เชียงใหม่สลดใจกรมชลชี้อีก10วันน้ำเหนือถึงกทม.
ชัชชาติเตรียมรับระบายทุกคลอง
ชาวเชียงใหม่เศร้าอีก เจดีย์ 500 ปีถล่ม สุดทนอุ้มน้ำฝนซึมเข้ารอยร้าว ‘โนรู’ลดเป็นดีเปรสชัน แต่ยังทำ 57 จว.มีฝนหนัก กรมชลฯ คาดอีก 10 วันน้ำเหนือไหลลงมารวมกันในเจ้าพระยา ‘ชัชชาติ’สั่งเร่งระบายน้ำในคลองรอรับ ศธ.เผยต้องปิด 4 โรงเรียนหนีน้ำท่วม

‘โนรู’ปกคลุม – สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจิสด้า เปิดภาพถ่ายดาวเทียมพายุโนรูเคลื่อนปกคลุมประเทศไทย ส่งผลให้ฝนตกหนักและน้ำท่วมหลายจังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสานได้รับผลกระทบมากที่สุด เมื่อวันที่ 29 ก.ย.
อุตุชี้‘โนรู’ลดเป็นดีเปรสชัน
เมื่อวันที่ 29 ก.ย. น.ส.ชมภารี ชมภูรัตน์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เตือนพายุ ‘โนรู’ ฉบับที่ 21 โดยระบุว่า เวลา 11.00 น. ของวันที่ 29 ก.ย. พายุดีเปรสชันโนรู มีศูนย์กลางอยู่บริเวณอำเภอจตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด หรือที่ละติจูด 15.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 103.5 องศาตะวันออก โดยมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือ เล็กน้อยอย่างช้าๆ คาดว่าจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงในระยะ ต่อไป ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ส่งผลทำให้มีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยมีลมแรงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง
ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาด เชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม สำหรับประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งให้ระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย

เขาใหญ่ – ถนนธนะรัชต์ เส้นทางขึ้นเขาใหญ่ ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา น้ำท่วมหนักเป็นช่วงๆ รถยนต์และรถเล็กเครื่องดับจอดเสียหลายคัน หลังฝนตกหนักเนื่องจากอิทธิพลพายุโนรู เมื่อวันที่ 29 ก.ย.
เตือน57จว.เจอฝนหนัก
สำหรับจังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง มีดังนี้ วันที่ 30 ก.ย. ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม นครราชสีมา และบุรีรัมย์, ภาคกลาง : จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ภาคตะวันออก : จังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด, ภาคใต้ : จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง
สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง โดยทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 1 ต.ค.
โขงเจียมโดนถล่มอำเภอแรก
วันเดียวกันกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) รายงานผลกระทบพายุโนรู ที่เคลื่อนเข้าประเทศไทยบริเวณ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เมื่อช่วงเย็นวันที่ 28 ก.ย.ส่งผลทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรงบริเวณภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ทำให้ช่วงวันที่ 28-29 ก.ย. เกิดสถานการณ์อุทกภัยและวาตภัยในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร อุบลราชธานี รวม 5 อำเภอ 5 ตำบล 5 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 6 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บจากลมพัดต้นไม้ล้มทับรถยนต์ 2 ราย ที่ จ.ศรีสะเกษ ภาพรวมระดับน้ำลดลงทุกพื้นที่ โดยที่จ.อุบลฯ สภาพอากาศแปรปรวน ส่งผล กระทบต่อการเดินอากาศ โดยวัดปริมาณน้ำในที่ ต.นิคมสร้างตนเอง อ.สิรินธร 230 มิลลิเมตร (ม.ม.) และที่ต.ท่าช้าง อ.สว่างวีระวงศ์ 164.1 ม.ม.
ส่วนสถานการณ์น้ำท่าและปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ ประกอบกับกองอำนวยการน้ำ แห่งชาติได้มีประกาศฉบับที่ 44/2565 จากการประเมินฝนคาดการณ์ของกรมอุตุฯ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่า อิทธิพลของพายุโนรูจะส่งผลให้มีปริมาณฝนตกต่อเนื่องสะสม 150-250 ม.ม. ซึ่งปัจจุบันในลำน้ำและแหล่งน้ำมีปริมาณน้ำมากอาจส่งผลให้เกิดน้ำหลากน้ำท่วม ฉับพลัน โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์ น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังเพิ่มเติมระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-4 ต.ค.ดังนี้ ภาคเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง (อ.เมือง ห้างฉัตร เกาะคา) ตาก (อ.อุ้มผาง ท่าสองยาง แม่ระมาด) เพชรบูรณ์ (อ.วิเชียรบุรี ศรีเทพ บึงสามพัน หนองไผ่) และกำแพงเพชร (อ.ปางศิลาทอง คลองลาน)
เฝ้าระวัง17จังหวัดท่วมขัง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี (อ.บ้านผือ) ชัยภูมิ (อ.ภักดีชุมพล หนองบัวระเหว หนองบัวแดง) ขอนแก่น (อ.เมือง) ยโสธร (อ.เมือง เลิงนกทา ทรายมูล) นครราชสีมา (อ.แก้งสนามนาง ด่านขุนทด) บุรีรัมย์ (อ.กระสัง) ศรีสะเกษ (อ.ไพรบึง กันทรารมย์ กันทรลักษ์) อุบลราชธานี (อ.เมือง เขื่องใน ดอนมดแดง ศรีเมืองใหม่ นาตาล โขงเจียม เดชอุดม ตระการพืชผล พิบูลมังสาหาร สว่างวีระวงศ์ โพธิ์ไทร ม่วงสามสิบ ตาลสุม เขมราฐ) อำนาจเจริญ (อ.เมือง เสนางคนิคม พนา ชานุมาน) และมุกดาหาร (อ.ดอนตาล) ภาคกลาง 3 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี (อ.ลำสนธิ ท่าหลวง ชัยบาดาล สระโบสถ์ พัฒนานิคม) สระบุรี (อ.มวกเหล็ก วังม่วง แก่งคอย) และปราจีนบุรี (อ.เมือง ประจันตคาม กบินทร์บุรี นาดี ศรีมหาโพธิ)
กอปภ.ก.จึงได้เน้นย้ำไปยัง 17 จังหวัดเสี่ยงภัย เตรียมพร้อมรับมือปริมาณฝนตกสะสมที่อาจส่งผลให้เกิดน้ำหลากและน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังอยู่เดิม จุดเสี่ยงน้ำท่วมขังเป็นประจำ และพื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกสะสมมากกว่า 90 ม.ม. โดยจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
ต้องปิด4โรงเรียนหนีน้ำ
กอปภ.ก. แจ้งด้วยว่า กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ประเมินสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา คาดว่าจะมีน้ำไหลผ่านบริเวณ จ.นครสวรรค์ (C.2) อยู่ในเกณฑ์ 2,500-2,800 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที โดยปริมาณน้ำจะไหลมารวมกับแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขาไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอยู่ในเกณฑ์ 2,300-2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท อ.อินทร์บุรี อ.เมือง และ อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี อ.ป่าโมก และไชโย จ.อ่างทอง คลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา อ.เสนา และผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี และ จ.สมุทรปราการ มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 30-60 ซ.ม. ในช่วงวันที่ 1-7 ต.ค. จึงได้แจ้ง 10 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมถึงกรุงเทพฯ จัด เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น จากการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย
วันเดียวกัน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์พายุ ‘โนรู’ ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ให้เฝ้าระวังความปลอดภัยสถานศึกษา สำหรับสถานการณ์ล่าสุด พบว่ามี 120 เขตพื้นที่การศึกษา และ 374 โรงเรียน ที่ได้รับผลกระทบ แบ่งเป็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 88 เขต 285 โรงเรียน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 32 เขต 89 โรงเรียน รวมนักเรียน ครู และบุคลากร ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 8,090 คน ในจำนวนนี้มีโรงเรียนที่ไม่สามารถเปิดเรียนได้ตามปกติ 4 โรงเรียน เป็นโรงเรียนในสังกัด สพป. 3 โรงเรียน และ สพม. 1 โรงเรียน
อุบลฯอ่างแตก
ที่จ.อุบลราชธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังดีเปรสชันโนรูเคลื่อนเข้าสู่อ.โขงเจียมเมื่อช่วงค่ำวันที่ 28 ก.ย. ทำให้มีฝนตกนานกว่า 1 วัน วัดปริมาณน้ำฝนสูงสุดได้อ.สว่างวีระวงศ์ 200.3 ม.ม. อ.เมือง 185.5 ม.ม. ทำให้วันนี้แม่น้ำมูล ที่สถานีวัดน้ำ M7 สะพานเสรีประชาธิปไตย ปรับตัวสูงขึ้นจากเมื่อวานอีก 48 เซนติเมตร (ซ.ม.) โดยมีน้ำสูง 9.21 เมตร และมีน้ำล้นตลิ่ง 2.21 เมตร กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) คาดว่า อิทธิพลโนรูทำให้ฝนที่ตกลงมาในพื้นที่จ.อุบลฯ และด้านเหนือของจังหวัด จะไหลมารวมกันที่ อ.วารินชำราบ ซึ่งจะทำให้แม่น้ำมูลมีน้ำล้นตลิ่งสูงประมาณ 2.72 เมตร หรือคิดเป็นความสูงรวมของแม่น้ำ 9.72 เมตรในวันที่ 4 ต.ค. จึงมีคำสั่งให้ทำการอพยพชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ถูกน้ำท่วมซ้ำไปพักอาศัยยังที่สูงกว่าที่อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งการขนย้ายเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากในพื้นที่ยังมีฝนตกและมีลมพัดเต็นท์ผู้อพยพใช้พักอาศัยเป็นระยะ และผู้อพยพบางคนก็มีอาการเหนื่อยล้า เพราะเพียง 2-3 สัปดาห์ ต้องอพยพหนีน้ำ 2-3 รอบด้วยกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า อ่างเก็บน้ำหนองโสกใหญ่ ต.คำขวาง อ.วารินชำราบ ขนาดความจุประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) รับน้ำมาจากชุมชนรอบตลาดค้าส่งอุบลเจริญศรี ถนนวารินชำราบ-เดชอุดม ก่อนไหลไปลงแม่น้ำมูล เกิดแตกบริเวณที่เป็นจุดฝายน้ำล้น น้ำได้กัดเซาะถนนลาดยางเชื่อมระหว่างบ้านโนนเค็งไปบ้านแต้ ที่ตัดผ่าน สันเขื่อนขาดยาวประมาณ 5 เมตร รถทุกชนิดไม่สามารถแล่นผ่านได้ และน้ำยังได้ไหลทะลักล้นคลองส่งน้ำเข้าท่วมพื้นที่นาข้าวที่กำลังตั้งท้องของชาวบ้านที่อยู่ด้านล่างกว่า 100 ไร่ เทศบาลตำบลคำขวาง ประสานขอ สะพานเบลีย์จากหน่วยทหารพัฒนาเคลื่อนที่ 56 จ.อุบลราชธานี เพื่อมาทำเป็นสะพานชั่วคราวให้ประชาชน พร้อมเร่งซ่อมฝายและถนน

ช่วยระทึก – จนท.นำเรือท้องแบนช่วยเหลือชาวบ้านหมู่ที่ 4 ต.วังหมัน อ.สามเงา จ.ตาก หลังคันดินกั้นแม่น้ำวังพังทลายลงกลางดึก มวลน้ำไหลทะลักท่วมชุมชนมีผู้ติดค้างอยู่ภายในจำนวนมาก เมื่อวันที่ 29 ก.ย.

อำนาจเจริญอ่วมฝน
ที่จ.อำนาจเจริญ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.อำนาจเจริญ เป็น 1 ในจังหวัดที่ได้รับผล กระทบจากการเคลื่อนตัวของโนรู ทำให้ มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ค่ำวันที่ 28 ก.ย.จนถึงเช้าวันนี้ ส่งผลให้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกินระดับจุดวิกฤตที่ร้อยละ 117 ของความจุอ่าง และยังคงมีแนวโน้มว่าระดับจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ชุมชมหลักเมืองพัฒนาที่อยู่บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ มีระดับน้ำไหลเข้าท่วมถนน 2-3 ซ.ม. อบจ.อำนาจเจริญต้องเร่งบรรจุทรายใส่กระสอบนำไปกั้นบริเวณหน้าบ้านประชาชนเพื่อป้องกันท่วมบ้าน นอกจากนั้นปริมาณน้ำฝนยังทำให้ถนนเส้นบายพาสเลี่ยงเมืองอำนาจเจริญไปยัง จ.อุบลฯ มีน้ำท่วมขังสูงกว่า 50 ซ.ม. เป็นระยะทางยาวกว่า 900 เมตร รวมไปถึงไหลเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตรของชาวบ้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ยโสธร ว่า ดีเปรสชันโนรูเคลื่อนเข้าสู่จ.ยโสธร เมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 29 ก.ย. มีศูนย์กลางอยู่บริเวณ อ.คำเขื่อนแก้ว โดยทิศทางที่เคลื่อนได้ผ่าน อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด, จ.มหาสารคาม, จ.ขอนแก่น และจ.ชัยภูมิ ส่วนผลกระทบในพื้นที่จ.ยโสธร ช่วงหัวค่ำวันที่ 28 ก.ย. เกิดลมพัดกระโชกแรงพร้อมกับมีฝนตก หนัก ประมาณ 30 นาที หลังพายุฝนสงบ พบว่าต้นกระบก อายุนับร้อยปีโค่นล้มแบบถอนราก ลงทับตลาดชุมชนบ้านสะเดา ต.ตาดทอง อ.เมือง
ที่จ.นครราชสีมา นายวิเชียร ผวจ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ภาพรวมปริมาณน้ำในพื้นที่ อ.สีคิ้ว อ.สูงเนิน และ อ.ขามทะเลสอ อยู่ด้านบนไม่ล้นตลิ่งรวมทั้งช่วงปลายทางช่วงเส้นทางน้ำลงลุ่มน้ำมูนยังไหลได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ที่ประตูระบายน้ำ (ปตร.) คนชุม ต.ปรุใหญ่ ซึ่งเป็นด่านแรกของทางน้ำไหลเข้าเมืองโคราช โจทย์สำคัญต้องเร่งระบายน้ำออกจากเขตเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด หากมีฝนตกลงมาเช่นนี้ จะทำให้ปริมาณน้ำสะสมมากขึ้น จึงแจ้งเตือนให้ประชาชนอยู่ริมลำตะคอง เตรียมขนย้ายสิ่งของมีค่าได้ทันท่วงที
นายประเสริฐ บุญชัยสุข นายกเทศมนตรีนคร (ทน.) นครราชสีมา สั่งปรับสีธงจากเหลืองเป็นสีส้มหมายถึงภาวะวิกฤตเสี่ยงอันตรายสูง โดยน้ำในคลองธรรมชาติช่วงท้ายเขื่อนลำตะคอง ที่ไหลผ่านเขตเศรษฐกิจ ระดับน้ำเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว บางส่วนได้เอ่อล้นตลิ่งไหลทะลักท่วมพื้นที่ชุมชนมิตรภาพ ซอย 4 สูงประมาณ 40-50 ซ.ม.และมีแนวโน้ม จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตลอด ความยาวของคลองในพื้นที่ เป็นที่ตั้งของ โรงพยาบาล 4 แห่ง สถานศึกษา 8 แห่ง ศูนย์การค้า 3 แห่ง ตลาดสด 3 แห่ง และ 12 ชุมชนขนาดใหญ่ ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมรวม 7 จุด ประกอบด้วย 1.ชุมชนมิตรภาพซอย 4 2.สะพานโรงเรียนอัสสัมชัญ 3.สะพานโรงพยาบาลมหาราช 4.ทุ่งสว่าง-ศาลาลอย 5.สะพาน ถนนสุรนารายณ์ 6.เกาะลอย สำโรงจันทร์ 7.ไนท์บ้านเกาะ รวมทั้งประสานศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช และเดอะมอลล์นครราชสีมา บริการที่จอดรถให้ประชาชนนำรถยนต์มาจอดหนีน้ำท่วม รวมทั้งจัดพื้นที่ให้ผู้ประสบภัยได้พักอาศัยชั่วคราว
ส่วนโรงพยาบาลมหาราช ทหารได้เร่งกรอกทรายซึ่งต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นกระสอบ เพื่อป้องกันน้ำจากลำตะคองไหลทะลักท่วมโซนรักษาพยาบาล บ่อบำบัดน้ำเสีย โรงซักฟอกและโรงพักขยะ นอกจากนี้ได้ ตั้งแนวกระสอบทรายเป็นพนังกั้นที่ประตู ด้านถนนเลียบตลาดประปาและห้องเก็บศพ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่สุด เพื่อป้องกันกันน้ำในอ่างเก็บน้ำอ่างอัษฎางค์ไหลทะลักท่วม

เจดีย์ถล่ม – เจดีย์เก่าแก่อายุ 500 ปี วัดศรีสุพรรณ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พังถล่มลงมาทั้งองค์ พบพระพุทธรูปโบราณและวัตถุมงคลบรรจุอยู่ภายในจำนวนมาก สาเหตุมาจากฝนตกหนักติดต่อกันเกิดน้ำกัดเซาะฐานและองค์เจดีย์ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.
เจดีย์ที่เชียงใหม่ถล่ม
เมื่อเวลา 17.00 น วันเดียวกันนี้ เจดีย์ของวัดศรีสุพรรณ ถ.ช่างหล่อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เกิดถล่มพังลงมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเชียงใหม่ รุดไปตรวจสอบอย่างเร่งด่วน โดยเจดีย์พังลงซีกหนึ่ง ขณะที่อีกซีกมีรอยร้าวอาจถล่มลงมาอีก ทางเจ้าหน้าที่ได้นำสายกันมากันบริเวณถล่มไว้ จากการตรวจสอบยังพบวัตถุมงคลที่อยู่ในเจดีย์เป็นพระพุทธรูปโบราณ และพระธาตุจำนวนหนึ่งด้วย เจ้าหน้าที่จึงได้นำออกมาไว้
พระครูพิทักษ์สุทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ กล่าวว่า หลังฝนตกหนักติดต่อกันมา 2-3 วัน พบรอยร้าวบนเจดีย์จึงได้เฝ้าสังเกตและรายงานกรมศิลปากรทราบ จนเมื่อวันที่ 28 ก.ย.รอยร้าวขยายใหญ่ขึ้นมามาก จึงเตรียมทำพิธีสวดสูญถอนในวันที่ 30 ก.ย. ก่อนรื้อลงมาเพราะเกรงจะเกิดอันตราย แต่วันนี้เริ่มมีดินภายในเจดีย์ร่วงออกมา ทางกรมศิลป์แจ้งให้วัดให้ระมัดระวังและตั้งกล้องเลยเพราะเจดีย์กำลังจะถล่ม กระทั่งเวลา 16.40 น. เจดีย์ก็ได้ถล่มลงมาส่วนหนึ่ง และจากนั้นอีก 5 นาที ก็ถล่มรอบสองมาทันทีโดยมีการบันทึกภาพไว้ โชคดีไม่เกิดอันรายกับคนและนักเรียนที่อยู่ในวัด ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่เทศบาลและกรมศิลป์ จะได้รื้อถอนในวันที่ 30 ก.ย.เพราะมีรอยร้าวใหญ่มาก คงไม่รอให้ถล่มลงมาอีก ส่วนสาเหตุอาจเพราะพระเจดีย์เก่าแก่มีอายุมากกว่า 500 ปี การเสื่อมสลายของวัสดุที่ก่อสร้างเจดีย์ และอีกประเด็นคือปีนี้มีฝนตกมากมีรอยรั่วของเจดีย์เก่า ทำให้น้ำไหลซึมเข้าเจดีย์และอุ้มน้ำทำให้ถล่มลงมาเหมือนกับประตูช้างเผือก ที่กำแพงถล่ม

จมบางบาล – สภาพน้ำท่วมวัดวังตะกู อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา บางจุดในพื้นที่ระดับน้ำสูง 2 เมตร หลังฝนตกหนักตลอดทั้งคืน เนื่องจากอิทธิพลพายุโนรู อีกทั้งเขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.
เจ้าพระยาเอ่อท่วมชัยนาท
ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.พิจิตร ว่า มีฝนตกในพื้นที่ต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวานเทศบาลเมืองพิจิตร ต้องออกมาประกาศเตือนประชาชนให้รับมือน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมเตรียมสูบน้ำลงแม่น้ำน่าน ขณะที่ชาวพิจิตรต่างไปขนกระสอบทรายจากเทศบาลเพื่อมาวางเป็นคันแนวหน้าประตูบ้าน ส่วนบริเวณถนนวังจิก-บ้านวังเทโพ ถูกน้ำจากแม่น้ำยมล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมสูง 20-30 ซ.ม.
ที่จ.ตาก. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พื้นที่ อ.สามเงา ถูกน้ำในแม่น้ำวัง ที่ไหลมาจาก จ.ลำปาง เอ่อล้นตลิ่งและพังแนวคันดินเข้าท่วมพื้นที่หมู่ 4 ต.วังหมัน มีบ้านเรือนของประชาชน มีคนติดอยู่ภายในบ้าน 12 ราย ปภ.และหน่วยกู้ภัยต้องนำเรือท้องแบนเข้าช่วยเหลือ ทั้งนี้มีชาวบ้านได้รับผลกระทบประมาณ 450 หลังคา ขณะที่ต.ยกกระบัตร และต.วังจันทร์ น้ำในแม่น้ำวังทะลักแนว คันดินที่กั้นสูงจากระดับตลิ่ง 1 เมตร หลากเข้าท่วมชุมชนเป็นรอบ ที่ 3 ในห้วง 1 เดือน
ที่จ.ชัยนาท นายรังสรรค์ ตันเจริญ ผวจ.ชัยนาทลงพื้นที่ตรวจสอบคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตตำบลโพนางดำออก และ ต.หาดอาษา อ.สรรพยา ที่ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจนล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนบางส่วนแล้ว สรุปเบื้องต้น มีประชาชนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 49 หลังคาเรือน ขณะนี้มวลน้ำได้แผ่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ คาดมีบ้านเรือนได้รับผล กระทบเพิ่มมากขึ้น ซึ่งระดับยังไม่สูงมากประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ บางส่วนได้ขนย้ายสิ่งของอพยพขึ้นมาอาศัยริมถนนคันคลองมหาราช
ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.พระนครศรีอยุธยา ว่า มีฝนตกต่อเนื่องตลอดทั้งคืน ประกอบกับเขื่อนเจ้าพระยามีการเพิ่มการระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อน ทำให้บ้านเรือนประชาชนที่อยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงคลองสาขา แม่น้ำน้อยซึ่งรับน้ำมาจากแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ชาวบ้านที่ต.บางหลวง อ.บางบาล ถูกปริมาณน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่งท่วมสูงประมาณ 1.50-2 เมตร มาแล้ว 2 เดือน บางส่วนต้องมาพักอาศัยอยู่บนถนน ที่วัดตะกู อ.บางบาล

จมพหลโยธิน – สภาพถนนพหลโยธินทั้งขาเข้าและขาออก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ถูกน้ำท่วมขังสูง หลังฝนตกหนักตลอดคืน เนื่องจากอิทธิพลพายุโนรู ปกคลุมทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสานได้รับผลกระทบอย่างหนัก เมื่อวันที่ 29 ก.ย.
ชัชชาติสั่งเร่งระบายคลอง
ที่วัดเทวสุนทร เขตจตุจักร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามการเร่งระบายน้ำคลองเปรมประชากร โดยกล่าวว่า คลองเปรมประชากรระบายน้ำจากด้านเหนือของกรุงเทพฯ ได้แก่ เขตดอนเมือง เขตหลักสี่ ลงสู่ด้านล่าง โดยมีคลองบางเขนระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตรตัดกัน เพื่อระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ขณะนี้บริเวณคลองบางเขนที่ตัดกับคลองเปรมประชากร มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขนาด 30 นิ้ว 2 ตัว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมทรัพยากรน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำจากคลองเปรมประชากรเข้าสู่คลองบางเขน ออกแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสะพานพระราม 7 ซึ่งคลองบางเขนจะเป็นคลองที่ใช้ช่วยลดระดับน้ำของคลองเปรมประชากรได้ และยังช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมชุมชนย่านวัดเทวสุนทรอีกด้วย ส่วนที่คลองบางซื่อ ขณะนี้ได้ติดตั้งตัวไม้ไผ่ทำแนวกั้นบังคับทิศทางน้ำ เพื่อให้น้ำเข้ามาลงสู่อุโมงค์บางซื่อ ส่วนระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาใน ขณะนี้ มีระดับน้ำที่สูงขึ้น เพราะปล่อย น้ำเหนือมาประมาณ 2,800 ลบ.ม.ต่อวินาที และจะปล่อยน้ำเพิ่มเติมมาอีก เนื่องจาก พื้นที่ด้านเหนือกรุงเทพฯ มีฝนตกมากขึ้น เช่น ทางรังสิต ปทุมธานี ดังนั้น กทม.จึงต้องเร่งระบายน้ำในคลองเป็นหลัก
นายชัชชาติกล่าวด้วยว่า จากเรดาร์ตรวจอากาศ พบว่ากทม.มีฝนปกคลุมเต็มพื้นที่ โดยตกเล็กน้อยสลับปานกลางตลอดเมื่อคืนนี้ ปริมาณฝน 24 ชั่วโมง ซึ่งตกต่อเนื่องตั้งแต่ 20.00 น. ที่ผ่านมา มีฝนมากทางกรุงเทพเหนือและกรุงเทพตะวันออก ปริมาณฝนสะสมสูงสุดที่เขตสายไหม 71 ม.ม. ที่เขตคลองสามวา 69 ม.ม. ฝนที่ตกหนักทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ จะมีผลต่อน้ำในทุ่งรังสิตและกระทบมาที่น้ำในคลองของกทม. ส่วนสถานการณ์น้ำตั้งแต่ดอนเมือง คลองเปรมประชากร คลองพระยาสุเรนทร์ คลองแสนแสบ คลองประเวศบุรีรมย์ ฝั่งตะวันออกระดับน้ำค่อนข้างสูง ส่วนหนึ่งมาจากน้ำที่มาจากทุ่งรังสิต อยู่ในระดับ 1.10 เมตร ซึ่งยังไม่รุนแรงเหมือนช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ระดับน้ำอยู่ประมาณ 1.50 เมตร แต่ได้แจ้งเขตที่อยู่ ริมคลองให้เฝ้าระวังไว้ เช่น เขตดอนเมืองบริเวณช่างอากาศอุทิศมีน้ำขังเล็กน้อย 5-10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 300 เมตร ซึ่ง กทม.กำลังเร่งระบายน้ำออกให้เร็วที่สุด
นายชัชชาติกล่าวอีกว่า สำหรับน้ำในคลองลาดพร้าวยังอยู่ในระดับวิกฤต คลองสองทางด้านบนในเขตสายไหมพื้นที่ริมคลองยังต้องเฝ้าระวัง ส่วนคลองประเวศบุรีรมย์ระดับน้ำอยู่ในค่าวิกฤต ขณะนี้ที่สถานีสูบน้ำพระโขนง มีการเสริมเครื่องสูบน้ำและเดินเครื่องเต็มที่ ทำให้ระดับน้ำลดลงประมาณ 80 ซ.ม. ส่วนคลองแสนแสบตอนบนยังมีปัญหาเล็กน้อย สำหรับในวันนี้ คาดว่าฝนในกรุงเทพฯ ไม่ได้ตกแรง แต่เป็นการตกเล็กน้อยสลับปานกลางตลอดทั้งวัน สถานการณ์น้ำท่วมขังบนถนนสายหลักเช้าวันนี้ยังไม่พบ แต่จะมีท่วมเล็กน้อยในซอยย่อย เช่น ถนนช่างอากาศอุทิศ เขตดอนเมือง จึงขอให้ประชาชนวางแผนการ เดินทางและระมัดระวัง และให้กำลังใจพี่น้องประชาชนทางภาคอีสานซึ่งเจอฝนหนักมาก 0.60) ระดับ +0.55 ม.รทก. ระดับเตือนภัย
ขณะที่ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม รายงานสถานการณ์ฝนตกในพื้นที่ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา (07.00 น.) มีฝนปานกลางถึงหนัก ปริมาณฝนสูงสุดที่จุดวัดประตูระบายน้ำพระยาสุเรนทร์ เขตสายไหม 71.5 ม.ม. ประตูระบายน้ำคลองสามวา เขตคลองสามวา 69 ม.ม. คลองแสนแสบ-วัดทรัพย์ฯ เขตหนองจอก 65.0 ม.ม. คลองบึงใหญ่-วัดทองสัมฤทธิ์ เขตมีนบุรี 63.5 ม.ม. สำนักงานเขตดอนเมือง 51 ม.ม. ไม่มีรายงานจุดเร่งการระบายน้ำในถนนสายหลักที่รับผิดชอบ ส่วนค่าระดับน้ำแนวคันกั้นน้ำด้านตะวันออกวันนี้ ที่ประตูระบายน้ำคลองสอง (สายใต้) (ระดับวิกฤต +1.80) ระดับ +1.83 ม.รทก. ระดับวิกฤต ประตูระบายน้ำแสนแสบ (มีนบุรี) (ระดับวิกฤต +0.90) ระดับ +1.12 ม.รทก. ระดับวิกฤต และประตูระบายน้ำลาดกระบัง (ระดับวิกฤต +0.60) ระดับ +0.55 ม.รทก. ระดับเตือนภัย
กรมชลฯต้องเร่งพร่องน้ำ
วันเดียวกัน นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในช่วงแม่น้ำชี แม่น้ำมูน ถือว่าเป็นแม่น้ำที่มีขนาดใหญ่ในภาคอีสาน กินพื้นที่ 2/3 ของภาคอีสานทั้งหมด ก่อนที่ “โนรู” จะมา แม่น้ำชี แม่น้ำมูนก็อ่วม มีน้ำเต็ม ช่วงเดือนส.ค.-ก.ย. มีร่องมรสุมพาดผ่าน 4-5 ครั้ง รวมทั้งอิทธิพลของพายุมู่หลานดึงเอามรสุมตะวันตกเฉียงใต้ทำให้เกิดฝนตก ทำให้น้ำชี น้ำมูนมีน้ำท่วมขังอยู่จำนวนมาก ในพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำท่วมขังตั้งแต่จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดยโสธร ถึงรอยต่อเชื่อมแม่น้ำชี และแม่น้ำมูน ในจ.อุบลราชธานี จนกระทั่งช่วงแม่น้ำมูนเอง ในอ.พิมาย จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ จนถึงลำน้ำสาขามีน้ำซึ่งก่อนที่จะมีพายุโนรู ปริมาณน้ำในเขื่อนก็มีสูงมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ แต่เมื่อมีโนรูเข้ามาถือเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ กรมชลฯ ได้พร่องน้ำ และยกบานระบายน้ำให้ขึ้นสูงเพื่อปล่อยน้ำให้ไหลออก เพื่อให้การระบายเร็วขึ้น แต่สถานการณ์นี้เรายังสบายใจได้นิดหน่อยเพราะประมาณกลางเดือนต.ค.นี้ ก็จะสิ้นสุดฤดูฝนของภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง แล้ว
นายทวีศักดิ์กล่าวต่อว่า ในภาคอีสานมีช่องทางการระบายน้ำลงโขงเพียงทางเดียวคือปากมูล มีการระบายน้ำลงโขงประมาณ 4,854 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันระบายน้ำลงโขงที่ปากมูลปริมาณ 419 ล้านลบ.ม. หรือระบายวันละ ครึ่งหนึ่งของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งปริมาณน้ำในปีนี้ทั่วภาคอีสานมากกว่าปริมาณน้ำในช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อตอนน้ำท่วมภาคอีสาน ซึ่งปี 2564 ใช้เวลาในการระบายน้ำประมาณ 1 เดือนถึงจะสามารถนำน้ำลงลำน้ำได้หมด แต่ปีนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ ต้องรอให้ฝนหยุดตกก่อน จึงจะเอาดาวเทียมมา จับวัดปริมาณน้ำ เพื่อวางแผนในการบริหารจัดการให้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามหลังจากโนรูออกจากอีสานก็จะมาภาคกลาง และจะมีฝนตกตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ไว้ และเมื่อมีฝนตกหนัก น้ำฝนก็ไหลลงที่น้ำน้ำต่างๆ ได้แก่ ปิง วัง ยม น่าน และทุกลำน้ำจะมารวมกันที่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 10 วัน แต่เบื้องต้นได้ประเมินความพร้อมของแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ไม่น่ามีปัญหาในการรองรับน้ำ ยังมีศักยภาพในการรองรับน้ำจากภาคเหนือได้