ชี้แจง‘แค่คนเคยรู้จัก’กมธ.เรียกเข้าให้ข้อมูล
‘ส.ว.ธานี’ ร่อนจ.ม.แจง-ยอมรับ รู้จัก ‘ส.ต.ท.หญิง กรศศิร์’ แต่ขาดการติดต่อนานแล้ว ยืนยันไม่ได้ใช้ตำแหน่งยัดเข้าตำรวจ ฮึ่มจัดการทุกสื่อทุกคลิปทุกโพสต์ที่กล่าวหาตามความเหมาะสม กมธ.ป.ป.ช.เรียกสอบ 20 คน สางปมการเข้ารับราชการของส.ต.ท.ฉาวและส.ท.หญิงผู้เสียหาย รวมถึงกรณีไปช่วยราชการที่กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ส่วนป.ป.ช.เผยอยู่ระหว่างพิจารณาคำร้องไต่สวนส.ว.ที่เป็นข่าว เหตุผู้ร้องไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร
เมื่อวันที่ 31 ส.ค. พล.ต.ต.อุดร วงษ์ชื่น ผบก.ส.1 ลงนามคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน เนื่องจาก ส.ต.ท.หญิง กรศศิร์ บัวแย้ม ผบ.หมู่ กก.4 บก.ส.1 ต้องหาคดีอาญา โดยพนักงานสอบสวน สภ.เมืองราชบุรี มีพยานหลักฐานเพียงพอในการแจ้งข้อกล่าวหา เรื่องค้ามนุษย์ฯ บังใช้แรงงานหรือบริการ และเอาคนลงเป็นทาส, ประทุษร้ายต่อร่างกายและจิตใจฯ เหตุเกิดบ้านเลขที่ 128/6 หมู่ 4 ต.โคกหม้อ อ.เมือง จ.ราชบุรี ระหว่าง 5 ม.ค.2564 – 13 ส.ค.2565 อันเป็นกรณีถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีเหตุให้พักราชการได้ตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 3(1)(2) หากให้อยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดการเสียหายฯ พิจารณาแล้วการสอบสวนพิจารณาคดีจะไม่เสร็จสิ้นโดยเร็ว
ที่รัฐสภา นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกกมธ.ป.ป.ช. สภา ผู้แทนราษฎร และนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล ในฐานะกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ร่วมกันแถลงกรณีแต่งตั้งส.ต.ท.หญิง กรศศิร์ บัวแย้ม และส.ท.หญิงปัทมา ศิริรัตน์ เข้ารับราชการทหาร และให้ไปช่วยราชการกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า โดยมิชอบ และยังมีชื่อเป็นผู้ช่วยส.ว.คนหนึ่ง รวมทั้งยังได้รับแต่งตั้งไปปฏิบัติหน้าที่ในกมธ.กฎหมายฯ สนช.
นายธีรัจชัยกล่าวว่า กมธ.มอบหมายให้เป็นเจ้าของเรื่องรับผิดชอบตรวจสอบเรื่องนี้ และคณะอนุกมธ.คณะที่ 2 ในกมธ.ป.ป.ช. ทั้งนี้สิ่งที่กมธ.ตรวจพบ หลังจากข่าวออกมาว่ามีรายชื่อที่วัดแห่งหนึ่ง โดยมีชื่อของส.ว.ปัจจุบัน กับส.ต.ท.หญิง กรศศิร์ บัวแย้ม ซึ่งชื่อเปิดเผยออกมาแล้ว กระบวนการรับบุคคลเข้ารับราชการตำรวจนั้น เป็นไปโดยชอบหรือไม่ เนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีการยกเว้นเกณฑ์การบรรจุแต่งตั้งที่จะต้องมีอายุไม่เกิน 35 ปี โดยอ้างว่าวุฒิปวส. ด้านบัญชี เป็นคุณวุฒิที่ขาดแคลน และได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเป็นจริงหรือไม่
เพราะจากข้อมูลที่เปิดเผยออกมา มีการให้การจากผู้เสียหายในคดีทำร้ายร่างกายว่า ส.ต.ท.หญิงพักอาศัยอยู่จ.ราชบุรีตลอด ไม่ได้ไปปฏิบัติราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่ยังมีชื่อช่วยราชการและได้สิทธิต่างๆ มากมาย ไม่ว่าเบี้ยเลี้ยง เบี้ยเสี่ยงภัย อายุราชการทวีคูณ ข้อสงสัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมตั้งข้อสงสัย เพราะมีสิ่งที่เราเรียกว่าบัญชีผี หรือตัวบุคคลที่ไม่ได้ปฏิบัติราชการจริง แต่มีชื่อรับราชการ รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ต่างๆ อยู่หรือไม่ และจากกรณีนี้ทำให้เราตั้งข้อสงสัยว่าส.ว.ที่หลายท่านมีผู้ช่วย ผู้ประสานงานเป็นตำรวจและทหาร จะรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับข้อสงสัย บัญชีผีเหล่านี้หรือไม่ โดยเพื่อให้ความกระจ่างแก่สังคม กมธ. มีมติเชิญบุคคลเข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริง
“โดยรายชื่อบุคคลที่จะเชิญมาชี้แจงในกมธ.ป.ป.ช. มีจำนวน 20 กว่าคน โดยจะเชิญ ส.ท.หญิง ปัทมา ศิริรัตน์ ผู้เสียหายมาให้ข้อมูลก่อนในวันที่ 8 ก.ย.นี้ ยืนยันว่ากมธ.สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด ทั้งความรับผิดชอบทางการเมือง และทางกฎหมาย เช่น การแต่งตั้งโดยมิชอบ เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจะรายงานให้ประชาชนทราบต่อไป” นายธีรัจชัยกล่าว
ด้านนายรังสิมันต์กล่าวว่า กมธ.การกฎหมายฯ จะดำเนินการตรวจสอบ ดังนี้ 1.บันทึกการประชุมกมธ.กฎหมายฯ สนช. ในการแต่งตั้ง ส.ต.ท.หญิง กรศศิร์ เป็นที่ปรึกษา และ 2.บัญชีรายชื่อผู้ช่วยดำเนินงาน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ชำนาญการของ ส.ว.
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับส.ว.ที่กมธ.จะเชิญให้มาชี้แจงคือ นายธานี อ่อนละเอียด
ที่สำนักงานป.ป.ช. นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีร้องเรียนให้ไต่สวนส.ว.รายหนึ่ง ถูกกล่าวหาฝากหญิงสาวเข้ารับราชการตำรวจชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ว่า จากการตรวจสอบคำร้องจากผู้ร้องเรียน พบว่า เป็นการตัดข่าวจากสื่อมวลชนมาแปะ จึงต้องถามผู้ร้องว่าทราบข้อมูลจากไหน รู้รายละเอียดอย่างไร เพราะตามคำร้องไม่ระบุว่า ส.ว.คนนั้นคือใคร อาจบอกว่าเป็นหน้าที่ของป.ป.ช. ตรวจสอบ แต่อย่าลืมว่าในกฎหมาย ต้องระบุชื่อผู้กล่าวหาด้วย หากไม่ระบุให้ชัดเจน ป.ป.ช.มีสิทธิตามกฎหมายจะรับหรือไม่รับก็ได้ ไม่ใช่จะร้องให้ป.ป.ช.ตรวจสอบทุกเรื่อง แต่ละเรื่องต้องมีข้อมูลเพียงพอ แต่วันนี้มีข้อมูลออกมาว่าน่าจะเป็นคนนี้หรือไม่ ป.ป.ช.คงต้องไปตามต่อ
นายนิวัติไชยกล่าวว่า กรณีนี้แบ่งข้อเท็จจริงเบื้องต้นเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.กรณี ส.ว.ที่ถูกกล่าวหาว่าฝากบุคคลเข้าทำงานหน่วยงานราชการ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เอาหญิงสาวรายนี้ไปบรรจุเป็นตำรวจได้อย่างไร ต้องดูการดำเนินการว่า ส.ว.มีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ ถ้าไม่มี หรือเป็นผู้สนับสนุน อาจต้องดูเรื่องมาตรฐานจริยธรรมว่า กรณีเป็นส.ว.ฝากคนบรรจุเป็นข้าราชการ ทำได้หรือไม่ ผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ หากผิดจริยธรรมร้ายแรงเป็นอำนาจหน้าที่ ป.ป.ช. เพื่อชี้มูลความผิด ส่งศาลฎีกาถอดถอน หากไม่ใช่อำนาจหน้าที่ ป.ป.ช. เป็นเรื่องของสภาต้องไปว่าต่อ 2.กรณี ส.ต.ท.หญิง เข้าบรรจุเป็นตำรวจได้อย่างไร เท่าที่ทราบขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบอยู่ หากมีการร้องเรียนป.ป.ช. ว่า การบรรจุดังกล่าวเป็นการสอบเข้า หรือบรรจุเป็นกรณีพิเศษ หรือยกเว้นระเบียบวิธีปฏิบัติอย่างไร ถ้าดำเนินการไม่ถูกต้อง สามารถเอาผิดข้าราชการตำรวจที่รับหญิงสาวรายนี้บรรจุได้เหมือนกัน
เมื่อถามว่า จำเป็นต้องเรียก ส.ว.รายนี้ มาไต่สวนหรือให้ปากคำแก่ป.ป.ช. หรือไม่ นายนิวัติไชยกล่าวว่า เบื้องต้นเรื่องอยู่ระหว่างสำนักการข่าววิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงอยู่ระหว่างพิจารณาคำร้องของผู้ร้องเรียน แต่ยังไม่มีการระบุชื่อผู้ถูกกล่าวหาว่าคือใคร คงต้องรอดูข้อเท็จจริงก่อน ยังไม่สามารถปรักปรำใครได้ เพราะทุกเรื่องเป็นประเด็นหมด ทั้งนี้หากการไต่สวนพบว่าเรื่องมีมูล จะต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน หลังจากนั้นจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาให้ทราบต่อไป
วันเดียวกัน นายธานี อ่อนละเอียด ออกเอกสารชี้แจงกรณีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือหญิงสาวเข้ารับราชการตำรวจ ว่า กรณีปรากฏเป็นข่าวมีการทำร้ายร่างกายกันของผู้หญิง 2 คน มีการดำเนินคดีกันที่ศาลจังหวัดราชบุรี ข่าวดังกล่าวเป็นข้อพิพาทของบุคคล 2 คน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือรู้เห็นเป็นใจต่อการกระทำดังกล่าว เคยรู้จักและเคยสนิทสนมกับตำรวจหญิงตามที่เป็นข่าว แต่ได้ขาดการติดต่อกันมานานแล้ว
ดังนั้น การเสนอข่าวใดๆ สื่อควรจะคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพของสตรี และควรคำนึงถึงเส้นแบ่ง ไม่เข้าไปก้าวล่วงเรื่องส่วนตัวของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ผลที่เกิดขึ้นจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนต่างๆ และคำกล่าวอ้างที่หาตนใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อหลายสถาบันหลายองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันวุฒิสภา คงต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบจริยธรรมของวุฒิสภาและคณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ พร้อมแสดงข้อเท็จจริงต่อกระบวนการตรวจสอบ หากคณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรมของทั้งสองหน่วยงานมีมติประการใด พร้อมน้อมรับคำวินิจฉัยนั้น สื่อมวลชนต่างๆ คงจะทราบถึงข้อเท็จจริงและผลการวินิจฉัย และกระบวนการสอบสวนเช่นนี้ใช้ระยะเวลาไม่นาน
นายธานีระบุว่า ไม่ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบตามข้อกล่าวหา หน่วยงานดังกล่าวล้วนแต่มีระเบียบข้อบังคับในการแต่งตั้ง โยกย้าย ขอความกรุณาสื่อมวลชนไม่ควรเสนอข่าวในทำนองที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อคณะกรรมาธิการหรือตัวกระผม ท้ายนี้ หากมีความคืบหน้าประการใด จะแถลงต่อสื่อมวลชนต่อไป ผมให้ทีมงานติดตามโพสต์ทุกโพสต์ เพจทุกเพจ สื่อทุกสื่อ เพื่อดำเนินการไปตามความเหมาะสมต่อไป