ใช้กม.โรคติดต่อคุม‘โควิด’แทนสธ.ยันรับมือได้

ยกเลิก‘พ.ร.ก.ฉุกเฉิน’ หลัง ‘บิ๊กป้อม’ นั่งหัวโต๊ะประชุมศบค.ชุดใหญ่แล้วมีมติเห็นชอบ พร้อมยุบศบค.รวมถึงศูนย์ย่อยทั้งหมด เนื่องจากโควิดเริ่มคลี่คลาย ให้ใช้พ.ร.บ.โรคติดต่อคุมโควิดแทน เริ่มมีผล 30 ก.ย. เตรียมเสนอเข้าครม.วันอังคารหน้า สธ.ยกเลิกสถานพยาบาลชั่วคราวรักษา ‘โควิด’ ทั้งโฮม ไอโซเลชั่น, ฮอสพิเทล และโฮเทล ไอโซเลชั่น สิ้นก.ย.นี้ไม่ต่อใบอนุญาต

‘บิ๊กป้อม’ถกศบค.ชุดใหญ่
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 ก.ย. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครั้งที่ 12/2565 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกหลังรับหน้าที่รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี โดยมีรัฐมนตรี ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง รวมทั้งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กลาโหม ที่ร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากกระทรวงกลาโหม

พล.อ.ประวิตรกล่าวก่อนการประชุมว่า ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ศบค.ดำเนินการมาตั้งแต่ปลายเดือนมี.ค.2563 ซึ่งเป็นระยะเวลา 2 ปีครึ่งแล้ว สามารถบริหารจัดการจนเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ สำหรับการประชุมวันนี้มีเรื่องพิจารณาแผนบริหารจัดการป้องกันและควบคุมของ โควิด-19 ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านและพิจารณาความเหมาะสมและการขยายระยะเวลา เป็นการเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดที่ขณะนี้มีแนวโน้มดีขึ้น ทั้งผู้ติดเชื้อผู้ป่วยที่ลดน้อยลงไป

เมื่อเวลา 12.15 น. พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม โดยยอมรับว่าที่ประชุมมีมติยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.2565 ซึ่งการดูแลสถานการณ์ทั่วไปมีกฎหมายปกติอยู่แล้วไม่ต้องห่วง รายละเอียดรอให้ทางโฆษก ศบค.เป็นผู้ชี้แจง

ยกเลิก‘พรก.ฉุกเฉิน’-ยุบศบค.
ด้านนพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค.แถลงภายหลังการประชุมศบค.ชุดใหญ่ว่า วันนี้มี 3 ประเด็น คือ 1.เรื่องการขยายประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดดีขึ้นทั่วโลก ทั้งผู้ป่วยรายใหม่และผู้เสียชีวิตลดลง ประชาชนและ ผู้ประกอบการดำเนินชีวิตตามปกติแล้ว ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ปรับโควิดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง มีการทำกรอบนโยบายรองรับแล้ว ดังนั้นมติที่ประชุมจึงให้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 24 มี.ค.2563 และขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฯ คราวที่ 19 ลงวันที่ 27 ก.ค. 2565 รวมทั้งข้อกำหนด ประกาศ คำสั่งที่นายกรัฐมนตรีและครม.ใช้อำนาจประกาศฉุกเฉินทั้งหมด มีผลวันที่ 30 ก.ย. 2565 เป็นต้นไป ไม่ขยายแล้ว ถือเป็นการสิ้นสุดศบค.

“ปลัดสธ.รายงานสถานการณ์โควิด โดยวันนี้มีผู้ป่วยรายใหม่ 752 ราย เสียชีวิตต่ำสิบคือ 9 ราย การคาดการณ์สถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งผู้ป่วยรายใหม่ ใส่ท่อช่วยหายใจ และ เสียชีวิตต่ำกว่าเส้นคาดการณ์สีเขียว โดย สธ.คาดการณ์ว่าหลังจากนี้ผู้ป่วยรายใหม่ ปี 65-66 อาจมีสมอล เวฟ (Small Wave) คลื่นลูกเล็กตามสถานการณ์ เสียชีวิตน่าจะต่ำหลักสิบ จึงขอเน้นย้ำให้เข้มเรื่องของการป้องกันตนเอง” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สอดคล้องกับผู้มาท่องเที่ยวในไทยขึ้นมา 5.2 ล้านกว่าคนจาก 4 แสนกว่าคนจากปี 2564 รายได้ตั้งแต่ 1 ม.ค.-21 ก.ย. รวมกว่า 2 แสนกว่าล้านบาท โดยมาเลเซียเข้ามาทางบกมากที่สุด อินเดีย เข้ามาทางอากาศมากที่สุด คนไทยเที่ยวไทยกันเองช่วยได้ถึง 4 แสนกว่าล้านบาท รวมรายได้ 6 แสนกว่าล้านบาทแล้ว ก็จะเพิ่มตลาดนัก ท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น

ใช้พรบ.โรคติดต่อคุมโควิด
นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่รับทราบ คือ ถ้าไม่มีศบค. แผนจะเป็นอย่างไร ก็จะใช้พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 โดยเห็นชอบแผนกันมาเป็นระยะ ตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์เฝ้าระวัง คืออัตราป่วยตายน้อยกว่า 0.1 อัตราครองเตียงอยู่ที่ 11-24% เรามีเป็นแสนเตียงยังถือว่ารองรับได้ สำหรับโครงสร้างการดำเนินงานในระยะสิ้นสุด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะมีคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ภายใต้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ทำหน้าที่ตรงนี้ต่อ การจัดหากระจายวัคซีน โดยแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดหาและกระจายวัคซีน โควิด-19 ภายใต้คณะกรรมการโรคติดต่อ แห่งชาติ มีคณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณาเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ดูแล

“สำหรับแผนบริการวัคซีนโควิด-19 เดือนต.ค. ทางศบค.อนุมัติแผนจัดหาวัคซีนตามที่กรมควบคุมโรคเสนอ นอกจากนี้ยังรับทราบแผนการประชาสัมพันธ์โควิด-19 สู่หลังการระบาดใหญ่ หรือ Post Pandemic ความก้าวหน้าการวิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด-19 และการจัดทำจดหมายเหตุการแพร่ระบาดโรค โควิด-19 ในประเทศไทย”

ชงเข้าครม.อาทิตย์หน้า
พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภา ความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ให้สัมภาษณ์ว่า การยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินจะมีผลตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. เนื่องจากพ.ร.ก.ฉุกเฉินเดิมประกาศไว้สิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. ซึ่งตามกฎหมายต้องดำเนินการตามนี้ กลไกต่อไปภายหลังการ ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ โดยรมว.สาธารณสุข เป็นผู้ดูแล รับผิดชอบ โดยการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินหากติดตามสถานการณ์การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของศบค. รัฐบาล และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กลาโหม ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการเป็นขั้นตอนในอดีตที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นจุดที่ต้องพิจารณาและประเมินถึงความเหมาะสม ด้วยสถานการณ์ที่ดีขึ้น รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคเฝ้าระวัง กฎหมายปกติใช้ได้แล้ว ก็ดำเนินการตามแผนและขั้นตอนที่วางไว้

“หากไม่มีการบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในการดูแลสถานการณ์ จะใช้กฎหมายปกติทั่วไป โดยใช้พ.ร.บ.โรคติดต่อ รวมถึงร่างพ.ร.บ.โรคติดต่อที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไข จากที่ใช้อยู่เดิมในปี 2558 แต่หากมีอะไรพิเศษ ก็สามารถพิจารณาใช้กฎหมายเพิ่มเติมได้ และย้ำว่าเมื่อยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ศบค.จะยุติบทบาทในทันที รวมถึง 9 ศูนย์ที่อยู่ภายใต้ศบค.ก็ยุติบทบาทเช่นกัน ซึ่งวันนี้ที่ประชุมรายงาน ผลงานของหลายกระทรวงที่ช่วยกันทำงาน”

เมื่อถามว่าหากสถานการณ์การกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง สามารถประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินได้อีกครั้งหรือไม่ พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า ความจริงแล้วสามารถประกาศได้อีก เนื่องจากประเทศไทย อะไรที่เป็นวิกฤตที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าต้องใช้กฎหมายพิเศษ สามารถทำได้เลย แต่เรื่องโควิดได้พูดคุยกันแล้ว โดยกระทรวงสาธารณสุขใช้กลไกคณะกรรมการโรคติดต่อ จังหวัดใช้อำนาจของตัวเองประกาศให้เป็นโรคระบาด และใช้กฎหมายที่ตัวเองมีอยู่จัดการได้ตลอด หลังจากนี้จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณายกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในวันอังคารที่ 27 ก.ย.2565

‘อนุทิน’มั่นใจสธ.รับมือโควิดได้
เมื่อเวลา 17.30 น. ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีมีการยกเลิกศบค.ว่า ปฐมบทของเรื่องนี้เริ่มมาจากคณะกรรมการโรคติดต่อ ที่ประเมินแล้วว่าโรคโควิด – 19 ลดระดับลงมาเป็นโรคติดต่อที่ควรเฝ้าระวัง ซึ่งเป็นมติคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ไม่ใช่มติของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งศบค.ก็เห็นด้วย เพราะจากนี้โรคโควิด -19 ไม่ใช่โรคอันตราย จึงส่งมอบกลับคืนมาให้ให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการ

เมื่อถามว่ากระทรวงสาธารณสุขมั่นใจหรือไม่ว่าจะรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ได้ นายอนุทินกล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้เสนอแผนปฏิบัติการและมาตรการรับมือต่อศบค.แล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกคน ที่แม้จะลดลงมาเป็นเพียงโรคเฝ้าระวัง และเห็นว่าที่อื่นถอดหน้ากากอนามัยหมดแล้ว แต่คนไทยยังสวมหน้ากากอนามัยอยู่ ซึ่งไม่ใช่ป้องกันแค่โรคโควิด-19 แต่ยังป้องกันโรคในระบบทางเดินหายใจ และทางเดินอาหารให้ลดลงด้วย ตนจึงขอขอบคุณในทุกความร่วมมือ และต้องบอกว่าวันนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะโรคที่ทำให้เรากลัวมาตลอด 2 ปี วันนี้เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แม้ยังไม่หายไปไหน แต่อยู่กับมันได้ด้วยความเข้าใจ

ชี้โควิดไม่มีปัญหาสาธารณสุข
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติมีมติให้โควิด-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2565 เนื่องจากข้อมูลวิชาการทั่วโลกบ่งชี้ว่าขณะนี้เป็นช่วงท้ายของการระบาด หมายความว่าโรคไม่ได้มีความรุนแรงอีกต่อไป อีกทั้งระบบสาธารณสุขสามารถดูแลได้ วัคซีน ยา มี เพียงพอ โรคโควิดไม่ได้เป็นปัญหากับระบบสาธารณสุขที่ต้องใช้สรรพกำลังเข้าไปดู แค่เฝ้าระวัง เพราะโรคอาจจะขึ้นหรือลงอีกก็ได้ ปัจจุบันโรคไม่ได้เป็นปัญหาอีก ขณะนี้ระบบสาธารณสุขดูแลผู้ป่วยสองระบบ คือผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยผู้ป่วยนอกเมื่อมาตรวจจะได้รับยากลับไปดูแลที่บ้านหลังเดือนต.ค.เป็นต้นไป และหากมีอาการมาก แพทย์จะพิจารณารับเป็นผู้ป่วยในต่อไป ส่วนแพทย์และพยาบาลที่ดูแลคนไข้จะลดระดับการสวมใส่ชุดพีพีอี ตามความเหมาะสม โดยจะเสนอ ศบค.รับทราบการดำเนินการเหล่านี้

นพ.เกียรติภูมิกล่าวต่อว่า ได้มอบให้กรมควบคุมโรคทบทวนแผนการฉีดวัคซีนปี 2566 เนื่องจากขณะนี้มีคนฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นทั้งเข็ม 3 และเข็ม 5 แล้ว และมีการฉีดวัคซีนจำนวนมาก ทำให้ต้องมีการศึกษาผลการฉีดไปแล้ว กับการติดเชื้อว่าควรมีระยะห่างที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไร เพราะที่ผ่านมาเป็นช่วงของการระบาดรุนแรงถึงปานกลาง ทำให้การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นต้องมีระยะห่างทุก 4 เดือน แต่เมื่อการระบาดอยู่ช่วงท้ายก็อาจต้องพิจารณาระยะห่าง 6 เดือน หรือ 1 ปี ซึ่งต้องให้คณะ ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา เพื่อนำมาวางแผนการจัดซื้อวัคซีนต่อไป ส่วนปี 65 นี้จะพิจารณาว่าถ้าวัคซีนมากเกินไป คือมีคนฉีดเยอะแล้ว อาจปรับเป็น LAAB เพิ่มสำหรับกลุ่มเสี่ยง

เลิกสถานพยาบาลชั่วคราว‘โควิด’
ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ช่วงโควิด-19 เราอนุญาตเปิดสถานพยาบาลชั่วคราวตามพ.ร.บ.สถานพยาบาล เพื่อแบ่งเบาภาระการครองเตียงในร.พ. ซึ่งมีทั้งระบบการดูแลรักษาที่บ้าน (Home Isolation)/ที่ชุมชน (Community Isolation) ฮอสปิเทล และ Hotel Isolation ก่อนหน้านี้จะมีการปิดสถานพยาบาลชั่วคราว แต่ทางร.พ.เอกชนขอเปิดต่อ เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ดูเหมือน เพิ่มขึ้นเพื่อแบ่งเบาภาระเตียงร.พ. อย่างไรก็ตาม หลังจากปรับโรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง มองว่าสถานพยาบาลชั่วคราวก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินการต่อ เนื่องจากคนไข้ก็น้อยลง พบว่าคนไข้ใหม่วันหนึ่งเป็นหลักร้อยถึงหลักพันและกระจายไปทั่วประเทศ ไม่ได้มีจำนวนมากเหมือนเดิม ซึ่งส่วนใหญ่ใบอนุญาตสถานพยาบาลชั่วคราวสำหรับโควิดก็จะหมดอายุลงในเดือนก.ย.นี้

“หลังจากใบอนุญาตหมดอายุก็คงไม่ได้ต่ออายุใบอนุญาตสถานพยาบาลชั่วคราวอีก ยกเว้นถ้ายังมีคนไข้อยู่ก็ให้ดำเนินการจนหมดคนไข้ แต่หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงรุนแรงมากขึ้นกว่านี้ หากจะเปิดสถานพยาบาลชั่วคราวก็จะต้องมาขออนุญาตและออกประกาศใหม่ ซึ่งกลไกพวกนี้หากมีความจำเป็นทางคณะกรรมการสถานพยาบาลก็จะพิจารณา”

นพ.ธเรศกล่าวต่อว่า สำหรับการใช้สิทธิ ยูเซปพลัสโควิดนั้นก็ปรับเกณฑ์ใหม่ โดยคณะกรรมการสถานพยาบาลเสนอว่าเมื่อปรับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังเกณฑ์ก็จะเป็น ผู้ป่วยอาการสีแดง เช่น ความดันตก มีอาการเหมือนคนจะช็อก ซึ่งเป็นเกณฑ์เดียวกับภาวะติดเชื้ออื่นๆ เพราะเป็นโรคติดเชื้อหนึ่ง แต่เพิ่มหลักเกณฑ์ให้รักษาจนหายจะได้ไม่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ไม่ต้องวุ่นวายในการหาเตียง ต่างจากยูเซปปกติที่รักษาครบ 72 ชั่วโมงแล้วต้องย้ายกลับร.พ.ตามสิทธิ ตอนนี้คนไข้สีเหลืองและสีแดงก็ลดลง

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังการประชุม ศบค.ครั้งสุดท้ายถึงการเปลี่ยนผ่านโรคโควิด-19 จากโรคติดต่อร้ายแรงเข้าสู่โรคเฝ้าระวังนั้นว่า แต่ละจังหวัดก็ต้องรับแผนจากทางกระทรวงสาธารณสุขที่วางไว้ ซึ่งเป็นไปตามแผนและกรอบของกระทรวงสาธารณสุข โดยแต่ละจังหวัดจะใช้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดดำเนินการตามกรอบ ซึ่งมีแผนรองรับฉุกเฉินรวมอยู่ด้วย ยืนยันว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้แต่ละจังหวัดไม่มีปัญหา เพราะแต่ละจังหวัดจะมีการเตรียมการรองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว

‘สาธิต’เร่งเดินหน้าเปิดประเทศ
นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมศบค.ว่า ที่ประชุมศบค.มีมติให้ยกเลิกประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่จะสิ้นสุดการบังคับใช้ในวันที่ 30 ก.ย.นี้ และคงมีการแจ้งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี รับทราบต่อไป ขณะนี้หมดความจำเป็นที่จะใช้ในการควบคุมโรค และไม่จำเป็นต้องใช้ควบคุมโรคอื่นๆ จึงไม่ต้องต่ออายุพ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ และระหว่างนี้จะนำพ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 มาใช้ดูแล คิดว่าเพียงพอต่อการควบคุมสถานการณ์ เพราะระดับท้องถิ่น และจังหวัดมีประสบการณ์รับมือมาแล้ว ขณะที่ผลการตรวจภูมิคุ้มกันบุคคลในแต่ละจังหวัดพบว่ามีเปอร์เซ็นต์ภูมิคุ้มกันที่สูง จากการฉีดวัคซีน และบางส่วนติดเชื้อโควิด แม้จะพบผู้ติดเชื้อที่ตรวจด้วย ATK เฉลี่ยหลัก 10,000 คนต่อวัน แต่มั่นใจว่าจำนวนจะค่อยๆ ลดลง และจากนี้เราจะเดินหน้าเปิดประเทศ เสริมสร้างเศรษฐกิจต่อไป เหมือนบางประเทศ เช่นญี่ปุ่น ที่จะเปิดวันที่ 11 ต.ค.นี้

เมื่อถามว่าหากยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มั่นใจว่าจะรับมือในกรณีมีการติดเชื้อมากขึ้นแบบก้าวกระโดดได้ใช่หรือไม่ นายสาธิตกล่าวว่า มีแผนรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดอาการตามแท่งสี เพื่อแบ่งเกณฑ์การรักษา และมียุทธศาสตร์สำหรับสถานการณ์ในแต่ละประเภท หากเกิดเหตุก็นำแผนที่เตรียมไว้มาใช้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าครม.จะตั้งคณะทำงานขึ้นมากำกับดูแลหลังยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นการเฉพาะหรือไม่ นายสาธิตกล่าวว่าขึ้นอยู่กับรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีจะพิจารณาตามความจำเป็น และเสนอให้ครม.เห็นชอบ แต่เวลานี้การบริหารสถานการณ์ โควิด ทางกระทรวงสาธารณสุข จะเป็นหน่วยงานหลัก ตามอำนาจในพ.ร.บ.โรคติดต่อฯ

‘หมออุดม’ชี้ไร้ปัญหาคุมโควิด
ด้านนพ.อุดม คชินทร ที่ปรึกษาศบค.ให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าดูตัวเลขวันนี้มีผู้ป่วยและ เฝ้าระวัง 800-1,000 คน หากรวมยอดจาก ATK ทั้งที่รายงานและไม่รายงานเข้าระบบ มีคนไข้ที่ติดโควิดประมาณ 3-4 หมื่นราย ต่อวัน ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง เป็นเหตุผลทำไมถึงเปลี่ยนผ่านจากโรคติดต่อร้ายแรง เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง แต่ยังไม่ใช่โรคประจำถิ่น

ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลหรือไม่หากผ่อนคลาย หลังจากนี้จะมีการระบาดระลอกใหม่ นพ.อุดมกล่าวว่า ตอนนี้ไม่กลัวระบาดระลอกใหม่ เพราะมีการวางระบบไว้หมดแล้ว โดยเรียนรู้จากโควิดมา 3 ปี ระบบทุกอย่างเตรียมไว้หมดแล้ว ไม่ใช่แค่กระทรวงสาธารณสุข แต่ยังรวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศที่เกี่ยวกับคนเข้าประเทศ กระทรวงแรงงานที่ดูแลแรงงาน รวมทั้งหน่วยงานอื่นได้ระบบเซ็ตไว้หมดแล้ว และในวันที่ 1 ต.ค. เราไม่ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แล้ว ก็มีคำถามกลับมาว่าแล้วจะทำอย่างไร เรื่องนี้ครม.ต้องมอบหมายให้กระทรวงต่างๆ ดำเนินงานแทนศบค. เพื่อให้ทำหน้าที่ต่างๆ ซึ่งได้แก้พ.ร.บ.โรคติดต่อไว้แล้วเพื่อให้มีโครงสร้างบางส่วนเหมือนศบค. แต่ขณะนี้ยังรอให้พ.ร.บ. โรคติดต่อเข้าสภาดังนั้น ช่วงรอยต่อหลังวันที่ 1 ต.ค. จะใช้มติครม.ในการมอบหมายให้ กระทรวงอื่นๆ ทำหน้าที่ เชื่อว่าไม่มีปัญหา การดูแลอาจไม่เข้มข้นเหมือนตอนศบค. แต่ขณะนี้กระทรวงต่างๆ ทำงานเข้มข้นอยู่แล้ว งานก็เดินไปแม้จะไม่มีศบค.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน