ใช้‘ไฟเซอร์ฝาสีแดง’สธ.เตรียม7ล้านโดส4กลุ่มเป้าหมายได้ฟรี
ดีเดย์กลางตุลาฯ นี้ จัดสรรวัคซีนต้านโควิด 7 แสนโดส ฉีดฟรี 4 กลุ่มเป้าหมาย จัดไฟเซอร์ฝาสีแดง 5 แสนโดสฉีดเข็ม 1 เด็ก 6 เดือน-4 ปี ส่วนเด็กวัย 5-11 ปี 1 ล้านโดส รองโฆษกรัฐบาลเผยวาง 3 แนวทางรับมือ โควิด-19 จากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกก.จัดหาและกระจายวัคซีน ภายใต้คณะกก.โรคติดต่อแห่งชาติ กรมอนามัยเปิดผลสำรวจพบคนไทยการ์ดตก ทั้งสวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง หลังสถานการณ์ ‘โควิด’ ผ่อนคลาย ความกังวลลดลงก่อนหน้านี้ 82% เหลือ 80% แต่ยังเห็นด้วยช่วงเปลี่ยนผ่านยังต้องใช้มาตรการป้องกันเข้ม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608
เผยโควิดไทยยังทรงตัว
เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK รวม 655 ราย สะสม 4,678,352 ราย หายป่วย 1,032 ราย สะสม 4,637,940 ราย เสียชีวิต 12 ราย สะสม 32,718 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 7,694 ราย อยู่ร.พ.สนามและอื่นๆ 2,810 ราย และอยู่ในร.พ. 4,884 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 524 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 267 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 8.1% ทั้งนี้ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ และไม่มีผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ ภาพรวมผู้ป่วยเฉลี่ยรายวัน และผู้เสียชีวิตมีทิศทางลดลง ส่วนผู้ป่วยอาการหนัก ใส่ท่อช่วยหายใจ มีทิศทางเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังเป็นขาลง
ผู้เสียชีวิต 12 ราย มาจากอุดรธานี 5 ราย, มหาสารคาม 2 ราย, กทม. ขอนแก่น นครราชสีมา สระบุรี และชลบุรี จังหวัดละ 1 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิตจากปริมณฑล ภาคเหนือ และภาคใต้ ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 9 ราย หญิง 3 ราย อายุ 30-93 ปี อายุเฉลี่ย 75 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และโรคเรื้อรัง 100% ปัจจัยเสี่ยงที่มีการเสียชีวิตมากที่สุดคือ ติดเตียง 3 ราย, อ้วน 2 ราย, หลอดเลือดสมอง 2 ราย, มะเร็ง 1 ราย, โรคไต 1 ราย และโรคหัวใจ 1 ราย
กทม.ยังแชมป์ผู้ป่วยใหม่
การฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 24 ก.ย. ฉีดได้ 30,763 โดส สะสม 143,266,311 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,319,964 โดส คิดเป็น 82.4% เข็มสอง 53,825,963 โดส คิดเป็น 77.4% และเข็มสามขึ้นไป 32,120,384 โดส คิดเป็น 46.2% สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็มสามแล้ว 6,502,964 โดส คิดเป็น 51.2% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ปี ฉีดเข็มแรก 3,327,895 โดส คิดเป็น 64.6% เข็มสอง 2,491,858 โดส คิดเป็น 48.4% และเข็มสาม 56,005 คิดเป็น 1.1%
ขณะที่กรมควบคุมโรครายงานจำนวน ผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 217 ราย 2.ชลบุรี 43 ราย 3.นนทบุรี 22 ราย 4.บุรีรัมย์ 20 ราย 5.สระบุรี 20 ราย 6.ปทุมธานี 19 ราย 7.เพชรบูรณ์ 19 ราย 8.สมุทรปราการ 18 ราย 9.ขอนแก่น 17 ราย และ 10.ฉะเชิงเทรา 16 ราย ภาพรวมมีรายงานผู้ป่วย 58 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วย 19 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส น่าน บึงกาฬ พะเยา พังงา พัทลุง พิจิตร แม่ฮ่องสอน ยะลา ระนอง ศรีสะเกษ สตูล สุโขทัย หนองคาย หนองบัวลำภู และอำนาจเจริญ
สำหรับสถานการณ์โรคโควิด-19 ทั่วโลก วันนี้รายงานผู้ติดเชื้อใหม่ 316,442 ราย สะสม 620,000,208 ราย เสียชีวิต 654 ราย สะสม 6,539,841 ราย อัตราเสียชีวิตอยู่ที่ 1.05% ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด 5 อันดับคือ 1.สหรัฐอเมริกา 97,895,860 ราย 2.อินเดีย 44,565,874 ราย 3.ฝรั่งเศส 35,125,681 ราย 4.บราซิล 34,673,221 ราย และ 5.เยอรมนี 32,952,050 ราย ส่วนที่รายงานติดเชื้อใหม่สูงสุดคือ ญี่ปุ่น 64,053 ราย รัสเซีย 51,269 ราย และฝรั่งเศส 38,024 ราย
ยันรัฐฉีดวัคซีนฟรี-มีพอ
น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่ ศบค.มีมติยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ออกประกาศลดระดับโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป รัฐบาลได้เตรียมแนวทางบริหารจัดการในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งการเฝ้าระวัง การรักษาโรค รวมถึงแผนการบริหารจัดการวัคซีนไว้รองรับอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ในส่วนของการให้วัคซีนป้องกันโรคนั้น ยังคงดำเนินไปตามเป้าหมายเดิม คือ เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป สามารถเข้ารับบริการวัคซีนได้ตามสถานพยาบาลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งผู้ที่ยังไม่เคยรับวัคซีน และผู้รับเข็มกระตุ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณวัคซีนมีเพียงพอกับความต้องการ ทั้งวัคซีนคงคลังที่สามารถจัดสรรได้ทันที และวัคซีนที่ทำสัญญาไว้แล้ว รอการส่งมอบจากผู้ผลิตในระยะต่อไป
น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า สำหรับโครงสร้างการดำเนินงานของการบริหารจัดการวัคซีน ในระยะที่โควิด-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง จะมี 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.ให้คำแนะนำการใช้วัคซีน จะดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ภายใต้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ 2.การเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับวัคซีน ดำเนินการโดยคณะ ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ภายหลังได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ซึ่ง 2 ส่วนแรกนี้ดำเนินงานเช่นเดียวกับช่วงที่ยังคงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
3.การจัดหาและการกระจายวัคซีนโควิด-19 จากเดิมที่ดำเนินการโดยศบค. จะเปลี่ยนไปอยู่ในการดูแลของคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ และจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดหาและกระจายวัคซีน ภายใต้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติต่อไป
เตรียม 5 แสนโดสฉีดเด็กเล็ก
น.ส.ไตรศุลีกล่าวด้วยว่า สำหรับแผนการให้วัคซีนประชาชนในเดือนต.ค. มีทั้งสิ้น 7 ล้านโดส ประกอบด้วยเป้าหมาย 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ต้องการรับเข็ม 1-2 หรือเข็มกระตุ้น จำนวน 5 ล้านโดส 2.ผู้ที่อายุ 12-17 ปี ที่ต้องการเข็ม 1-2 หรือเข็มกระตุ้น จำนวน 5 แสนโดส 3.เด็กอายุ 5-11 ปี ที่ต้องการเข็ม 1-2 หรือเข็มกระตุ้น จำนวน 1 ล้านโดส 4.เด็กอายุ 6 เดือน-4 ปี ที่ต้องการรับเข็ม 1 จำนวน 5 แสนโดส และ 5.ผู้ที่เข้าเกณฑ์กลุ่มเสี่ยงและต้องการภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (LAAB) จำนวน 4 หมื่นโดส
“วัคซีนไฟเซอร์ฝาสีแดงเข้มสำหรับหรับเด็กที่มีอายุ 6 เดือนถึง 4 ปี สธ.จะได้รับมอบจากผู้ผลิตประมาณกลางเดือนต.ค. จากนั้นจะกระจายผ่านระบบสถานพยาบาลที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือ กทม.กำหนด นอกจากนี้จะมีการประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริการฉีดให้กับศูนย์เด็กเล็ก โดยดำเนินการภายใต้การกำกับของแพทย์” น.ส.ไตรศุลีกล่าว
ผลสำรวจพบคนไทยการ์ดตก
น.พ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากผลสำรวจอนามัยโพลตั้งแต่วันที่ 1-19 ก.ย. พบว่า ทุกพฤติกรรมมีแนวโน้มลดลงจาก ส.ค. คือ สวมหน้ากากเมื่อเข้าสถานที่ปิดหรือคนรวมตัวกันหนาแน่น จากร้อยละ 94.8 เป็น 93.6, ล้างมือจากร้อยละ 88.6 เป็นร้อยละ 87.5 และเว้นระยะห่าง จากร้อยละ 87.3 เป็น 86.3 สอดคล้องกับความกังวลต่อสถานการณ์โควิด-19 ที่มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน จากร้อยละ 82.6 เป็น 80.4 ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นว่า มาตรการที่มีความจำเป็น และควรทำต่อไปในระยะเปลี่ยนผ่านโรคโควิด-19 เข้าสู่โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังนั้น ได้แก่ การเฝ้าระวังพฤติกรรมการสวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง ร้อยละ 25.57 รองลงมาคือ การจัดสถานที่ ให้มีอุปกรณ์ล้างมืออย่างเพียงพอ มีการเว้นระยะห่าง และมีการระบายอากาศที่ดี ร้อยละ 22.47 มีการทำความสะอาด และการจัดการด้านสุขาภิบาลสถานที่ต่างๆ ร้อยละ 20.22 ตามลำดับ
“แม้ว่าแนวโน้มสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศดีขึ้น ส่งผลให้มีการดำเนินชีวิตภายใต้มาตรการที่ผ่อนคลายมากขึ้น แต่ประชาชนยังคงต้องเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพ และใส่ใจอนามัยขั้นพื้นฐานของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มผู้เสี่ยงสูง กลุ่ม 608 และผู้ที่มีโรคประจำตัว ยังคงต้องหมั่นล้างมือเป็นประจำเมื่อสัมผัสสิ่งของ สวมหน้ากากหากอยู่ในที่ปิด หรือคนรวมตัวกันหนาแน่น หรือหากมีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ และหลีกเลี่ยงไปในสถานที่ที่แออัด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19” น.พ.เอกชัยกล่าว