6:3ให้เริมนับวาระ6เมย.60เพื่อไทยห่วง-วิกฤตการเมือง
ก้าวไกลชงประชามตรือรธน.ม็อบรวมพลนัดแต่งดำ 7วัน
มติศาลรธน. 6 ต่อ 3 วินิจฉัยวาระนายกฯ 8 ปี ของบิ๊กตู่ ชี้ชัดเริ่มนับตั้งแต่ 6 เม.ย.60 สิ้นสุดปี 68 เจ้าตัวโพสต์ทันที เคารพคำวินิจฉัย ขอเดินหน้าทำงานจนเสร็จสมบูรณ์ ย้ำกลยุทธ์ 3 แกน พลิกโฉมประเทศ
คัมแบ๊กทำเนียบวันจันทร์นี้ ฝ่ายกฎหมาย นายกฯ ชี้วาระ 8 ปี ไม่นับรวมช่วงหยุดปฏิบัติหน้าที่ ฝ่ายค้านออกแถลงการณ์ เชื่อเกิดวิกฤตการเมืองแน่ ลั่นเปิดสภาสมัยหน้ายื่นอภิปรายแบบไม่ลงมติ ก้าวไกลปลุกทำประชามติรื้อรธน.ฉบับ 60 ม็อบแถลงไม่ยอมรับสถานะ นายกฯ นัดแต่งดำ 7 วัน ‘บิ๊กป้อม’ ไม่ประเมิน นั่งรักษาการนายกฯ 38 วัน ‘จุรินทร์’ เล็งหาจังหวะชงปรับครม. แทนรมช.มหาดไทยที่ ลาออก ‘สุกิจ’ เผย ศาลรธน. ขอเอกสาร ร่างพ.ร.ป.เลือกตั้งเพิ่ม เตรียมส่ง 10 ต.ค.
มติศาลรธน.6:3-‘บิ๊กตู่’ได้ไปต่อ
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 ก.ย. ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประชุมเพื่อพิจารณาวินิจฉัยและปรึกษาหารือก่อนลงมติ กรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ หรือไม่
เวลา 15.00 น. ออกนั่งบัลลังก์อ่าน คำวินิจฉัย โดยถ่ายทอดการอ่านคำวินิจฉัยจากห้องพิจารณาลงมายังห้องสื่อมวลชนที่ลานชั้น 2 ของสำนักงาน และถ่ายทอดผ่านยูทูบสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญด้วย โดยศาลมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เห็นว่า ความเป็นนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ยังไม่สิ้นสุดลง
มีรายงานว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 6 เสียง ที่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาทำหน้าที่นายกฯต่อ ประกอบด้วย นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายปัญญา อุดชาชน, นายจิรนิติ หะวานนท์ และ นายวิรุฬห์ แสงเทียน
ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 3 เสียงประกอบด้วย นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ และนายนภดล เทพพิทักษ์
เริ่มนับวาระตั้งแต่ 6 เม.ย.60
โดยศาลรัฐธรรมนูญพิเคราะห์แล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่มีความมุ่งหมาย 2 ประการ ประการแรก เพื่อให้บทบัญญัติที่ยืนยันถึงหลักความต่อเนื่องของคณะรัฐมนตรี(ครม.) กล่าวคือแม้ครม.ซึ่งมีผู้ถูกร้องเป็นนายกฯ จะเป็นครม.ตามรัฐธรรมนูญฉบับอื่นอยู่ก่อนวันประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญปี 2560 แต่เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 6 เม.ย.2560 แล้ว ต้องถือว่าครม.ซึ่งแม้จะเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีโดยรัฐธรรมนูญฉบับอื่นก็ตาม ย่อมเป็นครม.ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.2560 ซึ่งเป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นต้นไป ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 264
ประการที่สอง เพื่อนำกฎเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญที่ประกาศบังคับใช้ใหม่ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาบังคับใช้แก่ครม.ที่มีอยู่ก่อนวันรัฐธรรมนูญปี 2560 ประกาศใช้ ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ครม.ที่บริหารราชการแผ่นดิน ก่อนวันประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ประกาศขึ้นมาใหม่ทุกประการทันที เว้นแต่ในบทเฉพาะกาลจะมีข้อยกเว้นว่ามิให้นำเรื่องใดมาใช้บังคับแก่ครม.ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดังปรากฏในมาตรา 264 วรรคสอง ซึ่งบทบัญญัติ ดังกล่าวเป็นการยกเว้นไว้ในบางเรื่องเท่านั้น ดังนั้นหากมิได้ประกาศยกเว้นบทบัญญัติเรื่องใดไว้ก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ความมุ่งหมายของมาตรา 264 จึงเป็นไปตามหลักทั่วไปของการใช้บังคับกฎหมาย คือกฎหมายย่อมมีผลบังคับใช้นับจากวันประกาศใช้ เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 6 เม.ย.2560 ย่อมมีความหมายว่าทุกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มีผลใช้บังคับตามบทเฉพาะกาลทั่วไป เว้นแต่ในบทเฉพาะกาลมีการบัญญัติให้เรื่องใดยังไม่มีผลบังคับใช้ ดังนั้นไม่ว่ากรณีใดเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ใช้บังคับ ทุกอย่างจึงต้องเริ่มนับทันที
บันทึกกรธ.แค่อธิบายแนวคิด
ส่วนข้ออ้างของผู้ร้องที่ว่าบันทึกการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ครั้งที่ 500 วันศุกร์ที่ 7 ก.ย.2561 ระบุเจตนารมณ์การจำกัดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรคสี่ ไว้อย่างชัดเจน ประกอบกับการประชุมดังกล่าวประธานกรธ.และรองประธานกรธ.คนที่ 1 ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับว่า บุคคลใดก็ตามที่ดำรงตำแหน่ง นายกฯ ด้วยวิธีการใดก็ตาม ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้บังคับ สามารถนับรวมระยะเวลาดังกล่าวกับระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ได้
เมื่อนับรวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง นายกฯ ต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 8 ปีนั้น เห็นว่า การประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมเพื่อพิจารณาความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นเพียงการอธิบายแนวความคิดของกรธ.และการจัดทำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในมาตราต่างๆ ว่า มีความมุ่งหมายอย่างไร เป็นการพิจารณาภายหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับเป็นเวลาถึง 1 ปี 5 เดือน ประกอบกับความเห็นของประธานกรธ.และรองประธานกรธ.คนที่ 1 ที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง มิได้นำไประบุไว้เป็นความมุ่งหมายหรือคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ มาตรา 158
นอกจากนี้ ตามบันทึกการประชุมและรายงานการประชุมของกรธ.ที่พิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของนายกฯ ตามมาตรา 158 วรรคสี่ ไม่ปรากฏประเด็นในการพิจารณาหรืออภิปรายเกี่ยวกับการนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ว่า สามารถนับรวมระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้บังคับด้วย การกำหนดเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรคสี่ จึงมีความหมายเฉพาะการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560
สิ้นสุดวาระนายกฯในปี 68
ดังนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้บังคับในวันที่ 6 เม.ย.2560 และผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกฯที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 264 การดำรงตำแหน่งนายกฯ ของผู้ถูกร้องจึงเป็นการดำรงตำแหน่งนายกฯ ภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ จึงอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 158 วรรคสี่ ทั้งนี้ การให้ครม.ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นครม.ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จะต้องถือเอาวันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้เป็นวันเริ่มต้นเข้ารับตำแหน่ง
ด้วยเหตุนี้ ผู้ถูกร้องจึงดำรงตำแหน่ง นายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญ 2560 นับตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.2560 ถึงวันที่ 24 ส.ค.2565 ผู้ถูกร้องจึงดำรงตำแหน่งนายกฯ ยังไม่ครบกำหนดเวลาตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 วรรคสี่ ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ ผู้ถูกร้อง จึงไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเสียงข้างมาก จึงวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ ผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่
‘วิระ’ชี้วาระ 8ปีไม่นับช่วงพักหน้าที่
พล.ต.วิระ โรจนวาศ ที่ปรึกษาพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะฝ่ายกฎหมายผู้รับผิดชอบจัดทำคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับฟังการอ่านคำวินิจฉัยว่า ไม่เป็นห่วงกระแสเรื่องดังกล่าว เพราะทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้อธิบายความเห็นแล้ว ควรรับฟังและต้องเคารพในคำพิพากษาของศาล เพราะคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กรด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากเริ่มนับวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2560 หมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์สามารถดำรงตำแหน่งได้จนถึงปี 2568 ใช่หรือไม่หากลงเลือกตั้งสมัยหน้า พล.ต.วิระกล่าวว่า คงต้องเป็นอย่างนั้น เพราะศาลบอกว่านับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้วันที่ 6 เม.ย.2560 แล้วต้องนับไปอีก 8 ปี ซึ่งจะครบในปี 2568 แต่เวลาไหนที่ท่านไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ หรือช่วงพักคงไม่ได้นับรวม (พักหน้าที่ 38 วัน)
“เราต้องเคารพในคำวินิจฉัยและคำตัดสินของศาล ซึ่งควรต้องถือว่าสิ้นสุดคำครหากับ พล.อ.ประยุทธ์แล้ว ท่านยังสามารถเป็น นายกฯ ต่อได้จนกว่าจะครบ 8 ปีตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งจะครบในปี 2568 สถานการณ์การชุมนุมหลังจากนี้ ไม่น่าต้องห่วง เพราะเจ้าหน้าที่มีวิธีการดำเนินการอยู่แล้ว
เวลา 16.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต. วิระให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ตนได้พูดคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ แล้ว ฝากขอบคุณทีมงานที่ช่วยกันต่อสู้คดีอย่างดีที่สุด เมื่อถามว่า คำวินิจฉัยออกมาเป็นที่น่าพอใจหรือไม่ พล.ต. วิระกล่าวว่า เราต้องยอมรับคำตัดสินของศาล และมองว่าคำตัดสินที่ออกมามีการนำบทบัญญัติต่างๆ มาร่วมพิจารณา และมี คำวินิจฉัยออกมาอย่างชัดเจน ในฐานะทีมกฎหมายถือว่าเป็นที่ยอมรับและพอใจ

ฮือต้าน – ม็อบราษฎรและกลุ่มแนวร่วม ชู 3 นิ้ว แสดงจุดยืนไม่ยอมรับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกฯ ต่อในการชุมนุมที่สกายวอล์ก ปทุมวัน กทม. โดยนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 1 ต.ค.และเชิญชวนแต่งดำประท้วง 7 วัน เมื่อวันที่ 30 ก.ย.
ตำรวจ 300 นายรปภ.เข้ม
สำหรับบรรยากาศรอบสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นไปอย่างเข้มงวด โดยมีประกาศศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องอาณาบริเวณหรือพื้นที่ที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติงาน รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย ห้ามผู้ใดเข้ามาในพื้นที่ควบคุม เว้นแต่ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาปฏิบัติงานหรือมาติดต่อราชการ และต้องผ่านการตรวจตัวบุคคลและสิ่งของที่นำมา ตามวิธีการของหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย. เวลา 19.00 น. ถึงวันที่ 3 ต.ค. เวลา 06.00 น.
ด้านตำรวจกว่า 300 นายวางกำลังบริเวณหน้าศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะอาคารเอ โดยพล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (ผบก.น.2) พร้อมตำรวจกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิดหรืออีโอดี ร่วมกับตำรวจ บก.น.2 และตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง เข้าตรวจสอบความเรียบร้อย พร้อมนำแผงรั้วเหล็กวางทอดเป็นแนวยาว แขวนป้ายข้อความระบุ แนวเขตอำนาจศาล ห้ามบุกรุกหรือฝ่าฝืนตามคำสั่งศาล พร้อมนำรถฉีดน้ำแรงดันสูงหรือจีโน่ รถน้ำ และรถควบคุมผู้ต้องหามาจอด กรณีมีเหตุจำเป็นต้องควบคุมสถานการณ์ โดยมีกลุ่มประชาชนมาเล่นดนตรีสดระหว่างรอฟังการตัดสินอยู่หน้ารั้วเหล็ก
ต่อมาเวลา 09.50 น. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เดินทางมาพร้อมกล่าวว่า ข้อมูลการข่าวทราบมีกลุ่มผู้จะมารอฟังคำวินิจฉัย จึงประสานพนักงานศาลเพื่อวางกำลังดูแลรักษาความปลอดภัย โดยประสานบช.น.และสน.ทุ่งสองห้อง วางกำลังตำรวจ 300 นาย ซึ่งเป็นไปตามมาตรการเดียวกับการวินิจฉัยทุกครั้งที่ผ่านมา สำหรับผู้ชุมนุมขอให้คำนึงถึงระเบียบ ข้อกฎหมายและคำสั่งศาลที่เกี่ยวข้องต่อการกระทำที่เสี่ยงจะมีความผิดก็ขอให้ละเว้นเพราะจะมีโทษตามมา นับตั้งแต่ปี 2563 มีการดำเนินคดีกว่า 1,500 คนที่เกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคง
เมื่อถามว่าบริเวณรอบบ้านพักของพล.อ.ประยุทธ์ได้วางกำลังไว้อย่างไรบ้าง พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า มีการวางกำลังไว้บริเวณวงรอบตามปกติอยู่แล้ว ถือว่าพื้นที่ ดังกล่าวได้จัดกำลังรักษาความปลอดภัยให้บุคคลสำคัญอยู่แล้ว
‘บิ๊กตู่’ฟังผลที่บ้าน-แห่ส่งกำลังใจ
ส่วนความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ ช่วงเช้าได้ทำบุญตักบาตรตามปกติที่บ้านพักภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ร.1 ทม.รอ.) เหมือนเช่น ทุกวันที่ผ่านมา และเวลา 09.45 น. เข้าปฏิบัติภารกิจที่กระทรวงกลาโหมตามปกติ โดยตลอดช่วงเช้า รัฐมนตรีและบรรดานักการเมืองส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือให้กำลังใจ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ขอบคุณครับ” และที่ผ่านมาปรากฏภาพผ่านสังคมออนไลน์มีรัฐมนตรีเข้าพบต่อเนื่องเพื่อให้กำลังใจ
ช่วงสายมีฝนตกลงมาอย่างหนัก กระทั่งฝนหยุดตก เวลา 11.49 น. พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางออกจากศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม กลับไปยังบ้านพักที่ ร.1 ทม.รอ. เพื่อรอฟังคำวินิจฉัย
ส่วนบรรยากาศด้านหน้ากระทรวงกลาโหมเป็นไปอย่างคึกคัก มีสื่อมวลชน ทั้งไทยและต่างประเทศมาติดตามทำข่าว แต่ เจ้าหน้าที่ทหารแจ้งว่าจะเปิดให้เข้าไปในกระทรวงกลาโหมในเวลา 15.00 น. ซึ่งจะมีพิธีรับและส่งหน้าที่ตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมเท่านั้น
เวลา 14.20 น. พล.ต.วิระ โรจนวาศ ที่ปรึกษาพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะฝ่ายกฎหมายผู้รับผิดชอบจัดทำคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ เข้าร่วมฟังคำวินิจฉัย พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ว่าอะไร สภาพจิตใจของพล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีอะไร และปกติ ไม่พูดหรือฝากอะไรเป็นพิเศษ ส่วนตนมั่นใจในพยานหลักฐานและเอกสารที่เข้าชี้แจงทุกอย่างที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องการไปหมดแล้ว ผลจะออกมาเป็นอย่างไรแล้วแต่ดุลพินิจของศาล ที่ผ่านมาเราทำทุกอย่างที่ถูกต้อง และคิดว่าทำให้ดีที่สุด ทุกอย่างแล้วแต่ศาล ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์บอกว่ายอมรับคำพิพากษา
‘ป้อม’ไม่ประเมินรักษาการนายกฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานทำเนียบรัฐบาล เวลา 08.20 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เข้าปฏิบัติภารกิจตามปกติ ต่อมาเวลา 12.30 น. พล.อ.ประวิตรตอบคำถามกรณีประเมินการทำหน้าที่ของตนเองอย่างไรหลังปฏิบัติหน้าที่รักษาการแทน นายกฯ 38 วัน ถือว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ว่า “มาถามอะไรผม ถามคุณเองสิ” ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าต้องรักษาราชการแทนนายกฯ ต่อจะเป็นอย่างไร พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ไม่รู้ ผมไม่รู้เลยว่าจะเอายังไง” ก่อนเดินทางกลับมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ในเวลา 14.00 น.
ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี หรือ พีม็อก (PMOC) มีการประชุมและรอติดตามคำวินิจฉัย พร้อมเผยแพร่คลิปวิดีโอความยาวกว่า 2 นาที ถึงผลงานของพล.อ.ประยุทธ์ที่ดำเนินการมา ส่วนหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ประชุมติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในวันนี้ที่ตึกสภาความมั่นคงแห่งชาติ
นายกฯโพสต์ขอบคุณ-ลุยงานต่อ
หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พล.อ. ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯ ต่อ เวลา 15.45 น. พล.อ.ประยุทธ์ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักครับ ผมขอแสดงความเคารพอย่างสูง ต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคนสำหรับกำลังใจและความปรารถนาดี ที่มอบให้ผมมาโดยตลอด ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสให้ผมได้พิจารณาและตระหนักมากขึ้นว่า ผมจะต้องใช้เวลาอันมีค่าที่มีอยู่อย่างจำกัดของรัฐบาล ในการติดตามและผลักดันโครงการสำคัญต่างๆ มากมาย ที่ผมได้ริเริ่มเอาไว้ ให้เดินหน้าและเสร็จสมบูรณ์ สร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับบ้านเมือง และสร้างอนาคตให้กับลูกหลานของเรา
โดยผมจะใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด และใช้ศักยภาพของผมอย่างเต็มที่ มุ่งมั่นในภารกิจการพลิกโฉมประเทศ ตามกลยุทธ์ 3 แกน ที่ผมได้เคยกล่าวไว้ ให้สำเร็จเป็น รูปธรรมโดยเร็วที่สุด สำหรับเรื่องการเมือง และประเด็นต่างๆ รายวันนั้น ผมจะมอบให้เป็นหน้าที่ของท่านอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ชี้แจงทำความเข้าใจต่อไป
เรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ตามกลยุทธ์ 3 แกน คือ การขับเคลื่อนเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญๆ ของประเทศให้เสร็จสมบูรณ์-ทั้งถนน ทางรถไฟ สนามบิน ท่าเรือ ตลอดจนโครงการอื่นๆ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ในการสร้างอนาคตของประเทศ อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ที่จะช่วยสร้างโอกาสให้กับประชาชนทั่วประเทศในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำมาค้าขาย การเรียนรู้ และอื่นๆ ด้วยการเข้าถึงระบบออนไลน์ได้อย่างทั่วถึง
มุ่งพลิกโฉมประเทศ
โครงการต่างๆ เหล่านั้น เป็นโครงการที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนริเริ่มและดำเนินการได้ ในสเกลที่ใหญ่และบูรณาการขนาดนี้ โดยผมได้เริ่มต้นโครงการต่างๆ ด้วยความรอบคอบ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไป จนบรรลุผลสำเร็จ และเปิดให้บริการพี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด ดังนั้นแม้ว่าบางโครงการจะไปเสร็จสมบูรณ์ในช่วงเวลาของรัฐบาลอื่น ก็จะต้องสามารถเดินหน้าไปได้ด้วยความเรียบร้อย ไม่ติดขัด หรือมีอุปสรรคอันใด เพราะโครงการต่างๆ เหล่านั้น มีความสำคัญอย่างที่สุด เป็นเครื่องรับประกันที่จะทำให้เรามั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และเปิดโอกาสให้คนนับล้านๆ คน สามารถสร้างความรุ่งเรืองให้กับตัวเองได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเต็มไปด้วยความท้าทาย โครงการต่างๆ เหล่านั้น ยิ่งมีความสำคัญมากเป็นทวีคูณ ที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถพลิกฟื้นการทำมาหากินและสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองได้ ในวิถีทางที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต ด้วยการเปิดตลาดใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับการค้าขายผลผลิตทางการเกษตรด้วยราคาที่สูงขึ้น การเปิดช่องทางการเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ สำหรับสินค้าและบริการอื่นๆ การช่วยให้เข้าถึงแหล่งวัตถุดิบต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ด้วยต้นทุนที่ถูกลง ตลอดจนช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังช่วยกระจายนักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ได้อีกด้วย
ทั้งนี้ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และในหลายๆ ประเทศ การลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์นั้น เป็นจุดพลิกผันสำคัญในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศนั้นๆ และในทิศทางเดียวกัน เมื่อโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เรากำลังทำอยู่นี้ เสร็จสมบูรณ์ ก็จะสามารถพลิกโฉมประเทศไทย และนำพาประเทศของเรา ให้ก้าวไปสู่ยุคทองแห่งความเจริญรุ่งเรืองของคนไทยทุกคน ในวันข้างหน้าสืบเนื่องไป
“วันนี้…เราเดินหน้ามาไกลและถูกทิศทางแล้วครับ เราต้องช่วยกันทำให้เสร็จครับ” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ
เข้าทำเนียบจันทร์นี้-จ่อลงอีสาน
เวลา 15.50 น.ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี หรือ pmoc โพสต์ภาพของพล.อ.ประยุทธ์ ในอิริยาบถนั่งสบายๆ สวมเสื้อสูทและยิ้มในใบหน้า พร้อมข้อความว่า “ข่าวด่วน” ผลวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้ นายกฯ ปฏิบัติหน้าที่ดังเดิม
นอกจากนี้ ยังมีข้อความประกอบภาพว่า เนื่องมาจากคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้พล.อ.ประยุทธ์ พักราชการในตำแหน่งนายกฯ เอาไว้ก่อน ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์เคารพคำสั่งศาล และปฏิบัติตามแต่โดยดี บัดนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีข้อวินิจฉัยแล้ว ให้พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯ ได้ดังเดิม นายกฯ มีความพร้อมที่จะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการ รับใช้พี่น้องประชาชนต่อไป
ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล ได้บรรจุวาระงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ทันที วันจันทร์ที่ 3 ต.ค. จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นวันแรกหลังจากหยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2565 โดยเวลา 13.30 น. นายอาร์มัน อิสเซตอฟ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ และเวลา14.30 น. น.ส.แอนเจลา เจน แม็ก ดอนัลด์ เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ ในโอกาสเข้ารับหน้าที่
มีรายงานข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมผู้ว่าราชการจังหวัด ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อรับทราบข้อมูลและแก้ไขสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ พร้อมเตรียมลง พื้นที่จังหวัดภาคอีสานที่ประสบอุทกภัย ในสัปดาห์หน้า
‘อู๊ดด้า’เล็งชงปรับครม.
ที่ จ.พังงา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับรัฐบาลชุดนี้หมายความว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในทางการเมืองเกิดขึ้นวาระการดำรงตำแหน่งของนายกฯ ในสภาชุดนี้จะไปได้ถึงเดือนมี.ค.2566 ยกเว้นเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองก็ต้องเป็นไปตามสถานการณ์ แต่ถ้าไม่มีอะไรก็อยู่ครบเทอม
ผู้สื่อข่าวถามว่า จากวาระรัฐบาลที่เหลืออยู่จนถึงวันที่ 23 มี.ค.2566 พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอปรับครม.หรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า การปรับรัฐมนตรีมาแทนนายนิพนธ์ บุญญามณี ที่ลาออกจากรมช.มหาดไทยนั้น คงต้องหารือกับนายกฯ ก่อน เพราะเป็นผู้มี อำนาจปรับครม.และนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย โดยต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะสมในการหารือกับนายกฯ ซึ่งนายกฯ คงต้องให้เวลาที่เหมาะสมด้วย คงไม่ยากอะไร
ฝ่ายค้านออกแถลงการณ์
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ผู้นำฝ่ายค้านในสภา ผู้แทนราษฎร นัดประชุมตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อติดตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเวลา 16.00 น. ออกแถลงการณ์เรื่อง ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบ 8 ปีของพล.อ.ประยุทธ์
นพ.ชลน่าน และคณะอ่านแถลงการณ์ว่า 1.การพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้น นอกจากจะต้องหาความหมายจากถ้อยคำตามลายลักษณ์อักษรแล้ว ต้องพิจารณาจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งมีความเห็นของกรธ.และประธานกรธ.ปรากฏชัดในบันทึกการประชุม ว่าให้นับรวมระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่ดำรงอยู่ก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 ด้วย และมาตรา 264 ให้นับความเป็นนายกฯ ต่อเนื่อง จึงไม่อาจแปลความเป็นอย่างอื่นได้เลยว่าการนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์นั้น ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2557 เป็นต้นไปเท่านั้น
2.การวินิจฉัยนี้ ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ยังมีสิทธิดำรงตำแหน่งนายกฯ อีก 2 ปีจนถึงปี 2568 น่าจะเป็นการตีความที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญตามที่ประชาชนเข้าใจเป็นอย่างดีแล้ว เพราะจะส่งผลให้พล.อ.ประยุทธ์สามารถดำรงตำแหน่งได้รวม 10 ปี อันผิดไปจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2560 การตีความในลักษณะนี้ จะมีผลแปลกประหลาดคือ พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกฯ อยู่ในวันที่ 6 เม.ย.2560 ที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ ระยะเวลา 8 ปีก่อนวันที่ 6 เม.ย.2560 กลับไม่นำมานับ แต่หลังจากวันที่ 6 เม.ย.2560 กลับนำมานับ ทั้งๆ ที่มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกฯ ฉบับเดียวกัน
3.เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกอ้างความชอบธรรมจากผู้มีอำนาจบ่อยครั้ง ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงและผ่านการลงประชามติของประชาชน การตีความให้พล.อ.ประยุทธ์ได้อยู่ในตำแหน่งเป็น 8 ปีได้ นอกจากขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้วยังขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยด้วย ถือเป็นการทำลายรากฐานของระบอบประชาธิปไตยอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการผูกขาดการใช้อำนาจ
มิใช่การฟอกขาวให้‘ประยุทธ์’
4.เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่การวินิจฉัยที่ส่อว่าขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเสียเอง ย่อมเป็นการทำลายคุณค่าความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ แม้ผลคำวินิจฉัยจะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ได้ประโยชน์ แต่ก็จะเป็นการทำลายบรรทัดฐานทางกฎหมาย และอาจนำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งที่ใหญ่หลวงในสังคม และเกิดการไม่ยอมรับในผลของคำวินิจฉัยได้
5.พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยควรมีการปฏิรูปกระบวนการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญเสียใหม่ ให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจที่เหมาะสม เพื่อมิให้มีการอาศัยผลของคำวินิจฉัยที่ผูกพันทุกองค์กร ไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมและไม่คำนึงถึงบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ถูกต้องได้
พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นว่าแม้ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ มีสิทธิดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อไปได้ แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคงมิใช่เป็นการฟอกขาวให้แก่พล.อ.ประยุทธ์โดยประการใดๆ พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นว่าภาพจำของประชาชนที่มีต่อตัวนายกฯ คือผู้ที่พยายามจะสืบทอดอำนาจทุกวิถีทางเท่าที่จะหาวิธีทำให้ได้ ผู้ที่ผิดสัญญากับประชาชนมาตั้งแต่ต้นที่ทำรัฐประหารว่าจะอยู่ไม่นาน ผู้ที่ผิดสัญญากับประชาชนในการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ จนทำให้ประเทศไทยตกขบวนลดชั้นลงไปจากผู้นำในอาเซียน
การที่จะอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐ ธรรมนูญ เพื่อให้อยู่ในอำนาจได้ต่อไป จึงมีแต่ความว่างเปล่าในสายตาของประชาชน และขอให้พี่น้องประชาชนได้ให้บทเรียนกับพล.อ.ประยุทธ์ และองคาพยพของพล.อ.ประยุทธ์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปด้วย
สภาเปิด-ยื่นซักฟอกแบบไม่ลงมติ
นพ.ชลน่านกล่าวว่า จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ พล.อ.ประยุทธ์ทำหน้าที่นายกฯ ต่อไป บทบาทของพรรคร่วมฝ่ายค้านในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย จะทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลต่อไป โดยช่วงนี้เป็นช่วงปิดสมัยประชุมสภา และจะเปิดประชุมอีกครั้งในวันที่ 1 พ.ย. ปิดสมัยประชุมอีกครั้งในวันที่ 28 ก.พ.2566 ถ้ามีการเปิดสมัยประชุมเราจะทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลการบริหารราชการแผ่นดินให้เข้มข้นอย่างที่สุด ช่วงที่ปิดสมัยประชุม จะมีกรรมาธิการที่ทำหน้าที่อยู่ หากมีอะไรที่จำเป็นจะต้องใช้บทบาทของกรรมาธิการ ฝ่ายค้านจะเสนอผ่านกรรมาธิการ ซึ่งเป็นกลไกของสภา
ส่วนการให้ข้อเสนอแนะหรือให้ข้อท้วงติงต่างๆ นั้น พรรคร่วมฝ่ายค้านมีวาระการประชุมร่วมกันเป็นประจำทุกสัปดาห์อยู่แล้ว เราจะนำประเด็นต่างๆ มาปรึกษาหารือกัน เพื่อนำเสนอไปยังรัฐบาลในสิ่งที่เราเห็นว่าประชาชนจะได้รับความเสียหายหรือเป็นพิษภัย ไม่เป็นประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมือง เราจะใช้กลไกที่ประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่สำคัญเราเตรียมเสนอญัตติการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง เสนอแนะปัญหาต่อครม. โดยเมื่อเปิดสมัยประชุม จะยื่นต่อประธานสภาเพื่อขอเสนอญัตติดังกล่าวทันที
จี้คืนอำนาจปชช.-หวั่นเกิดวิกฤต
สถานการณ์การเมืองหลังจากนี้ เราเป็นห่วงประเทศชาติบ้านเมืองเพราะสิ่งที่เราให้เหตุผลในคำร้องของเรา โดยเฉพาะเรื่องการสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัด เมื่อคำวินิจฉัยออกมาแบบนี้สถานการณ์เหมือนพายุโนรูเข้าประเทศไทย แต่ประเทศเราไร้ทางออกเช่นกันแต่เป็นโนรูล (rule) ซึ่งเป็นข้อที่เราห่วงใหญ่มาก อยากให้ฝ่ายบริหารโดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์รับฟังข้อเสนอของพี่น้องประชาชนภายใต้ความสงบเรียบร้อย โดยไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเรียกร้องชุมนุม ทางที่ดีพล.อ.ประยุทธ์ควรสละตำแหน่งเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ทุกอย่างก็จบ
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่จะยุบสภาหลังประชุมเอเปก นพ.ชลน่านกล่าวว่า หลังเสร็จประชุมเอเปกช่วง 19-20 พ.ย. มีความเป็นไปได้ที่จะยุบสภาช่วงปลายเดือนพ.ย.หรือต้นถึงกลางเดือนธ.ค. แล้วไปเลือกตั้งในเดือน ก.พ.2566 มีความเป็นไปได้สูงที่จะยุบสภาถึงร้อยละ 90 จากเดิมที่เคยประเมินไว้ร้อยละ 80 โดยมีสองปัจจัย คือ 1.ผู้มีอำนาจเห็นว่าตัวเองได้ประโยชน์ เพราะเตรียมองคาพยพไว้หมดแล้ว 2.ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นมากกว่าเดิม เพราะประชาชนนับเลขเป็น รับรู้ได้ เรื่องเหล่านี้จะทำให้เกิดความไม่สงบ อันเนื่องมาจากการเรียกร้องให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ทางที่ดีที่สุดจะต้องคืนอำนาจให้ประชาชน
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าพล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อ ปัญหาวิกฤตทางการเมืองจะเกิดขึ้น เพราะเกิดตามข้อกังวลที่เป็นเจตนารมณ์ที่เขียนไว้รัฐธรรมนูญมาตรา 158 คือถ้าอยู่นานเกินไป จะเกิดปัญหาวิกฤตการเมืองหากพล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อตามข้อเท็จจริงจะเกิน 8 ปี และสิ่งที่คณะร่างรัฐธรรมนูญกังวลว่าจะเกิดปัญหา เชื่อว่ามีความเป็นจริงเกิดขึ้น ตรงนี้อยู่ที่ฝ่ายต่างๆ ที่ต้องหาทางไม่ให้เกิดความรุนแรงและบานปลาย
เพื่อไทยห่วงบรรรทัดฐานตีความ
ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย อ่านแถลงการณ์ว่า พรรคเพื่อไทยเคารพในการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญและผลผูกพันแห่งคำวินิจฉัย แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ น่าจะมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายในการตีความต่อไป
“พรรคเพื่อไทยมิได้กังวลว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะส่งผลให้พล.อ. ประยุทธ์ ยังคงดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ต่อไปจนถึงครบวาระในเดือนมี.ค.2566 และยังสามารถดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อไปได้อีกหลังเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า แต่สิ่งที่พรรคห่วงและกังวลคือ ปัญหารากเหง้าที่กลืนกินสังคมไทย ที่สั่งสมมาตั้งแต่การรัฐประหาร เมื่อแปดปีที่ผ่านมา จะได้รับการเยียวยาแก้ไขเพื่อให้ประเทศกลับคืนสู่สังคมประชาธิปไตย มีหลักนิติรัฐนิติธรรมโดยแท้จริงอย่างไร ที่น่าห่วงกังวลอีกประการคือบรรทัดฐานความความถูกต้องของการใช้ และการตีความรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคเห็นว่าน่าจะมีปัญหา แต่ไม่มีกลไกใดที่จะตรวจสอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งปัญหานี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกคนในสังคมต้องช่วยกันคิดและหาทางออกต่อไป
ก้าวไกลชวนทำประชามติรธน.
ด้านพรรคก้าวไกล(ก.ก.) แถลงการณ์ว่า แม้คำวินิจฉัยจะตรงกันข้ามกับคำวินิจฉัยตามสามัญสำนึกของประชาชน แต่ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยมายาวนานเกินกว่า 8 ปีแล้ว ผ่านการทำรัฐประหารและการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจ
แม้การเลือกตั้งครั้งใหม่จะเป็นโอกาสให้ประชาชนได้พิพากษา พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยมือของตนเอง แต่ตราบใดที่รัฐธรรมนูญ 2560 ยังไม่ถูกรื้อ ประเทศไทยจะยังไม่หลุดพ้นจากวังวนของระบอบรัฐประหาร พรรคก้าวไกลจึงขอเชิญชวนมาร่วมกันเข้าชื่อเพื่อจัดทำประชามติ เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง เพื่อทำให้วันเลือกตั้งไม่เป็นเพียงโอกาสในการเปลี่ยนนายกฯ หรือเปลี่ยนขั้วรัฐบาล แต่เป็นโอกาสในการเปลี่ยนโครงสร้างและกติกาของประเทศ ให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
โปรดเปลี่ยนความคับแค้นผิดหวังให้เป็นพลัง หนึ่งเสียงของทุกคนในการแสดงออก หนึ่งคะแนนของทุกคนในคูหาเลือกตั้ง และหนึ่งชื่อของทุกคนในการสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือหนึ่งพลังของความเปลี่ยนแปลงไปสู่ประเทศไทยที่ก้าวหน้า
ม็อบปลุกแต่งดำ7วัน-ลงถนน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มต่างๆ ได้นัดรวมพลฟังผลชี้ชะตาพล.อ.ประยุทธ์ เช่นกัน โดยเวลา 14.00 น. ที่สกายวอล์ก แยกปทุมวัน กทม. กลุ่มราษฎร กลุ่มทะลุฟ้า แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน และกลุ่ม We volunteer (WEVO) นัดหมายฟังการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (คฝ.) จากบก.น.4 ประมาณ 20 นาย มายืนประจำการดูแลความเรียบร้อยตามจุดต่างๆ บนสกายวอล์ก
เมื่อทราบผลคำวินิจฉัยได้ตะโกนโห่ร้อง และอ่านแถลงการณ์ไม่ยอมรับสถานะนายกฯของพล.อ.ประยุทธ์ และเชิญชวนประชาชนร่วมกัน สวมชุดดำทั้งแผ่นดิน เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 1-7 ต.ค. เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้แก่ระบอบการเมืองและอนาคตของสังคมไทยภายใต้การบริหารของพล.อ.ประยุทธ์
จากนั้นแกนนำและผู้ร่วมชุมนุมได้ชู สามนิ้ว พูดพร้อมกันว่า ‘เผด็จการจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ’ 3 ครั้ง และ ‘ประยุทธ์ออกไป’ 3 ครั้ง
เวลา 16.45 น. นายธนพัฒน์ กาเพ็ง หรือ ปูน แกนนำกลุ่มทะลุฟ้า กล่าวว่า วันที่ 1 ต.ค.ถนนทุกสายมุ่งสู่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฝั่งเกาะพญาไท คณะราษฎรและแนวร่วมจะประกาศกิจกรรม ‘พอกันที 8 ปีประยุทธ์’ ในเวลา 16.00 น.
‘จตุพร-ทนายนกเขา’ลุยหยุด‘3ป.’
เมื่อเวลา 16.50 น. ที่แยกราชประสงค์ คณะหลอมรวมประชาชน นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และแกนนำคณะหลอมรวมประชาชน จัดเวทีปราศรัยย่อยบนรถเครื่องขยายเสียง หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์
นายจตุพร ปราศรัยว่า นี่คือช่วงเวลาต่ำทรามที่สุดของประเทศ การที่พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาความหายนะของชาติรออยู่เต็มไปหมด ภารกิจของคณะหลอมรวมฯ จึงจะดำรงต่อไป คือ หยุด 3 ป. เอา 3 ป. ออกจากกระดานการเมืองไทย หยุดการรัฐประหาร นับหนึ่งประเทศไทย เพราะบ้านเมืองถ้าไม่นับหนึ่งจะหาความถูกต้องได้จากที่ไหน ตราบใดที่เราไม่ได้ล้างมรดกจากคณะรัฐประหาร บ้านเมืองนี้จะหาความเป็นธรรมไม่ได้ วันที่ 2 ต.ค. เวลา 13.00 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ต.ค. แยกคอกวัว คณะหลอมรวมฯ จะประชุมเพื่อแถลงมาตรการต่อไป
ด้าน นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา กล่าวว่า นับจากวันนี้อย่าหวังเห็นความสามัคคี เพราะจะมีแต่การเผชิญหน้า ว่าแผ่นดินนี้อำนาจทางการเมืองกับอำนาจอธิปไตยของปวงชนใครจะเป็นใหญ่ ความไม่ชอบธรรมที่เกิดขึ้นคืออการขีดเส้นความแตกแยก วันนี้ประชาชนจงลุกขึ้นสู้ และกวาดล้างนักการเมือง กลุ่มทุนทั้งหมด เอาให้เสร็จก่อนสิ้นปี แล้วสร้างประเทศใหม่ ไม่ต้องก้มหัวให้ใครอีก
ศาลขอสภาส่งเอกสารกม.ลูก
เมื่อเวลา 13.00 น.ที่รัฐสภา นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้ากรณีส่งความเห็นส.ส. ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. (ฉบับที่…) พ.ศ…ในมาตรา 25 และมาตรา 26 มีข้อความขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 93 และ 94 รวมถึงถูกตราขึ้นถูกรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ให้จัดทำคำชี้แจงและจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ดังนี้ 1.จัดทำคำชี้แจงเกี่ยวกับกระบวนการตั้งแต่ชั้นของการพิจารณา จนถึงการให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับร่างพ.ร.ป.ดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 132 2.จัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ร่างพ.ร.ป.ฉบับที่รัฐสภาลงมติรับหลักการ ทั้ง 4 ฉบับ และบันทึกการประชุมในวาระที่ 1, ร่างพ.ร.ป.ฉบับที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 132, รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในการพิจารณาร่างพ.ร.ป.ฉบับดังกล่าวทุกครั้ง, ความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับร่างพ.ร.ป.ฉบับที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 132, บันทึกการประชุมร่วมกันของรัฐสภาสมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 พ.ศ.2565 ในการประชุม 4 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 10 วันที่ 27 ก.ค., ครั้งที่ 11 วันที่ 3 ส.ค., ครั้งที่ 12 วันที่ 10 ส.ค. และครั้งที่ 13 วันที่ 15 ส.ค. รวมถึงรายงานการประชุมและบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ทุกครั้ง และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
“นายชวนสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบจัดทำเอกสารดังกล่าวให้เสร็จภายในวันที่ 4 ต.ค. เนื่องจากต้องส่งเอกสารกลับไปให้ศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 8 ต.ค. ภายใน 15 วัน นับแต่วันรับเรื่อง แต่เนื่องจากติดวันเสาร์-อาทิตย์ จึงสามารถส่งได้ภายในวันที่ 10 ต.ค เชื่อว่าจะส่งได้ทันในวันดังกล่าว ส่วนร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ขอเอกสารมา” นพ.สุกิจกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ มาตรา 25 และมาตรา 26 ในร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. เป็นกรณีรายละเอียดที่เกี่ยวเนื่องกับหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขให้ได้มาซึ่งส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ที่แต่ละพรรคพึงมีหลังจากเลือกตั้ง