สธ.ย้ำทุกกิจกรรมยังต้องประเมินโควิด หลังลดระดับเป็นโรคเฝ้าระวังตั้งแต่ 1 ต.ค. แต่อาจไม่ถี่เหมือนเดิม ขึ้นอยู่กับประเภท และความเสี่ยง เล็งออกประกาศบังคับผู้ให้บริการต้องสวมแมสก์ ขณะเดียวกันเปิดแนวทางไกด์ไลน์รักษาโควิด ล่าสุด รักษาผู้ป่วยนอกหรือแอดมิตขึ้นกับดุลพินิจแพทย์ แนะ 6 เกณฑ์พิจารณารับไว้ในร.พ. ขอใบรับรองแพทย์กำหนดเวลารักษา 5 วัน หากนานกว่านี้ต้องมีเหตุผล นอกจากนี้ลดเตือนภัยโควิดเหลือระดับ 1 ให้พื้นที่ปรับลดมาตรการให้เหมาะสม ขณะที่ยอดป่วยใหม่ 637 ราย เสียชีวิต 10 ราย

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงมาตรฐานด้านสุขอนามัย สุขาภิบาล และอนามัยสิ่งแวดล้อมสำหรับสถานประกอบกิจการในวันที่โควิด 19 เปลี่ยนผ่านเข้าสู่โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังว่า ช่วงโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายมีมาตรการควบคุมสถานประกอบการต่างๆ ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, พ.ร.บ.โรคติดต่อ และ พ.ร.บ.การสาธารณสุข รวมถึง COVID Free Setting ส่วนวันที่ 1 ต.ค.นี้ที่มีการปรับโรค โควิด 19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง มาตรการมีการผ่อนคลายมากขึ้น แต่ยังคงมีพ.ร.บ.โรคติดต่อ และพ.ร.บ.การสาธารณสุข และกฎหมายอื่นๆ ในการควบคุมสถานประกอบการต่างๆ โดยยืนยันว่ายังไม่ยกเลิกการประเมินกิจการผ่าน Thai Stop COVID 2+ เพื่อควบคุมมาตรฐาน แต่จะปรับ รายละเอียดจากสถานการณ์ที่เข้มงวด คอขาดบาดตาย ให้ผ่อนคลายมากขึ้น โดยเน้นไม่ให้เกิดอันตรายแม้เกิดการติดเชื้อขึ้น เพื่อควบคุมคุณภาพมาตรฐาน

สำหรับกิจการภายใต้พ.ร.บ.การสาธารณสุข มี 142 ประเภท เช่นเกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง อาหาร เครื่องดื่ม น้ำดื่ม ยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ เครื่องสำอาง กิจการเกี่ยวกับการบริการ เช่นสปาเพื่อสุขภาพ อาบอบนวด อาบน้ำอบไอน้ำสมุนไพร โรงแรม หอพัก อาคารชุดให้เช่า โรงมหรสพ โรงหนัง กิจการที่มีการแสดงดนตรี เต้นรำ ดิสโก้เธค สระว่ายน้ำ สวนสนุก ตู้เกม สนามกอล์ฟ และสถานบริการเลี้ยงดูแลเด็กที่บ้าน ดูแลเด็กปฐมวัย ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน กลุ่มตลาดที่จำหน่ายและสะสมอาหาร ตลาดนัด ตลาดสด ตลาดเปิดท้ายขายของ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารที่มีและไม่มีจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น ยังต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ. การสาธารณสุข

นพ.เอกชัยกล่าวต่อว่า สถานประกอบการยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสุขอนามัย สุขาภิบาล และอนามัยสิ่งแวดล้อม เน้นทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วม ระบายอากาศ จัดอุปกรณ์ล้างมือเพียงพอ ควรคัดกรองอาการพนักงาน หากมีการป่วยจำนวนมากควรปฏิบัติตามมาตรการโควิดเหมือนเดิม พนักงานเมื่อป่วยควรหยุดงาน ประเมินความเสี่ยง หากมีความเสี่ยงหรืออาการป่วยควรตรวจ ATK ส่วนผู้ประกอบการอาหารยังต้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ล้างมือก่อนปรุงอาหารหรือหลังเข้าห้องน้ำ ใส่ถุงมือในการหยิบจับเครื่องปรุงอาหาร สวมผ้ากันเปื้อน หมวกคลุมผม หน้ากากยังสำคัญสำหรับผู้ปรุง เพื่อป้องกันสิ่งต่างๆ ในตัวหลุดลงไปปนเปื้อนในอาหาร ผู้ดำเนินกิจการต้องควบคุมดูแล คนที่ปรุงอาหารเองที่บ้านก็ทำเช่นกัน

นพ.เอกชัยกล่าวด้วยว่า ส่วนประชาชนหากมีอาการเจ็บป่วยทางเดินหายใจ ควรรักษาตัว หากออกนอกบ้านต้องใส่หน้ากาก เว้นระยะห่าง อย่าเข้าไปในที่แออัด ส่วนคนไม่เจ็บป่วยถ้าต้องไปรวมตัวสถานที่คนแออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ให้สวมหน้ากาก เว้นอยู่ที่ปลอดโปร่ง สวนสาธารณะ ริมชายทะเล ไปออกกำลังกายก็ดูตามความเหมาะสม ไม่ต้องสวมหน้ากาก ส่วนการเข้าโรงภาพยนตร์ รถไฟฟ้า เครื่องบิน ส่วนใหญ่ไม่ได้เว้นระยะห่าง หากทำได้ก็แนะนำ หากทำไม่ได้ให้สวมหน้ากาก การล้างมือบ่อยๆ ยังแนะนำ คนทั่วไปไม่มีอาการป่วย ไม่ต้องตรวจ ATK เสมอทุกสัปดาห์ ยกเว้นมีความเสี่ยง สงสัยว่าจะป่วย ส่วนกลุ่มเสี่ยง 608 จำเป็นต้องรับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ หากต้องไปสถานที่แออัดหรือสถานที่เสี่ยง ทำกิจกรรมกับคนอื่นมากๆ ต้องสวมหน้ากากตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ เพราะยังเป็นกลุ่มที่ติดเชื้อแล้วเสียชีวิต

เมื่อถามว่าสถานประกอบกิจการต้องประเมิน Thai stop Covid 2+ ทุกเดือนเหมือนเดิมหรือไม่ นพ.เอกชัยกล่าวว่า เดิมช่วงโควิดประเมินทุกเดือน แต่หลังจากนี้หากกิจการที่ไม่เสี่ยงก็อาจประเมิน 3-4 เดือนครั้ง แต่หากมีความเสี่ยงมาก ก็อาจประเมิน 1-2 เดือนครั้ง อย่างพวกที่ต้องมีการใกล้ชิดกันมากๆ ระบายอากาศไม่ดี โดยกรมอนามัยจะออกประกาศรายละเอียดประเภทกิจการต่อไป สำหรับโรงเรียนจะหารือกับกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจากเห็นว่ายังเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยง หากเด็กติดเชื้อก็จะแพร่ระบาดเร็ว ดังนั้นอาจจะต้องคงมาตรการบางอย่างไว้

“ขณะนี้กำลังคุยกันสธ.จะมีประกาศข้อกำหนดให้สถานประกอบการปฏิบัติตาม และกรมอนามัยก็จะออกคำแนะนำประกอบการประกาศเพิ่มเติม คงไม่เหมือนเดิมที่จะให้ทำอิสรเสรี ส่วนกลไกกำกับติดตามก็ยังมีทีม เจ้าหน้าที่ สธ.และท้องถิ่นร่วมมือกัน ซึ่งประกาศจะพยายามทำให้ทันภายในวันที่ 1 ต.ค.นี้ หรืออย่างช้าคือสัปดาห์แรกของต.ค.” นพ.เอกชัยกล่าว

ด้านพญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมการแพทย์ กล่าวในงานอบรมออนไลน์เตรียมความพร้อมสำหรับช่วง Post Pandemic จัดโดยกองวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์ ว่า แนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัย ดูแลรักษาและป้องกันการติดเชื้อในร.พ. กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ไกด์ไลน์) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 25 มีการปรับแนวทาง 5 ประเด็น คือ 1.เปลี่ยนการแยกกักผู้ติดเชื้อ เป็นแนะนำปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยงแพร่เชื้อ 2.ปรับการให้บริการทางการแพทย์แบบผู้ป่วยนอก หรือผู้ป่วยใน ขึ้นกับอาการของผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์ในการประเมินความเสี่ยงต่อโรครุนแรง 3.ปรับคำแนะนำในการแอดมิต4.ปรับการให้ยาต้านไวรัสในกลุ่มอาการต่างๆ และ 5.ปรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโควิด

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่เข้า ร.พ. และมีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจขอให้สวมหน้ากากอนามัยระหว่างรอรับการรักษา เมื่อตรวจหาเชื้อแล้วพบโควิด แต่ไม่มีอาการให้รักษาแบบผู้ป่วยนอก หากตรวจไม่พบเชื้อ ให้พิจารณารักษาตามความเหมาะสม และปฏิบัติตาม DMHT เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ อย่างเคร่งครัด 5 วัน ถ้ามีอาการรุนแรงให้พิจารณารับไว้ในร.พ. กรณีอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง พิจารณาส่งตรวจ ATK ซ้ำ

ส่วนคำแนะนำการรับผู้ป่วยไว้ในร.พ. พิจารณา 6 ข้อ ดังนี้ 1.มีไข้ อุณหภูมิตั้งแต่ 39 องศาขึ้นไป วัดอย่างน้อยสองครั้งห่างกัน 4 ชั่วโมงในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง 2.มีภาวะขาดออกซิเจน 3.มีภาวะแทรกซ้อน หรือการกำเริบของโรคประจำตัวเดิม 4.เป็นผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่ออาการรุนแรง ที่ไม่มีผู้อยู่ดูแลตลอดทั้งวัน เช่น อยู่บ้านคนเดียว 5. มีภาวะอื่นที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาใน ร.พ. ตามดุลพินิจของแพทย์ และ 6. ข้อแนะนำจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ระบุว่า ผู้ป่วยเด็กให้รักษาใน ร.พ.เมื่อมีข้อบ่งชี้ เช่นต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หรือให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ หรือต้องการออกซิเจน เช่น เด็กที่มีอาการซึม กินได้น้อย มีภาวะขาดน้ำจากอุจจาระร่วง หรือชักจากไข้สูง ฯลฯ

สำหรับการดูแลผู้ป่วยโควิด 19 ตั้งแต่ วันที่ 1 ต.ค. 2565 ที่เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ 1.กลุ่มที่ไม่มีอาการหรือสบายดี ให้รักษาแบบผู้ป่วยนอก ปฏิบัติตนตาม DMHT อย่างเคร่งครัดอย่างน้อย 5 วัน ดูแลรักษาตามดุลพินิจของแพทย์ ไม่ต้องให้ยาต้านไวรัส เนื่องจากส่วนใหญ่หายได้เอง

2.กลุ่มที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง หรือโรคร่วมสำคัญ หรือภาพถ่ายรังสีปอดปกติ ให้รักษาแบบผู้ป่วยนอก ปฏิบัติตาม DMHT อย่างเคร่งครัด 5 วันเป็นอย่างน้อย อาจพิจารณาให้ยาฟ้าทะลายโจร หรือฟาวิพิราเวียร์ ถ้าจะให้ควรเริ่มยาภายใน 5 วันนับจากวันที่มีอาการ โดยให้ตัวใดตัวหนึ่ง ไม่แนะนำให้ยาต้านไวรัสตัวอื่น เพราะไม่มีการศึกษารองรับ

3.ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง หรือมีโรคร่วมสำคัญ หรือป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง แต่มีปอดอักเสบเล็กน้อยถึงปานกลางยังไม่ต้องให้ออกซิเจน โดยเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง คือ โรคมะเร็ง ไม่รวมที่รักษาหายแล้ว กลุ่มนี้มีการใช้ยา 3 ตัว เลือกตัวใดตัวหนึ่ง คือ โมลนูพิราเวียร์ หรือ เรมดิซิเวียร์ หรือแพกซ์โลวิด

4.ผู้ป่วยยืนยันที่มีปอดอักเสบ ต้องรับ แอดมิตในร.พ.โดยเร็ว แต่การรักษายังใช้แนวทางเดิม คือ แนะนำให้ยาเรมดิซิเวียร์ โดยเร็วที่สุดเป็นเวลา 5-10 วัน ขึ้นกับอาการทางคลินิก

ส่วนการให้ยาต้านไวรัสในเด็กและหญิงตั้งครรภ์ ให้รักษาตามเดิม กลุ่มที่ไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อย ไม่ให้ยาต้านไวรัส แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรครุนแรง พิจารณาให้ยาฟาวิพิราเวียร์หรือเรมดิซิเวียร์ ส่วนกลุ่มที่มีปอดอักเสบ ให้ยาเรมดิซิเวียร์ เป็นต้น

“การพิจารณาระยะเวลารักษาและลดแพร่เชื้อ ปัจจุบันผู้ติดเชื้อที่มีอาการเล็กน้อยหรือไม่มีอาการ ให้ปฏิบัติ DMHT อย่างเคร่งครัดอย่างน้อย 5 วัน กรณีเป็นผู้ป่วยในให้พักรักษาตัวในร.พ.จนอาการของโรคปกติ ระยะเวลาอาจจะไม่ถึง 5 วันได้ตามดุลพินิจของแพทย์ และให้ปฏิบัติ DMHT เคร่งครัดอย่างน้อย 5 วัน โดยนับรวมเวลาที่อยู่ในร.พ.และที่บ้านรวมกัน” พญ.นฤมลกล่าว

ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี กล่าวว่า ขณะนี้ไม่แนะนำให้ตรวจ ATK ก่อนทำกิจกรรมต่างๆ ในคนไม่มีอาการ อย่างการเข้าประชุมในโรงแรม โรงเรียน ฯลฯ แต่ให้ดูที่อาการเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับไกด์ไลน์ ดังกล่าว ระบุถึงกรณีที่ผู้ป่วยขอใบรับรองแพทย์ให้ระบุ 5 วัน ถ้าจะให้พักนานกว่านั้น ควรมีเหตุผลความจำเป็นทางการแพทย์ที่ชัดเจน

นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวในการอบรมออนไลน์เตรียมความพร้อมสำหรับช่วง Post Pandemic จัดโดยกองวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์ ว่า ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (EOC) กรณีโรคโควิด-19 ระดับกระทรวงสาธารณสุขจบภารกิจไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้เป็นต้นไป จะเหลือแต่ EOC ของกรมควบคุมโรค จะมีการอัพเดตสถานการณ์ทุกสัปดาห์ผ่านแดชบอร์ดของกรมควบคุมโรค คาดการณ์ได้ 2 ฉากทัศน์ ซึ่งสธ.ไม่ได้แนะนำว่าต้องถอดหรือสวมหน้ากาก ขึ้นกับบุคคล สิ่งสำคัญคือ หากป่วยต้องสวมหน้ากากเพื่อป้องกันแพร่เชื้อ ปฏิบัติตาม DMHT ส่วนการตรวจ ATK ขอให้ตรวจเมื่อมีอาการ หากปฏิบัติตามนี้สถานการณ์ก็จะอยู่ในเส้นสีเขียว คือติดเชื้อไม่มาก แต่หากไม่ทำ ถอดหน้ากากกันมากจะมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น ส่วนการเสียชีวิตตัวเลขก็จะล้อตามกันไป

นพ.จักรรัฐกล่าวต่อว่า สำหรับระดับการเตือนภัย เมื่อเป็นโรคเฝ้าระวัง จะปรับเป็นระดับที่ 1 คือระดับปกติ ส่วนการคาดการณ์ปี 2566 อาจพบการระบาดเพิ่มขึ้นและลดลงตามฤดูกาล โดยเสนอร.พ.ทุกแห่ง รายงาน ผู้ป่วยรักษาในร.พ. และผู้ป่วยเสียชีวิตจาก โควิด ผ่านระบบ API และปรับเพิ่มในระบบรายงานโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังต่อไป โดยจังหวัดและเขตสุขภาพตรวจสอบข้อมูลและตรวจจับการระบาดของโรคด้วย สิ่งสำคัญ ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจและปอดอักเสบยังจำเป็นต้องรายงานในระบบ Co-Ward

ด้านศบค. รายงานว่า วันนี้ผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง RT-PCR และ ATK รวม 637 ราย สะสม 4,680,470 ราย หายป่วย 790 ราย สะสม 4,641,350 ราย เสียชีวิต 10 ราย สะสม 32,755 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 6,365 ราย อยู่ ร.พ.สนามและอื่นๆ 1,986 ราย และอยู่ใน ร.พ. 4,379 ราย จำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการหนัก 482 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 269 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 อยู่ที่ 7.4% ทั้งนี้ ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในเรือนจำ และไม่มีผู้ติดเชื้อเดินทางจากต่างประเทศ ภาพรวมผู้ป่วยเฉลี่ยรายวัน ผู้ป่วยอาการหนัก ใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิตมีทิศทางลดลง

ผู้เสียชีวิต 10 ราย มาจาก กทม. ระยอง จังหวัดละ 2 ราย, กาฬสินธุ์ เชียงใหม่ กระบี่ ฉะเชิงเทรา สระบุรี และอุทัยธานี จังหวัดละ 1 ราย ไม่มีรายงานเสียชีวิตจากปริมณฑล ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 8 ราย หญิง 2 ราย อายุ 29-86 ปี เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและโรคเรื้อรัง 100% สำหรับจังหวัดที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ กทม. 325 ราย ภาพรวมมีรายงานผู้ป่วย 60 จังหวัด ไม่มีรายงานผู้ป่วย 17 จังหวัด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน