สธ.เปิดแผนรักษาใหม่หลังศบค.ลดระดับโรค

อย.ไฟเขียว‘สเปรย์พ่นจมูกดักจับยับยั้งโควิด’ หลังเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ทั้งอภ.-จุฬาฯ-มหิดล-สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และบริษัท โรจูคิสร่วมกันพัฒนาจนสำเร็จ ออกวางขาย 1 ต.ค.นี้ สธ.แจงแนวทางรักษา หลังลดระดับโควิด แนะฉีดเข็มกระตุ้นทุก 4 เดือน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ยันเตียง ยา บุคลากรเพียงพอรับมือ มี 4 รูปแบบเฝ้าระวัง ทั้งร.พ. เป็นกลุ่มก้อน สธ.สั่งซื้อเพิ่ม ทั้งฟาวิฯ โมลนูฯ และเรมดิซีเวียร์ ศบค.เผยยอดป่วยลดฮวบต่อเนื่อง ติดเชื้อใหม่ 319 ราย เสียชีวิต 8 ราย มี 33 จังหวัดไม่มีคนติดเชื้อใหม่

‘สธ.’แจงแนวรักษาโควิดหลัง1ต.ค.
เมื่อวันที่ 26 ก.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วยนพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัดสธ. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และนพ. สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ แถลงข่าวการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข หลังยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉิน และยุบศบค.

นายอนุทินกล่าวว่า หลังปรับโควิด-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เริ่มวันที่ 1 ต.ค.นี้ ขณะที่ศบค.ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหมด มีผลวันที่ 30 ก.ย.นี้ ให้หน่วยงานต่างๆ นำมาตรการตามกฎหมายเข้ามาแก้ไขปัญหาตามปกติ ในส่วนของสธ. มีพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เป็นเครื่องมือหลักบริหารสถานการณ์ในระยะถัดไป มีกลไกทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับพื้นที่ดำเนินการ อาจลดระดับความเข้มข้นของมาตรการลง เพื่อให้สังคมและเศรษฐกิจเดินหน้า นอกจากนี้สธ.ยังจัดทำแผนปฏิบัติการควบคุมโรคโควิด-19 รองรับการเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เป็น กรอบการดำเนินงานให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะเสนอต่อครม.อนุมัติต่อไป ยืนยันว่ากลไกนี้ยังบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ส่วนการดูแลรักษา ยา ขอให้สบายใจว่ายังมีมาตรการดูแลเช่นเดิม ต่อไป ภาวะฉุกเฉินยังใช้สิทธิ์ UCEP เข้ารักษาพยาบาลที่ไหนก็ได้หากวินิจฉัยว่าต้องรักษา เร่งด่วน โดยสรุปสิทธิ์ไม่ได้ลดไปไหน แต่ ผ่อนคลายเพื่อให้คล่องตัวและดำเนินชีวิต ได้ตามปกติ

สั่งซื้อเพิ่ม‘ฟาวิฯ-โมลนูฯ’
นพ.สุระกล่าวว่า สำนักงานปลัด สธ.มีร.พ. 900 กว่าแห่ง และ รพ.สต.กว่า 9,000 แห่ง บุคลากรกว่า 4 แสนคน คิดว่ามีความพร้อมที่เพียงพอ โดยเรามี 73,000 เตียง วันที่ 25 ก.ย.มีคนไข้โควิดนอน ร.พ. 4,800 คน คิดเป็น 6% ของเตียง ส่วนใหญ่อยู่ในเตียงระดับ 2.1 และ ระดับ 1 ที่อาการไม่รุนแรง ประมาณ 90% อยู่เตียงระดับ 2.2 และ 3 ประมาณ 10% ถือว่าเตียงมีเพียงพอรองรับทุกระดับ ส่วนยาขณะนี้ฟาวิพิราเวียร์มีคงเหลือ 5.6 ล้านเม็ด ใช้เฉลี่ย 5.8 หมื่นเม็ดต่อวัน พอใช้ 3.1 เดือน ยาโมลนูพิราเวียร์คงเหลือ 20.3 ล้านเม็ด ใช้เฉลี่ย 1.48 แสนเม็ดต่อวัน เพียงพอใช้ 4.5 เดือน และยาเรมดิซีเวียร์คงเหลือ 2.3 หมื่นขวด ใช้เฉลี่ย 1.2 พันขวด เพียงพอใช้ครึ่งเดือน โดยจัดซื้อยาฟาวิพิราเวียร์เพิ่ม 10 ล้านเม็ด เพียงพอใช้ 5.5 เดือน โมลนูพิราเวียร์ 35 ล้านเม็ด เพียงพอใช้ 7.2 เดือน และเรมดิซีเวียร์ 3 แสนขวด เพียงพอใช้ 8.2 เดือน ในอนาคตถ้ามีการใช้ยาน้อยลง เพราะผู้ป่วยน้อยลง ก็จะมียาใช้ได้เพียงพอมากกว่าที่ประมาณ โดยย้ำว่าเตียง ยา และบุคลากรทางการแพทย์มีเพียงพอ

นพ.โอภาสกล่าวว่า สถานการณ์โรค โควิด-19 ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งผู้ป่วย รายใหม่ใน ร.พ. ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิตลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้เรามีการเปิดกิจกรรม แข่งกีฬา จัดเทศกาลต่างๆ ประชาชนมาร่วมกันเนืองแน่นและมีนักท่องเที่ยว ไม่ได้เป็นเหตุให้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เพราะคนมีภูมิคุ้มกัน 92% จากวัคซีนและติดเชื้อโดยธรรมชาติ ซึ่งสำรวจเมื่อเม.ย.-พ.ค. 2565 ซึ่งกำลังจะสำรวจใหม่รายงานผลช่วงต้น ต.ค. โดยคาดว่าปี 2566 การระบาดอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงเป็นตามฤดูกาลคล้ายไข้หวัดใหญ่ อาจมีการระบาด เกิดขึ้นเป็นระยะบางพื้นที่ 1-3 ครั้งต่อปี

“ส่วนระบบเฝ้าระวังต่อจากนี้ ยังติดตามข้อมูลอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย 4 ระบบ คือ 1.การเฝ้าระวังผู้ป่วยใน ร.พ. Hospital Base ซึ่งมีการดำเนินการแล้ว 2.การเฝ้าระวังเป็นกลุ่มก้อน เช่น โรงเรียน ตลาด ชุมชน ศูนย์พักพิง มีทีมไปสอบสวนโรค และประกาศพิจารณาโรคระบาดเฉพาะพื้นที่ 3.การเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงเฉพาะนอกร.พ. เช่น โรงเรียน สถานศึกษา บ้านพักคนชรา ผับบาร์ แรงงานต่างด้าว และ 4.การเฝ้าระวังสายพันธุ์กลายพันธุ์ ขอให้มั่นใจว่าระบบรัดกุมได้มาตรฐานสากล สามารถตรวจจับการระบาดควบคุมโรคได้ทันท่วงที” นพ.โอภาส กล่าว

ยันหลัง1ต.ค.ยังรักษาโควิดฟรี
นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า การฉีดวัคซีนประชาชนรับได้ตามสมัครใจ ไม่เสียค่าใช้จ่าย ฉีดได้ตามสถานพยาบาลที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม.กำหนด โดยสามารถรับสถานพยาบาลใกล้บ้านอย่าง รพ.สต.ที่มีการ กระจายวัคซีนไปแล้ว ขณะนี้มีวัคซีนในมือและสัญญาซื้อ 42 ล้านโดส ยืนยันว่าวัคซีนมีเพียงพอ หากจำเป็นหากมีวัคซีนใหม่ที่มีประสิทธิภาพก็สามารถจัดหามาได้ ย้ำว่าทุกคนฉีดได้ตามสมัครใจตามเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูง ผู้ป่วยโรคเรื้อรังมารับวัคซีนตามประกาศกำหนด ส่วนปีต่อไปฉีดกี่ครั้งอาจฉีดปีละ 1-2 ครั้ง แต่ข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สธ.จะนำข้อมูลมาประมวลและแจ้งให้ทราบเป็นระยะ

“ส่วนการตรวจ ATK เราพบว่า คนไม่มีอาการ การได้ผลบวกต่ำมาก หากอาการสงสัยโอกาสผลบวกมีมากกว่า จึงแนะนำผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจ ปฏิบัติตนตามมาตรการ DMHT สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ ตรวจ ATK ได้ ส่วนประชาชนทั่วไปให้สวมหน้ากากเมื่อเข้าไปในสถานที่แออัด เช่นขนส่งสาธารณะ ร.พ. สถานที่ดูแลผู้สูงอายุ/เด็กเล็ก ตรวจ ATK เมื่อมีอาการป่วยตามความจำเป็น ไม่แนะนำตรวจในคนที่ไม่มีอาการ สำหรับหน่วยงาน องค์กร สถานประกอบการ คัดกรองอาการป่วยของพนักงานเป็นประจำ หากมีพนักงานป่วยจำนวนมากให้รายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที”

นพ.ธเรศกล่าวว่า หลังยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน สิทธิการรักษาผู้ป่วยนั้น สบส.นัดกองทุนที่เกี่ยวข้องมาหารือ ยืนยันว่ายังรักษาฟรีตามสิทธิ เช่นหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ เป็นต้น ครอบคลุมการวินิจฉัย แล็บ ยา มีการซักซ้อมจัดหาและเตรียมยาไว้กับทั้งสามกองทุน มีการเตรียมงบประมาณรองรับ ส่วนกรณีผู้ป่วยโควิด-19 มีอาการฉุกเฉินวิกฤต อาการมาก ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ไอซียู หรือค่าออกซิเจนต่ำมาก สามารถใช้สิทธิ UCEP COVID Plus รักษาสถานพยาบาลทุกแห่งทั้งภาครัฐหรือเอกชน ส่วนสถานพยาบาลชั่วคราว เช่น ร.พ.สนาม ฮอสปิเทล เรามีการอนุญาต 4-5 หมื่นเตียง แต่มีการใช้เพียงหลักพัน ซึ่งหลังก.ย.นี้ก็จะยุติทั้งหมด หากมีสถานการณ์ฉุกเฉินสามารถออกประกาศรองรับได้ ส่วนแรงงานต่างด้าวก็รักษาตามที่มีประกันได้ฟรี หากไม่มีประกันก็ต้องจ่ายเงินเองตามระบบ

เปิดเกณฑ์ให้ยารักษาโควิด
นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้มีการปรับปรุงแนวทางเวชปฏิบัติดูแลรักษาโควิดเป็นครั้งที่ 25 รวมแล้ว 2 ปี 9 เดือน เรามีไกด์ไลน์ 26 ฉบับ คือ เราปรับมาตลอด ฉบับล่าสุดยังเป็นร่างที่จะเข้าที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านสาธารณสุข (อีโอซี) วันที่ 28 ก.ย.นี้ โดยจะใช้วันที่ 1 ต.ค.นี้ คือผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย ปอดปกติ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงหรือโรคร่วมสำคัญ รักษาแบบผู้ป่วยนอก ปฏิบัติตาม DMHT อย่างเคร่งครัด 5 วัน ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง มีปัจจัยเสี่ยงหรือไม่มีปัจจัยเสี่ยง แต่มีปอดอักเสบเล็กน้อยถึงปานกลาง แพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆ ไปว่าต้องรับไว้รักษาในร.พ.หรือไม่ ส่วนเรื่องการให้ยานั้น หากไม่มีอาการจะไม่ให้ยาต้านไวรัส ถ้ามีอาการไม่รุนแรง ปอดปกติ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง ไม่จำเป็นต้องให้ยา หรืออาจพิจารณาให้ฟ้าทะลายโจร หรือยาฟาวิพิราเวียร์ หากให้ต้องเริ่มเร็วที่สุดภายใน 3-4 วัน หากมีอาการนานกว่านั้นจะลดอาการไม่ได้

“ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงแต่มีปัจจัยเสี่ยง หรือไม่มีปัจจัยเสี่ยงแต่มีปอดอักเสบ พิจารณาให้ยาต้านไวรัสตัวใดตัวหนึ่ง โดยเริ่มจากยาแพกซ์โลวิดก่อนเนื่องจากรับประทานได้ ประสิทธิภาพตามการวิจัยดีกว่าโมลนูพิราเวียร์ แต่มีปฏิกิริยากับยาตัวอื่นได้มากกว่า แต่หากอาการมากเข้า ร.พ.ก็ใช้เรมดิซีเวียร์ ฉีด 3 วันก็ดีกว่า และโมลนูพิราเวียร์เป็นตัวเลือกถัดไป ซึ่งการเลือกยาเป็นไปตามรายงานการศึกษาวิจัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ใช้ยาแพกซ์โลวิดและโมลนูพิราเวียร์ไม่ได้ เนื่องจากไม่มีการศึกษาวิจัย หากอาการไม่มากให้ดูแลรักษาตามอาการ หรือมีอาการไม่มาก แต่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง อาจพิจารณาใฟ้ยาฟาวิพิราเวียร์เป็นเวลา 5 วัน แต่ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงหรืออาการเสี่ยงมากก็ให้ เรมดิซีเวียร์ 3 วันหรือฟาวิพิราเวียร์ 5 วัน หรือหากอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไปให้แพกซ์โลวิด ส่วนกรณีปอดอักเสบให้เรมดิซีเวียร์ 5-10 วัน” นพ.สมศักดิ์ กล่าว

ชี้ฉีดเข็ม5ขึ้นกับวิถีชีวิต-อาชีพ
นายอนุทินยังกล่าวถึงกรณีการฉีดวัคซีนโควิด-19 หลังปรับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังและในปี 2566 ว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 4 เข้มแล้ว ตามสถิติการเจ็บป่วยที่มีการรุนแรงหรือเสียชีวิต ถ้าไม่ใช่โรคแทรกซ้อนอื่นถือว่าเป็นศูนย์ ปัจจุบัน สธ.ขอให้ประชาชนที่รับวัคซีนเข็ม 3 เกิน 4 เดือนแล้ว ให้มารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ส่วนเข็มที่ 5 ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของประชาชน อาชีพ การงาน ถ้าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงอยู่ท่ามกลางประชาชนจำนวนมาก เช่น ทำงานตามภัตตาคาร สถานบันเทิง สถานบริการขนส่ง หรือธุรกิจใดๆ ที่ต้องอยู่ท่ามกลาง หรือให้บริการคนหมู่มาก มีความใกล้ชิด ไม่สามารถเว้นระยะห่างไม่ได้ ก็สมควรที่จะมารับวัคซีนเข็มที่ 5 เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันมากขึ้น ตอนนี้ดูแล้วว่าเข็ม 2 เข็ม 3 ไม่อยู่ในจุดที่จะใช้ชีวิตปกติ ต้องเข็ม 4 น่าจะทำให้มีคุณภาพชีวิตและมีการดำเนินชีวิตที่ดีได้

นายอนุทินกล่าวว่า ตอนนี้จากการพัฒนาวัคซีนโควิดเวลายังไม่พอที่จะบ่งชี้ชัดเจนว่า วัคซีนฉีดแล้วจะอยู่ได้ 12 เดือนเหมือนไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดปีละเข็ม การฉีดเข็มกระตุ้นก็เป็น สิ่งที่สธ.แนะนำ ความปลอดภัยผลข้างเคียงมีแต่น้อยมาก ไม่สามารถนำมาคำนวณเป็นนัยสำคัญให้เราเปลี่ยนนโยบายวัคซีน และวัคซีนที่เรามีก็มีคุณภาพ มีการศึกษา วัคซีนทุกชนิดดีหมด ป้องกันความรุนแรงจากโควิดได้หมด มีการพิสูจน์ศึกษาและยืนยันจากคณะแพทย์ และผู้ผลิต ผู้ที่ยังไม่ได้รับ เข็มกระตุ้นให้รีบมารับ

แนะกลุ่มเสี่ยง608ฉีดทุก4เดือน
นพ.โอภาสกล่าวว่า ขณะนี้คำแนะนำกลุ่ม 608 ยังแนะนำให้ฉีดวัคซีนทุก 4 เดือนอยู่ แต่หลังจากนี้ไปที่ เราคาดหวังว่าจะมีการฉีดวัคซีนเหมือนไข้หวัดใหญ่ปีละครั้ง ขณะนี้ข้อมูลทั่วโลกยังไม่มีใครสามารถออกคำแนะนำแบบนั้นได้ แต่คาดว่าในระยะต่อไปน่าจะฉีดปีละ 1-2 ครั้งซึ่งขึ้นกับ 2 ปัจจัยคือ 1.ถ้าเชื้อไม่มีการกลายพันธุ์ไปอย่างมาก น่าจะเพียงพอ และ2.วัคซีนรุ่นใหม่ๆ ที่จะสามารถครอบคลุมได้ดีขึ้น ตอนนี้ยังยืนยันคำแนะนำเดิมอยู่ แต่เมื่อมีข้อมูลใหม่หรือเหตุการณ์ใหม่ คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคจากออกคำแนะนำสำหรับประชาชนต่อไป

เมื่อถามว่าคนทั่วไปที่ฉีดครบ 3 เข็มแล้ว ไม่อยู่ในกลุ่ม 608 ยังแนะนำให้ฉีดหรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า ยังแนะนำให้ฉีด ประชาชนทั่วไปสามารถฉีดเข็มกระตุ้นได้ทุก 4 เดือนเป็นไปตามความสมัครใจ ซึ่งเรามีวัคซีนเพียงพอ เราคำนวณตามประชากร และการฉีดเพียงพอไปอย่างน้อย 6 เดือน ถ้าภายหน้ามีความจำเป็น มีวัคซีนมีประสิทธิภาพรุ่นใหม่ก็ให้พิจารณาจัดหา ถือว่ามีวัคซีนเพียงพอ

เมื่อถามว่ายังต้องคงระบบการรายงาน ผู้ป่วยโควิด-19 หรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า เรายังมีระบบรายงาน โดยในระยะต่อไปจะเน้นระบบเฝ้าระวังที่จัดวางไว้ 4 ระบบ เน้นตัวเลขสำคัญคือตัวเลขผู้รักษาในร.พ.และ ผู้เสียชีวิต สำคัญคือคนฉีดวัคซีนมีภูมิคุ้มกันแล้ว คนไม่มีอาการและอาจจะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ถือว่าไม่ค่อยมีปัญหามากนัก ส่วนการใส่หน้ากากอนามัยขึ้นกับสถานการณ์และความเสี่ยง แม้จะมีคนติดเชื้อแต่เราอยู่ในสถานที่ไม่แออัด อากาศถ่ายเทสะดวก โอกาสติดเชื้อก็ดีน้อย

เมื่อถามย้ำว่าจะยุติการรายงานประจำวันตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้หรือไม่ นพ.โอภาส กล่าวว่า ข้อมูลมีตลอดสามารถติดตามได้หลายแหล่ง เราไม่ได้ยุติการเก็บข้อมูลรวบรวม ระบบเฝ้าระวังยังทำต่อเนื่อง

ป่วยใหม่ลดเหลือ319-ตาย8
ด้านศบค.รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า วันนี้ผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK รวม 319 ราย สะสม 4,678,671 ราย หายป่วย 1,145 ราย สะสม 4,639,085 ราย เสียชีวิต 8 ราย สะสม 32,726 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 6,860 ราย อยู่ร.พ.สนามและอื่นๆ 2,105 ราย และอยู่ในร.พ. 4,755 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 495 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 257 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 7.8% ภาพรวมผู้ป่วยเฉลี่ยรายวัน ผู้ป่วยอาการหนัก ใส่ท่อช่วยหายใจ และ ผู้เสียชีวิตมีทิศทางลดลง

ผู้เสียชีวิต 8 ราย มาจากหนองบัวลำภู 2 ราย, ศรีสะเกษ เชียงใหม่ ลพบุรี พระนคร ศรีอยุธยา ราชบุรี และประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดละ 1 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิตจากกทม. ปริมณฑล และภาคใต้ ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 6 ราย หญิง 2 ราย อายุ 73-94 ปี อายุเฉลี่ย 84 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและโรคเรื้อรัง 100%

การฉีดวัคซีนโควิด-19 วันที่ 25 ก.ย. 2565 ฉีดได้ 11,990 โดส สะสม 143,278,301 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 57,321,169 โดส คิดเป็น 82.4% เข็มสอง 53,827,842 โดส คิดเป็น 77.4% และเข็มสามขึ้นไป 32,129,290 โดส คิดเป็น 46.2% สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ฉีดเข็มสามแล้ว 6,502,964 โดส คิดเป็น 51.2% ส่วนเด็กอายุ 5-11 ปี ฉีดเข็มแรก 3,328,184 โดส คิดเป็น 64.6% เข็มสอง 2,493,003 โดส คิดเป็น 48.4% และเข็มสาม 56,807 คิดเป็น 1.1%

33จังหวัดไร้ป่วยโควิด
กรมควบคุมโรครายงานจำนวนผู้ป่วย โควิด-19 รายใหม่รายจังหวัด พบว่า 10 จังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ 1.กทม. 125 ราย 2.ชลบุรี 25 ราย 3.สมุทรปราการ 11 ราย 4.ขอนแก่น 9 ราย 5.ฉะเชิงเทรา 9 ราย 6.บุรีรัมย์ 9 ราย 7.จันทบุรี 8 ราย 8.ระยอง 8 ราย 9.อุบลราชธานี 8 ราย และ 10.ชัยนาท 6 ราย ภาพรวมมีรายงานผู้ป่วย 44 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วย 33 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ชัยภูมิ ตรัง นครปฐม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นราธิวาส น่าน บึงกาฬ พระนครศรีอยุธยา พะเยา พังงา พัทลุง พิจิตร เพชรบุรี แพร่ มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยะลา ราชบุรี ลพบุรี ลำปาง เลย สกลนคร สตูล สมุทรสงคราม สระแก้ว สุพรรณบุรี สุโขทัย หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ และอ่างทอง

เปิดตัวสเปรย์พ่นจมูกยับยั้งโควิด
วันเดียวกัน นางวรวรรณ ไชยกำเนิด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ KISS กล่าวว่า หลังจากบริษัทขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรม สเปรย์แอนติบอดีพ่นจมูกที่มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อโควิด-19 ผ่านบริษัทย่อยของ KISS คือบริษัท ไฮไบโอไซ จำกัด ร่วมกับภาครัฐ ประกอบด้วย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศิลปากร, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และองค์การเภสัชกรรม ล่าสุดร่วมมือพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวสำเร็จแล้ว มาเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ เวลล์ โควิแทรป แอนติ-โคฟ นาซอล สเปรย์ (VAILL COVITRAP Anti-Cov Nasal Spray) และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียบร้อยแล้ว

“นวัตกรรมสเปรย์พ่นจมูก เวลล์ โควิแทรป แอนติ-โคฟ นาซอล สเปรย์ ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่พร้อมสู่สายตาของทั่วโลก ที่มีคุณสมบัติสามารถดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 โดยทำงานทันทีและครอบคลุมต่อเนื่อง 6 ชั่วโมง ที่เข้ามาในบริเวณโพรงจมูกด้วยภูมิคุ้มกัน ไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย ใช้พ่นที่โพรงจมูกทั้ง 2 ข้าง มีขนาด 15 ม.ล. พร้อมจำหน่ายในประเทศไทย ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ ที่ Offif icial Line @Covitrap หรือ Facebook โควิแทรป ตลอดจน เภสัชกรประจำร้านยาองค์การเภสัชกรรม, สถานพยาบาล The Senizens, และสถานพยาบาล Panacura นอกจากนี้บริษัทยังมี เป้าหมายที่มุ่งขยายผลสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคตด้วย”นางวรวรรณ กล่าว

ชงเพิ่มค่าตอบแทนอสม.-อสส.
ด้านน.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันที่ 27 ก.ย. 65 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายปี 2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2,100.61 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนให้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 1,039,729 คน และอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) 10,577 คน รวม 1,050,306 คน ช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ย. 65 รวม 4 เดือน อัตรา 500 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 2,000 บาทต่อคน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน