13กย.ลุ้นครม. ช่วยเปราะบาง

อนุมัติ‘กฟผ.’กู้ ครม.อนุมัติวงเงิน 8.5 หมื่นล้าน เพื่อเสริมสภาพคล่องปีหน้า ไว้บริหารค่าเอฟทีที่รัฐบาลสั่งตรึง ลดภาระประชาชน ส่วนกลุ่มเปราะบางลุ้นครม. เคาะ 13 ก.ย. มติกบง.ช่วยลดค่าไฟฟ้าระหว่าง ก.ย.-ธ.ค. รมว.พลังงานยัน ทันรอบบิลกันยานี้แน่นอน

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เปิดเผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกฯ เป็นประธานว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบการ กู้เงินเพื่อบริหารภาระค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) วงเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นวงเงินเสริมสภาพคล่องให้กฟผ. หลังจากมีภาระในการดูแลค่าเอฟที โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน ส่วนเรื่องการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยนั้น เรียนกับพล.อ.ประวิตรแล้ว จะนำเรื่องที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กบง.) มีมติเห็นชอบก่อนหน้านี้ เข้าสู่การประชุมครม.ในสัปดาห์หน้า ส่วนค่าเอฟทีรอบใหม่ที่จะดูแลให้กับกลุ่มเปราะบาง 2 กลุ่มนั้น จะดำเนินการให้ทันบิลค่าไฟฟ้าเดือน ก.ย.ที่จะเรียกเก็บปลายเดือนนี้

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ แนวทางจะเป็นการทำคู่ขนานกันไปในเรื่องของการดูแลช่วยเหลือประชาชน และจะมีในเรื่องของการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ซึ่งหลายคนให้ความสนใจ โดยมีขั้นตอนต่างๆ ซึ่งเป็นความร่วมมือกันหลายหน่วยงาน ทั้ง 3 การไฟฟ้า และกระทรวงพลังงานเองเพื่อให้กระบวนการต่างๆ ในการอนุมัติมีความรวดเร็วมากขึ้น เพื่อให้ภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและความต้องการติดตั้งทำได้รวดเร็วมากขึ้น

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.เห็นชอบให้กฟผ.กู้วงเงินไม่เกิน 85,000 ล้านบาท โดยให้ กฟผ.สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสมตามสภาพคล่องและสภาวะตลาดเงินในขณะนั้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการภาระหนี้

โอกาสนี้ ครม.ยังรับทราบผลการบริหารอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือเอฟที ของ กฟผ. ตามมติกบง.ในการประชุมครั้งที่ 4/2565 เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2565

นายอนุชากล่าวต่อว่า สถานการณ์ราคาพลังงานปัจจุบัน ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ กฟผ. ยังคงต้องรับภาระอัตราค่าเอฟทีที่เพิ่มขึ้น โดยชะลอการนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงงวดตั้งแต่เดือนก.ย.-ธ.ค. (งวดปัจจุบัน) จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ผลักภาระเป็น ค่าใช้จ่ายของประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล ในการช่วยเหลือลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลอัตราค่าบริการพลังงานไฟฟ้า ตามนโยบายภาครัฐได้มอบหมายให้ กฟผ. ช่วยรับภาระอัตราค่าเอฟทีที่เพิ่มขึ้น ชะลอการนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่งวดเดือนก.ย.-ธ.ค. 64 จนถึงงวดเดือนพ.ค.-ส.ค. 2565 เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 87,849 ล้านบาท (ค่าประมาณการ ณ มี.ค. 2565) ที่จะเรียกเก็บกับประชาชนในระยะนี้เลื่อนออกไปก่อนส่งผลให้ กฟผ. ต้องรับภาระอัตราค่าเอฟทีทำให้สภาพคล่องทางการเงินลดลงอย่างต่อเนื่อง

นายอนุชากล่าวอีกว่า โดยประมาณการ กระแสเงินสดของ กฟผ. ว่า จะขาดเงินสูงสุดในวันที่ 30 มี.ค. 2566 ประมาณ 74,000 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินเพิ่มเติม ในปีงบประมาณ 2566 เพื่อบริหารภาระค่าเอฟทีตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้กรอบวงเงินไม่เกิน 84,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย สัญญากู้ยืมเงิน (Term Loan) กู้เบิกเกินบัญชี ตั๋วสัญญาใช้เงิน การทำ Trust Receipt (T/R) และการทำสัญญากู้เงินเมื่อทวงถาม (Cal l Loan) ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการ ค้ำประกันการชำระหนี้ของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือสถาบันการเงินของภาครัฐ

ทั้งนี้มติที่ประชุม กบง. ครั้งที่ 4/2565 เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2565 รับทราบผลการบริหารอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าเอฟที ของ กฟผ. ซึ่งจะช่วยรับภาระค่าเอฟทีที่เพิ่มขึ้นชะลอการนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงที่สูงขึ้น มาเรียกเก็บกับประชาชนระยะนี้ไว้ก่อน เพื่อช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนตามมติคณะรัฐมนตรี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน