ม็อบนัดรวมพล-ฮือหลายจุดทั่วกรุงเพื่อไทยจวกเละ-จี้ทบทวนกฎ180วันแห่ยื่นร้องกกต.เชือด-ป้าย3พรรค

ระทึก! บ่ายสาม วันนี้ ลุ้นชะตา ‘บิ๊กตู่’ คดีวาระนายกฯ 8 ปี จะอยู่หรือไปศาลรัฐธรรมนูญออกประกาศเขตพื้นที่ปลอดภัย มีผลถึง 6 โมงเช้า 3 ต.ค. ผู้ไม่เกี่ยวข้อง ห้ามเข้าเด็ดขาด หลังฝ่ายความมั่นคงประเมินสถานการณ์ เสี่ยงเกิดความไม่สงบ ตร.จัดกำลัง 300 นาย ตรึงรอบศาล ม็อบนัดรวมพลหลายจุด ‘อนุทิน’ เข้าพบรมว.กลาโหม เผยเจ้าตัวยังยิ้มแย้ม ไม่เครียด ‘บิ๊กป้อม’ ก็ ไม่ห่วง ‘ชวน’ มั่นใจ ไม่เกิดสุญญากาศหลังผลวินิจฉัย เพื่อไทยแถลงการณ์สับเละ กฎเหล็ก 180 วัน จี้ทบทวนแก้ไข ‘สมชัย’ จ่อยื่น กกต.สอบป้ายต้อนรับ ‘บิ๊กป้อม’ ที่เพชรบูรณ์ ‘ศรีสุวรรณ’ ไม่พลาด ร้องเอาผิดพรรคภูมิใจไทย-สร้างอนาคตไทย ตั้งป้าย ริมถนนหลายจังหวัด เข้าข่ายขัดระเบียบ

ตร.ตรึงเข้มศาลรธน.-ชี้ชะตาคดี8ปี
จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ และอ่านคำวินิจฉัยให้ คู่กรณีฟังในวันที่ 30 ก.ย. ในกรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งคำร้องขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ หรือไม่

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มีเจ้าหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ เพื่อรองรับสื่อมวลชนที่จะมาติดตามการอ่านคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะประชุมปรึกษาหารือกันในเวลา 09.00 น. เพื่อพิจารณาวินิจฉัยและปรึกษาหารือก่อนลงมติ และจะออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยเวลา 15.00 น. โดยจะถ่ายการอ่านคำวินิจฉัยจากห้องพิจารณาลงมายังห้องสื่อมวลชนที่บริเวณ ลานชั้น 2 ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ขณะนี้ได้ติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดและลำโพงไว้แล้ว ประกอบกับจะมีการถ่ายทอดผ่าน ยูทูบของ “สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ” เพื่อให้ประชาชนได้ติดตามการอ่านคำวินิจฉัย โดยไม่ต้องเดินทางมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ

เวลา 18.00 น. เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญนำแผงเหล็กมากั้นล้อมรอบสำนักงาน และช่วงเช้าวันที่ 30 ก.ย. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผบช.น. พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ ผบก.น.2 พร้อมด้วย ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง และตัวแทนจากศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย จะเดินทางมาเข้าร่วมประชุมหารือถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นได้จัดกำลังตำรวจรักษาความปลอดภัยกว่า 300 นาย

ประกาศเซฟตี้โซน-เสี่ยงไม่สงบ
วันเดียวกัน นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ลงนามประกาศศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง อาณาบริเวณหรือพื้นที่ที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติงาน รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย

ประกาศระบุว่า ตามที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ และอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 30 ก.ย. เวลา 15.00 น. กรณีประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ หรือไม่

ประกอบกับทางหน่วยงานความมั่นคงได้แจ้งต่อสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่าจะมีสถานการณ์ที่มีสิ่งบอกเหตุ หรือข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าอาจจะมีเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยและความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้น เพื่อให้กระบวนการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงออกประกาศกำหนดให้อาณาบริเวณหรือพื้นที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคาร A) ตามแนวเขตเป็นพื้นที่ชั้นนอกในการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย บุคคลและยานพาหนะที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในพื้นที่ ต้องผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน และห้าม ผู้ใดเข้ามาในพื้นที่ควบคุม เว้นแต่ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาปฏิบัติงาน หรือมาติดต่อราชการ และต้องผ่านการตรวจตัวบุคคลและสิ่งของที่นำมา ตามวิธีการของหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย. เวลา 19.00 น. ถึงวันที่ 3 ต.ค. เวลา 06.00 น.

ม็อบแห่นัดรวมพล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 30 ก.ย. มีการนัดรวมตัวของกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มทะลุฟ้า กลุ่มราษฎร นัดรวมพลฟังผลชี้ชะตาพล.อ.ประยุทธ์ไปพร้อมๆ กัน เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ที่ Skywalk (แยกปทุมวัน) กทม. และถ้าพล.อ.ประยุทธ์รอด หลังคำวินิจฉัยออกแล้วเจอกัน 16.00 น. มาแสดงพลังประชาชน

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชนยืนยัน ในวันที่ 30 ก.ย. นัดหมายที่แยกราชประสงค์ เวลา 17.00 น. ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญนัด อ่านคำวินิจฉัยวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว เพราะจะไม่ไป กดดันใดๆ ต่อศาลรัฐธรรมนูญ

‘บิ๊กตู่’ไม่เครียด-ยอมรับคำตัดสิน
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กลาโหมว่า ช่วงเช้าวันที่ 29 ก.ย. พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำบุญตักบาตรตามปกติเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา เวลา 09.30 น. เดินทางเข้ากระทรวงกลาโหม เพื่อปฏิบัติภารกิจในฐานะรมว.กลาโหม ตามปกติ

พล.อ.ประยุทธ์พูดคุยกับคนใกล้ชิดว่า “ไม่ว่าในวันที่ 30 ก.ย. ผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ก็พร้อมยอมรับ ในกระบวนการ ไม่ได้รู้สึกเครียดอะไร”

ส่วนช่วงเช้าวันที่ 30 ก.ย. พล.อ.ประยุทธ์เข้าปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงกลาโหม จากนั้นกลับเข้าบ้านพักภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ร.1 ทม.รอ.) เพื่อติดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ มอบหมาย พล.ต.วิระ โรจนวาศ ที่ปรึกษา นายกฯ ในฐานะผู้รับผิดชอบจัดทำคำชี้แจง ต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีคำร้องวินิจฉัยการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปี เป็นตัวแทนไป ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อฟังคำวินิจฉัย

‘อนุทิน’เข้าพบ-หวังจบสวย
เมื่อเวลา 16.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม พร้อม นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ เพื่ออำลาในโอกาสเกษียณ

นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยดี เนื่องจากปลัดมีความใกล้ชิด เพราะต้องทำงานโควิด-19 ด้วยกัน วันนี้สีหน้าท่านนายกฯ ก็ยิ้มแย้มดี ผู้สื่อข่าวถามว่าได้พูดคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ กรณีศาลจะมีตัดสินเรื่องนายกฯ 8 ปีหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ขอให้ท่านโชคดี หวังว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยความเรียบร้อย เราคงพูดได้เท่านี้”

‘ป้อม’ไม่ห่วง-ปัดจัดม็อบกันม็อบ
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีการเปิดทำเนียบรัฐบาลให้ตัวแทนสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (อสส.) สภาประชาชน 4 ภาค และตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมที่ปักหลักบริเวณถนนราชดำเนิน และถนนพิษณุโลก ข้างทำเนียบรัฐบาล เข้าพบเมื่อวันที่ 28 ก.ย. ได้พูดคุยกันหรือไม่ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหมดจะเดินทางกลับวันไหนว่า ไม่รู้ เขามาขอร้อง ในฐานะที่ตนเป็นประธานในการช่วยเรื่องความยากจน เรื่องปัญหาที่ดิน ปัญหาเรื่องน้ำ และปัญหา ที่อยู่ที่อาศัย เขาบอกว่ายังไม่ได้อะไรบ้าง เขามาแค่นั้นเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการมองว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่มาปักหลักข้างทำเนียบรัฐบาลเพื่อเป็นแนวป้องกันกลุ่มผู้ชุมนุมอื่นๆ ที่จะมาชุมนุมใน วันที่ 30 ก.ย. พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ผมไม่รู้” ต่อข้อถามว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้แจ้ง ใช่หรือไม่ว่าจะกลับเมื่อไร พล.อ.ประวิตรกล่าวว่าไม่ได้แจ้ง

ต่อข้อถามว่าไม่ได้เป็นการเอาม็อบมาชนม็อบใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ไม่มี จะมีที่ไหนที่จะเอาม็อบมากันม็อบ“ เมื่อถามว่าวันที่ 30 ก.ย.ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ไม่ห่วง ผมไม่ห่วง” และในวันจันทร์ที่ 3 ต.ค.จะลงพื้นที่จ.ชัยนาท เพื่อตรวจเยี่ยมสถานการณ์น้ำในพื้นที่

ทหารขยับ-หากตำรวจร้องขอ
ด้านพล.อ.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กองทัพบกยังคงทำหน้าที่ปกติ ส่วนกรณีที่อาจจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมทาง การเมืองออกมาเคลื่อนไหว ขึ้นอยู่กับการร้องขอของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะให้ทหารเข้าไปช่วยดูแลสถานการณ์หรือไม่

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวว่า ในส่วนของกอ.รมน.ยังไม่ได้มีภารกิจอะไร ปกติทุกหน่วยราชการจะติดตามสถานการณ์บ้านเมืองอยู่แล้ว และมีหน่วยงานหลักรับผิดชอบดูแลอยู่แล้วเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่าการข่าวที่อาจมีผู้ชุมนุมเคลื่อนไหว หาก พล.อ.ประยุทธ์ ผ่านการวินิจฉัย พ.อ.วินธัยกล่าวว่า ทุกหน่วยงานติดตามอยู่แล้ว แต่ในส่วนอื่นยังไม่มีข้อมูล เพียงพอ ที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวทาง การเมืองบ้าง แต่ผู้มีหน้าที่หลักยังทำหน้าที่ปกติ เมื่อถามว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ไปต่อ การทำงานของกอ.รมน.จะเป็นอย่างไร พ.อ.วินธัยกล่าวว่า ปกติ กอ.รมน. มีงานรับผิดชอบตามกรอบกฎหมายกำหนดอยู่แล้ว ยังเป็นหน่วยปฏิบัติไปตามกลไก และขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในด้านความมั่นคง

‘ชวน’เชื่อไม่เกิดสุญญากาศ
ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองในวันที่ 30 ก.ย. สภาเตรียมการอย่างไรไว้หรือไม่ว่า ในเรื่องนี้มีข้อกฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้ว ไม่มีอะไรพิเศษ แต่อย่าเพิ่งไปพูดอะไรก่อน ต้องรอให้ศาลตัดสินก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่วงนี้เป็นช่วงปิดสมัยประชุมสภา หากต้องเลือกนายกฯ คนใหม่ต้องทำอย่างไร นายชวนกล่าวว่า “อย่าเพิ่ง ไปสมมติเลย ศาลยังไม่ตัดสิน และจะไม่มีสุญญากาศทางการเมือง ปกติก็เป็นเรื่องที่ตำแหน่งนายกฯ จะอยู่หรือจะไป ต้องรอดูศาลตัดสิน”

เมื่อถามว่า ทางสภาจะส่งตัวแทนไปฟังคำวินิจฉัยหรือไม่ นายชวนกล่าวว่า เป็นเรื่องของฝ่ายที่ร้องไป ฉะนั้น สภาต้องมีตัวแทนไปเนื่องจากเป็นผู้ร้องไป เพราะมีส.ส.ร้องมาและสภาดำเนินการส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้ ตนได้เซ็นมอบอำนาจให้ฝ่ายกฎหมายไป

มท.1ชี้ส.ส.ลงพื้นที่ไร้นัยยะไม่ผิด
ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องข้อปฏิบัติในระยะเวลาหาเสียง 180 วัน ก่อนสภาผู้แทนราษฎรครบวาระวันที่ 23 มี.ค.2566 ที่มีข้อจำกัดห้ามนักการเมืองมอบสิ่งของ ช่วยเหลือประชาชนว่า การเมืองไม่ว่าจะ ฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลคงไม่มีใครมองว่า เป็นอุปสรรคในการลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ถ้าเราทำโดยบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรที่มีปัญหา ถ้าเราทำโดยไม่ได้มีวาระอะไรอย่างอื่น

ยกตัวอย่างการแจกของพี่น้องประชาชน ซึ่งแนวทางป้องกันสาธารณภัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมอบแนวทางไว้ว่าให้ประชาชนดำรงชีวิตอยู่ปลอดภัย และ กลับมามีชีวิตโดยปกติเร็วที่สุด เรื่องแรกที่ท่านพระราชทานแนวทางไว้ คือการกินอยู่ ฉะนั้นทันทีที่เกิดเหตุการณ์ต้องมีโรงครัวพระราชทาน ซึ่งท่านทรงให้การสนับสนุนโรงครัวพระราชทานทุกพื้นที่ที่มีคนอพยพ มาอยู่รวมกัน หากพี่น้องประชาชนไม่ออกมา ในที่พักพิงชั่วคราว ก็มีมูลนิธิราชประชา นุเคราะห์ที่มอบถุงยังชีพ รวมถึงยังมีมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทยด้วย

“พรรคการเมืองหรือใครที่ลงไปเกี่ยวข้องเรื่องนี้ ไม่ต้องใช้ของเราเอง เราก็ใช้ของ เหล่านี้ไป ซึ่งไม่ได้ผิดกฎหมาย ทำได้อยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับการเมือง ถ้าทำแบบนี้ก็ไม่มีนัยยะที่จะต้องไปมีผลกระทบกับที่กกต.กำหนดไว้ เพราะเจตนาเราไปดูแลพี่น้องประชาชน ช่องทางเขามีอยู่แล้วทำได้เลย ไปดูเขาแจกก็ได้ ไม่มีอะไรผิด ลงได้เลย ไม่มีปัญหาเลย ส.ส.ไปร่วมผมว่าไม่มีข้อห้ามนะ ไปดูแล พี่น้องประชาชนร่วมกับผู้ว่าฯ ไม่น่าผิดอะไรตราบใดที่ทำแล้วไม่มีนัยยะทางการเมือง” พล.อ.อนุพงษ์กล่าว

ปชป.ติวเข้มกฎเหล็ก 180 วัน
ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้สั่งการไปแล้วว่าขอให้สมาชิกพรรคทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งหรือกฎระเบียบทั้งหมดที่ออกโดย กกต. เพราะทุกคนมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย เพียงแต่ในภาคปฏิบัติจริง กกต.จะมีศูนย์ช่วยตอบคำถาม ข้อข้องใจของผู้เกี่ยวข้องในลักษณะที่เป็นการตอบคำถามภาคปฏิบัติ และผู้ตอบคำถามสามารถตอบในฐานะตัวแทนของกกต.ได้อย่างแท้จริงก็จะเป็นประโยชน์ในการช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างเคร่งครัด และเข้าใจยิ่งขึ้น

ในวันที่ 30 ก.ย.ถึง 3 ต.ค.นี้ ตนจะนำ “จุรินทร์ออนทัวร์” ลงพื้นที่จ.พังงา และกระบี่ โดยวันที่ 1-2 ต.ค.จะสัมมนา ส.ส.ของพรรค ที่เกาะลันตา จ.กระบี่ ซึ่งในที่ประชุมจะพูดคุยถึงกติกาของ กกต.ในเชิงลึกอีกครั้ง สำหรับประชาธิปัตย์ไม่มีความประสงค์ที่จะปฏิบัตินอกเหนือไปจากกฎเกณฑ์กติกาทางกฎหมาย ตนได้สั่งการไปทั้งหมดแล้ว ยินดีปฏิบัติตามที่กกต.กำหนดทุกประการ และเกิดความบกพร่อง ตรงไหนขอเรียนว่าเราไม่มีเจตนา ขอพูดไว้เบื้องต้นเลย เพราะได้สั่งการไปทั้งหมดแล้ว

พท.ออกแถลงการณ์โวยอีก
ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ โฆษกพรรค อ่านแถลงการณ์พรรคว่า ตามที่ กกต.ได้ออกระเบียบตามมาตรา 64, 65 และ 68 กฎหมายเลือกตั้งว่าภายในระยะเวลา 180 วันนับตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.2565 ไปถึงการเลือกตั้งทั่วไป ผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องรวมนับค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง และมีข้อห้ามอื่นๆ เรื่องการแจกสิ่งของและวิธีการหาเสียงนั้น พรรคเพื่อไทยเห็นว่ากฎหมายเลือกตั้งต้องทำให้การเลือกตั้งสุจริต เสรีและเป็นธรรม ใช้บังคับกับนักการเมือง พรรคการเมือง และว่าที่ผู้สมัครอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีตำแหน่งอยู่ในฝ่ายบริหารหรือไม่ก็ตาม โดยมีความเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าว อาจมีปัญหาว่าขัดหลักสามัญสำนึก หลักนิติธรรมและหลักปฏิบัติที่ใช้กันมา ดังนี้

1.บทบัญญัติในกฎหมายเลือกตั้งทำนองนี้ไม่เคยมีมาก่อน แต่เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหาร และพิจารณาโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่สมาชิกไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่กลับเป็นผู้พิจารณาเรื่องการเลือกตั้ง

2.ข้อจำกัด 180 วันนี้มีความลักลั่น เนื่องจากถ้าในการเลือกตั้งภายหลังการยุบสภา จะต้องใช้บทบัญญัติอื่นที่ระยะเวลาในการคำนวณค่าใช้จ่าย และห้ามกระทำบางเรื่องจะสั้นกว่า ตามปกติประมาณ 60 วัน สะท้อนว่าการห้ามเป็นระยะเวลา 180 วันนั้น ไม่มีตรรกะที่ดีในการร่างกฎหมาย

3.เงื่อนไข 180 วันนั้นเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนานเกินควร ที่จะได้รับทราบนโยบายของนักการเมืองในบางสถานที่ และเวทีที่มีข้อห้ามและประชาชนมาชุมนุมกันจำนวนมาก เช่น ในเวทีที่มีมหรสพ อีกทั้งยังทำให้นักการเมืองไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติประเพณีได้ในช่วงเวลานั้น เช่น การใส่ซองในงานประเพณีต่างๆ นอกจากนั้นข้อห้ามที่ค่อนข้างนานกระทบต่อการดูแล ช่วยเหลือประชาชนถ้ามีกรณีภัยพิบัติต่างๆ เช่นน้ำท่วม เป็นต้น

ซัดขัดหลักนิติธรรม-สามัญสำนึก
4.เงื่อนไขในลักษณะนี้มีปัญหาเรื่องความชัดเจน ก่อให้เกิดความกังวลว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ แม้ กกต.จะได้ชี้แจงแต่ข้อกังวลยังคงอยู่ เพราะยังมีช่องในการตีความและใช้ดุลพินิจ กฎหมายที่ดีควรชัดเจน และไม่ควรเปิดช่องให้ต้องตีความ

5.ข้อที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ ความเป็นธรรมและความเท่าเทียม ถ้าบทบัญญัติและระเบียบห้ามนักการเมืองทั่วไปว่าทำไม่ได้ แต่ผู้มีตำแหน่งทางฝ่ายบริหารในรัฐบาลเช่นรัฐมนตรีทำได้ อาจรู้สึกว่าลักลั่นกัน มีปัญหาเรื่องความเท่าเทียมเป็นธรรมในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองก่อนเข้าสู่การเลือกตั้ง พรรคมีความเห็นว่าบทบัญญัติกฎหมายต้องไม่ทำให้ฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ

พรรคเพื่อไทยเห็นว่าโจทย์สำคัญของการเลือกตั้ง คือต้องสุจริต เสรีและเป็นธรรม ดังนั้นกฎหมายเลือกตั้งต้องตอบโจทย์นี้ให้ได้ ถ้าบทบัญญัติเรื่องค่าใช้จ่าย และการห้ามทำกิจกรรมในบางเรื่องในช่วงเวลา 180 วันก่อนสภาครบวาระไม่ตอบโจทย์ ไม่ได้ทำให้การเลือกตั้งสุจริต เสรีและเป็นธรรมมากขึ้น เราต้องช่วยกันพิจารณาหาทางแก้ไข และพรรคเพื่อไทยพร้อมพิจารณาเสนอแนวทางแก้ไขในเรื่องนี้ร่วมกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ดียิ่งขี้น เนื่องจากกฎหมายที่ดีต้องชัดเจน ปฏิบัติตามได้ สอดคล้องกับสามัญสำนึก และหลักนิติธรรม

‘ชูศักดิ์’ยก4ข้อมีปัญหา-จี้ทบทวน
นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะกรรมการฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เท่าที่ตรวจสอบมีข้อสังเกต 1.การขยายเวลาบังคับใช้เรื่องการหาเสียงออกไปถึง 180 วันก่อนครบอายุสภา นานเกินไป และประเด็นนี้อาจมีปัญหาข้อกฎหมาย เนื่องจากในขณะที่ กระทําผู้นั้นยังมิได้มีสถานะเป็นผู้สมัคร

2.ข้อห้ามหลายกรณีมีลักษณะฝ่าฝืนธรรมชาติและขัดต่อการทําหน้าที่ ส.ส. เช่น ผู้ประสงค์จะสมัครอาจจําเป็นต้องจัดงานอันเป็นประเพณีสําหรับคนในครอบครัว เช่น งานศพ งานบวช งานแต่งงาน ในช่วงระยะเวลาต้องห้าม แต่อาจเข้าข่ายจัดเลี้ยง ยิ่งช่วงนี้มีภัยพิบัติจากพายุและอุทกภัย แต่มีข้อห้าม มิให้มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งขัดต่อการทําหน้าที่ส.ส.ในฐานะผู้แทนปวงชน ในทางตรงกันข้ามข้อห้ามนี้มิได้ถูกนํามาบังคับใช้กรณีนายกฯ หรือรัฐมนตรี ลงไปปฏิบัติหน้าที่และมอบสิ่งของหรือเครื่องอุปโภคบริโภค อ้างเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของฝ่ายบริหาร ทําให้เกิดความได้เปรียบในการหาเสียง

3.การจัดทําป้ายหาเสียงช่วงนี้ถูกควบคุมทั้งเรื่องขนาด จํานวนและสถานที่ติดตั้ง ทั้งที่ยังไม่มีการประกาศเขตเลือกตั้งใหม่ ยังไม่มีการกําหนดจํานวนหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลต่อการกําหนดจํานวนป้าย แต่ กกต.กลับให้ถือปฏิบัติตามเดิมไปพลางก่อนซึ่งขัดกับข้อเท็จจริง ที่สําคัญยิ่งคือการบังคับใช้เรื่องนี้มิได้ ถูกนํามาบังคับ กรณีมีการจัดทําป้ายต้อนรับรัฐมนตรี หรือป้ายประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาล โดยอ้างว่ามิใช่ป้ายหาเสียง ทั้งที่มีผลในการจูงใจให้เกิดความนิยม ทั้งต่อตัวรัฐมนตรีหรือพรรคต้นสังกัด

4.การควบคุมค่าใช้จ่ายของผู้สมัครและพรรค เนื่องจากกรอบเวลาหาเสียง และกรอบเวลาคำนวณค่าใช้จ่ายเป็นระยะเวลาที่นานมาก อย่างน้อย 225 วันหรือ 7 เดือนครึ่ง ทําให้ยากต่อการควบคุมค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการกําหนดค่าใช้จ่ายตามมาตรา 62 พ.ร.ป.เลือกตั้ง 2561 จะกําหนดขึ้นภายหลังโดย กกต.ต้องหารือกับพรรคการเมือง หากผู้ประสงค์จะสมัครและพรรคใช้จ่ายไปเกินจํานวนที่กําหนดจะมีปัญหาการบังคับใช้ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ทําให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้สมัครและพรรคการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นสําคัญที่ควรทบทวนแก้ไข เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

‘สมชัย’ขีดเส้น-สอบป้ายรับป้อม
เวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายสมชัย ศรี สุทธิยากร สมาชิกพรรคเสรีรวมไทย (สร.) ยื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภา ผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง การกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของผู้สมัคร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จากกรณีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐไปร่วมงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำที่ จ.เพชรบูรณ์ เมื่อ 25 ก.ย. มีการขึ้นป้ายต้อนรับโดยมีรูปของ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เลขาธิการพรรค รวมถึงส.ส.และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ในช่วง 180 วันก่อนสภา ครบวาระ

นายสมชัยกล่าวว่า ป้ายมีรูปส.ส.พรรคพลังประชารัฐทั้ง 5 คน เขียนเขตเลือกตั้งที่ตรงกับเขตเลือกตั้งใหม่ และมีรูปว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ด้วย เจตนาชัดเจนว่าเป็นไปเพื่อใช้หาเสียง ที่มีการกล่าวอ้างว่าติดป้ายไว้แต่ถึงเวลาจริงนำออก ตนมีหลักฐานทั้งคลิปวิดีโอและภาพนิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าวันที่ พล.อ.ประวิตร ลงพื้นที่ยังปรากฏภาพอยู่ต่อหน้า จึงนำมาเสนอต่อกมธ. เพื่อเชิญตัวแทน กกต.และเลขาธิการกกต. มาชี้แจงว่าป้ายดังกล่าวผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าผิดจะดำเนินการอย่างไร ถ้าไม่ผิดเป็นเหตุผลประการใด เพื่อถือเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินการ หาเสียงต่อไป

หลังจากมีข่าวไม่นานมีข่าวปรากฏในสื่อ ว่า แหล่งข่าวในกกต.ระบุเรื่องดังกล่าวไม่ผิด แต่ไม่มีการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่หรือผู้รับผิดชอบโดยตรง เป็นการพูดลอยๆ เพื่อกลบข่าว ดังนั้นตนจะไปยื่นกกต. ในวันที่ 4 ต.ค. เพื่อให้โอกาสกกต.สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงและถ้าครบ 1 เดือนไม่มีความคืบหน้า จะไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อ กกต.ที่สน. ทุ่งสองห้อง

‘พี่ศรี’ร้องเอาผิดภท.-สอท.
ที่สำนักงาน กกต. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นเบาะแสต่อ กกต. ให้ไต่สวนสอบสวนเอาผิดพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) ที่จัดทำและติดตั้งป้ายโฆษณาหาเสียงริมถนนทั่วประเทศ ไม่เป็นไปตามระเบียบ กกต.

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า จากการตรวจสอบป้ายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย ที่เริ่มติดตั้งอยู่ริมถนน ตรอก ซอย ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ อาทิ ปทุมธานี พิษณุโลก สุโขทัย ชลบุรี บุรีรัมย์ นครราชสีมา และของพรรคสร้างอนาคตไทยบางพื้นที่ พบว่าแผ่นป้ายโฆษณาหาเสียงทุกแผ่นป้ายของ 2 พรรค มีพิรุธจัดทำไม่เป็นไปตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และระเบียบ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2565 อันเป็นสาระสำคัญของระเบียบดังกล่าว

‘ถาวร’นั่งปธ.พรรคไทยภักดี
ที่พรรคไทยภักดี (ทภด.) นายถาวร เสนเนียม อดีตส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรมช.คมนาคม มาสมัครสมาชิกพรรคไทยภักดี โดยมี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช เลขาธิการพรรค พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรค ต้อนรับ โดยนายถาวร ได้รับตำแหน่งประธานพรรค

นายถาวรกล่าวยืนยันว่า พรรรคไทยภักดี จะไม่ควบรวมกับพรรคอื่นเพื่อสู้เลือกตั้ง จากการที่ได้คุยกับคณะกรรมการบริหารพรรคว่ากติกาที่หารส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย 100 หรือ 500 จะออกมาในรูปแบบใด เราจะสู้ทั้งหมด การควบรวมกันไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ต้องดูที่อุดมการณ์และจุดยืน รวมถึงนโยบาย ความจริงใจของนักการเมืองในพรรคนั้นๆ ที่จะมาจับมือกับเรา แต่ขณะนี้ไม่เห็นว่าเราจะไป จับมือหรือควบรวมกับใคร พรรคไทยภักดี ยืนด้วยความแข็งแกร่ง มีหัวใจที่พองโตและความมุ่งมั่นสูงมาก

ด้านนพ.วรงค์กล่าวว่า พรรคไทยภักดีจะจัดระดมทุนครั้งใหญ่ ในวันที่ 23 ต.ค. เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง ที่เมืองทองธานี จ.นนทบุรี และสิ่งที่ประชาชนได้รับตอบแทนจากไทยภักดี คือการปราบปรามการทุจริตจะเกิดขึ้นอย่างจริงจัง และนำไปสู่นวัตกรรมเปลี่ยนแปลงประเทศ ที่ไม่มีพรรคการเมืองใดทำได้

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงกระแสข่าวจะควบกับพรรครวมพลังว่า ไม่เป็นความจริง ไม่รู้ว่าข่าวมาจากไหน คิดว่าเป็นการปล่อยข่าว แต่ช่วงนี้ยอมรับว่ามีคนติดต่ออยากจะ มาร่วมกิจกรรมกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ทุกวัน ทั้งสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุน เป็นการติดต่อมาในนามของบุคคล ไม่มีการติดต่อเพื่อรวมพรรค

ยื่นสอบ – นายไพรวัลย์ วรรณบุตร หรือแพรรี่ อดีตพระมหาไพรวัลย์ ยื่นหนังสือถึงนายวิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความฯ จี้สอบมรรยาททนายความคู่กรณี เนื่องจากพูดพาดพิงเกี่ยวกับเพศสภาพ ที่สภาทนายความฯ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.

‘แพรรี่’ ยื่นสอบมรรยาททนาย
เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ นายไพรวัลย์ วรรณบุตร หรือแพรรี่ ไพรวัลย์ อดีตพระมหาไพรวัลย์ และนายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความ เข้ายื่นหนังสือถึงนายวิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความฯ เพื่อขอให้สอบมรรยาทนายธรรมราช สาระปัญญา ทนายความ เนื่องจากพูดพาดพิงเกี่ยวกับเพศสภาพ และการเจ็บป่วยของนายเกิดผล

นายวิเชียรกล่าวว่า ยินดีรับทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่สภาทนายความ เพราะมี หน้าที่อำนวยความยุติธรรมทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกล่าวหา หรือถูกกล่าวหา โดยยึดหลักกฎหมาย ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เพราะเป็นเรื่องที่สังคมจับตามองอยู่ ยืนยันว่าจะยึดมั่นความถูกต้องบนพื้นฐานของหลักกฎหมายเป็นสำคัญ สำหรับเรื่องมรรยาทที่ร้องเข้ามานั้น ตามขั้นตอนจะต้องสอบสวนก่อน เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและพิจารณาว่าผิดหรือไม่ หากพิจารณาแล้วผิดมีขั้นตอนใดมีโทษสถานใด ตรงนี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวน และคณะกรรมการมรรยาทจะเป็นผู้พิจารณา


เยือนญี่ปุ่น – นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน เข้าเยี่ยมคารวะนายคาโตะ คัทซึโนบุ รมว.สาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการญี่ปุ่น แสดงความ ยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ และหารือขยายตลาดแรงงานไทยที่กระทรวงสาธารณสุข ประเทศญี่ปุ่น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน