ป้อมฟิตไม่เลิก-ลุย4จว. เขินเสียงเชียร์-นั่งผู้นำ‘ท็อป’หน.ชทพ.ตามโผ ตั้งเป้ากวาด25-30สส. ทร.ยันต้องมีเรือดำน้ำ
คัมแบ๊กวันแรก ‘ตู่’ปรับตัว ถกผู้ว่าฯ ทั่วประเทศยิ้มแย้ม อารมณ์ดี กำชับผวจ.ขอนแก่น-อุบลฯ ห้ามขึ้นป้ายต้อนรับ เลี่ยงตอบอนาคตนั่งนายกฯ ได้อีก 2 ปี ยิ้มรับแต่ไม่ตอบ ข่าววางทายาทการเมือง ปรับครม. ยุบสภา ‘ป้อม’ ฟิตไม่เลิก ลุยตรวจน้ำท่วม 4 จังหวัดรวด เขินแฟนคลับเชียร์เป็นผู้นำประเทศ สภาแจกคู่มือกฎเหล็ก 180 วัน ให้ส.ส. ‘นิกร’ วอนศาลรธน.เร่งพิจารณา 2 กฎหมายลูก เลือกตั้ง หวั่นตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดไม่ทัน ชทพ.ปรับโครงสร้างพรรค ‘วราวุธ’ ขยับนั่งหัวหน้าตามคาด ตั้งเป้า 25-30 ส.ส. สลัดภาพพรรคท้องถิ่น กองทัพเรือยันจำเป็นต้องซื้อเรือดำน้ำ 3 ลำ รอเจรจาจีนอีกรอบ เรื่องเครื่องยนต์
ตู่เริ่มงานวันแรกหลังคัมแบ๊ก
วันที่ 3 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เดินทางมาประชุมที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นการปฏิบัติภารกิจนายกฯ วันแรก หลังหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว โดยพล.อ.ประยุทธ์ทำบุญ ใส่บาตรเช้าเหมือนทุกวัน ถือฤกษ์ออกจากบ้านพักภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ร.1 ทม.รอ.) ในเวลา 09.00 น. สวมชุดข้าราชการสีกากี และยังไม่ใช้ รถประจำตำแหน่งของทำเนียบ แต่ใช้รถเบนซ์ส่วนตัว ทะเบียน ญค 1881 กรุงเทพมหานคร
เมื่อถึงกระทรวงมหาดไทย นายกฯ ได้เข้าสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารระดับสูง ต้อนรับ
จากนั้นเวลา 09.40 น. พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์ ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดอธิบดีกรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยเข้าร่วมประชุม

คัมแบ๊ก – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาปฏิบัติหน้าที่นายกฯ อีกครั้ง สักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประเดิมภารกิจแรกที่กระทรวงมหาดไทย ประชุมผู้ว่าฯ ทั่วประเทศผ่านระบบทางไกล เมื่อวันที่ 3 ต.ค.
สั่งห้ามขึ้นป้ายต้อนรับ
หลังพล.อ.อนุพงษ์กล่าวรายงานสถานการณ์ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องที่ช่วยกันติดตามสถานการณ์ พร้อมขอบคุณพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ ที่ประสบภัยอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการทำงาน ร่วมกันในนามของรัฐบาล
และภายหลังผู้ว่าฯ ขอนแก่นและผู้ว่าฯ อุบลฯ รายงานสถานการณ์ในพื้นที่เสร็จสิ้นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวทันทีว่า “พรุ่งนี้ (4 ต.ค.) ผมจะลงพื้นที่ขอนแก่นและอุบลฯ เพื่อไปเยี่ยมและให้กำลังใจ ไม่ต้องมีป้าย ไม่ต้องเอาคนมาถือป้าย ไม่เอา เข้าใจใช่ไหม เพราะผมจะไปทำงานและไม่สร้างภาระให้ใครทั้งสิ้น ไม่ต้องเรื่องมากกับผม เพราะผมสมบูรณ์ แข็งแรง ดูแลตัวเองได้ ขอให้ไปดูแลประชาชน ที่เดือดร้อนดีกว่า ผมไม่เป็นภาระกับใคร”
ปรับตัว-ท่าทีใหม่
ช่วงท้ายหลังการมอบนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้จะสั่งอะไรเพราะทั้งหมดอยู่ในแผน ปฏิบัติอยู่แล้ว นายกฯ แค่มาย้ำ ให้กำลังใจ “ฝากถึงผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ประชาชนทุกจังหวัด ผมทำหน้าที่ของผม หน้าที่ของรัฐบาล หน้าที่ของข้าราชการที่ดีของพวกเราทุกคน ขอบคุณทุกคนและขอให้ทุกคนปลอดภัย ผมพยายามจะทยอยไปเยี่ยม ไม่ทิ้งใคร เพราะพวกเราคือคนไทยด้วยกันทุกคน”
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าการประชุมครั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์มีท่าทีกระฉับกระเฉง ยิ้มแย้ม อารมณ์ดีตลอดการประชุม รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมและผู้ว่าฯ รายงานสถานการณ์ อย่างเต็มที่ พร้อมให้สอบถามข้อสงสัยต่างๆ เป็นระยะ และก่อนประชุม ก็ปรับท่าทีขณะพบผู้สื่อข่าว โดยพล.อ.ประยุทธ์ มีสีหน้าเรียบขรึม รับไหว้และโบกมือทักทายด้วยสีหน้าปกติ โดยไม่พูดอะไร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันอังคารที่ 4 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์พร้อมพล.อ.อนุพงษ์ และคณะจะเดินทางไปตรวจเยี่ยมสถานการณ์น้ำท่วมและการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนที่จ.ขอนแก่น และอุบลฯ โดยเลื่อนการประชุมครม.เป็นวันพุธที่ 5 ต.ค.
ปัดตอบอนาคตการเมือง
พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ว่า ขอบคุณพล.อ.ประวิตรที่ลงไปตรวจเยี่ยมสถานการณ์ในพื้นที่ และวันที่ 4 ต.ค.ตนจะไป ลงพื้นที่จ.อุบลฯ และขอนแก่น เพื่อดูสถานการณ์ หน้างานพร้อมให้กำลังใจ ส่วนการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนประชาชนได้เตรียมแผนไว้แล้ว แต่ต้องดูสถานการณ์ สภาพอากาศ และดูด้วยว่า ไปลงพื้นที่ตรงนั้นแล้วจะไปเป็นภาระคนอื่นด้วยหรือไม่ เพราะตนไม่อยากไปเป็นภาระให้ใคร
เมื่อถามถึงการระบุในที่ประชุมไม่ให้มีป้าย ต้อนรับ หากมีประชาชนต้องการจะให้กำลังใจ จะทำอย่างไร นายกฯ หัวเราะพร้อมกล่าวว่า ที่ผ่านมาก็รู้ว่าหลายๆ คนให้กำลังใจตนมาตลอด ขอบคุณมากๆ แต่อย่าให้เป็นภาระเลย ตราบใด ที่ตนยังทำหน้าที่อยู่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
เมื่อถามถึงอนาคตทางการเมืองหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ถึงปี 68 ที่จะเหลือเวลาอีก 2 ปี พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “อนาคตคืออนาคตนะจ๊ะ”
ยิ้มรับข่าววางทายาท
เมื่อถามว่าจะตัดสินใจอย่างไรเพราะถ้าไปต่อ จะไปได้แค่ 2 ปี รวมถึงการปรับครม.ที่มีกระแสข่าวหรือจะยุบสภา และเตรียมทายาททางการเมืองไว้หรือไม่ เพราะมีการมอง ถึงพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. และพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตอบคำถาม ก่อนเดินขึ้นรถ ยิ้มและโบกมือลา
ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ปฏิเสธตอบคำถามถึงการให้กำลังใจพล.อ.ประยุทธ์ในการกลับมาทำงานใหม่ โดยกล่าวว่า คุยกันเรื่องงาน เมื่อถามว่าถ้าประชาชนจะมาให้กำลังใจนายกฯ ในการลงพื้นที่ ขณะที่นายกฯ กำชับผู้ว่าฯ ว่าไม่ให้มี พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่าเมื่อกี้นายกฯ บอกผู้ว่าฯ ไปแล้ว

เชียร์ป้อม – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) พร้อมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำ ที่จ.ชัยนาท สิงห์บุรี และพระนครศรีอยุธยา ท่ามกลางประชาชนชูป้ายเชียร์ เมื่อวันที่ 3 ต.ค.
ป้อมลุย 4 จว.-เขินแฟนคลับชูผู้นำ
ที่จ.ชัยนาท พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำ 4 จังหวัด จุดแรกเดินทาง ที่สำนักงานชลประทานที่ 12 จ.ชัยนาท มีนายอนุชา นาคาศัย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ร่วมคณะ มีนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ นายสุรทิน พิจารณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ ผู้นำองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น อาทิ นายอนุสรณ์ นาคาศัย นายกอบจ.ชัยนาท ลงพื้นที่ด้วย
บรรยากาศลงพื้นที่เป็นไปอย่างคักคึก มีประชาชน มารอต้อนรับท่ามกลางสายฝน ตะโกนให้กำลังใจ “ลุงป้อมสู้” และชูป้าย “คนชัยนาทรักลุงป้อมจากใจ” “FC ลุงป้อม” “เป็นกำลังใจให้ลุงป้อมครับ” แฟนคลับบางส่วนเข้าไปหอมแก้มและผูกผ้าขาวม้าต้อนรับ พร้อมระบุ “อยากให้ลุงป้อมเป็นผู้นำประเทศ” ทำให้พล.อ.ประวิตร ยิ้มแย้ม และกล่าวขอบคุณ ทุกคนที่ให้กำลังใจ
จากนั้นช่วงบ่ายไปติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณประตูน้ำบางโฉมศรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี และสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง รวมทั้ง เขื่อนป้องกันตลิ่ง จากนั้นเดินทางต่อไปยังวัดโบสถ์(ล่าง) อ.เสนา จ.อยุธยา

พปชร.ยังไม่คุยเรื่องนายกฯ
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์กรณี นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พปชร. ผลักดันการเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร เป็นแคนดิเดตนายกฯในการเลือกตั้งครั้งหน้า ว่า ในพรรคไม่มีพูดคุยถึงเรื่องนี้และยังไม่ถึงเวลา เพราะตอนนี้ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร รวมถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ต่างเร่งแก้ปัญหาผลกระทบจากน้ำท่วม เพราะเป็นปัญหาใหญ่ของประชาชน ตอนนี้ไม่มีการพูดคุยเรื่องการเมือง มีแต่เรื่องของชาวบ้าน
เมื่อถามกรณีมีการเสนอให้ กกต.ออก หลักเกณฑ์ให้พรรคและนักการเมืองช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติในช่วง 180 วัน นายชัยวุฒิ กล่าวว่า หากจะดำเนินการคงต้อง หารือกัน แต่ในหลักการมองว่าการช่วยเหลือประชาชนที่เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานราชการ เป็นสิ่งที่ทำได้และต้องทำด้วย เพราะปกติต้องมาช่วยชาวบ้านอยู่แล้ว ฉะนั้นอย่าคิด มาก อย่าเอาการเมืองเข้ามายุ่งเลย
ชทพ.ถกปรับโครงสร้าง
ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถ.วิภาวดีฯ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) จัดการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 2/ 2565 วาระรับรองรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 เมื่อ 24 เม.ย.2565, พิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค, เลือกตั้ง กก.บห.ชุดใหม่ ภายหลังจาก น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ลาออกจากหัวหน้าพรรค รวมถึงการเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครชุดใหม่ และการปรับเปลี่ยนโลโก้พรรค
น.ส.กัญจนากล่าวอำลาตำแหน่งว่า ตนพูดอยู่เสมอว่า ชทพ.เน้นการทำงานของคนสองรุ่น ทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ อยู่ที่ช่วงเวลาไหนเหมาะที่คนรุ่นไหนจะทำงานในสถานะใด เชื่อว่าผู้นำคนใหม่ของพรรคจะใช้ความรู้ความสามารถนำ ชทพ.ให้เติบใหญ่ ผนึกกำลังคนรุ่นใหม่ รุ่นใหญ่ คนที่อยู่เดิมและคนมาใหม่ เป็นพรรคที่แข็งแรง ช่วยเหลือประชาชนได้หลากหลายพื้นที่ หลุดพ้นจากการถูกมองว่าเป็นพรรคท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง หวังอย่างยิ่งว่าผู้นำพรรคคนใหม่จะปักธง ชทพ.ในทั่วทุกภาคเหมือนที่พ่อบรรหาร เคยทำมาแล้ว
เปลี่ยนรูปแบบโลโก้ใหม่
จากนั้นนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รักษาการประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรค เสนอรายละเอียดการเปลี่ยนโลโก้พรรคว่า สัญลักษณ์ของ ชทพ.ที่จะใช้ในการเลือกตั้งยังคงรูปแผนที่ประประเทศไทย แต่เพิ่มความ มีมิติเพื่อแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวหน้า และมีเส้นโค้งทรงกลมสื่อถึงความสามัคคี ปรองดอง ความร่วมมือของคนในชาติ เพื่อให้เกิดความสำเร็จและเป็นจริง มีทรงกลมสีเหลืองเหมือนพระอาทิตย์ทรงกลด เหมือนรัศมีแห่งชัยชนะให้ประเทศไทย เมื่อรวมทุกอย่างประเทศไทยจะเป็นส่วนหนึ่งของวงกลม ของความสำเร็จที่คนร่วมมือกัน ส่วนสโลแกนที่จะใช้คือ “ร่วมกัน เป็นจริงได้”

รับไม้ต่อ – พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) จัดการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 2/2565 เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ภายหลัง น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ลาออกจากหัวหน้าพรรค โดยที่ประชุมเลือก นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ที่โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 ต.ค.
วราวุธหัวหน้าคนใหม่
ในวาระพิจารณาหัวหน้าพรรค ผู้มีเสนอชื่อ นายวราวุธ โดยไม่มีการเสนอชื่ออื่น ก่อนที่ประชุมจะลงมติด้วยคะแนน 382 เสียง ให้ดำรง ตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเลือก กก.บห.พรรค รวม 22 คน อาทิ นายวราวุธ หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค ประกอบด้วย นายอนุรักษ์ จุรีมาศ นายอนุชา สะสมทรัพย์ นายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ นายยุทธพล อังกินันทน์ โดยที่ นายประภัตร โพธสุธน เป็นเลขาธิการพรรค ส่วนรองเลขาฯ พรรค ประกอบด้วย น.ส.ทัศน์ลักษณ์ ปัตตพงศ์ภัช นายอุดมศักดิ์ ศรีสุทิวา น.ส.นันทพร ดำรงพงศ์
นางพวงรัตน์ ชัยบุตร เหรัญญิกพรรค นายพิสิษฐ์ พิทยฐากุลเจริญ นายทะเบียนสมาชิกพรรค และกก.บห.พรรคอีก 9 คน และขยายจำนวน กก.บห.จาก 29 คน เป็น 39 คน โดยหลังจากนี้สามารถแต่งตั้งเข้ามาเพิ่มเติมได้ เพื่อรองรับกรณีพรรคขยายตัวใหญ่ขึ้น จากนั้น น.ส.กัญจนา อดีตหัวหน้าพรรค ได้มอบธงพรรค ชทพ. ให้กับนายวราวุธ หัวหน้าพรรคคนใหม่
ยันไม่ใช่พรรคของใคร
นายวราวุธเปิดใจว่า ตลอดเวลาที่ผ่านตั้งแต่ พรรคชาติไทยจนถึง ชทพ. ไม่ใช่ของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง แต่ละช่วงจะมีบ้านใหญ่ดูแล ก่อนนายบรรหาร มี พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ มาวันนี้เป็นศิลปอาชา อนาคตจะเป็นของใครตอบไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ ชทพ.ไม่ใช่สมบัติของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง เราทำงานด้วยเหตุผล ไม่มีคนไหนจะมาบงการได้
นายวราวุธให้สัมภาษณ์ถึงการขยาย กก.บห. เป็น 39 คนว่า ที่ผ่านมา ชทพ.เป็นพรรคขนาดกลางถึงขนาดเล็ก ก้าวใหม่ของพรรคจะไปทวงคืนหลายพื้นที่ที่พรรคชาติไทยเคยปักธงไว้ และเราจะทำให้ชทพ.เติบโต มั่งคงช้าๆ แต่ได้พร้าเล่มงาม โดยเลือกตั้งครั้งหน้าตั้งเป้าไม่เกิน 25-30 ที่นั่ง วันนี้มี 12 ที่นั่ง ถ้าโตเร็วเกินไปจะเกิดอุบัติเหตุ ไม่สามารถบริหารจัดการ ดูแลส.ส.ได้อย่างเต็มที่ มั่นใจเราสามารถทำได้
ตู่ร่วมแสดงความยินดี
เมื่อถามว่า พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เสนอพล.อ.ประวิตร เป็นแคนดิเดตนายกฯ จะส่งผลกระทบต่อชทพ.หรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า วันที่ 6 ต.ค.นี้ จะมีประชุมกก.บห.พรรค เพื่อหารือกันก่อน ส่วนพรรคจะจับมือกับใครหลังเลือกตั้งนั้นเร็วไปที่จะตัดสิน ท้ายที่สุดการจัดตั้งรัฐบาลล้วนแล้วเป็นสมการบวกเลข ต้องดูหลังเลือกตั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่ประชุมเลือก นายวราวุธ เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ พบว่าพล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายให้นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำแจกันดอกไม้ร่วมแสดงความยินดี ขณะที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ผอ.พปชร. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ และตัวแทนพรรคเพื่อชาติ นำแจกันดอกไม้แสดงความยินดี
อ้อนศาลรธน.เร่งชี้กม.ลูก
นายนิกร จำนง ผอ.ชทพ. แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ขอเตือนให้สมาชิกพรรคระวังการ หาเสียงเลือกตั้งช่วง 180 วัน สิ่งที่เป็นปัญหาคือการแบ่งเขตเลือกตั้งที่ กกต.ยังไม่ได้ ดำเนินการ เช่น จ.สุพรรณบุรี ทราบว่ามี 5 เขต แต่ไม่รู้ว่าเขตอยู่ตรงไหนบ้าง ทำให้หาเสียงไม่ได้ การกำหนดระยะเวลาดังกล่าวไม่ใช่ความผิดของ กกต. เพราะพบว่าในสมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยกร่างกฎหมายและแก้ไขกำหนดเงื่อนไขของระยะเวลาที่ต้องเฝ้าระวัง จากเดิมใช้ 90 วัน เป็น 180 วัน ควรแก้ไขให้เอาเนื้อหาดังกล่าวออก และให้เริ่มนับกันใหม่โดยใช้เงื่อนไขเวลาเดิม คือ 90 วัน หากมีกายุบสภาต้องมีการเลือกตั้งภายใน 45- 60 วัน ซึ่งห้วงเวลาดังกล่าวจะพอดีกัน ไม่เช่นนั้นจะได้เปรียบเสียเปรียบ
สำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรค การเมือง ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็นปัญหาคือ กฎหมายพรรคการเมือง ที่จะเกี่ยวกับการตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ที่ของพรรคชาติไทยพัฒนาจะหมดวาระ ธ.ค.นี้ ดังนั้นต้องตั้งตัวแทนใหม่ แต่ต้องรอกฎหมายว่าจะให้มีจำนวนเท่าใด จากเดิมที่พรรคมีตัวแทน 1 แห่ง อาจต้องเพิ่มเป็นตัวแทนทุกจังหวัด เบื้องต้นเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเมตตาวินิจฉัยร่างพ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับโดยเร็ว
สภาส่งคู่มือกฎเหล็กให้ส.ส.แล้ว
ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวหลังให้ฝ่ายกฎหมายสภาจัดทำคู่มือการหาเสียงช่วง 180 วัน ก่อนการเลือกตั้งตามระเบียบของ กกต. ขณะนี้ได้จัดส่ง คู่มือดังกล่าวให้ ส.ส.ทุกคนแล้ว ขณะเดียวกัน กมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฎร ก็ทำคู่มือนี้ ไว้เช่นกัน ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเสนอให้กกต.ผ่อนปรนระเบียบดังกล่าวในช่วงนี้ เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากเดือดร้อนจากน้ำท่วมนั้น ความจริงแล้ว ส.ส.สามารถไปเยี่ยมเยียนประชาชนได้ เพราะกกต.บอกว่าไม่ผิด เพียงแต่ไม่ให้ไปแจกของ และเรื่องนี้คงต้องไปถามกกต.เนื่องจากเป็นผู้พิจารณา แต่ส่วนตัว ขอเตือนเพื่อนสมาชิกให้ระมัดระวังจะกลายเป็น เหยื่อคนที่หาเรื่อง โดยนำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไข ร้องเอาผิดได้
กมธ.ดันพรบ.กัญชาเข้าสภา
เวลา 16.00 น. ที่รัฐสภา นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง (ฉบับที่…) พ.ศ… สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมกมธ.ว่า หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) ส่งความ คิดเห็นกลับมา วันนี้กมธ.ได้พิจารณาแต่ละประเด็นและข้อห่วงใยที่ทั้ง 2 พรรคส่งกลับมา กมธ.เห็นว่าไม่มีประเด็นใหม่ นอกเหนือจากร่างพ.ร.บ.ของกมธ.ที่นำเสนอต่อสภาเลย ที่ประชุมจึงมีมติให้ส่งรายงานกลับไปยัง นายชวน เพื่อยืนยันว่าไม่มีประเด็นอะไร ที่ตกค้าง และบรรจุกลับเข้าระเบียบวาระ การประชุมสภาต่อไป
เครือข่ายกัญชาหนุนผ่านกม.
ก่อนหน้านี้ เวลา 12.15 น. กลุ่มต่างๆ ประกอบด้วยสมาคมวิจัยแห่งประเทศไทย เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนพืชสมุนไพรทางการแพทย์เพื่อสังคม สมาคมอุตสาหกรรมกัญชา กันชง กลุ่มสายเขียว และสมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย ได้ยื่นหนังสือสนับสนุน ร่างพ.ร.บ.กัญชาฯ ต่อนายชวนผ่านนพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภา และ นายศุภชัย
นายพิพัฒน์ นนทนาธรณ์ นายกสมาคม นักวิจัยฯ ตัวแทนกลุ่ม กล่าวว่า สมาคมได้อบรมเรื่องการวิจัยด้านกัญชา กัญชง มาตั้งแต่ปี 2561 และเกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง มองเห็นศักยภาพของกัญชา กัญชงที่จะพัฒนาประเทศได้ โดยเฉพาะการช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้อย่างมีคุณภาพ ส่วนข้อกังวลว่าจะถูกนำไปใช้ในนันทนาการ ประกาศกระทรวงครอบคลุมอยู่แล้ว และตามพ.ร.บ. สามารถกำหนดโทษทางอาญาต่างๆ ได้ เช่น การขายให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 18-20 ปี เพื่อไม่ให้มีสุญญากาศมากจึงอยากเรียกร้องให้สภาพิจารณาให้ร่างพ.ร.บ.นี้ผ่านวาระ2, 3 ผ่านที่ประชุมวุฒิสภาและประกาศใช้เป็นกฎหมาย

ถวายสัตย์ – พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. เป็นประธานพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตน ปกป้องพระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ ของทหารชั้นนายพล สังกัดกองทัพบก จำนวน 179 นาย บริเวณลานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ภายในบก.ทบ. เมื่อวันที่ 3 ต.ค.
ทร.เล็งถกจีนแก้สัญญาเรือดำน้ำ
ที่ บก.ทร. พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผบ.ทร. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการเรือดำน้ำ ว่า ทร.ยืนยันตามยุทธศาสตร์ทร.และการพัฒนาขีดความสามารถ จำเป็นต้องมีเรือดำน้ำ 3 ลำ เพื่อพัฒนา ทร.ให้เทียบเท่าหรือสามารถดำรงการป้องปรามได้ รวมถึง ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคคือ กรมอู่ทหารเรือ พิจารณาข้อมูลทางเทคนิคของเครื่องขับเคลื่อน กำเนิดไฟฟ้าซึ่งเป็นปัญหา ใช้กองเรือดำน้ำ มาเตรียมกำลังพลและการจัดการภาพรวม ใช้สำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ในการบริหารสัญญาและกำหนดแนวทาง เพราะปัจจุบันโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำล่าช้า ซึ่งมีการเจรจากันมาตั้งแต่ เม.ย.2565 ต้องมาดูทุกทางเลือกที่มีประโยชน์กับ ทร. ประเทศชาติและประชาชน
คณะกรรมการบริหารโครงการเรือดำน้ำ ที่มีเสธ.ทร.เป็นประธาน จะพิจารณาข้อมูลต่างๆ ดูว่าหากจะดำเนินโครงการต่อต้องใช้เวลาเท่าไร มีผลกระทบด้านใดบ้าง อาจต้องเจรจารอบใหม่กับทางการจีน เพื่อขอตรวจสอบ ข้อมูลที่เสนอมาแล้วทร.ยังมีข้อสงสัยอยู่ เพื่อนำมาประมวลผลและหาทางเลือกว่า จะยกเลิกสัญญาหรือเดินหน้าต่อ เมื่อถามถึงเครื่องยนต์จีนที่เสนอ จีนไม่เคยใช้เหมือนเราเป็นหนูทดลองและโอกาสจะยกเลิกเป็นไปได้หรือไม่ พล.ร.อ.เชิงชายกล่าวว่า การจะแก้ไขสัญญาได้ผู้ขายต้องเป็นผู้เสนอข้อมูลให้ทร. โดยมีเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ เป็นของที่เทียบเท่าหรือดีกว่า ซึ่งต้องเจรจากับจีนอีกรอบ เพื่อกำหนดแนวทางร่วมกัน เท่าที่ทราบเบื้องต้น ข้อมูลยังไม่เพียงพอ หากยกเลิกสัญญาแต่ยังต้องการเรือดำน้ำอยู่ก็ต้องไปพิจารณาว่าจะต้อง ดำเนินการอย่างไรต่อ แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถพูดได้ว่าจะยกเลิกสัญญาหรือเดินหน้าต่อ
เล็งทำโครงการเสริม
ผบ.ทร.กล่าวว่า หากโครงการยืดเวลานานอาจต้องพิจารณาเรื่องการเสริมสร้างกองทัพในช่วงที่ยังไม่สามารถจัดหาเรือดำน้ำได้ อาจเป็นเรือฟริเกต หรือเครื่องบิน หรือเฮลิคอปเตอร์มาทดแทนในช่วงที่ยังจัดหาเรือดำน้ำไม่ได้ ปีหน้าจะมีนโยบายศึกษาการ จัดสร้างเรือฟริเกตในประเทศ ซึ่งมีการอนุมัติโครงการไว้แล้วแต่รัฐบาลอยากให้ดำเนินการในประเทศ ฉะนั้นปี 2566 จะมีแนวทางเพื่อศึกษาแนวทางจัดหาและดูความเป็นไปได้ และอาจเสริมสร้างเรือรบขนาดใหญ่เติมเข้ามาในกองทัพ ต้องเป็นเรือที่มีขีดความสามารถในการปราบเรือดำน้ำ และมีขีดอำนาจรบเทียบเคียงเพื่อนบ้าน
ส่วนเรือยกพลขึ้นบกหรือ เรือ LPD ของจีนที่จะส่งมอบปลายปีนี้ เดิมเป็นเรือพี่เลี้ยงของเรือดำน้ำจะนำไปใช้ในภารกิจอะไรนั้น พล.ร.อ.เชิงชายกล่าวว่า การสนับสนุนเรือดำน้ำ เป็นแค่ภารกิจส่วนหนึ่ง ภารกิจหลักใช้ปฏิบัติการ สะเทินน้ำสะเทินบก ลาดตระเวนและช่วยเหลือ ประชาชนในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และช่วยประชาชนในช่วงที่เกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ ซึ่งเรือขนาดเล็กไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้ โดยเรือช้างบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ ได้ 3 ลำ
‘ตู่’ขอบคุณขรก.-ศบค.ร่วมสู้โควิด
เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม โพสต์ข้อความถึงข้าราชการผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ถึงเพื่อนข้าราชการทั่วประเทศ ผู้ปฏิบัติงานในศบค.ทุกระดับ ตลอดจนบุคลากรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน
เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ก.ย. 2565 เป็นวันสุดท้ายของการทำงานของศบค.ซึ่งได้ทำงานด้วยกันมา นับตั้งแต่ประเทศไทยเผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อมี.ค. 2563 จนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 2 ปีครึ่ง หรือ 900 กว่าวัน ผมขอขอบคุณทุกท่าน และทุกหน่วยงานที่ทำงานด้วยความเสียสละ ทุ่มเท เคียงบ่าเคียงไหล่กับผม รัฐบาล และทุกภาคส่วนของประเทศ โดยไม่ย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก ใช้ความพยายามอย่างสูงสุด และทุกวิถีทาง เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของเรา คือ “ประเทศชาติต้องปลอดเชื้อ ประชาชนต้องปลอดภัย”
แต่ด้วยความฉุกเฉินและรุนแรงของโรคอุบัติใหม่นี้ แม้เราทุกคนทราบดีว่าจะได้ใช้สติปัญญาและกำลังความสามารถอย่างที่สุดแล้ว ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความสูญเสียได้ ผมเอง และชาวศบค.ทุกคนล้วนรู้สึกเสียใจกับทุกการสูญเสีย จึงไม่เคยลดละความเพียร และทำอย่างดีที่สุด เพื่อดูแล “ครอบครัวใหญ่ของเรา” ที่มีสมาชิกเกือบ 70 ล้านคนให้ปลอดภัยจากโรคระบาด อีกทั้งช่วยเหลือ เยียวยา และบรรเทาความเดือดร้อนจากผลกระทบต่างๆ ทั้งการใช้ชีวิตประจำวันและการทำมาหารายได้ ท่ามกลางวิกฤตสุขภาพร่วมกับวิกฤตเศรษฐกิจที่กระจายตัวไปทั่วโลก
ถือเป็นภารกิจที่หนักหน่วงอย่างที่สุดที่เราได้ร่วมกันฝ่าฟัน ร่วมหาทางออก และร่วมเอาชนะ วิกฤตการณ์นี้จนได้ในที่สุด
ในนามรัฐบาล ผมขอขอบคุณและขอชื่นชม เพื่อนข้าราชการ บุคลากร เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน-ตำรวจ-ทหาร-อาสาสมัคร-อสม.-จิตอาสา ทุกคน ทุกระดับ และทุกภาคส่วน ที่อุทิศตน ทุ่มเท เสียสละ และอดทน ทำงานเสี่ยงภัยด้วยสำนึกในหน้าที่ สำนึกเพื่อส่วนรวม ดูแลให้บริการ พี่น้องประชาชน ตลอดจนปลุกพลังให้ทุกคนร่วมกันต่อสู้มหาวิกฤตนี้ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดีว่า…ไม่ว่าวิกฤตนั้น จะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่อาจเอาชนะ “พลังแห่งความสามัคคี” และความเสียสละอันยิ่งใหญ่ ที่อยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคนได้”