ศาลขอนแก่นสั่งปล่อยตัวชั่วคราว โดยไม่กำหนดเงื่อนไขใดๆ ‘เพนกวิน-ไผ่’ แต่ให้ทำสัญญาค้ำประกันคนละ 5 หมื่นบาท หลังอัยการมีคำสั่งฟ้อง ตามความผิดคดีมาตรา 112 กับมาตรา 116 และฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมนัดตรวจเอกสารหลักฐานทุกฝ่าย ธ.ค.2565 ขณะเดียวกันก็มีคำสั่งยกฟ้อง ‘ทิวากร วิถีตน’ กรณีลงภาพและข้อความในเพจเฟซบุ๊กชี้ไม่ใช่การดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 29 ก.ย. ที่ศาลจังหวัดขอนขอนแก่น อัยการจังหวัดขอนแก่นได้มีคำสั่งฟ้อง เอาผิดนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนท. และ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน แกนนำคณะราษฎรขอนแก่น จากเหตุการณ์การชุมนุมและจัดกิจกรรม ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2563

ได้ประกัน – ‘เพนกวิน’ พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา แกนนำราษฎร ได้ประกันตัว หลังอัยการส่งฟ้องเป็นจำเลยคดีมาตรา 112, 116 และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 29 ก.ย.

เมื่อถึงเวลานัดหมาย นายพริษฐ์ และ นายจตุภัทร์ ซึ่งเดินทางมากับนายพัฒนะ ศรีใหญ่ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เข้ารายงานตัวต่อพนักงานอัยการและต่อศาลทันที โดยศาลใช้เวลา ในการพิจารณาการรับฟ้องและนัดตรวจเอกสารหลักฐานตามขั้นตอนของกฎหมาย นานกว่า 3 ช.ม. ก่อนจะมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวเพนกวินและไผ่

นายพัฒนะ ศรีใหญ่ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า คดีความดังกล่าวเกิดขึ้นจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 20 ส.ค.2563 โดยวันนี้อัยการได้มีคำสั่งฟ้องเพนกวินและไผ่ รวม 3 ข้อกล่าวหา คือ ความผิดตามมาตรา 112,116 และ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเพนกวินและไผ่ ยังคงยืนยันในการชุมนุมตามสิทธิและตามกรอบของระบอบประชาธิปไตย โดยศาลได้นัดตรวจเอกสารหลักฐาน ทั้งฝั่งโจทก์และจำเลยใน วันที่ 19 ธ.ค.

“ศาลได้มีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวไผ่ และเพนกวิน โดยให้ทำสัญญาค้ำประกันคนละ 50,000 บาท โดยมีเงื่อนไขหากไม่มารายงานตัวก็จะต้องชำระเงินตามวงเงินการประกัน ส่วนเงื่อนไขข้อห้ามต่างๆ เนื่องจากทั้ง 2 คนมีเงื่อนไขจากศาลอื่นๆ ตามคดีที่มีอยู่นั้นมีมากอยู่แล้ว โยเฉพาะกับการเดินทางออกนอกกรุงเทพฯ ที่ทั้ง 2 จะต้องขออนุญาตทุกครั้งเป็นกรณีไป” นายพัฒนะกล่าว

นายพัฒนะกล่าวต่ออีกว่า ด้วยการที่ไผ่และเพนกวิน มีคดีความอยู่ในชั้นศาลหลายคดี ทำให้การดำเนินคดีที่ขอนแก่น จึงต้องดูคดีอื่นๆ ประกอบกันไปด้วย เพื่อให้ศาลท่านได้ลงรับและนัดวันในการดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งทีมทนายความยืนยันในการต่อสู้ตามระบอบประชาธิปไตยและสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่กำหนด ในขณะที่การรวมคดี เนื่องจากที่ไผ่ และเพนกวิน มีคดีจากากรชุมนุมและการจัดกิจกรรมทางการเมืองซึ่งแม้จะมีหลายคดี แต่ในแต่ละคดีไม่มีความสัมพันธ์กันจึงไม่สามารถที่จะรวมคดีได้ ซึ่งทีมทนายความจึงจะมีการร่วมหารือเพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการของกฎหมายและตามระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่

อีกคดี ที่ศาลจังหวัดขอนเเก่น ศาลอ่าน คำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดขอนเเก่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายทิวากร วิถีตน ในความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 116(3) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3)

จากการสวมเสื้อมีข้อความพาดพิงสถาบันฯ พร้อมถ่ายรูปโพสต์ลงเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้ยุติการใช้มาตรา 112 และปล่อย 4 แกนนำราษฎร ในช่วงเดือน ก.พ. 2564 โดยวันนี้จำเลยเดินทางมาศาลพร้อมทนายความ

ศาลพิเคราะห์เเล้วเห็นว่า โจทก์มีเพียง นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์นิด้า เบิกข้อความตามเอกสาร ที่ว่าสถาบันกษัตริย์ จะล่มสลายเป็นการขู่อาฆาตมาดร้ายองค์ พระมหากษัตริย์ เท่านั้น แต่พยานโจทก์ปากอื่นทั้งหมดไม่มีปากใดที่เบิกความว่าข้อความดังกล่าวและรูปภาพกับข้อความตามเอกสาร เป็นการชักชวนให้คนเกิดความรู้สึกเกลียดชัง หรือดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งเมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยลงทั้งหมดในแต่ละครั้งแล้วก็ไม่ปรากฏให้เห็นเป็นเช่นนั้น

ส่วนรูปภาพและข้อความดังกล่าวจะเป็นข้อความที่หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์หรือไม่นั้น หมิ่นประมาทคือการใส่ความ ผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ดูหมิ่นคือการด่า ดูถูก เหยียดหยาม และจะต้องได้ความว่าการใส่ความหรือการ ดูหมิ่นดังกล่าว ได้ระบุถึงตัวบุคคลผู้ถูกใส่ความหรือผู้ถูกดูหมิ่น เป็นการยืนยันรู้ได้แน่นอนว่าเป็นใคร หรือหากไม่ระบุถึง ผู้ที่ถูกใส่ความหรือผู้ถูกดูหมิ่นโดยตรง การใส่ความหรือการดูหมิ่นนั้นก็ต้องได้ความว่าหมายถึงบุคคลใด บุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

เมื่อข้อความและรูปภาพที่จำเลยลงใน เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ได้กล่าวถึงองค์พระมหากษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะ หากจำเลยต้องการลงข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กล่าวถึงองค์ พระมหากษัตริย์โดยตรง จำเลยจะระบุไว้โดยชัดเจนดังที่ พ.ต.ท.สุรัตน์และพ.ต.ต.สุริยัน พนักงานสอบสวนเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยไว้

แม้นายอานนท์ ก็เบิกความยืนยันว่า สถาบันพระมหากษัตริย์หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน อดีตพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ทำงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทตามพระบรมราชโองการประกาศ สถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งมีหลายพระองค์ ดังนั้นการลงข้อความ และรูปภาพดังกล่าวของจำเลยจึงมิได้ระบุถึงบุคคลที่ถูกดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทให้รู้ได้แน่นอนว่าเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะ การเข้าใจข้อความดังกล่าวจึงขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละบุคคล ข้อความดังกล่าวจึงมิใช่การยืนยันข้อเท็จจริง ทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ก็มิใช่องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 การที่จำเลยลงข้อความและรูปภาพดังกล่าวในเพจเฟซบุ๊กจึงมิใช่ การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และมิใช่กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้

เมื่อข้อซึ่งไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และฐานกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน การที่จำเลยลงข้อความและรูปภาพดังกล่าวในเพจเฟซบุ๊กจึงไม่เป็นความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามฟ้องโจทก์ และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง เสื้อยืดของกลาง จึงไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด จึงไม่รับ ให้คืนแก่เจ้าของ พิพากษายกฟ้อง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน