ให้คนรุ่นหลังไว้ศึกษาสปสช.เพิ่มยาบัตรทอง
‘วธ.’ จัดทำ ‘จดหมายเหตุโควิด’ บันทึกเหตุการณ์โควิดระบาด รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 1 ม.ค.63-31 ก.ค.65 ไว้เป็นข้อมูลให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา เป็นองค์ความรู้และการดูแลจัดการหากเกิดสถานการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ในอนาคต ขั้นตอนทุกอย่างเสร็จสิ้นมิ.ย.66 ส่วนยอดป่วยใหม่ 607 ราย เสียชีวิต 14 ราย เป็นองค์ความรู้และการดูแลจัดการหากเกิดสถานการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ในอนาคต ขั้นตอนทุกอย่างเสร็จสิ้นมิ.ย.66 ส่วนยอดป่วยใหม่ 607 ราย เสียชีวิต 14 ราย
เมื่อวันที่ 24 ก.ย. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุมศบค. เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรมรายงานความคืบหน้าการจัดทำจดหมายเหตุการแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศไทย บันทึกลำดับเหตุการณ์สำคัญ นโยบาย ตลอดจนมาตรการที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพื่อเป็นข้อมูลให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา และเป็นองค์ความรู้และการดูแลจัดการกรณีเกิดสถานการณ์ลักษณะเดียวกันขึ้นในอนาคต
น.ส.ไตรศุลีกล่าวต่อว่า คณะทำงานของกระทรวงวัฒนธรรมได้รวบรวม สืบค้นข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.63-31 ก.ค.65 จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ประกอบด้วย แหล่งข้อมูลหนังสือพิมพ์ออนไลน์ 11,574 แฟ้ม, เอกสารดิจิทัลจากเว็บไซต์หน่วยงาน 12,858 แฟ้ม, ขอข้อมูลเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดับกระทรวงและจังหวัด 30 หน่วยงาน รวมเอกสาร 13,108 รายการ, เอกสารจากผู้ว่าฯ 73 จังหวัด รวม 1,839 รายการ และรวบรวมภาพถ่ายจากเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้อง 2,734 รายการ
“ทั้งหมดจะถูกเรียบเรียงเป็นเนื้อหาซึ่งมีเค้าโครงเบื้องต้น ดังนี้ 1.ความเป็นมาของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงวิชาการ การแพร่ระบาดของสายพันธุ์ต่างๆ 2.ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งนำเสนอทั้งผลกระทบด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ การศึกษา สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ 3.การบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 นำเสนอในมิติการบริหารจัดการการป้องกัน การกำหนดมาตรการ แก้ไข เยียวยา ฟื้นฟูทั้งภาคประชาชน ผู้ประกอบการผ่านมาตรการสำคัญต่างๆ 4.ลำดับเหตุการณ์สำคัญ นำเสนอการแพร่ระบาดในแต่ละระลอก และ 5.สรุปบทเรียนประเทศจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19”
น.ส.ไตรศุลีกล่าวด้วยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานในที่ประชุม ศบค. สั่งการให้คณะทำงานของกระทรวงวัฒนธรรมพิจารณาเพิ่มเนื้อหาในส่วนที่สะท้อนถึงความร่วมมือของคนไทย ทั้ง การบูรณาการร่วมกันทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม เป็นการบันทึกไว้ให้คนรุ่นหลังเห็นว่าด้วยความร่วมมือของคนไทย ประเทศจึงสามารถผ่านวิกฤตครั้งใหญ่นี้มาได้ ทั้งนี้กระทรวงวัฒนธรรมรายงานว่า การเรียบเรียงเนื้อหาชั้นแรกจะแล้วเสร็จภายในเดือนธ.ค.65 จากนั้นจะปรับแก้เค้าโครงและเนื้อหาให้สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการและเอกสารที่ได้รับ ต่อด้วยการตรวจแก้ไขโดยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิตามขั้นตอนเสร็จสิ้นภายในมิ.ย.66 จากนั้นดำเนินการตามขั้นตอนทางทะเบียนเพื่อนำเข้าระบบเอกสารจดหมายเหตุของประเทศต่อไป
วันเดียวกัน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ดสปสช.) เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบการเตรียมความพร้อมด้านยาต้านไวรัสรักษาโรคโควิด-19 โดยให้ยา วัคซีน เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และชุดตรวจห้องปฏิบัติการสำหรับการตรวจคัดกรอง ตรวจยืนยัน และการดูแลรักษาที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 ตามแนวทางเวชปฏิบัติฯ ของกรมการแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุขกำหนดทุกรายการ ให้เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ตามเกณฑ์การพิจารณาแบบ Green channel เนื่องจากสถานการณ์และแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และเพื่อรองรับการเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาตามสิทธิ โดยให้หน่วยบริการมีบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ในระบบปกติ ตั้งแต่ 1 ก.ย.2565
นพ.จเด็จกล่าวต่อว่า การคาดการณ์เป้าหมาย อัตราจ่าย และภาระงบประมาณ พบว่างบประมาณที่ต้องใช้เป็นค่าบริการสำหรับโรคโควิด-19 รวมทั้งค่ายาสำหรับหน่วยบริการนอกสังกัดสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระหว่างวันที่ 1-30 ก.ย.2565 จำนวนประมาณ 25.966 ล้านบาทนั้น ประกอบด้วย การจ่ายค่ายากรณีผู้ป่วยนอก 7.2 ล้านบาท และจ่ายค่าบริการและค่ายาผู้ป่วยใน 18.766 ล้านบาท ซึ่งราคาค่ายาที่ใช้ในการคำนวณ เป็นราคาเบื้องต้นและอาจมีการปรับเปลี่ยนภายหลังได้อัตราราคายาจากสภาเภสัชกรรมแล้ว ในส่วนของแหล่งงบประมาณที่ใช้ จะมาจากงบกองทุนฯ ปี 2565 สำหรับค่าบริการผู้ป่วยในทั่วไปที่เกินกว่าอัตราจ่ายเบื้องต้น เปลี่ยนมาจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขสำหรับโรคโควิด-19 และค่าบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง
สำหรับแนวทางการจ่ายค่ายาต้านไวรัสรักษาโรคโควิด-19 จะเป็นไปตามข้อบ่งชี้การใช้ยาที่กรมการแพทย์กำหนด โดยจ่ายชดเชยเป็นเงิน (On top) ซึ่งจะกำหนดรายการยาเป็น Fee schedule หรือการจ่ายตามแต่ละประเภทบริการ ได้แก่ กรณีผู้ป่วยนอก จ่ายชดเชยค่ายา 4 รายการ ประกอบด้วย ฟาวิพิราเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ แพกซ์โลวิด และเรมเดซิเวียร์ กรณีผู้ป่วยในจะจ่ายชดเชยเฉพาะรายการ ยาแพกซ์โลวิด โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามความจำเป็นสำหรับผู้ป่วยบางราย ซึ่งการกำหนดจ่ายแบบ on top สำหรับการใช้บริการสาธารณสุขโรคโควิด-19 มีแผนสิ้นสุดการจ่ายในปีงบประมาณ 65 โดยตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป จะเป็นการจ่ายชดเชยตามสิทธิประโยชน์ในระบบปกติของกองทุนฯ เพื่อเป็นไปตามมาตรการเข้าสู่โรคประจำถิ่น
วันเดียวกัน ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์ โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK รวม 607 ราย สะสม 4,677,697 ราย หายป่วย 745 ราย สะสม 4,636,908 ราย เสียชีวิต 14 ราย สะสม 32,706 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 8,083 ราย อยู่ร.พ.สนามและอื่นๆ 3,116 ราย และอยู่ในร.พ. 4,967 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 516 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 255 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 8.2% ทั้งนี้ ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ และไม่มีผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ ภาพรวมผู้ป่วยเฉลี่ยรายวัน ผู้ป่วยอาการหนัก ใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิตมีทิศทางลดลง
ผู้เสียชีวิต 14 ราย มาจากชลบุรี 3 ราย, กทม. กาฬสินธุ์ ลพบุรี จังหวัดละ 2 ราย, อุบลราชธานี เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช กระบี่ และอ่างทอง จังหวัดละ 1 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิตจากปริมณฑล ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 12 ราย หญิง 2 ราย อายุ 24-96 ปี อายุเฉลี่ย 71 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและโรคเรื้อรัง 100% ปัจจัยเสี่ยงที่มีการเสียชีวิตมากที่สุดคือ โรคไต 2 ราย, หลอดเลือดสมอง 1 ราย, มะเร็ง 1 ราย, และโรคหัวใจ 1 ราย
การฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 23 ก.ย.2565 ฉีดได้ 20,284 โดส สะสม 143,235,548 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,315,843 โดส คิดเป็น 82.4% เข็มสอง 53,819,186 โดส คิดเป็น 77.4% และเข็มสามขึ้นไป 32,100,519 โดส คิดเป็น 46.2% สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็มสามแล้ว 6,500,001 โดส คิดเป็น 51.2% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ปี ฉีดเข็มแรก 3,326,385 โดส คิดเป็น 64.6% เข็มสอง 2,487,703 โดส คิดเป็น 48.3% และเข็มสาม 54,494 คิดเป็น 1.1%
ขณะที่กรมควบคุมโรครายงานจำนวน ผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 151 ราย 2.สุพรรณบุรี 54 ราย 3.ชลบุรี 35 ราย 4.สุโขทัย 30 ราย 5.สระแก้ว 25 ราย 6.สมุทรปราการ 24 ราย 7.นครพนม 23 ราย 8.สงขลา 17 ราย 9.ขอนแก่น 15 ราย และ 10.นนทบุรี 14 ราย ภาพรวมมีรายงานผู้ป่วย 64 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วย 13 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ชัยภูมิ น่าน บึงกาฬ ปัตตานี พะเยา พังงา พิจิตร แพร่ สตูล หนองคาย อำนาจเจริญ และอ่างทอง
สำหรับสถานการณ์โรคโควิด-19 ทั่วโลก วันนี้รายงานผู้ติดเชื้อใหม่ 402,946 ราย สะสม 619,609,628 ราย เสียชีวิต 1,189 ราย สะสม 6,538,804 ราย อัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 1.06% ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด 5 อันดับ คือ 1.สหรัฐอเมริกา 97,880,451 ราย 2.อินเดีย 44,561,072 ราย 3.ฝรั่งเศส 35,087,657 ราย 4.บราซิล 34,666,387 ราย และ 5.เยอรมนี 32,905,086 ราย ส่วนที่รายงานติดเชื้อใหม่สูงสุด คือ ญี่ปุ่น 78,058 ราย รัสเซีย 53,335 ราย และฝรั่งเศส 37,524 ราย