หนู-ป๊อกพบตู่ที่กลาโหมฝ่ายค้านยื่นเพิ่มพยาน8ปีปชป.สกัดฮุบ2กระทรวงปปช.ฟันขุนค้อนสมศักดิ์

‘บิ๊กตู่’ ร่วมวงมื้อกลางวัน ‘อนุทิน-อนุพงษ์’ หลังนำหมอเข้าตรวจอาการผิวหนังอักเสบ ที่ห้องทำงานกลาโหม ‘บิ๊กป้อม’ ฟิตเปรี๊ยะ ลุยตรวจบริหารจัดการน้ำฉะเชิงเทรา เด็กพปชร.เผยหัวหน้าพรรคยันเอง ‘ไม่แย่งเก้าอี้น้อง’ ปชป.ขวางพรรคแกนนำ ยึดโควตาเก้าอี้เกษตรฯ-พาณิชย์ กร้าวถ้าทำจริงคงรู้จะเกิดอะไรขึ้น ฝ่ายค้านยื่นเพิ่มพยานคดีปมวาระนายกฯ 8 ปี ‘โทนี่’ แซะ ‘ประยุทธ์’ ติดกับดักตัวเอง ชี้ ‘บิ๊กป้อม’ มีโอกาส 50-50 นั่งนายกฯ คนนอก ป.ป.ช.ชี้มูล ‘สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์’ อดีตประธานสภา กรณีเร่งผลักดันกฎหมายนิรโทษสุดซอย ส่งสำนวนอัยการพิจารณาสั่งฟ้อง

‘บิ๊กตู่’ให้‘หนู’นำแพทย์เช็กผิว
เมื่อวันที่ 31 ส.ค. นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กลาโหม ได้ประชุมหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่กระทรวงกลาโหม (กห.) เรื่องที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการเรื่องต่างๆ ตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้

นายอนุทินเปิดเผยว่า ในการเข้าพบกับพล.อ.ประยุทธ์ เป็นการนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง จากสถาบันโรคผิวหนังเข้าตรวจอาการของพล.อ.ประยุทธ์ เป็นการติดตามอาการต่อเนื่อง ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ มีสะเก็ดตรงบริเวณฝ่ามือเล็กน้อย เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ได้มอบหมายให้ตนนำหมอโรคผิวหนังไปตรวจดู วันนี้จึงได้นำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปตรวจดูในลักษณะการติดตามอาการ ซึ่งถือว่ามีอาการแพ้นิดหน่อย หรือที่เรียกว่าการอักเสบ (inflammation) แต่ไม่ใช่อาการภูมิแพ้ เป็นลักษณะของผิวหนังที่เกาและคันเล็กน้อยมีลักษณะการอักเสบไม่มีปัญหาอะไร ขณะนี้ถือว่าหายแล้ว

ร่วมวงกินข้าว-‘ป๊อก’ด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่าได้ถือโอกาสพูดคุยถึงสถานการณ์ทางการเมืองด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มีอะไร เนื่องจากไปถึงเวลาใกล้เที่ยงพล.อ.ประยุทธ์ได้ชวนทานข้าว จึงได้รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน เมนูคือกะเพราไก่ไข่ดาว ระหว่างการรับประทานอาหารได้พูดคุยกัน ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ได้สอบถามและพูดคุยถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ซึ่งท่านร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์อยู่ด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่ตนพูดถึงเรื่องอสม. ท่านได้ฟังอยู่ด้วย บอกว่าดีชี้แจงชัดเจน

“ในการพูดคุยพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ฝากอะไรเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ท่านเพียงแต่บอกว่าให้ช่วยกันประคับประคองดูแลรัฐบาลไปช่วยลุงป้อมทำงาน ซึ่งเป็นช่วงที่ท่านยัง ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่นายกฯได้ ส่วน พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ได้พูดอะไรแค่นั่งร่วมรับประทานอาหารกัน และส่วนใหญ่ผมเป็นคนชวนคุยคนเดียว เพราะผมเป็นคนขี้คุยและ คุยเล่น สำหรับพล.อ.ประยุทธ์ยังคงอารมณ์ดี มีสุขภาพจิตที่ดีไม่มีอะไร ท่านก็ทำงานตามหน้าที่ของท่าน ซึ่งการพูดคุยและร่วมรับประทานอาหารกลางวันใช้เวลาไม่นานมากเพราะแพทย์ใช้เวลาตรวจเช็กก่อนเป็นเวลา 30-40 นาที” นายอนุทินกล่าว

ต่อข้อถามว่าครั้งนี้ได้รับเชิญไปพร้อมกับพล.อ.อนุพงษ์หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ใช่ ตนไปพร้อมกับคณะแพทย์ตามที่พล.อ.ประยุทธ์เคยสั่งไว้เมื่อสองสัปดาห์ ที่ผ่านมาว่าให้นำแพทย์ที่เชี่ยวชาญไปตรวจ

ไม่เหงา – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เข้าหารือกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กลาโหม ที่ห้องทำงานในกระทรววงกลาโหม เมื่อวันที่ 31 ส.ค.

ปัดเม้าธ์‘บิ๊กป้อม’‘-แค่ส่องพระ
ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนของพล.อ.อนุพงษ์ได้นัดหมายกันล่วงหน้าไว้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้นัดกันเพื่อทานอาหาร ทำไมสื่อถึงสนใจในรายละเอียดมากนัก ต่อข้อถามว่าภาพที่ออกมาเกรงว่าจะมีการตีความว่านายอนุทินมีความสนิทสนมกับพล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.อนุพงษ์มากกว่าพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายอนุทิน ร้องโอ้ย พร้อมกล่าวว่า คิดอย่างนั้นไม่ได้ ตนก็เดินทางไปมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด มาแล้วหลายครั้ง เวลาพล.อ.ประวิตรเรียกไปหารือหรือมีโอกาสที่จำเป็นจะต้องหารือ เช่น ในช่วงการอภิปรายงบประมาณ บางครั้งต้องไปขอรับฟังว่าพรรคของท่านคิดอย่างไรหรือบางครั้งต้องไปแจ้งว่าพรรคภูมิใจไทยจะทำอย่างนี้

เช่นเดียวกับวันนี้ที่ต้องไปเรียนว่าเรื่องของกฎหมาย กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พรรคภูมิใจไทยขอโหวตในสูตรที่ไม่มีดอกเบี้ย สำหรับเงินกู้นี้ขอให้เป็นในรูปของเงินยืม รัฐไม่ควรจะไปหารายได้จากกองทุน จากคนที่นำไปเพื่อการศึกษา ก็ต้องไปเรียนท่านก่อน ไม่เช่นนั้นหากพรรคท่านต้องการให้มีดอกเบี้ย เดี๋ยวจะมีการไปตีความว่ามีความเห็นไม่ตรงกัน บางอย่างจึงจำเป็นต้องฟรีโหวตบางอย่างสามารถที่จะหารือกันได้

เมื่อถามว่าได้มีการหารือหรือพูดคุยกันถึงการทำงานของพล.อ.ประวิตรด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ไม่ได้คุยเลย ได้แต่ส่องพระ”

ยันไม่เคยมองเรื่องยุบสภา
นายอนุทินกล่าวถึงความกังวลเรื่องยุบสภาว่า ขอให้ดูวัตรปฏิบัติ พรรคการเมือง หัวหน้าพรรค ผู้บริหารพรรค ผู้สมัคร ส.ส.ของทุกพรรคลงพื้นที่อย่างเต็มที่อยู่แล้ว แสดงว่าเตรียมตัวเลือกตั้ง 3 ปีกว่าแล้ว ผู้ช่ำชองในสนามการเมืองรู้ว่าต้องมีความพร้อม ใครไม่พร้อมจะเหนื่อย ผู้สื่อข่าวถามว่าหากยุบสภาแต่ยังมีรักษาการนายกฯ ไปจนถึงประชุม เอเปกเดือนพ.ย.นี้ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะยุบสภาแล้วสภาพรัฐบาลเหมือนเป็ดง่อย รัฐธรรมนูญระบุหากยุบสภาต้องจัดเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน ส.ส.ต้องย้ายภายใน 30 วัน อย่าไปคิดอะไรนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด

ต่อข้อถามว่า กังวลหรือไม่การยุบสภาอาจคาบเกี่ยวช่วงประชุมเอเปก นายอนุทินกล่าวว่า ถ้ายุบสภาก็คือยุบสภา ไม่คาบเกี่ยวอะไรทั้งนั้น อย่าไปผูกเรื่องอะไร เพราะเมื่อยุบสภาแล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดเลือกตั้งให้เร็วที่สุด ถ้ายุบสภาแล้วต้องไปรับแขกบ้านแขกเมืองก็สงสารผู้นำ ใครจะอยากมาคุยกับเรา ถ้าเราไปเจอใครที่กำลังจะออกแล้วรักษาการอยู่ด้วย การเจรจาจะได้ผลอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่าไทม์ไลน์ยุบสภายังเป็นช่วงเดือน ธ.ค.นี้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตนไม่เคยมองเรื่องยุบสภาเพราะตนยุบไม่ได้ จึงเตรียมความพร้อมให้ดีที่สุดในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญปูทางหมดแล้ว ทั้งขีดเส้นและตีกรอบให้เดิน ถ้าออกนอกกรอบก็ผิดรัฐธรรมนูญ ไม่มีอะไรดีไปกว่าเดินตามรัฐธรรมนูญ เราพร้อมสำหรับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพราะเหลืออีก 7 เดือน และอย่างไรก็ไม่มีทางเกินมี.ค.2566 เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์ว่าเลือกตั้งครั้งหน้าจะเหลืออยู่ 5 พรรค ที่สามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ได้ นายอนุทินกล่าวว่า ตนสนใจอย่างเดียว ขอให้พรรคภูมิใจไทยเหลืออยู่และเป็นหนึ่งในเท่าไหร่ก็แล้วแต่

‘ประวิตร’ฟิตอีก-ลุยฉะเชิงเทรา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพล.อ.ประวิตร ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน โดยวันที่ 1 ก.ย. มีกำหนดเดินทางไปตรวจราชการที่ จ.ฉะเชิงเทรา โดยเวลา 08.00 น. ออกเดินทางจากมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ไปยังสถานีผลิตน้ำประปาฉะเชิงเทรา ต.วังตะเคียน อ.เมือง

โดยรับฟังรายงานสถานการณ์ภาพรวม และพื้นที่จ.ฉะเชิงเทรา จากนายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าฯฉะเชิงเทรา นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ฝั่งขวาแม่น้ำบางปะกง จาก นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน นายเอกชัย อัตถกาญน์นา รองผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค ปฏิบัติการ 3 สรุปสถานการณ์ น้ำต้นทุนเพื่อการผลิตน้ำประปาของ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา

เวลา 10.30 น. พล.อ.ประวิตรเดินทางโดยรถยนต์ไปยังบริเวณคลองนครเนื่องเขต (คลองท่าไข่) เพื่อเยี่ยมชมคลองนครเนื่องเขต (คลองท่าไข่) แล้วไปยังสำนักงานชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ประจำ จ.ฉะเชิงเทรา ต.หน้าเมือง อ.เมือง เพื่อเป็นประธานพิธีเปิดป้ายสำนักงานดังกล่าว

พปชร.ยันหัวหน้า‘ไม่แย่งเก้าอี้น้อง’
นายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรี ธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการประชุม ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และการเข้าพบพล.อ.ประวิตร ที่มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ช่วงเย็นวันที่ 30 ส.ค.ว่า พล.อ.ประวิตรได้แสดงความกังวลพร้อมทั้งมอบนโยบายให้ส.ส.ดูแลประชาชน ในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ และสำคัญมากที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน โดยพล.อ.ประวิตรได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ได้ต่อสายโทรศัพท์ไปหานายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ด้วยการคาดหวังให้การบริหารบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าแก้ไขปัญหาประชาชนได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการพูดถึงเรื่องการปรับครม.หรือไม่ นายรงค์ยืนยันว่าไม่มีการพูดถึง

เมื่อถามถึงกระแสข่าวเรื่องการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพี่น้อง ‘2 ป.’ นายรงค์ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรได้ย้ำตลอด ว่าทุกกระบวนการให้เป็นไปตามกฎหมาย และได้ปรารภเสมอว่า “ไม่แย่งเก้าอี้น้อง” และยังให้เกียรตินายกฯ อยู่เสมอ ซึ่งในฐานะลูกพรรคก็ได้รับทราบ และตระหนักถึงความสำคัญที่จะต้องปฏิบัติตามเจตจำนงของหัวหน้าพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าล่าสุด พล.อ.ประวิตรได้ลงนามคำสั่งพรรคพลังประชารัฐที่ 115/2565 เรื่อง แต่งตั้งทีมโฆษกพรรค เพื่อให้การบริหารงานของพรรคและหัวหน้าพรรค เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุตามอุดมการณ์ วัตุประสงค์และนโยบายของพรรค อาศัยอำนาจตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ พ.ศ.2561 และแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 17 โดยแต่งตั้ง น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และน.ส.ทิพานัน ศิริชนะ เป็นทีมโฆษกพรรค ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.2565 เป็นต้นไป

ปชป.ขวางยึดเกษตร-พาณิชย์คืน
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวกรณี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐภาคใต้ เสนอให้ปรับ ครม.ยึดคืนโควตากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ดูแลว่า เป็นเรื่องของ ส.ส.คนหนึ่งที่เสนอความเห็นให้ผู้มีอำนาจในรัฐบาลพิจารณา แต่เชื่อว่าผู้มีอำนาจคงไม่เต้นไปตามข้อเสนอนั้น เพราะตลอดเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ทำงานเป็นส่วนหนึ่งของพรรคร่วมรัฐบาลก็มีผลงานระดับหนึ่ง ตามอำนาจหน้าที่ในแต่ละกระทรวงที่รับผิดชอบ ส่วนความสัมพันธ์ภายในพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคแกนนำรัฐบาลก็ไม่มีปัญหาอะไร สามารถร่วมมือกันทำงานไปได้อย่างราบรื่น

ขณะนี้ใกล้เวลาที่สภาจะครบวาระ และมีการเลือกตั้งใหม่ อาจมีการเคลื่อนไหวของ ส.ส.บางคนให้เป็นสีสันขึ้นมาบ้าง ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้วิตกกังวลอะไร เรายังมุ่งมั่นทำงานตามนโยบายที่ประกาศไว้ โดยยึดหลัก “ทำได้ไว ทำได้จริง” มาอย่างต่อเนื่อง ตนไม่เชื่อว่าจะมีการยึดคืนโควตาดังกล่าว เพราะผู้มีอำนาจในรัฐบาลน่าจะทราบดีอยู่แล้วว่าถ้ายึดคืน 2 กระทรวงนี้จริงจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ฝ่ายค้านยื่นพยานเพิ่มปม 8 ปี
เวลา 13.00 น. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นหนังสือต่อนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา โดยมีนพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับหนังสือ กรณีการสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้อง พร้อมสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่นายกฯ และกำหนดให้ ผู้ถูกร้องเข้าชี้แจงภายใน 15 วัน โดยศาลรัฐธรรมนูญจะเรียกนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขานุการ กรธ. เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม

นพ.ชลน่านกล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้าน มีมติเห็นว่าพยานบุคคลทั้ง 2 ท่าน ยังไม่พอเพียงกับการสร้างดุลยภาพของการพิจารณาคดี จึงขอเสนอส่งรายชื่อพยานบุคคลซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมให้ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณา จากนั้นได้พบว่า ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้นัดไต่สวนพยาน เพียงแต่ทำบันทึกเป็นคำถามส่งให้นายมีชัย และนายปกรณ์ ตอบคำถาม แล้วส่งกลับไปยังศาลรัฐธรรมนูญ

ด้วยเหตุนี้พรรคร่วมฝ่านค้านจึงเปลี่ยนวิธีการเป็นการส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมผ่านประธานสภาไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ความเห็นของนักวิชาการด้านนิติศาสตร์ทั้ง 51 ท่าน แผ่นดีวีดีบันทึกภาพและเสียง เรื่อง การสัมภาษณ์พิเศษ นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ และน.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และอดีตกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อประเด็นการดำรงตำแหน่งของ นายกฯ เพื่อยืนยันความเห็นของฝ่ายค้านว่า พล.อ.ประยุทธ์ พ้นวาระการดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ 24 ส.ค.2565 แล้ว ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ถือว่าเป็นการก้าวล่วงอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เพราะข้อเท็จจริงได้ปรากฏต่อสาธารณะไปแล้ว

‘โทนี่’แซะ‘บิ๊กตู่’ติดกับดักตัวเอง
นายทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี่ วู้ดซัม กล่าวผ่าน CARE Talk x Care ClubHouse หัวข้อ “ประยุทธ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่…แล้วไงต่อ?” เมื่อค่ำ 30 ส.ค.ว่า หลักการคือ กฎหมายเขียนชัดเจนว่า 8 ปี แต่มาบอกว่าเริ่มจากตรงนั้นตรงนี้ ตอนเข้ามาฉีกกฎหมายทุกฉบับโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ แต่พอจะหมดอำนาจกลับเอากฎหมายทุกฉบับมาใช้หมด อยู่ได้ 8 ปีแล้วชักมัน อยากอยู่ต่อ จากที่ฉีกกฎหมาย เข้ามา วันนี้ไปเอาศรีธนญชัยมาช่วย ไม่ต้องการ 8 ปีเพราะกลัวเพื่อไทยอยู่เกิน เอา 8 ปีมาล็อกสุดท้ายติดกับดักตัวเอง

หลักที่สองคือหลักรัฐศาสตร์ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและบ้านเมืองไม่ต้องถามคนข้างตัว วันนี้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการแล้ว ทุกโพลบอกว่าพอแล้ว คนเราต้องรู้จักพอ และหลักจริยธรรมถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำต้องแคร์ ถ้าตนเป็นพล.อ.ประยุทธ์ จะไม่รอให้ศาลตัดสิน ถอยแล้วหล่อกว่า ถ้าเมื่อไรศาลตัดสินแล้วกลับไปทำงานใหม่ พล.อ.ประยุทธ์จะไม่มีความสุขเลยในชีวิตจากวันนั้นเป็นต้นไป ตนพูดในฐานะรุ่นพี่ที่โดนมาก่อนทุกอย่าง ไม่กลับมาหล่อกว่า

ส่วนการเลือกนายกฯ คนใหม่หากพล.อ.ประยุทธ์พ้นจากตำแหน่ง ต้องเลือกคนในบัญชีก่อน ฝั่งรัฐบาลเหลือนายอนุทิน ซึ่งเต้นฟุตเวิร์กรอแล้ว อยู่ที่ว่าฝั่งรัฐบาลและส.ว.จะเลือกนายอนุทินหรือไม่ เชื่อว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ยอม ส.ว.และพรรคพลังประชารัฐไม่เลือก ฝั่งประชาธิปไตยก็ไม่เลือก ขณะที่ฝั่งประชาธิปไตยเหลือของพรรคเพื่อไทยพรรคเดียว ฝ่ายค้านก็คงไม่เลือก การเลือกคนนอกต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภารวมประมาณ 500 คน จะเอามาจากไหน จึงกลัวว่าจะติดล็อกปัญหานี้แล้วจะทำอย่างไรต่อ

50:50‘บิ๊กป้อม’นั่งนายกฯคนนอก
กรณีนายกฯ คนนอกตามมาตรา 272 วรรคสอง ทุกคนคงคิดตรงกันว่าเป็น พล.อ.ประวิตร วันนี้แนวโน้มมีอยู่ 2 อย่าง ไม่เดดล็อกก็ได้พล.อ.ประวิตรเป็นนายกฯ คนนอก คนอื่นดูจะเข้าไปยาก เพราะส.ว.เป็นตัวล็อก และเป็นคนของพล.อ.ประวิตรทั้งนั้น จึงมีโอกาสสูง 50:50 ระหว่างพล.อ.ประวิตรกับการเกิดเดดล็อกในสภา

สมมติพล.อ.ประวิตรได้เป็นนายกฯ คนนอก พรรคพลังประชารัฐจะคึกคัก ถ้ายุบสภาพรรคพลังประชารัฐจะไม่คึกคักเท่าที่ควร ต้องดูว่าพรรคพลังประชารัฐจะเสนอชื่อใครเป็นนายกฯ คงไม่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์แน่นอน เพราะ พล.อ.ประวิตรต้องเสนอคนที่ทำงานแทนให้ ซึ่งอาจเปลี่ยนจากทหารเป็นตำรวจ ที่เขาว่าเป็น ป.ที่สี่ พรรคที่สร้างใหม่โอกาสน้อยที่จะได้เสนอชื่อนายกฯ จะเหลือแค่พรรคหลัก 5 พรรค และที่พูดกันว่าพรรคพลังประชารัฐจะจับมือพรรคเพื่อไทย จะจับกันอย่างไรตนมองไม่ออก

ส่วนจุดจบทางการเมืองของพล.อ. ประยุทธ์ จะโดนเช็กบิลหรือไม่ นายทักษิณกล่าวว่า ไม่ทราบ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องถาม พล.อ.ประวิตร เพราะเป็นคนคัดสรรคนไปลงในองค์กรอิสระจำนวนมาก ซึ่งดูยาก ไม่อยากวิจารณ์มาก เมื่อถามถึงโอกาสที่พล.อ. ประยุทธ์จะลี้ภัย นายทักษิณกล่าวว่า เป็นคำถามที่ดีแต่ตอบยาก เพราะความเป็นธรรมบ้านเรามันหายาก ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร แต่ถ้าต้องมาก็มาเช่าบ้านตนอยู่ได้ แล้วตนจะกลับไปแทน ส่วนโอกาสที่จะเกิดการรัฐประหารนั้น ยากขึ้นเรื่อยๆ

‘ทิพานัน’สวนกลับทันควัน
ด้านน.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวตอบโต้นายทักษิณว่า การพาดพิงถึง พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลี้ภัย แล้วให้ไปเช่าบ้านนายทักษิณอยู่ รวมถึงที่แนะว่าผู้นำต้องมองหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ต้องรู้จักพอ และจริยธรรมเป็นเรื่องที่ผู้นำต้องแคร์นั้น ขอชี้แจงว่า พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งใจทำประโยชน์ให้ชาติมาโดยตลอดด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่จำเป็นต้องลี้ภัยใดๆ และสามารถทำคุณประโยชน์ให้ชาติทุกๆ ด้านได้

“ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นเพียงปัญหา ข้อกฎหมาย ไม่ใช่ปัญหาที่ผู้นำไม่เคารพกฎหมายหรือไม่มีจริยธรรม เอามาเปรียบเทียบกับการไร้จริยธรรมและการทุจริตคอร์รัปชั่นหนีคดีอย่างนายทักษิณ และน.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรไม่ได้ และถึงแม้หาก พล.อ.ประยุทธ์ ต้องยุติหรือไม่ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ก็ยังดำเนินชีวิตตามปกติได้เพราะ เป็นเพียงการกำหนดวาระตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่วาระสุดท้ายแบบใครบางคน” น.ส. ทิพานันกล่าว

‘ชวน’ส่งคำร้องสูตร 100 ให้ศาล
เวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า จากการตรวจสอบรายชื่อและคำร้องของ นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ และคณะที่ ขอให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยจากลายเซ็นสมาชิกรัฐสภาทั้ง 106 คน มี 3 คนที่ลายเซ็นไม่เหมือนที่ให้ไว้กับรัฐสภาก่อนหน้านี้ จึงส่งกลับไปให้เจ้าตัวยืนยัน มีการยืนยันกลับมา 2 ลายเซ็น จึงเหลือผู้เข้าร่วมยื่นรายชื่อทั้งสิ้น 105 คน ถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 132 ประกอบมาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) และข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 14

ดังนั้น วันนี้ประธานรัฐสภาได้ลงนามในคำร้อง เพื่อส่งหนังสือดังกล่าวแล้วเพื่อจัดส่งหนังสือไปยังประธานศาลรัฐธรรมนูญ และจะนำส่งภายในเย็นวันนี้ทันที ขณะเดียวกันได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังนพ.ระวีกับคณะ และนายกฯ เพื่อทราบต่อไป

ฟัน‘สมศักดิ์’ดันนิรโทษสุดซอย
เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการ ป.ป.ช. โฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. นายภูเทพ ทวีโชติธนากุล ผู้ช่วยเลขาธิการป.ป.ช. รองโฆษก ป.ป.ช. ร่วมแถลงข่าวถึงผลการดำเนินงานระหว่าง ม.ค.-ก.ค.2565

นายนิวัติไชยกล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร กรณีกล่าวหานายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กับพวกรวม 42 ราย ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการเสนอ และพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทาง การเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ฉบับที่… พ.ศ….. (พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย)

พฤติการณ์ของนายสมศักดิ์กับพวก ร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ทำผิดข้อบังคับในการประชุมสภา ปี 2551 หลายประการ เช่น มีการเร่งรีบให้ส.ส.ลงมติ และไม่ทำหน้าที่ส่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่มีการโต้แย้งทักท้วงว่าการแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงินต้องส่งให้หน่วยงานอื่นของรัฐพิจารณาก่อนหรือไม่ ไม่ทำหน้าที่ตามระเบียบข้อบังคับสภา เร่งรีบผลักดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษสุดซอย โดยไม่ทำหน้าที่ของมติที่ประชุมสภาว่าการขอแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นการขัดกับหลักการแห่งร่างหรือไม่ อย่างไร มีการเสนอมาตราหนึ่งเข้ามา ตามหลักการต้องส่งเข้าที่ประชุมสภาพิจารณาก่อนว่า สิ่งที่ส่งมาใหม่ขัดหลักการหรือไม่ แต่นายสมศักดิ์ไม่เสนอ

การกระทำดังกล่าวถือว่าไม่เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เป็นการดำเนินการ ที่มิชอบ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติชี้มูลความผิดนายสมศักดิ์กับพวก ในฐานะเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือโดยมิชอบ ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. ปี 2542 แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 213/1 ปัจจุบันได้ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อพิจารณาแล้ว

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน