ศาลถกวันนี้ยันยังไม่ชี้ หลุดอีก-บันทึกกรธ.501 หักล้างคำชี้แจง‘มีชัย’ สมคิดนั่งประธานสอท. รัฐสภาตีตกปิดสวิตช์สว.
เปิดเอกสาร ‘บิ๊กตู่’ แก้ข้อกล่าวหาคดี 8 ปี ยันขาดตอนตำแหน่งนายกฯ จากปี 57 ต้องเริ่มนับใหม่จาก รธน.ปี 60 ขอศาลพิพากษาโดยปราศจากอคติ หลุดว่อนอีก บันทึก กรธ. ประชุมครั้งที่ 501 หักล้างคำชี้แจง ‘มีชัย’ เลขาฯ ศาลรธน.เผยประธานเสียใจ กังวลเอกสารหลุด หวั่นกระทบบุคคลภายนอก แจงประชุมพิจารณาคดีนายกฯ 8 ปี วันพฤหัสฯ นี้ เป็นไปตามขั้นตอนปกติ หากหลักฐานครบ นัดวินิจฉัยช่วงเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน ‘วิษณุ’ ระบุมีไม้เด็ดแก้ต่าง พรรคสร้างอนาคตไทยตั้ง ‘สมคิด’ นั่งประธานพรรค ดีเดย์เปิดตัววันนี้ รัฐสภาโหวตคว่ำร่างแก้ รธน. ปิดสวิตช์ส.ว.
ว่อน!บันทึกกรธ.หักล้าง‘มีชัย’
เมื่อวันที่ 7 ก.ย. จากกรณีโลกออนไลน์เผยแพร่เอกสารการชี้แจงของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ส่งถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 โดยยืนยันการนับวาระนายกฯ 8 ปีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มวันที่ 6 เม.ย.2560 หรือวันที่รัฐธรรมนูญปี 2560 มีผลบังคับใช้ และตอนหนึ่งอ้างถึงรายงานการ ประชุมกรธ. ครั้งที่ 500 ว่าเป็นรายงานไม่ครบถ้วน เหมือนมีการสรุปรายงานตามความเข้าใจของผู้จด กรธ.ยังไม่ได้ตรวจรับรองรายงานการประชุม เพราะเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย
ต่อมา มีการแชร์เผยแพร่เอกสารบันทึกรายงานการประชุมกรธ.ครั้งที่ 501 เมื่อวันอังคารที่ 11 ก.ย.2561 โดยระเบียบวาระที่ 2 เป็นการรับรองบันทึกการประชุม ระบุคณะกรรมการมีมติรับรองบันทึกการประชุมครั้งที่ 497 วันอังคารที่ 28 ส.ค.2561 ถึงครั้งที่ 500 วันศุกร์ที่ 7 ก.ย.2561 ซึ่งเท่ากับว่า ที่ประชุมได้รับการรับรองรายงานการประชุมครั้งที่ 500 แล้ว และไม่ตรงกับสิ่งที่นายมีชัยทำเอกสารชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดคำชี้แจง‘บิ๊กตู่’-นับตามรธน.60
สำหรับศาลรัฐธรรมนูญได้เรียกประชุมนัดพิเศษวันที่ 8 ก.ย. เพื่อพิจารณาคดีวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 7 ก.ย. ในโซเชี่ยลมีการเผยแพร่เอกสารคำชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งหมด 23 หน้า 8 หัวข้อ
โดยเป็นการคัดค้านแก้ข้อกล่าวหาเรื่องการนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของ ผู้ร้องว่า แม้การดำรงตำแหน่งนายกฯ ครั้งแรก จะเริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2557 และเป็นนายกฯ ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน แต่ไม่อาจนำระยะเวลาการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มานับรวมกับการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ได้ เนื่องจากความเป็นนายกฯ ครั้งแรก ตั้งแต่ 24 ส.ค.2557 สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.2560 พร้อมกับการสิ้นสุดลงของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ดังนั้น ความเป็นนายกฯ ครั้งแรก จึงขาดตอนจากรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ในวันที่ 6 เม.ย.2560 แล้ว
การดำรงตำแหน่งนายกฯ เมื่อ 6 เม.ย.2560 ต่อเนื่องมานั้น เป็นไปตามบทเฉพาะกาล มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่กำหนดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่บริหารราชการแผ่นดินในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2560 ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายหลังเลือกตั้งการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญปี 2560
อ้างความเห็นกฤษฎีกา
พล.อ.ประยุทธ์ยังชี้แจงถึงข้อกำหนดห้ามเป็นนายกฯ เกิน 8 ปี ตามมาตรา 158 ว่าเป็นบทบัญญัติกฎหมายที่เป็นการจำกัดสิทธิ ดังนั้น ต้องตีความอย่างแคบและโดยเคร่งครัด จะตีความอย่างกว้าง ให้หมายความรวมถึงการเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญฉบับอื่นมิได้ ซึ่งหลักการตีความกฎหมายเรื่องการจำกัดสิทธิของบุคคลนี้ ตรงกับแนวทางความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ที่มีส่วนร่วมเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วย นายธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย นาย นรชิต สิงหเสนี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ นายประพันธ์ นัยโกวิท นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นาย อัชพร จารุจินดา และนายอุดม รัฐอมฤต
ในประเด็นการดำรงตำแหน่งไม่ขัดกับหลักมาตรฐานสากลและเจตนารมณ์ของมาตรา 158 วรรคสี่ ระบุว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความชื่อสัตย์สุจริตและด้วยความจงรักภักดี สำนึกในหน้าที่และประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด ไม่เคยใช้อำนาจการเป็นผู้นำประเทศ หาผลประโยชน์ให้ตนเองหรือพวกพ้อง
“ดังนั้น ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งนายกฯ เป็นระยะเวลาเท่าใด ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ไม่เคยใช้อำนาจผู้นำประเทศหรืออำนาจทางทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของตัวเอง หรือของวงศาคณาญาติ หรือพวกพ้อง และไม่เคยคิดช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้ที่ทำความเสียหายให้ประเทศหรือประโยชน์ของสาธารณะของประชาชน ให้กลับมามีอำนาจหรือเป็นผู้นำประเทศเพื่อใช้อำนาจ ก่อผลเสียต่อประโยชน์ของประเทศอย่างรุนแรงได้อีก”
ขอศาลปราศจากอคติ
ขณะเดียวกัน ยังชี้แจงกรณีการไม่เปิดเผยบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินนั้น เป็นการใช้อำนาจพิจารณาวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ได้ตีความไว้
ศาลรัฐธรรมนูญต้องตีความและใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญในเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามหลักกฎหมาย มิใช่ตามข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปของประชาชน ที่สำคัญคือ ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาพิพากษาอรรถคดีโดยปราศจากอคติทั้งปวง หากศาลรัฐธรรมนูญนำเอาข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่โดยทั่วไปของประชาชนมาใช้ตีความกฎหมาย หรือวินิจฉัยพิพากษา ย่อมเป็นช่องทางที่จะทำให้เกิดอคติในการวินิจฉัยหรือพิจารณาพิพากษาอรรถคดีได้
ในคำชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ยังหยิบยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังมาประกอบด้วย
ในตอนท้าย ระบุว่า การดำรงตำแหน่งที่มีข้อจำกัดห้ามดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปี ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 158 วรรคสี่นั้น หมายถึงการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เท่านั้น มิได้หมายความรวมถึงการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญฉบับอื่น หากรัฐธรรมนูญปี 2560 มีเจตนารมณ์ที่จะให้หมายรวมถึงการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญฉบับอื่นด้วยก็ย่อมต้องบัญญัติไว้โดยแจ้งชัด
ข้อกล่าวหาของผู้ร้อง จึงไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 และไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม
ศาลรธน.ยันนัดประชุมตามปกติ
เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แถลงข่าวกรณีที่นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดพิเศษ เพื่อกำหนดแนวทางพิจารณากรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งคำร้องของส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่หรือไม่
นายเชาวนะกล่าวว่า นับตั้งแต่ศาลได้รับ คำร้องกรณีเมื่อวันที่ 24 ส.ค.2565 ศาลได้พิจารณากระบวนพิจารณามาเป็นลำดับเป็น กระบวนการปกติ การที่ศาลนัดประชุมใน วันที่ 8 ก.ย. ไม่ได้เป็นการเร่งเวลา หรือทำให้ช้าลง ยืนยันว่าเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ถามว่าคดีนี้มีความสำคัญหรือไม่ ก็เป็นคดีที่ศาลให้ความสำคัญ แต่ดำเนินกระบวนพิจารณาตามปกติ ไม่ได้มีการลัดขั้นตอน
ขอเรียนว่า วันที่ 8 ก.ย. เป็นเพียงการนำพยานหลักฐานที่ศาลได้รับมาพิจารณาว่าเพียงพอที่จะวินิจฉัยหรือไม่ ถ้าไม่พอจะต้องแสวงหาเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งตามวิธีที่กฎหมายกำหนดทำได้ เช่น การให้บุคคลหรือหน่วยงานของรัฐชี้แจง หรือจะดำเนินกระบวนการไต่สวนก็ได้
ฉะนั้นที่มีข่าวทำนองว่าหลังการพิจารณาวันที่ 8 ก.ย.แล้ว มีการนัดอ่านคำวินิจฉัยในอีก 15 วัน และมีการกำหนดว่าผลของการพิจารณาจะออกมาเป็นกี่เสียง ยืนยันว่ายังไม่มีเงื่อนไขของการกำหนดวัน และยังไม่ถึงขั้นลงมติ การนัดวินิจฉัยตามกฎหมายกำหนดไว้ในบางคดีบางเรื่อง เช่น คดีที่เกี่ยวข้องกับ งบประมาณ ร่างรัฐธรรมนูญ จะกำหนดเฉพาะเจาะจงว่าจะวินิจฉัยภายใน 15 วัน 30 วัน แต่คำร้องลักษณะกฎหมายไม่ได้กำหนด ขึ้นอยู่กับที่ประชุมจะพิจารณา
แจงขั้นตอนนัดวินิจฉัย
การที่ศาลจะกำหนดวันวินิจฉัย ตามข้อหมายได้กำหนดไว้เพียงปัจจัยเดียวคือ เมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอต่อการพิจารณา และให้ความยุติธรรม ก็จะกำหนดประเด็นวินิจฉัย และจะนัดอ่านความเห็นของตุลาการแต่ละท่าน และนัดอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟัง ซึ่งปกติคำร้องที่มีกรณี ศาลจะลงมติช่วงเช้าและอ่านช่วงบ่าย
ส่วนการที่ศาลจะนัดอ่านถ้าไม่ได้เป็นเรื่องที่มีการไต่สวน จะนัดวินิจฉัยหลังพยานหลักฐานครบถ้วนแล้วไม่น้อยกว่า 7 วัน แต่ถ้าอยู่ระหว่างการไต่สวนและเห็นว่าคดีมีข้อมูลเพียงต่อการวินิจฉัย จะนัดคู่กรณีฟังคำวินิจฉัย แต่คดีนี้ยังไม่ได้มีการไต่สวน ฉะนั้นในคดีนี้จะอยู่ในกรอบนัดวินิจฉัยไม่น้อยกว่า 7 วัน หลังจากศาลเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอวินิจฉัย
สำหรับความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งศาลรับฟัง แต่ไม่ได้เอามาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ศาลจะยึดสำนวนคดีเป็นหลัก ตุลาการทั้ง 9 คนล้วนเป็นอิสระ ไม่มีใครรู้ว่าใครจะวินิจฉัยอย่างไร และขณะนี้ยังไม่ได้เป็นที่ยุติว่าพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ การที่บอกว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างนั้นอย่างนี้ จึงเป็นการด่วนสรุปที่เร็วเกินไป
เผยประธานกังวลเอกสารหลุด
นายเชาวนะยังกล่าวถึงกรณีหนังสือชี้แจงของนายมีชัยหลุดในโลกโซเชี่ยลว่า ไม่ยืนยันว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่ แต่ยืนยันว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญ และกังวลใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเนื้อหากระทบผู้ให้ความเห็นและพาดพิงไปถึงคู่ความ จึงให้สำนักงานติดตามว่าเอกสารมีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ที่ผ่านมาเมื่อมีเอกสารรั่วไหลในชั้นธุรการ จะกำชับให้พึงระมัดระวัง แต่เมื่อมีการรั่วไหล ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังให้เกิดความรอบคอบและรัดกุม ยืนยันว่าประธานไม่ได้นิ่งนอนใจ ท่านห่วงใย และรู้สึกเสียใจ จึงให้สำนักงานระมัดระวัง และดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งจะเอาผิดใครได้หรือไม่ต้อง รอดูผลการตรวจสอบก่อน
ส่วนที่เอกสารชี้แจงของนายกฯ หลุดในโซเชี่ยลอีก ทางสำนักงานยังไม่ทราบ แต่จะพยายามอย่างเต็มที่ควบคุม เมื่อมีเหตุก็จะต้องเพิ่มมาตรการ เพราะประธานห่วงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลภายนอก ส่วนตัวท่านไม่ได้หวั่นไหว และยืนยันว่าจะทำหน้าที่ให้ เข้มแข็งมั่นคง
‘วิษณุ’ให้รอฟังคำวินิจฉัย
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องเอกสารการชี้แจงของนายมีชัย ตนไปยืนยันไม่ได้เพราะไม่ทราบเรื่อง เท่าที่ฟังไม่ได้ออกมาจากนายมีชัย คล้ายกับว่าเมื่อส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้วออกมาจากทางนั้นหรืออย่างไรไม่ทราบ ส่วนเอกสารบันทึกการประชุม กรธ.ครั้งที่ 501 ที่เหมือนว่านายมีชัยรับรองการประชุมครั้งที่ 500 นั้น ไม่รู้เรื่อง ยังไม่เห็นเอกสารที่หักล้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากเอกสารหักล้างมีสาระสำคัญ ศาลรัฐธรรมนูญจะหยิบมาพิจารณาเพิ่มเติมหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ทั้งหมดและสิ่งเหล่านี้ไปอยู่ในคำให้การที่พล.อ.ประยุทธ์ ให้การสู้คดีไปแล้ว การประชุมครั้งที่ 500 มีส่วนที่ทีมกฎหมายนายกฯ ยกขึ้นมาหักล้างได้ เป็นการหักคนละอย่างกับนายมีชัย และศาลสามารถแสวงหาข้อเท็จจริงในการประชุม ครั้งที่ 501 ได้ ไม่มีปัญหา “ผมไม่เห็นการประชุมครั้งที่ 501 ครั้งที่ 500 ก็ไม่เคยเห็น อ่านจากสื่อ จึงเห็นการประชุมครั้งที่ 501 แต่ไม่ขอตอบว่าเป็นประเด็นสำคัญที่จะหักล้างการประชุมครั้งที่ 500 ของนายมีชัย ซึ่งผมมี คำตอบแล้วแต่ผมไม่ตอบ”
ต่อข้อถามว่าเท่าที่ได้อ่านคำชี้แจงนายกฯ ให้เริ่มนับวาระดำรงตำแหน่งนายกฯ ตั้งแต่ปีไหน นายวิษณุกล่าวว่า บอกไปแล้วว่าไม่ใช่ 24 ส.ค.2557 ส่วนจะเป็นวันไหนแล้วแต่ศาล แต่จะไปยึดปี 2562 เพื่ออะไร เพราะพอถึงปี 2570 ครบ 8 ปี หรือถ้านับปี 2560 จะไปครบปี 2568 แต่จะยืดไปถึงขนาดนั้นทำไมเพราะถึง 23 มี.ค.2566 ก็ไปกันหมดแล้ว
แย้มมีไม้เด็ดแก้ต่าง
“การประชุมทั้ง 500, 501 502 ไม่มีน้ำหนัก ประเด็นคือการประชุมเพื่อทำหนังสือ ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็แล้วแต่ต้องดูว่าหนังสือที่ออกมานั้นว่าอย่างไร เพราะเจตนาของหนังสือนี้ออกมาเอาไว้ใช้เป็นคู่มือในการตีความรัฐธรรมนูญ ในความคิดของผมควรให้น้ำหนักกับรัฐธรรมมนูญและหนังสือคู่มือตีความที่เป็นจุดมุ่งหมาย มากกว่าความเห็นในภายหลังของนายมีชัย และยังมีอะไรอย่างอื่นที่ดีๆ เดี๋ยวสื่อก็จะรู้ เพราะเวลาที่รัฐบาลชี้แจงไปคงไม่ได้ระบุครั้งที่ 500 หรือ 501 แต่มีอย่างอื่น เพราะตัวหนังสือกับความเห็นของนายมีชัย เป็นคนละเรื่องกัน และการชี้แจงของนายมีชัยไม่ได้ปรากฏในหนังสือ อาจตั้งใจให้นับย้อนไปตั้งแต่ปี 2557 ก็ได้ แต่ไม่ได้เขียนเอาไว้” นายวิษณุกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ามองถึงกรณีข่าวหลุดในประเด็นต่างๆ อย่างไร นายวิษณุกล่าวว่า เป็นธรรมดา คนเรามีทั้งรัก ทั้งชัง แต่ไม่มีปัญหา ถือว่าดีคนที่ไม่รู้จะได้รู้ แต่ทั้งหมดให้รอฟังคำตัดสินจะดีที่สุดเพราะศาลอาจจะไม่ฟังใครสักคนก็เป็นได้ เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า หากจบการประชุมเอเปกในเดือนพ.ย.นี้แล้วพล.อ.ประยุทธ์จะวางมือ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่เคยคุยกัน นายกฯ จะจบหรือไม่จบไม่รู้ แต่ตนจบ
ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธให้สัมภาษณ์เรื่องเอกสารชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญของพลอ.ประยุทธ์ หลุด
ฝ่ายค้านส่งเอกสารแย้งด่วน
เวลา 14.45 น. ที่รัฐสภา พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านนพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภา ให้ส่งหลักฐานเพิ่มเติมถึงศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด เพื่อประกอบการวินิจฉัยวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปี ของพล.อ.ประยุทธ์
นพ.ชลน่านกล่าวว่า สืบเนื่องจากมีเอกสารที่หลุดออกมาเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ ฝ่ายค้านเห็นว่าคำชี้แจงของนายมีชัย เข้าข่ายให้การเท็จต่อศาล เราคัดค้านความเห็นของนายมีชัย จึงรวบรวมความเห็นในการคัดค้านหรือโต้แย้งเอกสารดังกล่าว เพื่อยืนยันว่าวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ ต้องนับวันที่ 24 ส.ค.2557 จะอ้างวันที่ 6 เม.ย.2560 ไม่ได้ เพราะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายกฯในปี 2557 และมีการดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมา
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองเจตนาที่เอกสารหลุดอย่างไร นพ.ชลน่านกล่าวว่า มองได้หลายมุม แต่สิ่งที่คาดการณ์ได้ คือเหมือนการโยนให้สังคมได้วิจารณ์ว่าคิดอย่างไรในประเด็นนี้ เพื่อทดสอบกระแสสังคม เพราะแนวทางการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะให้น้ำหนัก 2 ด้าน คือ ด้านข้อกฎหมาย และด้านข้อเท็จจริงทางรัฐศาสตร์ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษอย่างไรต่อสังคม สุดท้ายหากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามที่นายมีชัยให้ความเห็น จะตอกย้ำถึงความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการอยากอยู่ยาวของนายกฯ แต่จะสร้างความขัดแย้งจนเกิดวิกฤตขนาดไหนยังไม่รู้
เมื่อถามว่า สิ่งที่นายมีชัยเคยระบุในบันทึกการประชุมครั้งที่ 500 ในปี 2561 กับสิ่งที่นายมีชัยชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในครั้งล่าสุด อะไรมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือมากกว่า นพ.ชลน่านกล่าวว่า ปี 2561 มีความ น่าเชื่อมากกว่า เพราะตอนนั้นนายมีชัยมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน แต่สิ่งที่ชี้แจงล่าสุด นายมีชัยลืมแม้กระทั่งว่ามีบันทึกการประชุมครั้งที่ 501 แสดงถึงการมีสติไม่ครบถ้วน
ข้องใจ‘มีชัย’พูด2ครั้งไม่ตรงกัน
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ในเอกสารบันทึกการประชุม กรธ.ครั้งที่ 501 เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2561 มีกรธ.ที่ร่วมประชุม 18 ราย ไม่มาประชุม 2 ราย โดยนายมีชัย ในฐานะประธาน กรธ. และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธาน กรธ.คนที่หนึ่ง เข้าร่วมประชุมด้วยนั้น ระเบียบวาระที่ 2 ของการประชุม กรธ.ครั้งที่ 501 มีการรับรองบันทึกการประชุม กรธ.ครั้งที่ 497 เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2561 ถึงครั้งที่ 500 เมื่อ 7 ก.ย.2561 ถือเป็นใบเสร็จและหมัดน็อก นายมีชัยย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าทำไมพูด 2 ครั้งถึงไม่ตรงกัน มีเจตนาเล็งเห็นผลอย่างไรหรือไม่ ความเห็นของนายมีชัยถือเป็นเพียงความเห็นหนึ่งในระบบไต่สวน อยู่ที่ศาลจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่มีใครก้าวล่วงหรือกดดันศาลได้
“พล.อ.ประยุทธ์ ติดกับดักรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาเอง ไม่มีใครอยากให้มีอภินิหารทางกฎหมายเกิดขึ้น ถ้าพล.อ.ประยุทธ์รอด อาจเหมือนรบชนะแต่แพ้สงคราม เมื่อประชาชนไม่ยอมรับ เวลาที่เหลืออยู่อันน้อยนิดของพล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากจนอยู่ไม่ได้” นายอนุสรณ์กล่าว
ก้าวไกลเหน็บมีสองร่าง
ด้านนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า เอกสารคำชี้แจงของนายมีชัย หากเป็นฉบับจริง หมายความว่ามีนายมีชัย 2 คนในเวลานี้ ถ้าเป็นไปตามที่เอกสารหลุด แสดงให้เห็นว่าถ้อยคำของนายมีชัย ที่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่าการจดของชวเลขคลาดเคลื่อนและไม่ครบ ก็จะโต้แย้งประโยคเหล่านี้ น้ำหนักของเอกสารจะไม่มาก และการตีความอื่นๆ ของนายมีชัย ไม่สามารถฟังได้ตามหลักการ ถ้าตีความให้นับวันแรกการเป็นนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ คือ 6 เม.ย.2560 ขัดแย้งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ วิกฤตทางการเมืองต่อไปจะเกิดขึ้นจากตรงนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่าการปล่อยเอกสารดังกล่าวจงใจให้เห็นว่าอาจต้องเป็นไปตามนั้นหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าว คิดว่า 1.อาจเป็นการโยนหินถามทาง 2.มิติทางการเมือง หลังดูแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ มีโอกาสไม่ได้กลับมาเป็น นายกฯ หรือไม่ อาจทำให้องคาพยพเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่น และตีตัวออกห่าง การส่งเอกสารแบบนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้กำลังใจและความมั่นใจกับองคาพยพ ที่อาจรู้สึกว่าต้องรอพล.อ.ประยุทธ์ แต่ยังไม่มั่นใจว่าเอกสารฉบับนั้นจะเป็นของนายมีชัยจริงหรือไม่ อาจเป็นเอกสารที่ใครทำมาก็ได้
“พล.อ.ประยุทธ์ลาออกดีกว่า ท่านอยู่มานานพอแล้ว เป็นนายกฯ ท่านได้มาทุกอย่างแล้ว 8 ปี เป็นเรื่องมหัศจรรย์แล้ว ดังนั้นถึงเวลาพอได้แล้ว เพื่อเปิดทางให้สภาเลือก นายกฯ ที่มีความเหมาะสมที่ยึดโยงกับประชาชน” นายรังสิมันต์กล่าว
‘เต้’สั่นกระดิ่งเรียกสติ
ที่รัฐสภา นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ แถลงเรียกร้องให้นายมีชัย ออกมาชี้แจงกรณีที่มีเอกสารที่ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญให้นับวาระนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ ในวันที่ 6 เม.ย.2560 ว่าเป็นเอกสารจริงหรือปลอม หากเป็นเอกสารจริงตนจะไปแจ้งความต่อกองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับนายมีชัยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177 เพราะถือว่านายมีชัยพูดความเท็จ เนื่องจากการชี้แจงไม่ตรงกับรายงานของกรธ.
ในประเทศไทยมีนักกฎหมายที่เก่งๆ อยู่ 2-3 คน และคนที่ร่างรัฐธรรมนูญเก่งที่สุดคือ นายมีชัยที่รับใช้เผด็จการมาทั้งชีวิตจนถึงอายุ 84 ปี ถ้านักกฎหมายที่เป็นเสาหลักของบ้านเมืองพูดจากลับไปกลับมา จะทำให้คนที่เรียนนิติศาสตร์ เรียนกฎหมายจับหลักอะไร ไม่ได้เลย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายมงคลกิตติ์แถลงข่าวได้มีการสั่นกระดิ่ง และระบุว่า “เคาะเรียกสตินายมีชัย ไม่ได้เรียกสตางค์ให้ท่าน เพราะท่านเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญในประเทศไทยมาหลายอย่างแล้ว อย่าให้ลูกหลานของท่านต้องจดจำในสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่ทำประโยชน์ให้บ้านเมือง

ตั้งปธ.พรรค – นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค พร้อมแกนนำพรรค ร่วมประชุมกรรมการบริหารพรรควาระพิเศษ มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นประธานพรรคสร้างอนาคตไทย เมื่อ 7 ก.ย. ที่โรงแรมรามา การ์เด้นส์ วิภาวดี
สอท.ตั้ง‘สมคิด’ประธานพรรค
เมื่อเวลา 10.30 น. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. พรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) จัดประชุมใหญ่เตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้ง โดยมีผู้บริหารพรรค อาทิ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ประธานภาคใต้ นายสุพล ฟองงาม รองหัวหน้าพรรค ประธานภาคอีสาน นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรค ประธานกรุงเทพฯ นายสันติ กีระนันทน์ รองหัวหน้าพรรค ประธานฝ่ายนโยบาย นายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าพรรค ผู้อำนวยการพรรค นายกำพล ปัญญาโกเมศ รองหัวหน้าพรรค ประธานฝ่ายวิชาการ นายนริศ เชยกลิ่น รองหัวหน้าพรรค โฆษกพรรค และนายวัชระ กรรณิการ์ รองเลขาธิการพรรค ประธานภาคกลาง พร้อมว่าที่ผู้แสดงเจตจำนงเป็นผู้สมัคร ส.ส.พรรคทั่วประเทศ กว่า 300 คน เข้าร่วมประชุม
นอกจากนี้ยังได้จัดประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) วาระพิเศษ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ แต่งตั้ง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นประธานพรรคสร้างอนาคตไทย
นายอุตตมกล่าวว่า ที่ประชุมกก.บห. ครั้งที่ 11/2565 รับทราบเรื่องการสมัครเป็นสมาชิกพรรคสร้างอนาคตไทยของนายสมคิด สมาชิกเลขที่ 10021971 ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย.2565 และมีมติเอกฉันท์ แต่งตั้ง นายสมคิด ให้ดำรงตำแหน่งประธานพรรคสร้างอนาคตไทย เพื่อเป็นผู้นำอุดมการณ์และร่วมกับสมาชิกพรรค ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของพรรคสร้างอนาคตไทย โดยวันที่ 8 ก.ย. นายสมคิดจะเข้าร่วมประชุมกับผู้บริหารพรรค และว่าที่ผู้แสดงเจตจำนงเป็นผู้สมัคร ส.ส.พรรคทั่วประเทศ
รัฐสภาถกอำนาจส.ว.เลือกนายกฯ
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม 4 ฉบับ คือ1.ร่างแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 43 เกี่ยวกับเรื่องสิทธิของบุคคล และชุมชน 2.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 25 วรรคห้า แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 29 เพิ่มมาตรา 29/1 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 34 มาตรา 44 มาตรา 45 มาตรา 47 และมาตรา 48 เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพิ่มสิทธิในกระบวนการยุติธรรม 3.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 159 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 วรรคสอง เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติและที่มาของนายกฯ จากการเลือกโดย ส.ส.เท่านั้น และ 4.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 272 ตัดอำนาจ ส.ว.ในการร่วมเลือกนายกฯ
โดยพิจารณาต่อเป็นวันที่สอง ในมาตรา 272 มีส.ว.ต่อคิวอภิปรายกันตั้งแต่ช่วงเช้า ส่วนใหญ่ไม่คัดค้านที่จะตัดอำนาจส.ว.ในการเลือกนายกฯ พร้อมติงปัญหาเพราะส.ส.ไม่สามัคคีกันเอง และมากล่าวหาส.ว.ด้วยถ้อยคำหยาบคาย
นายวันชัย สอนศิริ ส.ว. อภิปรายว่า สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 272 อย่างเต็มปากเต็มคำ ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ มาตรา 272 แทบไม่มีความหมาย หลังการเลือกตั้งคนที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ต้องมีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง 251 เสียงขึ้นไป ขอย้ำว่าอย่าตำหนิ เสียดสี ประชดประชัน ส.ว. เพราะทั้งหมดเกิดขึ้นจากฝ่ายเลือกตั้งที่ไม่รวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้ารวมพลังกันเข้มแข็ง มาตรา 272 ก็ไม่มีความหมาย
เวลา 09.50 น.ระหว่างที่ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. อภิปราย เกิดเหตุปะทะคารมเล็กน้อย เนื่องจากนายกิตติศักดิ์พาดพิงโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ใช้งบ 1.8 แสนล้านบาท ทำให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ลุกประท้วงด้วยน้ำเสียงดุดัน
ก่อนที่นายชวนจะวินิจฉัยว่าไม่ผิดข้อบังคับ แต่จะให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องชี้แจงด้วย ซึ่งนายพิเชษฐ์ ใช้สิทธิ์พาดพิงว่า นายกิตติศักดิ์เข้ามาเป็นส.ว.ได้ เพราะม็อบข้าวที่ จ.พิจิตร
ส.ว.ไม่ขัดปิดสวิตช์
เวลา 11.00 น. นพ.เจตน์ ศิรธารานนท์ ส.ว. อภิปรายว่า อำนาจเลือกนายกฯ เป็นของส.ส.ถูกต้องแล้ว แต่ต้องรวบรวมเสียงข้างมากในสภาให้ได้เกินครึ่ง ส.ว.จึงจะไปเลือกคนที่พรรคเสนอรายชื่อ ส.ว.ไม่มีสิทธิ์เลือกนายกฯ ที่มาจากพรรคเสียงข้างน้อยได้ การแก้ไขที่มาของนายกฯ ครั้งที่ผ่านมา ส.ว.ยอมแก้ไขมาตราดังกล่าวถึง 56 คน ถือว่าไม่น้อย แม้ต้องการเสียงส.ว. 84 คน เป็นโอกาสดีที่คิดว่าจะผ่าน แต่ไม่แน่ใจในสิ่งที่ส.ส.หลายคนอภิปราย ส.ว.เป็นปุถุชน มีอารมณ์ อยากให้สนับสนุน ต้องพูดดีๆ พูดด้วยหลักการ มีเหตุมีผล พูดจาวิงวอนก็ถูกต้องแล้ว
นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า ถ้าจะแสดงความจริงใจครั้งนี้ ขอให้โหวตผ่านทั้ง 4 ร่าง และผลักดันให้แล้วเสร็จได้หรือไม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นหนี้คสช. หนี้ 3 ป. และต้องตอบแทน
ด้านนายมณเฑียร บุญตัน ส.ว. กล่าวว่า ไม่ติดใจที่จะแก้ไขมาตรา 272 และยินดีโหวตให้ ที่ผ่านมาโหวตให้ทุกร่างที่ขอแก้ไขหรือตัดมาตรา 272 เพราะหมดความจำเป็นแล้ว จึงยืนยันว่าจะสนับสนุนให้แก้ไขมาตรา 272 เหมือนที่เคยทำมา ไม่ได้รู้สึกหน้าบาง หรือรู้สึกว่าสิ่งที่ทำในอดีตผิดหรือดีหรือชั่วประการใด แต่พิจารณาตามเหตุการณ์ ตามเงื่อนไขและผลของการกระทำ
นายถวิล เปลี่ยนศรี ส.ว. กล่าวว่า การแก้มาตรา 272 ต้องใช้เสียงส.ว.สนับสนุน แต่กลับไปด่าส.ว.หยาบคาย แล้วจะให้ส.ว.เห็นดีเห็นงามด้วยได้อย่างไร
‘สมชาย’ฉุนโดนส.ส.ตบกะโหลก
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. อภิปรายว่า ตนไม่เห็นด้วยทั้ง 4 ร่าง ส่วนเพื่อนส.ว.หลายท่าน ก็มีความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย แสดงให้เห็นว่าส.ว.มีความเป็นอิสระ ไม่ได้ถูกครอบงำสั่งการ หรือไม่ได้มาชดใช้หนี้ใครอย่างที่ถูกกล่าวหา
นายสมชาย แสวงการ ส.ว. อภิปรายว่า ยืนยันร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ร่างยังไม่ควรผ่าน และตนจะทำหน้าที่นี้ต่อไปเพราะประชาชน 15 ล้านเสียงลงมติรับรองให้อำนาจส.ว.เลือกนายกฯ การอภิปรายตลอดสองวันโดนส.ส.กระแนะกระแหน และใช้ถ้อยคำเสียดสี เดิมอยากเห็นสภาแห่งนี้เป็นที่พูดคุยกัน แต่ส.ว.กลับโดนตบกะโหลก ตนจึงลงมติให้ไม่ได้ เพราะเท่ากับว่าโดนตบหัวแล้วลูบหลัง
“วันหน้าถ้าท่านจะเข้าสู่การเลือกตั้ง และมีสมาชิกหลายพรรคบอกว่าจะไปรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญใหม่ ผมขอแนะนำว่า ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญนี้ เพราะเห็นว่าเป็นมรดกทรราชย์ หรือเป็นของคสช. หรือของเผด็จการ และไม่อยากทำงานร่วมกับส.ว. แนะนำท่านไม่ต้องกลับมาลงเลือกตั้งจะได้ไม่ต้องมาเจอกันอีกและเมื่อพวกผมพ้นไปแล้ว พวกท่านค่อยกลับเข้ามาสมัครใหม่ อย่าไป ยอมรับกติกาที่ผ่านประชามติที่บอกว่าถูกบังคับ ถูกจี้ ถูกจับ ถ้าไม่เห็นด้วยกับกติกาเหล่านี้อย่าลงเลือกตั้ง” นายสมชาย กล่าว
เพื่อไทยปลง-ลงมติแบบขานชื่อ
เวลา 16.55 น.หลังจากสมาชิกรัฐสภาอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมทั้ง 4 ร่างครบถ้วนแล้ว เป็นการให้เจ้าของร่างแก้ไขแต่ละฉบับ สรุปการอภิปราย โดยนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย สรุปว่า เท่าที่ฟังการอภิปรายมั่นใจว่า ทั้ง 4 ร่างจะตก เพราะเสียงส.ว.ส่วนใหญ่ประกาศไม่รับทั้ง 4 ร่าง แต่เหตุผลที่บอกไม่รับเพราะถูกเหน็บแนม ตบกะโหลกนั้น ถ้าจะตกด้วยอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจ โกรธแค้น ถือว่าน่า ผิดหวังสำหรับประชาชน ยิ่งการไม่ยอมรับกติกาฉบับนี้แล้วบอกว่า ก็ต้องไม่เข้ามาอีกในสมัยหน้า แต่เรายืนยันจะดั้งด้นเข้ามา เพื่อแก้ไขกติกาให้ได้
หลังจากเจ้าของร่างทั้ง 4 ฉบับอภิปรายครบถ้วนแล้ว นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม จึงให้สมาชิกรัฐสภาลงมติวาระรับหลักการ โดยใช้วิธีขานชื่อเรียงตามลำดับอักษรว่าจะรับ หลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ร่างหรือไม่ โดยแต่ละร่างจะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง และในจำนวนนี้ต้องใช้เสียง ส.ว.จำนวน 1 ใน 3 หรือ 84 เสียง
ตีตกทั้ง4ร่าง-ส.ว.ได้ไปต่อ
กระทั่งเวลา 20.57 น. หลังสมาชิกรัฐสภาขานชื่อลงมติครบทุกคนแล้ว ปรากฏว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมทั้ง 4 ร่าง ไม่มีร่างได้คะแนนเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งหรือ 364 คน จากจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ทั้งหมด 727 คน โดยร่างที่ 1 เห็นชอบ ส.ส. 342 คะแนน ส.ว. 40 คะแนน ไม่เห็นชอบ ส.ส. 99 คะแนน ส.ว. 153 คะแนน งดออกเสียง ส.ส. 2 คะแนน ส.ว. 26 คะแนน
ร่างที่ 2 เห็นชอบ ส.ส. 338 คะแนน ส.ว. 8 คะแนน ไม่เห็นชอบ ส.ส. 103 ส.ว. 196 คะแนน งดออกเสียง ส.ส. 2 คะแนน ส.ว. 15 คะแนน
ร่างที่ 3 เห็นชอบ ส.ส. 337 คะแนน ส.ว. 9 คะแนน ไม่เห็นชอบ ส.ส. 100 คะแนน ส.ว. 192 คะแนน งดออกเสียง ส.ส. 6 คะแนน ส.ว. 18 คะแนน
ร่างที่ 4 เห็นชอบ ส.ส. 333 คะแนน ส.ว. 23 คะแนน ไม่เห็นชอบ ส.ส. 102 คะแนน ส.ว. 151 คะแนน งดออกเสียง ส.ส. 8 คะแนน ส.ว. 45 คะแนน
โดยผลการคะแนนส.ส.พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลัง และส.ส.พรรคเล็กลงมติไม่รับหลักการทั้ง 4 ร่าง ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นอย่างพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคฝ่ายค้านทุกพรรคลงมติรับหลักการทั้ง 4 ร่าง ด้านส.ว.ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะส.ว.ที่เป็นตำรวจ ทหารลงมติไม่รับหลักการทั้ง 4 ร่าง มีเพียง ส.ว.บางส่วนเท่านั้น ที่ลงมติ รับหลักการในร่างที่ 4 เรื่องการตัดอำนาจ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ

ยุทธศาสตร์ – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการ นายกฯ มอบนโยบายแก่นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 64 ซึ่งแถลงผลศึกษาเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เมื่อ วันที่ 7 ก.ย.
‘2ป.’ปิดหลักสูตรวปอ.-ไร้เงา‘ตู่’
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 7 ก.ย. ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน (กบฉ.) ครั้งที่ 3/2565 และเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ครั้งที่ 2/2565 โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เข้าร่วมประชุมด้วย
เวลา 14.00 น. พล.อ.ประวิตร เป็นประธานในพิธีแถลงผลการศึกษาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 64 ที่อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ โดยมีพล.อ.อนุพงษ์เข้าร่วมงานด้วย ซึ่งการแถลงปิดหลักสูตรวปอ. ได้เชิญรัฐมนตรีด้านความมั่นคงเข้าร่วมด้วย แต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กลาโหม ไม่เข้าร่วมงาน และทันทีที่พล.อ.ประวิตรเดินทางถึง ตัวแทนนักศึกษาวปอ.รุ่น 64 ร้องเพลงดุจบิดามารดรเป็นการต้อนรับ
พล.อ.ประวิตรกล่าวมอบนโยบายว่า การแถลงผลการศึกษาของนักศึกษาในวันนี้ถือว่าสอดคล้องกับการสนับสนุนและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล ขอฝากนักศึกษา ให้ใช้ศักยภาพทุกคนร่วมมือผลักดันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่เสนอมานี้ให้บรรลุผลสำเร็จเป็นรูปธรรม โดยใช้ใจบันดาลแรง ที่ผมบอกใช้ใจบันดาลแรงนั้น เพราะตนอายุมากแล้ว พวกท่านยังหนุ่มอยู่ จึงใช้แรงบันดาลใจได้ และเมื่อกลับมาใช้ใจบันดาลแรงจะทำให้เรากลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้งหนึ่ง นำพาประเทศไปสู่ความเจริญแบบมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ขอให้นักศึกษาร่วมกันผลักดันยุทธศาสตร์ที่เสนอในวันนี้นำไปสร้างบ้าน สร้างเมืองสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศไทยเพื่อลูกหลานของเราสืบไป
โปรดเกล้า‘บิ๊กเด่น’ผบ.ตร.-ตั้ง255นายพล
วันที่ 7 ก.ย. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ลงประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร., รอง ผบ.ตร., ผู้ช่วย ผบ.ตร., ผบช., รอง ผบช.,ผบก. วาระประจำปี 2565 รวม 255 นาย โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/E/209/T_0027.PDF
โดยตำแหน่งสำคัญประกอบด้วย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ เป็นผบ.ตร., พล.ต.ท.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ เป็นรองผบ.ตร., พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน เป็นรองผบ.ตร., พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็นรองผบ.ตร., พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล เป็นรองผบ.ตร. ฯลฯ
รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ได้เตรียมร่างหนังสือคำสั่งการมอบหมายหน้าที่ ให้รอง ผบ.ตร. ดังนี้ โดยคาดว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กำกับดูแลด้านงานบริหาร (บร.) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กำกับดูแลด้านงานป้องกันและปราบปราม (ปป.) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กำกับดูแลด้านงานสืบสวนสอบสวน (สส.) พล.ต.อ.ชินภัทร กำกับดูแลด้านงานกฎหมายและคดี (กมค.) พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. กำกับดูแลด้านงานด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ (มค.,กศ.) และพล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ กำกับดูแลด้านงานจเรตำรวจ (จตช.) รวมทั้งแต่งตั้งให้ พล.ต.ต.อาชายน ไกรทอง รอง ผบช.สตม. เป็นโฆษกสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ (โฆษก ตร.) พร้อมด้วยทีมรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกจำนวนหนึ่ง โดยเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป