ถนนน้ำท่วม-จมครึ่งคัน สายหลักรถติดโกลาหล ลามไปถึงปทุมฯ-นนท์ อุตุเตือนมรสุมลูกใหม่

ฝนถล่มกรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วงเย็น ยันดึก ปทุมธานี-นนทบุรีโดนด้วย ถนนสายหลักรถติดสาหัส แจ้งวัฒนะน้ำท่วมสูงครึ่งคันรถเก๋ง ฝ่าน้ำกันระทึก วัดดังปากเกร็ดระดมเสริมกระสอบทราย ตั้งเครื่องสูบเพิ่ม ที่ชุมชนริมเขื่อน ธัญบุรี ปทุมธานี น้ำทะลักเข้าบ้านเรือนนับร้อยหลัง ส่วนถนนรังสิต-ปทุมฯ น้ำท่วมยาวเหยียดหลายกิโล กรมทรัพยากรธรณีเตือน 25 จังหวัดฝนเทหนัก ระวังน้ำป่าหลาก-ดินถล่มซ้ำ กำชับทุกภาค ฝนหนักเกินวันละ 100 ม.ม. สั่งทุกเหล่าทัพตั้งหน่วยช่วยอพยพพื้นที่น้ำท่วม พายุถล่ม ‘บิ๊กป้อม’ ย้ำครม.รับมือฝนหนักก.ย.-ต.ค. 3 เขื่อน ทั้งเจ้าพระยา ป่าสักฯ และพระรามหก ลดระบายน้ำ ส่งผลให้อยุธยาน้ำเริ่มลด ครม.อนุมัติควักอีก 911 ล้าน ให้ 3 กระทรวง เกษตรฯ-ทรัพยากร-มหาดไทย จัดการน้ำ-ภัยแล้ง อุตุเตือนมรสุมลูกใหม่ถล่มไทย 6-9 ก.ย. ฝนเทหนักทุกภาค-ทะเลคลื่นสูง 3 เมตร

จมบาดาล – ถนนรามอินทราซอย 5 เขตบางเขน กทม. ถูกน้ำท่วมสูงหลังฝนตกหนักตลอดช่วงเย็นวันที่ 6 ก.ย. ชาวบ้านต้องเขียนป้ายเตือนผู้ใช้ยวดยานให้ขับช้าๆ เพราะน้ำทะลักเข้าบ้าน ขณะที่ทั่วพื้นที่กทม.และปริมณฑลมีฝนตกหนักเช่นกัน

รังสิต-แจ้งวัฒนะจมครึ่งคัน
เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นวันเดียวกัน มีฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่งผลให้มีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะถนนแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด ฝนที่ตกลงมาต่อเนื่อง ทำให้น้ำท่วมขังสูงบนถนนแจ้งวัฒนะ บางจุดพื้นที่ต่ำมีน้ำท่วมสูง รถยนต์ที่ขับผ่านไปมาต่างต้องขับฝ่ากระแสน้ำที่ท่วมสูงกว่าครึ่งคัน

เช่นเดียวกับถนนรังสิต-ปทุมธานี ฝนที่ตกต่อเนื่องทำให้มีน้ำท่วมขังหลายจุดเป็นทางยาว โดยเฉพาะช่วงแยกบางพูนไปทางสะพานข้ามทางรถไฟ และช่วงบริเวณหน้าหมู่บ้าน 200 ปี รวมถึงต่างระดับรังสิต ถนนพหลโยธิน

ที่ชุมชนริมเขื่อนสะพานแดง ต.ประชา ธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ซึ่งมีบ้านเรือนของประชาชนตามซอยต่างๆ หลายร้อยหลัง คาเรือน เกิดน้ำท่วมฉับพลันเนื่องจากท่อระบายน้ำตามซอยต่างๆ ไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน ส่งผลให้น้ำที่รอการระบายเข้าท่วมบ้านยันห้องนอน ประชาชนในพื้นที่ต่างร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแก้ปัญหาให้ด้วย

ส่วนที่บริเวณวัดสนามเหนือ ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มีการเสริมกระสอบทรายทำเเนวเดินทางเท้า เพื่อให้ประชาชนที่โดยสารไปยังท่าเรือเดินทางได้สะดวก เเละทางเทศบาลนครปากเกร็ดติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อเตรียมรับมือกับระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เเละให้เจ้าหน้าที่ทำทางเดินไม้ชั่วคราวยกสูง 60 ซ.ม. ในเขตบ้านที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในกรณีที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น

ท่วมหนัก – สภาพถนนศรีสมาน ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ถูกน้ำท่วมหนัก หลังฝนตกตลอดช่วงเย็น ทำให้การจราจรติดขัด เช่นเดียวกับหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีฝนตกเป็นบริเวณกว้าง เมื่อวันที่ 6 ก.ย.

3 เขื่อนลดระบาย-อยุธยาน้ำลด
ด้านนายธนากร ตันติกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา กล่าวถึงสถานการณ์น้ำใน จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า เขื่อนเจ้าพระยาได้ปรับลดการระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนที่ 1,475 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลทำให้ปริมาณที่ไหลผ่าน จ.พระนครศรีอยุธยา คลองต่างๆ แม่น้ำน้อยที่รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ลดลงอย่างเฉลี่ยประมาณ 20.30 ซ.ม. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ลดการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสักที่ท้ายเขื่อน 266 ลบ.ม.ต่อวินาที และเขื่อนพระรามหก อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนที่ 416 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลทำให้ระดับน้ำลดลงประมาณ 10 ซ.ม.

จากการคาดการณ์ เฝ้าติดตามสถานการณ์ของกรมชลประทาน พบว่าช่วงเดือนก.ย.ยังคงมีฝนตกหนัก จึงพิจารณาปรับลดหรือเพิ่มการระบายน้ำให้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ทางกรมชลประทานจะมีการแจ้งเตือนให้ทราบล่วงหน้า

ในส่วนของการระบายน้ำเข้าทุ่งรับน้ำหรือแก้มลิง ขณะนี้พบว่าชาวนาในทุ่งบางบาล ผักไห่ เสนา เริ่มเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว คาดว่าจะหมดแล้วเสร็จตามที่ได้มีการตกลงกันเอาไว้กับชาวนาก่อนวันที่ 15 ก.ย. ซึ่งจะมีการระบายน้ำเข้าสู่ทุ่งนามากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำ และฝนที่จะตกในช่วงของเดือนก.ย.

เตือน 25 จว.น้ำป่าบ่า-ดินถล่ม
ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แจ้งเตือนเฝ้าระวังภัยดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ในระยะ 1-2 วันนี้ โดยขอให้อาสาสมัครเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัยของกรมทรัพยากรธรณี และประชาชน ในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน ตาก เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน น่าน พะเยา กำแพงเพชร อุทัยธานี อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย ชัยภูมิ นครราชสีมา อุบลราชธานี กาญจนบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ระนอง พังงา และสุราษฎร์ธานี เฝ้าระวังภัยดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ในระหว่างวันที่ 6-7 ก.ย.

โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มบริเวณ อ.ชาติตระการ นครไทย วังทอง จ.พิษณุโลก อ.เมือง เขาค้อ หล่มสัก หล่มเก่า ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ อ.ด่านซ้าย ภูหลวง ภูกระดึง จ.เลย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ อ.ปากช่อง สีคิ้ว วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา อ.เมือง แกลง เขาชะเมา จ.ระยอง อ.ขลุง มะขาม เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี อ.บ่อไร่ เขาสมิง เกาะช้าง จ.ตราด อ.เมือง กระบุรี ละอุ่น กะเปอร์ สุขสำราญ จ.ระนอง และอ.กะปง คุระบุรี ตะกั่วป่า จ.พังงา เนื่องจากมีฝนตกหนักวัดปริมาณน้ำฝนต่อวันมากกว่า 100 มิลลิเมตร และเริ่มมีน้ำป่าไหลหลากในบางพื้นที่แล้ว อาจส่งผลให้เกิดดินถล่มได้

8 จังหวัดยังท่วม
ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) รายงานอิทธิพลจากร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนบน และภาคกลางตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศ ไทย และอ่าวไทย มีกำลังแรงขึ้น ทำให้มี ฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมาก บางพื้นที่ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง น้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ โดยตั้งแต่วันที่ 4-6 ก.ย. ทำให้เกิดสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา เพชรบูรณ์ เลย ศรีสะเกษ สมุทรปราการ ระยอง และตรัง รวม 12 อำเภอ 14 ตำบล 24 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 52 ครัวเรือน

ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัด รวม 4 อำเภอ 5 ตำบล 7 หมู่บ้าน คือ เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา และระยอง

ขณะที่ผลกระทบจากพายุหมาอ๊อน (MAON) และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยช่วงที่ ผ่านมา รวมถึงการระบายน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา โดยสถานการณ์ล่าสุดยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และปทุมธานี รวม 14 อำเภอ 124 ตำบล 596 หมู่บ้าน

ฝนยังหนัก-ทะเลคลื่นสูง
วันเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบน บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศลาว ภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ส่งผลทำให้ร่องมรสุมกำลังแรงเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย มีกำลังค่อนข้างแรง ทะเลคลื่นสูง 2-3 เมตร ทำให้ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม

จังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง มีดังนี้ วันที่ 6-7 ก.ย. ภาคเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ แพร่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี, ภาคกลาง จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล, ภาค ตะวันออก จ.นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด และภาคใต้ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่

ส่วนวันที่ 8-9 ก.ย. ภาคเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.เลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี, ภาคกลาง จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล, ภาค ตะวันออก จ.นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด และภาคใต้ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา และภูเก็ต

ทหารเปิดหน่วยช่วยอพยพ
ขณะที่ พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม (กห.) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กลาโหม ได้กำชับสั่งการทุกเหล่าทัพ ที่มีหน่วยทหารในพื้นที่ทั่วประเทศ เตรียมยกระดับสนับสนุนรับมือกับสถานการณ์การเตือนภัย จากร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านและปกคลุมไทย ส่งผลฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักมากในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยให้ประสานทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและจิตอาสาในพื้นที่ และเตรียมปฏิบัติตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของแต่ละเหล่าทัพและหน่วยทหารในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะการติดตามเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัยแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ทั้งนี้ ให้กระจายกำลังเร่งด่วนเข้าช่วยเหลือและอพยพประชาชน ทรัพย์สินมีค่าออกจากพื้นที่ และหากจำเป็นวิกฤตให้เปิดพื้นที่หน่วยทหารรับการอพยพประชาชนเข้าดูแล พร้อมกันนี้ ให้สนับสนุนเคลื่อนย้ายกำลังพล เครื่องมือช่างและเครื่องสูบน้ำ เข้าแก้ปัญหาพื้นที่วิกฤตทันที เพื่อลดความเสียหายและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ขณะนี้กห.โดยทุกเหล่าทัพ ได้กระจายกำลังพลกว่า 2,500 นาย

ควักให้ 3 กระทรวง 911 ล.
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกรัฐบาล แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประวิตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการในที่ประชุมครม.รับมือสถานการณ์น้ำ ในช่วงเดือนก.ย.-ต.ค.นี้ โดยในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีฝนตกหนัก อาจทำให้เกิดน้ำท่วมขัง และมีแนวโน้มน้ำเพิ่มขึ้นจากปริมาณน้ำฝน จึงขอให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เร่งดูแลช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถาน การณ์น้ำท่วมขังอย่างทันท่วงที และสั่งการ ให้มีการฟื้นฟูเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ให้คลี่คลายโดยเร็ว และเตรียมความพร้อมการบริหารจัดการมวลน้ำที่มีจำนวนมากที่อาจจะมา

นายอนุชากล่าวว่า และสั่งการให้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) จัดตั้งศูนย์อำนวยการน้ำส่วนหน้า ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ที่จ.อุบลราชธานี โดยคาดว่าจะดำเนินการในวันที่ 8 ก.ย.นี้ และให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นเจ้าภาพในการบูรณาการทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อที่จะช่วยเหลือประชาชน

นายอนุชากล่าวต่อว่า ครม.ได้อนุมัติ งบกลาง วงเงิน 911.7120 ล้านบาท สำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ของสทนช. เพื่อใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2565 และน้ำแล้งปี 2565-2566 เพื่อดำเนินโครงการสำคัญเร่งด่วนเพื่อบรรเทาเดือดร้อน จากอุทกภัย ให้ 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) รวม 7 หน่วยงานดำเนินงาน 576 รายการ

โดยให้กรมชลประทาน กษ. จำนวน 4 โครงการ วงเงิน 192 ล้านบาท, ทส. จำนวน 519 โครงการ วงเงินรวม 619 ล้านบาท แบ่งเป็นกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จำนวน 496 โครงการ วงเงิน 376 ล้านบาท และกรมทรัพยากรน้ำ จำนวน 23 โครงการ วงเงิน 243 ล้านบาท และมท. จำนวน 53 โครงการ วงเงินรวม 99 ล้านบาท ประกอบด้วย จังหวัด จำนวน 1 โครงการ วงเงิน 4.5 ล้านบาท องค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 40 โครงการ วงเงิน 62 ล้านบาท องค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 11 โครงการ วงเงิน 31 ล้านบาท และเทศบาลตำบล จำนวน 1 โครงการ วงเงิน 1.6 ล้านบาท

กรมชลฯได้เพิ่มอีก 663 ล้าน
ทั้งนี้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์กว่า 3,542 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 542 ครัวเรือน ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 3.32 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) กำจัดผักตบ วัชพืชน้ำได้ถึง 97,988 ตัน รวมถึงจะซ่อมแซม/ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ให้ใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์อีก 9 แห่ง

ครม.ยังอนุมัติงบประมาณ ปี 2565 ให้กรมชลประทาน กษ. รวม 663,879,300 บาท จัดหาเครื่องจักรกลสูบน้ำ 203 เครื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง รวม 3 รายการ เป็นเครื่องสูบน้ำชนิดหอยโข่งขับด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาดท่อต่างๆ ดังนี้ ขนาดท่อส่งไม่น้อยกว่า 8 นิ้ว จำนวน 27 เครื่อง งบประมาณ 67,130,100 บาท ขนาด ท่อส่งไม่น้อยกว่า 10 นิ้ว จำนวน 34 เครื่อง งบประมาณ 99,749,200 บาท ขนาดท่อส่ง ไม่น้อยกว่า 14 นิ้ว จำนวน 142 เครื่อง งบประมาณ 497 ล้านบาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน