ม็อบแต่งดำพรึบ ฮือไล่-พอกันที8ปี เพจประยุทธ์อ่วมรุมกดอิโมจิโกรธ เด็กพปชร.ไม่กั๊กดันลุงป้อมนายก

ม็อบแต่งดำชุมนุม ‘พอกันที 8 ปีประยุทธ์’ พรึบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ชี้ประยุทธ์นายกฯ โมฆะ ไม่ชอบธรรมแล้ว รัฐมนตรี – ส.ส.แห่โพสต์ให้กำลังใจ ‘บิ๊กตู่’ ได้อยู่ต่อ ‘เพจประยุทธ์’ อ่วมหนัก ประชาชนรุมกดอิโมจิโกรธ เด็กพปชร.โว ‘ตู่-ป้อม’ หนุนความเชื่อมั่น-ดันกระแสนิยมรัฐบาลและพรรคพุ่ง สมัยหน้า เสนอแคนดิเดตนายกฯ 3 คน แต่สุดท้าย ต้องดัน ‘ลุงป้อม’ นั่งเก้าอี้ ‘ชลน่าน’ เขย่าบิ๊กตู่ กลับมาเป็นตัวช่วยเพื่อไทยแลนด์สไลด์ มากขึ้น ‘บิ๊กป้อม’ ยังฟิตจัดคิวไปตรวจ น้ำท่วมชัยนาท-อยุธยา กกต.แจงกฎเหล็ก 180 วันใช้บังคับเสมอภาคทั้งรัฐมนตรีและส.ส.

‘บิ๊กตู่’คืนทำเนียบ-‘ป้อม’ไปชัยนาท
หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยกรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ หรือไม่ โดยพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญ 2560 นับตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 ดังนั้นจะครบกำหนด 8 ปีในปี 2568

เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในทำเนียบรัฐบาลวันจันทร์ที่ 3 ต.ค. เป็นวันแรกหลังจากหยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2565 โดยเวลา 13.30 น. นายอาร์มัน อิสเซตอฟ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ และเวลา 14.30 น. น.ส.แอนเจลา เจน แม็กดอนัลด์ เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะในโอกาส เข้ารับหน้าที่

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์จะเรียกประชุม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมผู้ว่าราชการจังหวัด ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อรับทราบข้อมูลและแก้ไขสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ พร้อมเตรียมลงพื้นที่จังหวัดภาคอีสาน ที่ประสบอุทกภัยในสัปดาห์นี้

ด้านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้ทำหน้าที่รักษาราชการ แทนนายกฯ 38 วัน มีกำหนดลงพื้นที่ ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำ และติดตาม การดำเนินการโครงการด้านทรัพยากรน้ำ ที่จ.ชัยนาท และพระนครศรีอยุธยา ในวันจันทร์ ที่ 3 ต.ค.

รมต.แห่ให้กำลังใจ-แม่ชัยวุฒิแก้บน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังพล.อ.ประยุทธ์ ได้ไปต่อ บรรดาผู้ที่สนับสนุนต่างให้กำลังใจพร้อมต้อนรับการกลับมาทำหน้าที่นายกฯ จำนวนมาก อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) โพสต์ภาพตัวเองที่กำลัง โทรศัพท์และจอภาพที่มีรูปของพล.อ.ประยุทธ์ พร้อมแคปชั่นว่า “Welcome back Mr. Prime Minister” หรือ “ยินดีต้อนรับนายกรัฐมนตรีกลับมา”

ด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) โพสต์ข้อความ ว่า “สำหรับผมตลอดระยะเวลาการทำงานกับพล.อ.ประยุทธ์ เชื่อว่าท่านนายกฯ มีหัวใจ ที่ยิ่งใหญ่ ท่านอาจจะพูดไม่หวาน เป็นคน ตรงไปตรงมา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้คือความจริงใจและความตั้งใจ นั่นคือพลังศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ในการทำเพื่อแผ่นดิน”

วันเดียวกันนี้ นางภรณี ธนาคมานุสรณ์ มารดาของนายชัยวุฒิได้นำกลุ่ม “คนรักนายกตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” รวมตัวกันบริเวณ ศาลหลักเมืองจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมกับขบวนกลองยาว เเต่งกายด้วยชุดผ้าไทยสีสันสดใส ไปรำเเก้บน 3 รอบ หลังจากที่มาขอพร ให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้เเคล้วคลาดปลอดภัย เเละกลับมาทำหน้าที่นายกฯ ต่อไป ท่ามกลางการส่งเสียงดีใจของชาวบ้านที่พร้อมใจมา ร่วมกันรำถวายองค์พ่อหลักเมืองสิงห์บุรี

เพจประยุทธ์ร้อน-กดรัวๆอิโมจิโกรธ
นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตโฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความ พร้อมรูปภาพที่ได้พบกับพล.อ.ประยุทธ์ว่า “วานนี้ได้ไป หาท่านนายกฯ และดีใจที่ นายกฯคนดีคนเก่งของผมได้ทำหน้าที่ต่อเพื่อพี่น้องประชาชน”

นายธนกรให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ขอขอบคุณ ศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยชี้ชัดให้หลายคนหายสงสัย จากนี้ท่านนายกฯ จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการเร่งติดตามนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่ท่านได้ริเริ่มไว้เพื่อให้เห็นผลเป็น รูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนและประเทศชาติ โดยไม่สนว่าใครจะจ้องเล่นเกมการเมืองเพื่อดิสเครดิตรายวัน แต่จะมอบหมายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนแทน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องสับสนกับการบิดเบือนข้อมูลของคนบางกลุ่มอย่างในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำนายกรัฐมนตรี ได้นำข้อความของพล.อ.ประยุทธ์ มาโพสต์ขยายความต่อ รวมทั้งได้แสดงความคิดเห็นตอบโต้ผู้ที่มีความเห็นต่างอย่างดุเดือด

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โพสต์ข้อความแสดงความเคารพต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและขอบคุณผู้ที่ให้กำลังใจ แม้จะไม่เปิดให้มีการแสดงความคิดเห็น แต่เวลา 11.00 น. วันที่ 1 ต.ค. มีผู้เข้าไป แสดงอารมณ์แล้วกว่า 3 หมื่นราย มีทั้งแสดงความโกรธ แสดงรูปหัวใจ ห่วงใย และกดไลก์ โดยเป็นที่น่าสังเกตว่าในจำนวนนี้มีคนกด อิโมจิโกรธ ราว 2 หมื่น

วิปรัฐไม่หวั่นฝ่ายค้านขู่ซักฟอก
นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคร่วม ฝ่ายค้านเตรียมขอเปิดอภิปรายเพื่อซักถาม ให้ข้อเสนอแนะหรือข้อท้วงติงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาในเดือนพ.ย.นี้ว่า เป็นสิทธิที่พรรคร่วมฝ่ายค้านสามารถยื่นญัตติขออภิปราย โดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ได้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหนือความคาดหมาย ที่ฝ่ายค้านจะใช้ทุกช่องทางในการตรวจสอบรัฐบาล เพราะมีเป้าหมายเพื่อหวังผลในทาง การเมืองมาตลอดอยู่แล้ว ฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะ ครม. และพรรคร่วมรัฐบาลพร้อมที่จะชี้แจงข้อซักถามและข้อเสนอแนะของฝ่ายค้าน ถือเป็นโอกาสดีที่ฝ่ายรัฐบาลจะใช้เวทีดังกล่าวในการสื่อสารถึงผลงานที่รัฐบาลได้ดำเนินการ ที่ผ่านให้กับประชาชนได้รับทราบด้วย

“ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ฝ่ายค้านจะใช้ทุกช่องทางและกลไกของสภา ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล แต่การจะอภิปรายในประเด็นการดำรงตำแหน่งนายกฯ ครบ 8 ปี ของพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยในกรณีดังกล่าวออกมาแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ สามารถปฏิบัติหน้าที่นายกฯต่อไปได้ ยังไม่ครบ 8 ปี เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านจะต้องระมัดระวังไม่ให้สุ่มเสี่ยงว่าเป็นการละเมิดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในฝ่ายของรัฐบาลและพล.อ.ประยุทธ์คงไม่ได้กังวลอะไร เพราะจะยึดหลักชี้แจงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาอย่างชัดเจนแล้ว” นายนิโรธกล่าว

พปชร.โวกระแสนิยมพุ่ง
ด้าน น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี และโฆษกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่พบปะประชาชน รวมถึงข้อความต่างๆ ผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดียของตน ได้ฝากส่งกำลังใจไปถึงพล.อ.ประยุทธ์ ให้ปฏิบัติหน้าที่บริหารประเทศให้เดินหน้าต่อไป พร้อมเป็นกำลังใจในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้ยังคงมีสถานะการดำรงตำแหน่งนายกฯ โดยชอบธรรม ส่วนกรณีที่ส.ส.พรรคก้าวไกลออกมาแสดงความเห็นว่าผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคพลังประชารัฐนั้น น.ส.ทิพานันกล่าวว่า ต้องขอบคุณที่ได้แสดงความเห็นและความหวังดีของบุคคลภายนอกพรรคพลังประชารัฐทั้งที่ไม่ใช่กิจของตนเอง เชื่อว่า ก่อนหน้าและหลังจากนี้ประชาชนมองเห็น ในสิ่งที่นายกฯ และพรรคพลังประชารัฐทุ่มเททำงานมาตลอด มากกว่าที่จะมีใครมาใช้ วาทกรรมชี้นำได้

ในทางกลับกันผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อพล.อ.ประยุทธ์ทำให้ท่านมีโอกาสทำงานต่อเพื่อพี่น้องประชาชน รวมถึงการวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศต่อไปได้จะนำมาซึ่งความเชื่อมั่น เชื่อใจ ในการบริหารงานในภาวะวิกฤตให้เดินหน้าไปสู่การฟื้นฟูประเทศได้แน่นอนทั่วประเทศ มีส.ส. และว่าที่ผู้สมัครส.ส.พรรคพลังประชารัฐทุกพื้นที่ โดยการนำของพล.อ.ประวิตร ที่ผ่านมาทำงานช่วยเหลือพี่น้องประชาชนมาตลอดเกือบ 4 ปี ยืนยันว่ายังมีกระแสความนิยมอยู่ ทุกที่ที่มีส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐให้การตอบรับดียังเหนียวแน่น ยังอยากให้พลังประชารัฐดูแลพื้นที่ต่อไป

คุยหัวหน้าพรรคพิสูจน์ฝีมือเจ๋ง
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยข้อกฎหมายไว้ชัดเจนครบทุกประเด็น และคำวินิจฉัยมีผลผูกพันทุกองค์กร หลังจากนี้ไปพล.อ.ประยุทธ์สามารถทำงานเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนของพรรคพลังประชารัฐเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว เพราะพล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค

“ตลอดระยะเวลา 38 วันที่พล.อ.ประยุทธ์ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไป แต่การทำงานของรัฐบาลยังมีความต่อเนื่อง เพราะผู้ที่ทำหน้าที่รักษาราชการนายกฯ คือ พล.อ.ประวิตร ท่านปฏิบัติหน้าที่และดำเนินการไปในแนวทาง เดียวกับพล.อ.ประยุทธ์ พิสูจน์ให้เห็นว่าพล.อ.ประวิตร มีความพร้อมที่จะช่วยแบ่งเบาภาระนายกฯได้”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านเตรียมเสนอญัตติการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 หลังเปิดประชุมสภา นายไพบูลย์กล่าวว่า เป็นสิทธิของฝ่ายค้านที่จะดำเนินการ พรรคพลังประชารัฐไม่มีความหวั่นไหว ต่อข้อถามว่ามีการคาดการณ์ว่าหลังประชุม เอเปกจะยุบสภา นายไพบูลย์กล่าวว่า หลังการประชุมเอเปกคือช่วงเดือนพ.ย.2565 ไปจนถึงเดือนมี.ค.2566 ที่สภาจะครบวาระ จะเกิดขึ้นเดือนใดยังไม่รู้ แต่เชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์ อยากอยู่จนครบวาระหรือใกล้ครบวาระมากที่สุด

หนุนความเชื่อมั่นรัฐบาล-พปชร.
นายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า จากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้มากขึ้นกับรัฐบาล และพรรคพลังประชารัฐ ที่เราเน้นบริหารประเทศตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย เราต้องเดินหน้าตามแนวทางปกติ พรรคพลังประชารัฐไม่เห็นมีปัญหาอะไร ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ภายใต้การนำเสนอของพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเป็นแกนนำรัฐบาล เราตระหนักตรงนี้ อยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองหรือไม่ว่าในระยะเวลาที่เหลืออีกไม่กี่เดือนจะมีการเลือกตั้ง รัฐบาลต้องปรับทัพทำงานด้วยการปรับครม.หรือไม่ นายรงค์กล่าวว่า เป็นเรื่องของผู้บริหาร และกรรมการบริหารพรรค ตนมองว่ายังไม่ใช่ประเด็นในตอนนี้ เพราะยังมีปัญหาเรื่อง น้ำท่วมที่รัฐบาลต้องเดินหน้าแก้ไขก่อน ตรงนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่า พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีพล.อ.ประวิตรเป็นหัวหน้าพรรค ให้ความ สำคัญกับการบริหารจัดการน้ำในหน้ามรสุมที่ 1-2 เดือนจะลงไปภาคใต้ รวมถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นนโยบายที่เรา ขับเคลื่อนนโยบายไปสู่พี่น้องประชาชนได้สัมผัส ได้เห็นว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นรัฐบาลแล้วดูแลประชาชน มากกว่าจะมาสนใจปรับหรือไม่ปรับครม.

เล็งเสนอแคนดิเดตนายกฯ 3 คน
นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงแนวทางการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งสมัยหน้าว่า เชื่อว่า จะเสนอรายชื่อให้ครบทั้ง 3 คน ไม่เสนอ แค่คนเดียว จะเสนอชื่อทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร อีกคนกำลังพิจารณาอยู่ เพราะทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร ต่างเป็นที่ชื่นชอบ ของประชาชนจำนวนมาก ต้องดึงคะแนนนิยมแต่ละคนมาช่วยทำคะแนนให้พรรค แม้จะบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์มีคนไม่ชอบเยอะ แต่ก็มีแฟนประจำเยอะพอสมควร ส่วนการ หาเสียง ถ้าชาวบ้านถามว่าจะเสนอใครเป็น นายกฯ จะบอกว่า อยู่ใน 3 คนที่เสนอชื่อมา พรรคเพื่อไทย (พท.) รอบที่แล้วก็เสนอชื่อ 3 คน ไม่มีใครถามจะเอาใครเป็นนายกฯ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงตอนเสนอชื่อนายกฯ เพื่อโหวตในสภานั้น คงต้องเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร เพราะพล.อ.ประยุทธ์เป็น นายกฯ ต่อได้แค่ 2 ปี อาจให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นรองนายกฯ หรือรมว.กลาโหม ยืนยันการเลือกตั้งรอบหน้า 3 ป.ยังไปด้วยกัน เพราะ พล.อ.ประยุทธ์เล่นการเมืองไม่เป็น คนเล่นการเมืองคือ พล.อ.ประวิตรคนเดียว ส่วน พล.อ.ประยุทธ์เป็นฝ่ายบริหาร ไม่เล่นการเมือง ไม่สุงสิงกับ ส.ส. ปราศรัยไม่เป็น พรรครวมไทย สร้างชาติ (รทสช.) ที่คิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะมาอยู่ด้วย คงจะแห้ว พล.อ.ประยุทธ์ไม่มาร่วมหัวจมท้ายด้วยแน่ เพราะเป็นนายกฯ ได้อีก แค่ 2 ปี จะมาชู พล.อ.ประยุทธ์ได้อย่างไร

ลั่นสุดท้ายดันลุงป้อมนั่งเก้าอี้
“สมัยหน้าเป็นรถเมล์เที่ยวสุดท้ายที่จะมี ส.ว.มาช่วยสนับสนุน ดังนั้นต้องดันลุงป้อมเป็นนายกฯ ส่วนลุงตู่ไปเป็นรองนายกฯ หรือรมว.กลาโหม หรือโยกเป็น รมว.มหาดไทยก็ได้ ถึงลุงตู่เคยเป็นนายกฯ มาแล้ว จะมาเป็นรองนายกฯ ก็ไม่เป็นไร เพราะ 3 คนพี่น้องแน่นแฟ้นกันเหนียวแน่น มองบ้านเมืองเป็นหลัก” นายวีระกรกล่าว

เมื่อถามว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็น นายกฯ ต่อได้อีก 2 ปี จะมี ส.ส.อยู่ร่วมกับพรรคพลังประชารัฐมากขึ้นหรือไม่ นายวีระกร กล่าวว่า มั่นใจพรรคพลังประชารัฐยังมีโอกาสสูง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเที่ยวหน้า เพราะมี ส.ว.250 คน สนับสนุนการโหวต จึงมีแรงดึงดูดให้ ส.ส.อยู่กับพรรคพลังประชารัฐต่อไป ส่วนการปรับ ครม. ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่มีใครปรับ เพราะคนที่ไม่ได้ก็ไม่พอใจ ยังดีที่พรรคพลังประชารัฐส่วนใหญ่เป็นเด็กรุ่นใหม่ ยังไม่เขี้ยวที่จะมาบีบบังคับกดดันกัน

พท.มั่นใจตู่ยังอยู่-แลนด์สไลด์แน่
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นนายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 จะเป็นผลกับการรณรงค์หาเสียง ของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ว่า ดีมาก เป็นผลดี กับพรรคเพื่อไทยมากๆ เพราะสิ่งที่เราได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนเรื่องการแลนด์สไลด์ที่เพิ่มขึ้นตลอด ผลหลักเรื่องหนึ่งคือวิกฤตที่ พล.อ.ประยุทธ์สร้างขึ้น เป็นผลจากการบริหารราชการแผ่นดิน และองคาพยพ ของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ทำให้ประชาชนเจอวิกฤต ในหลายด้าน ฉะนั้นการอยู่ต่อของ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้เงื่อนไขนี้ดำรงคงอยู่ ซึ่งเป็นประโยชน์กับพรรคเพื่อไทยในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

เมื่อถามว่าในมุมของพรรคเพื่อไทยมองว่าจะทำให้เกิดการแลนด์สไลด์ได้เลยหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า การอยู่ต่อของ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้พรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้แลนด์สไลด์มากขึ้น

ส่วนกรณีฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยไม่ลงมติ ตามมาตรา 152 ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ว่าจะยื่นสอบถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาในประเด็นใดบ้าง ซึ่งที่ประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านจะหารือกำหนดประเด็นเหล่านี้ในสัปดาห์หน้า

เหตุชาวบ้านสิ้นหวังผู้นำเก่า
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค เพื่อไทย กล่าวว่า การอยู่ต่อของ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้โอกาสแลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทยมีมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีผลงานที่โดนใจประชาชน สิ่งที่บอกว่าจะดำเนินการทั้งการปฏิรูปประเทศ ทำให้ คนไทยหายจน แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะเวลา 8 ปีที่บริหารประเทศมา ดังนั้น การอยู่ต่อ ยิ่งทำให้ประชาชนสิ้นหวัง เขาจึงต้องหันมาเลือกพรรคเพื่อไทยเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะในปัจจุบันขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย ประชาชนจึงต้องการนโยบายใหม่ๆ ผู้บริหารใหม่ๆ เข้ามาขับเคลื่อน ประเทศ ซึ่งพรรคเพื่อไทยคือคำตอบ

เมื่อถามว่าการที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ได้อีก 2 ปี ประเมินว่าการเลือกตั้งสมัยหน้าพรรคพลังประชารัฐจะเสนอชื่อเป็นแคนดิเดต นายกฯ หรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า สภามีวาระ 4 ปี แต่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ได้แค่อีก 2 ปีตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้นับการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ในปี 2560 จึงเชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐอาจไม่ส่งชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ เพราะจะหาเสียงอย่างไร ให้คนเป็นนายกฯ ได้แค่ 2 ปี พรรคเขาคงเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคแทน และช่วงที่ พล.อ.ประวิตรรักษาราชการแทนนายกฯ ก็ดูกระฉับกระเฉง คงติดใจการทำหน้าที่นี้ คงไม่ยอมให้พรรคพลังประชารัฐที่เป็นพรรค ของตัวเอง เสนอชื่อคนอื่นมาแข่งด้วยแน่นอน

ปชช.รอพิพากษาในคูหาเลือกตั้ง
ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การวินิจฉัยที่เกิดขึ้นเป็นการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน 6 คนบอกว่าได้ไปต่อ 3 คนบอกว่าต้องพอแค่นี้ แต่การทำหน้าที่ของประชาชนไทย 66 ล้านคนยังไม่จบ ความจริงประชาชนได้วินิจฉัยมาตั้งแต่ต้นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ควรได้กลับมา แต่เมื่อได้กลับมาก็กังขาสงสัยว่าจะกลับมาทำไม หรืออยู่มา 8 ปียังเสียหายไม่พอ บอกว่าจะคืนความสุข แต่ประชาชน ได้รับแต่ความทุกข์เพิ่มหรือไม่ ทำประเทศ หนี้ล้น ประชาชนหนี้ท่วม อะไรที่สัญญากับประชาชนไว้ไม่สามารถทำได้

บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลที่ร่วมด้วยช่วยกันพายเรือ อุปถัมภ์ค้ำชู พล.อ.ประยุทธ์มา ประชาชนจำแม่น หวังว่าเมื่อถึงเวลาประชาชน จะพิพากษา พล.อ.ประยุทธ์ และพวกในคูหาเลือกตั้ง คงไม่มีพรรคไหนเล่นละครตบตาประชาชนอีก พรรคไหนที่โหวต พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ประชาชน รอพิพากษาพรรค เหล่านั้นในวันเลือกตั้ง

“ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ได้ถึงปี 2568 แต่ถ้าประชาชน ไม่เลือกพรรคพลังประชารัฐ ไม่เลือกพรรคร่วม รัฐบาลในปัจจุบัน หรือพรรคที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ก็ไม่สามารถเป็นได้ 8 ปี พล.อ.ประยุทธ์ แม้ศาลจะให้รอด ก็ต้องจอดเพราะประชาชน พิพากษาอยู่ดี” นายอนุสรณ์กล่าว

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะกรรมการด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าว ผลจากคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้ในทางกฎหมาย จะถือว่าเป็นที่สุดผูกพันทุกองค์กร แต่ตนเห็นว่า มีปัญหาในเชิงเหตุผล ขณะที่ความสง่างามของการดํารงตําแหน่งนายกฯ ซึ่งเป็นผู้นําฝ่ายบริหาร เป็นผู้ใช้อํานาจอธิปไตยหนึ่งในสาม อํานาจ ย่อมเป็นปัญหา เพราะเห็นได้ว่ามีตุลาการ ถึง 3 ท่าน เกือบครึ่งหนึ่งของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เห็นว่าความเป็นนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ได้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2565

‘อุตตม’ชี้อำนาจอยู่ในมือปชช.
นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า นับจากนี้ จะอีกกี่ปีก็ตาม สุดท้ายแล้วอำนาจจะกลับมาอยู่ในมือประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตอีกครั้ง แต่ที่สำคัญคือวันนี้รัฐบาลจะต้องไม่ละเลย การทำหน้าที่ดูแลสารทุกข์สุกดิบให้กับประชาชน และรัฐบาลจำเป็นต้องสามารถกำหนดทิศทางการบริหารประเทศได้อย่างแท้จริง ไม่แสวงหา หรือจำนนต่อเงื่อนไขโครงสร้างอำนาจทาง การเมือง เพราะหากเป็นเช่นนั้นประเทศ ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้เต็มที่ และท้ายสุดแล้วประชาชนคือผู้แบกรับเคราะห์กรรมจากความเป็นไปที่เกิดขึ้น

วันนี้ประเทศเต็มไปด้วยปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งข้าวยากหมากแพง คนหากินลำบาก ภาระหนี้สินพะรุงพะรัง และอนาคตเศรษฐกิจประเทศยังเผชิญความท้าทายสุ่มเสี่ยงมากมาย โดยเฉพาะจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มถดถอยอย่างรุนแรงตั้งแต่ต้นปีหน้า ดังนั้น หากเราไม่เร่งกำหนดทิศทางเดินของประเทศที่ถูกต้องเหมาะสม และขับเคลื่อนนโยบายให้ได้จริง ใครเล่าจะยืดอก กล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า คนไทยมีความหวังและอนาคตที่สดใสรออยู่ข้างหน้า

ก้าวไกลย้ำชงรื้อรัฐธรรมนูญ
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ว่า การวินิจฉัยนี้เป็นอีกครั้งที่ทำให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาเรื่องการตีความ ทั้งการตีความตามเจตนารมณ์ การตีความ ตามตัวอักษร หรือการตีความจากผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้น โจทย์ใหญ่ในทางการเมือง ที่ต้องคิดมากกว่าผลทาง การเมืองแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คือการต้องมาทบทวนกันว่า เมื่อรัฐธรรมนูญมีปัญหาค่อนข้างมาก จะนำไปสู่กระบวนการทำให้เกิดรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน และกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้อย่างไร

สำหรับประเด็นการเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ อีกครั้งในการเลือกตั้ง ครั้งหน้าหรือไม่ พรรคก้าวไกลไม่ก้าวล่วงไปตอบได้ แต่จะเป็นคำถามของทุกพรรคการเมือง ที่อาจเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดต นายกฯ ต้องคิดทบทวนถึงข้อจำกัดเรื่องการดำรงตำแหน่งที่ไม่สามารถอยู่จนครบวาระ 4 ปีได้ แน่นอนย่อมทำให้ประชาชนคลางแคลง ว่าพรรคนั้นจะเข้าไปบริหารแผ่นดินได้อย่างไร จึงไม่ใช่โจทย์ของเรา เพราะฝ่ายประชาธิปไตย มีความชัดเจนว่าปัญหาของรัฐธรรมนูญคือโจทย์ใหญ่ที่ส่งผลทางการเมือง การบริหาร ราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจปากท้องประชาชน และสิทธิเสรีภาพ หากมีการเลือกตั้งครั้งหน้า ฝ่ายค้านได้เสนอให้ทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด น่าจะเป็นคำตอบระยะยาวที่ดีที่สุดมากกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ มีปัญหาเรื่องวาระการดำรงตำแหน่ง จะส่งผลให้พรรคพลังประชารัฐ เสนอชื่อ พล.อ.ประวิตรแทนหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตอบแทนไม่ได้ แต่ตอนนี้พรรคพลังประชารัฐต้องคิดหนักว่าใครที่เหมาะสมเป็นแคนดิเดตนายกฯ ให้พรรคมากที่สุด เพื่อให้พรรคมีโอกาสทางการเมือง และได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ไม่มีโจทย์แค่เรื่องวาระการดำรงตำแหน่ง แต่ต้องดูด้วยว่าบุคคลนั้นจะยังได้รับการยอมรับจากประชาชนอีกหรือไม่

สมัยหน้าพร้อมเป็นรัฐบาล
ด้านนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่าหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญปี 2560 การที่พล.อ.ประยุทธ์รีบยุบสภาเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะคิดว่าอย่างไรก็อยู่ให้ครบไปก่อน ดีกว่า ในส่วนพรรคก้าวไกลจะเตรียมตัวเข้าสู่การนำเสนอนโยบาย เตรียมองคาพยพทั้งหมดเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งครั้งต่อไป เราไม่ใช่พรรคใหม่ เราเป็นพรรคการเมืองที่เคยทำงานในสภามาแล้ว พร้อมยกระดับไปสู่การเป็นรัฐบาล ดังนั้น เราต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่า มีความพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลอย่างไรบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อจะเอื้อให้พรรคก้าวไกลหาเสียงแนวไหนได้บ้าง นายธีรัจชัยกล่าวว่า ตนเชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์ไม่มีอะไรที่จะดีกว่านี้แล้วในการบริหารราชการแผ่นดินในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา แต่การเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคก้าวไกลจะไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวรัฐบาล แต่จะเปลี่ยนแปลงประเทศและโครงสร้าง เพื่อให้ไปสู่ความทันสมัยทั้งในเรื่องการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่การนำกลุ่มส.ว.เข้ามาเพื่อเลือกนายกฯ หรือองค์กรอิสระที่มีความเชื่อมโยงกับคสช. ซึ่งมีความเอาเปรียบ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนถึงความเป็นประชาชน โดยแท้จริง

พอกันที – กลุ่มราษฎร-ทะลุฟ้า และประชาชนจำนวนมาก แต่งดำมาร่วมชุมนุมทำกิจกรรม ‘พอกันที 8 ปี ประยุทธ์’ ที่กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดขึ้นบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยระบุพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ไม่ชอบธรรมแล้ว เมื่อวันที่ 1 ต.ค.

ม็อบแต่งดำ-รุก‘พอกันที 8 ปี’
เมื่อเวลา 15.00 น. กลุ่มราษฎร กลุ่มทะลุฟ้า แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และเครือข่ายภาคประชาชนอื่นๆ ทยอยเดินทางมายังบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฝั่งเกาะพญาไท กทม.ภายใต้กิจกรรม “ม็อบ 1 ต.ค.65 พอกันที 8 ปี ประยุทธ์” ส่วนใหญ่ได้สวมใส่เสื้อสีดำมาร่วมกิจกรรม เนื่องจากเมื่อ 30 ก.ย. ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่สิ้นสุดความเป็นนายกฯ จึงเชิญชวนประชาชนร่วมกัน “สวมชุดดำทั้งแผ่นดิน เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 1-7 ต.ค.

กลุ่มผู้จัดกิจกรรมได้ตั้งเวทีปราศรัยขนาดย่อม ติดป้ายผ้าโดยรอบบริเวณ ส่วนใหญ่เป็นข้อความขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ และระบอบเผด็จการ รวมถึงมีการแสดงดนตรีของ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ขณะเดียวกันมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรแก่ประชาชน

เวลา 15.25 น. นายธัชพงศ์ แกดำ ผู้ประสานงานกลุ่มผู้จัดกิจกรรม ยื่นหนังสือขออนุญาตชุมนุมต่อ พ.ต.อ.บวรภพ สุนทรเรขา ผกก.สน.พญาไท โดยและให้สัมภาษณ์ว่า ทางกลุ่มทำหนังสือขอแจ้งการชุมนุมวันนี้ ไปยังกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 และได้รับ อนุญาตแล้ว จึงได้นำหนังสือมายื่นต่อผกก.สน.พญาไท ทำให้วันนี้เราจัดกิจกรรมได้โดยสันติ ปราศจากอาวุธ กิจกรรมในวันนี้เป็นการตัดสินใจ และออกแบบกิจกรรมต่างๆ โดยกลุ่ม ทะลุฟ้า จะไม่มีการเคลื่อนย้ายไปไหน รูปแบบ ของกิจกรรมจะจัดเวทีสื่อสารเนื้อหาสาระ และผลพวงการอยู่ 8 ปี ของพล.อ.ประยุทธ์ ว่าต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร และกิจกรรมจะจบไม่เกินเวลา 21.00 น. ใครจะไปไหนก็เป็นสิทธิ ที่จะชุมนุมอย่างสันติ แต่กลุ่มทะลุฟ้าจะอยู่แค่ตรงนี้เท่านั้น ถ้านอกเหนือจากพื้นที่นี้ไม่ใช่พวกเรา

ปลุกพร้อมใจสั่งสอนเผด็จการ
เวลา 20.15 น. ปูน ทะลุฟ้า เป็นตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุม อ่านแถลงการณ์ว่า การหาทางออก จากการผูกขาดอำนาจที่รวมศูนย์แค่คนคนเดียว ไม่ใช่การที่พล.อ.ประยุทธ์ จะออกจากตำแหน่ง เท่านั้น แต่ต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ สร้างระบบใหม่ที่มีองค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐ ไม่ใช่สนับสนุนอำนาจรัฐ และอีกไม่เกิน 8 เดือน จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เราทุกคนพร้อมไปเลือกตั้ง แต่แน่นอนว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะยังถูกควบคุมโดยศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดเดิม ที่มาจากระบอบคสช. เช่นเดิม การออกกฎกติกา การแบ่งเขตเลือกตั้ง และการนับคะแนน จะต้องเกิดขึ้นอย่างโปร่งใส ดังนั้น การรอคอยวันเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวไม่ใช่สิ่งที่เราพึงกระทำ แต่เราจะจับตาการเลือกตั้งให้โปร่งใส สร้างความตระหนักรู้ และความตื่นตัวให้กระจายไปทั่ว ขอให้ประชาชนพร้อมใจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อสั่งสอนเผด็จการอีกครั้ง และเพื่อยืนยันว่า อำนาจการตัดสินใจในประเทศนี้เป็นของประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น ปูน ทะลุฟ้า ได้อ่านบทกวี และกลุ่มผู้ชุมนุมได้ร่วมกันจุดเทียน เพื่อแสดงสัญลักษณ์ในการไว้อาลัยให้กับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ แล้วทั้งหมดชูสามนิ้วพร้อมเปล่งเสียงว่า คืนสิทธิการประกันตัว ยกเลิกมาตรา 112 และเมื่อถึงเวลา 20.25 น. แกนนำได้ประกาศยุติการชุมนุม

กกต.แจงกฎเหล็ก 180 วัน
นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ในสัมภาษณ์ กรณีที่มีการแสดงความเห็นว่า ระเบียบกกต.ว่าด้วยการหาเสียง 180 วัน ก่อนสภาผู้แทนราษฎรครบวาระวันที่ 23 มี.ค.2566 ไม่ให้ความเท่าเทียมกันในการหาเสียง หรือรอนสิทธิ ในการช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับความ เดือดร้อน ว่า ความคิดเห็น ดังกล่าวยังมีความคลาดเคลื่อนจากข้อกฎหมายอยู่มาก การที่ กกต.ออกระเบียบนี้เพื่อความเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่มีการหาเสียงเลือกตั้งตามที่กฎหมายกำหนด เพราะโทษตามกฎหมายกำหนด นอกจากกฎหมายเลือกตั้งที่มีโทษ ใบเหลือง ใบแดง ใบดำ ใบส้ม หรือยุบ พรรค การเมือง ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่แล้ว ยังมีโทษทางอาญาด้วย

ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการหาเสียงที่ออกมา ไม่มีสภาพบังคับตามกฎหมาย เป็นเพียงการอธิบายกฎหมาย ว่าสิ่งใหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ ตามกฎหมายที่กำหนด กกต.จะไปกำหนด ความผิดหรือโทษเองไม่ได้ เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา และตัวอย่างที่ยกขึ้นมาก็เป็นตัวอย่างที่ได้จากคำพิพากษาของศาล และหนังสือตอบข้อหารือของพรรคการเมือง หรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง เช่น ความผิดเกี่ยวกับให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด การใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ หรือการติดป้ายประกาศ หรือการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิคส์

“เรื่องเหล่านี้เป็นข้อห้ามอยู่ในกฎหมาย ซึ่ง กกต.ไม่ได้เป็นผู้กำหนดขึ้นเอง กกต.เป็นเพียงผู้นำนำมารวมและอธิบายไว้ในระเบียบให้พรรคการเมืองหรือผู้สมัครได้ศึกษาอย่างสะดวกรวดเร็ว” นายแสวงกล่าว

ยันหาเสียงเสมอภาคกัน
นายแสวง กล่าวว่า การหาเสียงและการทำหน้าที่ต้องแยกออกจากกัน การหาเสียงไม่ว่าผู้ใดจะเป็นรัฐมนตรี ส.ส หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ต้องหาเสียงภายใต้กฎหมายเลือกตั้งอย่างเสมอภาคกัน เช่น ส.ส. หรือ รัฐมนตรี ใช้เงินหรือทรัพย์สินส่วนตัวให้เงินไม่ได้เช่นเดียวกัน เป็นต้น ส่วนการทำหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกตำแหน่ง เช่น รัฐมนตรี หรือ ส.ส. ก็ทำหน้าตามกฎหมาย ที่ให้อำนาจใว้ตามปกติ กกต.ไม่อาจไปก้าวล่วง การทำหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นใคร ถ้าทำตามกฎหมายย่อมได้รับความคุ้มครอง เว้นแต่การใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ และระเบียบนี้ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2562 ทุกอย่างเป็นไปตามหลักการเดิม คำอธิบายเดิม เพียงแต่ระยะเวลาใช้บังคับยาวนานขึ้น คือ 180 วัน

ส่วนระยะเวลาหนึ่ง 180 วัน กกต.ไม่ได้ เป็นผู้กำหนด แต่เป็นกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภา กกต.เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น หากจะให้เวลาใช้บังคับในการหาเสียงน้อยลง ต้องแก้กฎหมาย และต้องแก้โดยรัฐสภา ไม่ใช่ กกต. แต่ที่ กกต.แจ้งและดำเนินการ ก็เพื่อความเรียบร้อย และความหวังดีกับผู้มีส่วน ที่เกี่ยวข้อง เพราะหากมีการกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย หากมีผู้นำมาร้องเรียน ร้องคัดค้านภายหลัง ผลเสียจะเกิดแก่พรรคการเมืองหรือผู้สมัคร รับเลือกตั้งเอง เช่น ถูกเพิกถอนสิทธิรับสมัคร 1 ปี (ใบส้ม) หรือ ตลอดชีวิต(ใบดำ) เลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ หรือยุบพรรคการเมืองแล้วแต่กรณี

‘สมศรี’แนะแก้ปัญหาหมวก 2 ใบ
นางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. กล่าวว่า ตนมีไอเดียว่ากกต.ควรกำหนดไว้เลยว่า ในช่วง 180 วัน ก่อนการเลือกตั้งนี้ ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีควรลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคหรือสมาชิกพรรคการเมือง เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบขึ้น เพราะจะได้ออกไปช่วยประชาชนในฐานะที่เป็น รัฐมนตรี ผู้มีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน ซึ่งกกต.ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ มองว่าน่าจะเป็นเรื่องดีกว่าที่จะให้อยู่ในหมวก 2 ใบ ทั้งการเป็นหัวหน้าพรรคหรือสมาชิกพรรค และการเป็นรัฐมนตรี น่าจะเป็นประโยชน์ กว่าให้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการช่วยผู้สมัครรับเลือกตั้งในพรรคตัวเอง ถึงแม้รัฐมนตรี ออกไปช่วยหาเสียงจะสามารถทำได้นอกเวลาราชการ แต่สำหรับรัฐมนตรีที่มีหน้าที่กำกับดูแลเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้จะบอกให้ไปหลังเวลา ราชการคงไปไม่ได้ เพราะเขาออกไปทำงานราชการ

“คงจะเป็นเรื่องดีถ้ากกต.ปรับปรุงระเบียบที่วางไว้ จะเกิดการไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกัน ขณะเดียวกันจะไม่เกิดปัญหาเรื่องการร้องเรียน ว่าบุคคลนั้นเป็นรัฐมนตรีแล้วยังเอาเงินของหลวงไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ด้วยการออกไปช่วยเหลือชาวบ้านในขณะเกิดอุทกภัย วาตภัย ต่างๆ” นางสดศรีกล่าว

สิ้น‘สว.สุรชัย ดนัยตั้งตระกูล’วัย68ปี
เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พี่ชายของนายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ได้ถึงแก่อนิจกรรมสิริอายุ 68 ปี อย่างสงบที่บ้าน เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 1 ต.ค. หลังจากเข้ารับการผ่าตัดอาการเนื้องอกในสมอง

โดยมีพิธีรดน้ำศพในวันเดียวกันนี้ ที่ศาลา 12 วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน กรุงเทพฯ จากนั้น สวดพระอภิธรรมเป็นเวลา 5 คืน ตั้งแต่วันที่ 1-5 ต.ค.2565 และพิธีพระราชทานเพลิงในวันที่ 6 ต.ค. 2565 เวลา 13.00 น.

สำหรับรายชื่อบุคคลสำรองสำหรับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งส.ว. ตามประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 2/2565 เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อแต่งตั้งเป็นส.ว. แทนตำแหน่งที่ว่าง ในลำดับถัดไป ได้แก่ นายประพันธ์ คูณมี อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ.2549-2550

การถึงแก่อนิจกรรมของนายสุรชัย ทำให้จำนวนส.ว. คงเหลืออยู่ขณะนี้ 244 คน เป็นการว่างลง หลังพล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ ถึงแก่อนิจกรรม และการเกษียณอายุราชการของผู้บัญชาการเหล่าทัพ

รัฐบาลย้ำสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการ
เมื่อวันที่ 1 ต.ค. น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เปิดให้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2565 ล่าสุดยอดผู้ลงทะเบียน ณ วันที่ 30 ก.ย.มีจำนวน 19,381,909 รายนั้น ขอเน้นย้ำกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม ยังคงสามารถใช้สิทธิ์ได้อยู่แม้บางมาตรการจะสิ้นสุดลงตั้งแต่เดือนก.ย.2565 แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อไป

สำหรับมาตรการที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมยังได้รับสิทธิในเดือนต.ค. ได้แก่ วงเงินซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค คนละ 200-300 บาทต่อเดือน โครงการเพิ่มกำลังซื้อคนละ 200 บาทต่อเดือน วงเงินซื้อก๊าซหุงต้มสำหรับผู้ถือบัตรคนจนทั่วไป 100 บาท ต่อเดือนเป็นเวลา 3 เดือน วงเงินซื้อก๊าซหุงต้มสำหรับร้านค้า หาบเร่ แผงลอย 100 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 3 เดือน และมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือน ติดต่อกัน 3 เดือน ให้ใช้สิทธิ์ ค่าไฟฟ้าฟรี

ส่วนกรณีใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วยต่อเดือน ให้ใช้สิทธิ์ตามมาตรการนี้ในวงเงิน 315 บาท ต่อครัวเรือนต่อเดือน เว้นแต่กรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วยต่อเดือน ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะต้องเป็นผู้จ่ายค่าไฟฟ้าเองทั้งหมด สำหรับค่าน้ำประปา ไม่เกิน 100 บาทต่อเดือน ต่อครัวเรือน กรณีใช้น้ำประปา เกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท จะได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท โดยส่วนเกินต้องชำระเอง เว้นแต่กรณีใช้น้ำประปา เกิน 315 บาท ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะต้องเป็นผู้จ่ายค่าน้ำประปาเองทั้งหมด ทั้งนี้ รัฐบาลโดยมติคณะรัฐมนตรีได้ขยายระยะเวลาไปถึง 7 เดือน คือ ตั้งแต่ต.ค.2565-เม.ย.2566

“พล.อ.ประยุทธ์ห่วงใยและทุ่มเทให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้มีความสมบูรณ์ ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว เพื่อให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า ส่วนจะมีมาตรการใดๆ ออกมาเพิ่มเติมหรือไม่ขอให้ติดตามข่าวสารจากทาง ภาครัฐเท่านั้น” น.ส.ทิพานันกล่าว

ปลื้ม‘สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์’
เมื่อวันที่ 1 ต.ค. นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลน้อมสำนึกในพระมหา กรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) ระยะที่ 1 ว่า “นครวิถี” โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) ระยะที่ 1 ว่า “ธานีรัถยา” และสถานีกลางบางซื่อ ว่า “สถานีกลางกรุงเทพ อภิวัฒน์” โดยกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ขอพระราชทานชื่อเส้นทางรถไฟ โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง และสถานีกลางบางซื่อ ผ่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

นายอนุชากล่าวต่อว่า ขณะนี้โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) มีเส้นทางให้บริการ รวม 13 สถานี อัตราค่าโดยสาร เริ่มต้น 12-42 บาท เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 05.30-24.00 น. เริ่มเปิดให้ประชาชนทดลองใช้ตั้งแต่ 2 ส.ค. 2564 ขณะนี้มีผู้ใช้บริการเพิ่มสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง รวมมากกว่า 3 ล้านคน และมีผลการสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการในด้านต่างๆ อยู่ในระดับพึงพอใจมาก

“สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์หรือสถานีกลางบางซื่อเดิม จะเป็นศูนย์กลางระบบราง Landmark แห่งใหม่ของประเทศ ใหญ่ที่สุดในอาเซียน เป็นจุดเชื่อมต่อทุกระบบราง โดยรัฐบาลได้เร่งรัดการพัฒนาระบบคมนาคมทางราง ให้การคมนาคมขนส่งทางราง เป็นการเดินทางและขนส่งที่ประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และปลอดภัยที่สุด”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน