังมีเวลาอยู่ที่จะนำเสนอ ขอให้พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งก่อน แต่ที่ผ่านมาเราพูดแล้วว่าแนวความคิดของพวกเราในพรรคอยากนำเสนอบุคลากรคนที่สามารถนำพาประเทศให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตได้ มีประสบการณ์ คุณสมบัติพร้อม ยืนยันว่าเมื่อพร้อมแล้ว ขั้นตอนจะไปสู่ตรงนั้นแน่นอน

จุดประกายความหวังให้ ปชช.
ด้านนายสนธิรัตน์กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองที่อึมครึมต้องโทษนักการเมืองที่เข้ามาทำการเมือง ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญมี คำสั่งให้พล.อ.ประยุทธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ นายกฯ ซึ่งทูตานุทูตตรวจสอบเรื่องนี้กันมาก เพราะไม่เข้าใจว่าประเทศไทยเกิดอะไรขึ้น ส่วนตัวมองว่าเรื่องวาระ 8 ปี ไม่ว่าผลออกมาเป็นอย่างไร จะทำให้เป็นปัญหาและจะไปสู่ จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง เพราะปัจจุบันสังคมแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

สถานการณ์การเมืองตอนนี้มีความสับสนทั้งการออกกฎหมายลูก ซึ่งอีก 7 เดือนจะมีการเลือกตั้งแต่สังคมยังสับสนว่าจะใช้สูตร คำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อแบบไหน ตนมองว่าการเมืองควรเป็นหลัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือคือ พบสภากล้วย ซึ่งเลวร้ายสุดในระบอบประชาธิปไตย ทำให้เกิดภาพการเมือง ขับเคลื่อนไปด้วยทุน อำนาจที่แท้จริงจะเป็นประชาธิปไตยแบบลับลวงพราง การเมือง วันนี้มีการพูดกันถึงว่ามีการใช้ทุนมากที่สุด

ตนได้ยินคำว่าคนรุ่นใหม่อยากย้ายประเทศ ตอนแรกฟังดูเหมือนวาทกรรม แต่จากข้อมูลที่พรรคสร้างอนาคตไทยไปตรวจสอบ พบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มมองหาประเทศที่ดีกว่าประเทศไทยจริง แต่ตนเห็นว่าไม่ใช่คำตอบ เพราะประเทศไทยเป็นของทุกคน

ลั่นพร้อมเลือกตั้ง-จับมือทุกขั้ว
“พรรคสร้างอนาคตไทยดาราไม่เยอะ แต่คนรุ่นใหม่เยอะ คนตั้งใจเยอะ อยากจะทำการเมืองใหม่ เป็นความหวังของไทยอยู่ตลอดเวลา พรรคต้องการเสนอจุดยืนทางการเมืองที่จะเป็นผู้จุดประกายความหวังให้กับประชาชนบนบริบทการเมืองปัจจุบันที่ท้อแท้และสิ้นหวัง เรากำลังเสนอชุดความคิดทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนว่าเรามีประสบการณ์ในอดีต” นายสนธิรัตน์กล่าว

หากมีการยุบสภาพรุ่งนี้ พรรคก็มีความพร้อมที่จะเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้ ส่วนการ จับมือร่วมงานทางการเมืองกับพรรคการเมืองหลังเลือกตั้งนั้น พรรคไหนจะเป็นรัฐบาล อยู่ที่ประชาชนตัดสิน หากพรรคสร้างอนาคตไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากพอเป็นแกนนำรัฐบาลจะผลักดันสิ่งที่นำเสนอไปสู่การปฏิบัติ และการจะร่วมงานกับใครหรือไม่ทำงานกับใครจะพิจารณาบนเงื่อนไขสิ่งที่พรรคนำเสนอ

“ใครจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ให้ถึงวันนั้นก่อน หากพูดไปก็เป็นเรื่องสมมติไม่มีความจริงที่เกิดขึ้น ความจริงทางการเมืองไม่มีอะไรที่แน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้ จุดยืนของพรรคคือ การทำงานการเมืองเพื่อประชาชน” นายสนธิรัตน์กล่าว

ปักธงอีสาน – คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย เปิดผู้สมัคร ส.ส.อีสานตอนบน ประกาศความพร้อมเลือกตั้ง มั่นใจปักธงอีสานได้ ที่โรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 28 ส.ค.

‘เจ๊หน่อย’นำทัพทสท.บุกอีสาน
วันเดียวกัน ที่โรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จ.อุดรธานี คณะผู้บริหารพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) นำโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น นายอุดมเดช รัตนเสถียร นายประวัฒน์ อุตตะโมช นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ จัดประชุมเตรียม ความพร้อมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคอีสานตอนบนของพรรคไทยสร้างไทย

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ยืนยันว่าผู้สมัครของพรรคไทยสร้างไทยมีความพร้อมกว่า ร้อยละ 80 มีเพียงบางเขตเท่านั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาตัดสินใจเนื่องจากมีผู้สมัครเสนอตัวมากกว่า 1 คน จึงต้องดูการทำงานของแต่ละบุคคลเป็นหลัก เช่น จ.อุดรธานี มีการเปิดตัวผู้สมัครในหลายเวที และยังมีบางเขตเท่านั้นที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจ การลงพื้นที่อุดรธานี ได้รับการตอบรับที่ดีมาก พี่น้องประชาชนต้องการให้ผู้สมัครจากพรรคไทยสร้างไทยเข้าไปทำงาน โดยเฉพาะความ เชื่อมั่นที่มีต่อนโยบายของพรรค ไม่ว่าจะเป็นบำนาญประชาชนเดือนละ 3,000 บาท นโยบายเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี หรือนโยบายเกษตรราคาดี รวมทั้ง 30 บาทสุขภาพดีถ้วนหน้า พี่น้องประชาชนต่างมั่นใจว่าพรรคไทยสร้างไทยจะสามารถดูแลได้ตั้งแต่เกิดจนแก่ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าได้

“เชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมกันเปลี่ยนประเทศไทยเพื่อชีวิตที่ดีกว่า พร้อมจะทำงานหนักเพื่อพิสูจน์ตนเอง ในฐานะ ลูกอีสาน เข้าใจปัญหาของพี่น้องชาวอีสาน และมีวิธีการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายในการทำงานให้กับพี่น้องชาวอีสานและพี่น้องคน ตัวเล็ก ให้พี่น้องทุกคนหายจนหมดหนี้มี รายได้อย่างยั่งยืน” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

สรุปแคมเปญ‘ก้าวไกล NEXT’
ที่ทำการพรรคก้าวไกล(ก.ก.) ทางพรรคก้าวไกล จัดกิจกรรม “ก้าวไกล NEXT” ซึ่งเป็นแคมเปญรับฟังความเห็นจากประชาชน สมาชิกพรรค และผู้สนับสนุนของพรรค ที่ได้มีการเดินสายจัดเวทีขึ้นตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมทั้งช่องทางออนไลน์มาตลอดช่วงเดือนส.ค.จนถึงวันนี้ ซึ่งเป็นรอบการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในส่วนของกรุงเทพฯ และปริมณฑล

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา พรรคได้รับข้อเสนอในช่องทางออนไลน์มากกว่า 400 ข้อเสนอ, ได้สร้างบทสนทนามากกว่า 5,700 ครั้ง, มีผู้มีส่วนร่วมในการโหวตกว่า 6,000 ครั้ง และมีการเข้าถึงเว็บไซต์กว่า 10,000 ครั้ง รวมทั้งยังเปิดเวทีในพื้นที่กว่า 27 เวที ในทุกภาคทั่วประเทศ นอกจากโจทย์เรื่องการสื่อสาร การทำงานพื้นที่ และตัวผู้สมัครแล้ว สิ่งที่ได้รับการเสนอเข้ามามากที่สุดคือเรื่องนโยบาย มากกว่าเรื่องอื่นเป็นเท่าตัวถึง 204 เรื่อง ข้อเสนอเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงพลังของประชาชนที่พร้อมจะสร้างสรรค์ประเทศที่มีอนาคต มีความหวัง ที่คนไทยเท่าเทียมกันและประเทศไทยเท่าทันโลก

“เราจะทำให้พรรคก้าวไกลเป็นพรรคที่ไม่ใช่แค่ของ ส.ส. หรือแกนนำพรรคที่เป็นส.ส. แต่เป็นพรรคที่ประชาชนทุกคนร่วมกันสร้าง เราทำงานเพื่อหวังสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพื่อลาภ ยศ ตำแหน่ง แต่เพื่อขับเคลื่อนสังคมเราก้าวไปข้างหน้า นี่คือ DNA ของพรรคก้าวไกล เชื่อว่าประเทศไทยจะดีขึ้นกว่านี้ได้ และความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นจริงได้ ถ้าเราทุกคนมาร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยกัน” นายพิธากล่าว

ฟุตบอลสัมพันธ์ – นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค ร่วมแข่งฟุตบอลสานสัมพันธ์ ส.ส.กับผู้นำท้องถิ่น ในกิจกรรมพรรคประชาชาติพบประชาชน ที่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 28 ส.ค.

วุฒิสภาเตรียมเห็นชอบงบ 66
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา มีคำสั่งนัดประชุมวุฒิสภา วันที่ 30 ส.ค.เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ.2566 วงเงิน 3.185 ล้านล้านบาท ที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้วุฒิสภาต้องพิจารณาเห็นชอบภายใน 20 วันนับแต่ วันที่ได้รับร่างพ.ร.บ. คือวันที่ 24 ส.ค.

ก่อนหน้านั้นวุฒิสภาได้ตั้ง คณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 โดยมี พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ ส.ว. เป็นประธานกมธ. และมีผลการศึกษาที่เตรียมเสนอที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งมีข้อสังเกตที่สำคัญ คือ 1.ภาพรวมการใช้จ่ายงบประมาณขาดประสิทธิภาพและบางส่วนไม่สร้างประโยชน์ให้กับประชาชน เพราะเน้นค่าใช้จ่ายบริหารงานบุคลากรและค่าใช้จ่ายประจำ ขณะที่งบประมาณที่เน้นการกระจายรายได้ให้ประชาชนมีสัดส่วนเล็กน้อย และมีรูปแบบการใช้จ่ายจำนวนมากในลักษณะการฝึกอบรม ศึกษาดูงาน ทำให้งบที่จะลงทุนผ่านโครงการกิจกรรม สร้างรายได้และกระตุ้นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะสร้างประโยชน์ให้ประชาชน

2.การขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์และแผนงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณไม่ไปในทิศทางเดียวกัน และ 3.แผนงานและแผนงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณไม่เป็นไปตามหลักการบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานเชิงยุทธศาสตร์ โดยพบว่าหน่วยงานกำหนดวิสัยทัศน์ไม่สอดคล้องกับแผนงานระดับชาติ มีจุดชี้วัดที่ไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผลกระทบเชิงบวกกับประชาชน

ในรายงานของกมธ.ระบุว่า หลายหน่วยงานขอรับงบประมาณ ทั้งองค์กรอิสระ และศาล ทำคำของบประมาณที่ไม่จำเป็นและก่อให้เกิดภาระงบประมาณด้านสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าดูแลรักษา ค่าซ่อมบำรุง จำนวนมาก โดยเฉพาะคำของบประมาณเพื่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ ทั้งที่รัฐบาลปรับโครงสร้างองค์กรภาครัฐและลดอัตรากำลัง เน้นการพัฒนานวัตกรรมและบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน

ร่วมโต๊ะ – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับ 5 ลูกจ้าง กทม.ที่ได้รับคัดเลือก โดยพูดคุยสอบถามชีวิตความเป็นอยู่และรับฟังปัญหาการทำงาน ที่สำนักงานเขตทุ่งครุ กทม. เมื่อวันที่ 28 ส.ค.

แนะลดส่งเงินกองทุนบำเหน็จฯ
รายงานของกมธ. ยังมีข้อเสนอแนะ อาทิ ให้มีหน่วยงานกลางที่มีความเป็นอิสระเพื่อติดตามผลสัมฤทธิ์ในการใช้จ่ายงบประมาณ พร้อมกับประเมินผลการขับเคลื่อนทางยุทธศาสตร์ แผนปฏิรูป และการใช้จ่าย งบประมาณภาครัฐ, สร้างการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานภาครัฐบนฐานนวัตกรรม ทั้งกระบวนการ บริการสาธารณะ และนโยบายสาธารณะ รวมถึงพัฒนาระบบบริหารและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณ โดยให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ทำรายงานตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้

นอกจากนั้นยังเสนอแนะการลดภาระ รายจ่ายประจำ ด้วยการลดการส่งเงินเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญ จากที่กฎหมายกำหนดไว้ปีละ 20% เหลือเพียง 1% เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายกรณีเร่งด่วนตามสถานการณ์หรือการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ ตามพ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 72 กำหนดให้รัฐ ตั้งงบรายจ่ายประจำ ไม่น้อยกว่า 20% เป็นค่าบำเหน็จบำนาญของข้าราชการโดยให้ส่งเข้าบัญชีเงินสำรองจนกว่าดอกผลจะมีจำนวนเป็น 3 เท่าของ งบค่าบำเหน็จบำนาญ

ทั้งนี้ มาตรา 72 วรรคสาม กำหนดให้กรณีเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลอาจสั่งกองทุนส่งเงินออกบัญชีไปเป็นรายได้ของแผ่นดิน ที่ผ่านมารัฐจ่ายบำเหน็จบำนาญสูงขึ้น โดยปี 2566 ตั้งงบไว้ 2.7 แสนล้านบาท ทำให้ต้องตั้งงบสำรอง กว่า 5.4 หมื่นล้านบาท จึงเห็นสมควรให้กระทรวงการคลังทบทวนกำหนดสัดส่วนการตั้งงบประมาณเพื่อนำเข้าบัญชีเงินสำรองทุกปี หรือลดสัดส่วนเงินสำรองที่จ่ายเป็นค่าบำเหน็จบำนาญข้าราชการประจำปี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน