กั้นรัศมี10เมตร หมอย้ำโรคอื้อ ห้ามมุดเข้าไป!
ลุยตรวจแล้วต้นช้าม่วงโพรงค้างคาวในอุทยานฯ น้ำตกโยง หลังนักท่องไพรป่วยปอดติดเชื้อจากมูลค้างคาวเข้าปอด กรมอุทยานฯ กันพื้นที่รัศมี 10 เมตรห้ามเข้าใกล้ อนุรักษ์ต้นช้าม่วง และค้างคาวแวมไพร์แปลงเล็ก เผยลุงคนนำทางพานักท่องเที่ยวชุดที่ป่วย ในพื้นที่ตรวจสุขภาพแล้วไม่พบติดเชื้อ ส่วนหมอชี้เข้าไปดูค้างคาวในโพรงต้นไม้เสี่ยงติดเชื้อราฮิสโตพลาสมาสูง เหตุอากาศปิดไม่ถ่ายเท ระบุคนแข็งแรงรับเชื้อแล้วร่างกายกำจัดได้ ส่วนผู้สูงอายุ มีโรค ภูมิคุ้มกันต่ำเสี่ยงเกิดโรคเชื้อราในปอดง่าย อาการคล้ายปอดอักเสบ
กรณี นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความระบุว่ามีกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินเข้าไปในโพรงต้นช้าม่วง เพื่อชมค้างคาวในเวลาเพียง 2-15 นาที ได้หายใจ สปอร์ของเชื้อราฮิสโตพลาสมา แคปซูลาตุม (Histoplasma capsulatum) ที่ลอยขึ้นมาในอากาศจากมูลค้างคาวที่ตกลงบนพื้นดินเข้าไปในปอด ทำให้ป่วยเป็นโรคฮิสโตพลาสโมซิส (Histoplasmosis) นั้น
เมื่อวันที่ 5 ต.ค. นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าต้นช้าม่วงที่คนเข้าไปสำรวจในโพรงอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ ตย.1 (น้ำตกคลองจัง) อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช หลังทราบเรื่องได้สั่งการให้น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานจัด การสุขภาพสัตว์ป่า และทีมคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เข้าพื้นที่เพื่อเก็บตัวอย่างมูลค้างคาว ดิน และสารคัดหลั่ง บริเวณผนังโพรงต้นช้าม่วง เข้าห้องปฏิบัติการของศูนย์วินิจฉัยและชันสูตรโรคสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เพื่อพิสูจน์หาเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโรคอื่นๆ ต่อไป
นายรัชฎากล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ได้ติดป้ายเตือนห้ามเข้าในพื้นที่ จัดทำแนวกั้นชั่วคราว พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยพิทักษ์ฯ ที่ ตย.1 (น้ำตกคลองจัง) เฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด และห้ามนักท่องเที่ยวและราษฎรเข้าพื้นที่ดังกล่าว และจะจัดทำรั้วกั้นถาวรล้อมรอบต้นช้าม่วง ซึ่งจะเป็นการอนุรักษ์ต้นช้าม่วงที่ถือว่าเป็นพันธุ์พืชป่าหายาก รวมทั้งเพื่อป้องกันการเข้าไปในโพรงที่อาศัยของค้างคาวแวมไพร์แปลงเล็กด้วย
ด้าน น.สพ.ภัทรพลกล่าวว่า จากการสำรวจต้นไม้ พบว่าเป็นช้าม่วง ขนาดใหญ่ อายุกว่าร้อยปี ด้านนอกมีโพรงขนาดคนเข้าไปได้ ข้างในเป็นเป็นโพรงขนาดใหญ่ คนเข้าไปได้ประมาณ 7 คน และมีค้างคาวอาศัยอยู่ เช่น ค้างคาวแวมไพร์แปลงเล็ก โดยสภาพแวดล้อมในโพรงต้นไม้เหมาะแก่การอาศัยของค้างคาวและการเจริญเติบโตของเชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อราชนิดต่างๆ ซึ่งอุณหภูมิ ความชื้น มีช่องทางเข้าออกทางเดียว ลมไม่พัดผ่าน โอกาสที่จะพบความเข้มข้นของ เชื้อราในอากาศจะสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ เหมาะสม เป็นอย่างมากกับการเจริญเติบโตของเชื้อ
น.สพ.ภัทรพลกล่าวอีกว่า เมื่อคนเข้าไปในช่วงกลางวันซึ่งค้างคาวกำลังนอนพักนั้น การส่งเสียงดัง การถ่ายภาพ แสงแฟลช การส่องไฟ จะทำให้ค้างคาวตกใจ เครียด อึ ฉี่ และส่งเสียงร้อง ทำให้เชื้อโรคต่างๆ ฟุ้งกระจายในโพรงได้ หากคนเข้าไปแล้วไม่ใส่หน้ากาก ก็อาจสูดเอาเชื้อโรคดังกล่าวเข้าไปได้ หรือถึงแม้ว่าใส่ ก็อาจทำให้ร่างกายปนเปื้อนจากสารคัดหลั่งจากค้างคาว อาจเกิดโรคขึ้นมาได้ เบื้องต้นได้เก็บตัวอย่างสารคัดหลั่ง มูลค้างคาวและดินภายในโพรงต้นไม้ และ สว็อบผนังโพรงต้นไม้ดังกล่าว เพื่อตรวจหาเชื้อโรคต่างๆ ทางห้องปฏิบัติการ และวางแผนที่จะสำรวจและเฝ้าระวังโรคเชิงรุกในพื้นที่ และได้ตีแนวเส้นล้อมจำกัดพื้นที่รัศมี 10 เมตร เพื่อป้องกันคนเข้าใกล้ต้นไม้หรือเข้าไปในโพรงต้นไม้ที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ และเตรียมกำหนดเป็นพื้นที่พิเศษในการให้ความรู้และป้องกันไม่ให้ค้างคาวเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือเคลื่อนย้ายถิ่น โดยกรมอุทยานฯ ได้จัดทำคู่มือความรู้ “การอยู่ร่วมกันกับค้างคาวอย่างปลอดภัย” แจกจ่ายให้กับประชาชน เพื่อตื่นรู้ และระมัดระวังในการดำเนินชีวิต

ตรวจโพรง – จนท.กรมอุทยานฯ และสาธารณสุข เข้าตรวจสอบโพรงต้นช้าม่วงอายุกว่าร้อยปีในอุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช หลังมีนักท่องเที่ยวเข้าไปแล้วติดเชื้อราในปอด เมื่อวันที่ 5 ต.ค.
นอกจากนี้ ทีมคณะทำงาน กรมอุทยานฯ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย โรงพยาบาลทุ่งสง และหน่วยงานสาธารณสุขเขต และจังหวัดนครศรีธรรมราช หน่วยงานปกครองท้องถิ่นต่างๆ ร่วมบูรณาการภายใต้กรอบ “สุขภาพหนึ่งเดียว” เข้าพูดคุยและแนะนำแนวทางปฏิบัติให้แก่ชาวบ้านบริเวณพื้นที่ ถึงข้อควรระวัง และหากเคยเข้าไปในโพรงต้นไม้ต้นนี้ โดยไม่ใส่หน้ากากอนามัย ควรไปพบแพทย์ เพื่อเอกซเรย์ปอด และแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยว่า มีประวัติการคนที่อายุน้อยสุขภาพแข็งแรง ถึงติดเชื้อรา ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ หายเองได้ ไม่ต้องรักษา คนที่อายุมากมีโรคประจำตัว ต้องรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อรา
ด้าน นพ.สุทธิพจน์ ชยณัฎพงศ์ รักษาการนายแพทย์ สสจ.นครศรีธรรมราช พร้อมด้วย นพ.ปณิธาน สื่อมโนธรรม ผอ.ร.พ.ทุ่งสง ซึ่งได้เข้าไปในพื้นที่ด้วยเปิดเผยว่า โรคนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายพื้นที่และถือเป็นโรคที่ไม่น่ากลัว เพราะไม่สามารถติดต่อคนสู่คนได้ เชื้อนี้จะอยู่ในมูลของค้างคาวหรือนก หรือสัตว์ปีกทั้งหลาย การดำเนินของโรคจะมี 3 รูปแบบคือ การสูดเข้าปอด, การมาติดตามผิวหนังที่เป็นแผลจะทำให้หายยาก ปกติเป็นแผล 2-3 วันจะหาย แต่หากเป็น 1-2 เดือนยังไม่หายให้สงสัยว่าเป็นเชื้อราอีกกลุ่มหนึ่งที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องก็จะมีการกระจายไปทั่วร่างกาย จะมีต่อมน้ำเหลืองโต ม้ามโต แต่เป็นเชื้อราที่รักษาได้ มียาฆ่าเชื้อรา ส่วนที่รายงานในพื้นที่ยังไม่พบเชื้อ ผู้นำทางคณะที่ติดเชื้อวันนี้ก็ไปร.พ.ทุ่งสงเอกซเรย์ปอดก็ไม่พบเชื้อ ซึ่งบางคนหากมีภูมิแข็งแรงก็มา มีอาการเราก็จะไม่รู้ แต่หากคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องก็จะมีโอกาสติดเชื้อสามช่องทางตามที่บอกข้างต้น ซึ่งไม่อยากจะให้ประชาชนตื่นตระหนก เป็นโรคที่เจออยู่และไม่ได้ติดต่อได้ง่าย คงจำข่าวเด็กติดอยู่ในถ้ำหลวงที่เชียงราย ซึ่งก็มี การเฝ้าระวังโรคนี้ด้วยก็ไม่พบแต่อย่างใด ซึ่งประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก
ด้านนายยงยุทธ มณีฉาย ชาวบ้านในพื้นที่และเป็นผู้นำทางคณะศึกษาธรรมชาติในวันดังกล่าวได้เปิดเผยว่ามีนักท่องเที่ยวมาติดต่อว่าจะพาเด็กไปเที่ยวหนานพับผ้า ลุงก็คิดว่าเด็กมาแล้วก็คงอยากเห็นต้นไม้ที่มีโพรงขนาดใหญ่แปลกๆ ก็พาไปโดยลุงเข้าไปในโพรงต้นไม้เป็นคนแรก เพื่อตรวจความเรียบร้อย ในโพรงต้นไม้และบรรดาเด็กนักศึกษาธรรมชาติก็เข้าไปทีละคนๆ และถ่ายรูปค้างคาวที่นอนอยู 3-4 ตัว และอยู่ๆก็มีคนโทร.มาบอกว่าเด็กที่เข้าไปในโพรงวันนั้นมีอาการผิดปกติติดเชื้อรา ตนก็ตกใจและมีการให้ลุงไปเช็กสุขภาพด้วยในวันนี้ที่ร.พ.ทุ่งสง เอกซเรย์ก็ไม่พบว่าปอดมีการติดเชื้อใดๆ
วันเดียวกัน นพ.ศักรินทร์ กังสุกุล นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ด้านเวชกรรมสาขาอายุรกรรม สถาบันโรคทรวงอก กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า โรคฮิสโตพลาสโมซิสเกิดจากการติดเชื้อราจากการสูดหายใจเอาเชื้อฮิสโตพลาสมาเข้าไป ซึ่งเชื้อนี้ปนเปื้อนอยู่ในดิน โดยเฉพาะบริเวณที่มีสัตว์ฟันแทะ เช่น ค้างคาว เป็นต้น ส่วนกรณีที่เป็นข่าวเข้าไปในโพรงต้นไม้ที่มีค้างคาว ดินด้านล่างมีมูลค้างคาว ก็จะมีเชื้อนี้อยู่ ถามว่าทำไมปกติคนไปเที่ยวถ้ำค้างคาวถึงไม่เป็น สาเหตุคือ 1.โพรงต้นไม้เป็นสถานที่ระบบปิด อากาศไม่ถ่ายเท จำนวนเชื้อกับอากาศที่สูดหายใจจึงเข้มข้นสูง ทำให้รับเชื้อปริมาณมาก แม้เวลาอยู่ไม่นานก็ทำให้เกิดโรคได้ และ 2.ตัวผู้ป่วยหรือคนรับเชื้อ หากมีสภาพร่างกายไม่แข็งแรง เช่น ผู้สูงอายุ มีภูมิคุ้มกันต่ำ มีโรคประจำตัว เมื่อรับเชื้อไปก็ทำให้ป่วยได้
“ตามปกติร่างกายเรากำจัดเชื้อราและหายเองได้ โดยเฉพาะคนที่ร่างกายแข็งแรงดีรับเชื้อไปไม่มากก็หายเองได้ แต่คนภูมิคุ้มกันไม่ดีอาจเกิดเป็นโรคเชื้อราในปอด อาการจะมาเหมือนปอดอักเสบ แต่ความรุนแรงมีหลายระดับเหมือนโควิด เช่น ไอ เหนื่อยเล็กน้อย บางคนเหนื่อยเยอะ บางคนถึงขั้นหายใจ ล้มเหลว ซึ่งขึ้นกับสภาพร่างกายแต่ละคน” นพ.ศักรินทร์กล่าว
นพ.ศักรินทร์กล่าวว่า ส่วนการวินิจฉัยสามารถเอกซเรย์ปอดภาพถ่ายรังสีจะแยกได้ว่าเป็นปอดอักเสบจากเชื้ออื่นหรือเชื้อรา ร่วมกับการซักประวัติการสัมผัส เพราะบางคนอาจไม่ได้นึกถึง เช่น บางคนไม่ได้เข้าป่าหรือไปดูค้างคาว แต่อาจมีค้างคาวมาอาศัยชายคาบ้าน หรือใช้ดินที่มีมูลค้างคาวปนเปื้อนมา ถ้าประวัติกับภาพเอกซเรย์ยังไม่ชัดเจน บางคนอาจต้องส่องกล้องทางเดินหายใจ เอาน้ำในปอดมาตรวจ หรือตัดชิ้นเนื้อมาตรวจ หากพบก็เป็นการยืนยัน สำหรับการรักษาหากมีภาวะหายใจล้มเหลวก็ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ประคับประคองให้ดีขึ้น โดยการรักษาเฉพาะจะให้ยาฆ่าเชื้อรา เป็นรูปแบบกินหรือฉีดเข้าเส้นเลือดดำ โดยยาฆ่าเชื้อราไม่จำเป็นต้องให้ทุกคน ถ้าคนติดเชื้อที่อาการดี ภาพถ่ายรังสีเชื้อราไม่เยอะ อาจไม่ต้องให้ก็ได้
เมื่อถามว่าต้องห้ามคนเข้าพื้นที่ที่เป็นข่าวหรือไม่ นพ.ศักรินทร์กล่าวว่า ต้องระมัดระวัง การจะห้ามเลยอาจจะไม่ได้ บางคนบอกเข้าไปไม่เห็นเป็นโรค นั่นเพราะร่างกายแข็งแรงดี อาจรับเชื้อมาแต่ร่างกายกำจัดได้ ซึ่งตรงนี้ขึ้นกับสภาพร่างกายแต่ละคน แต่ย้ำว่ากลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว ภูมิต้านทานต่ำ ไม่แนะนำให้ไปพื้นที่เสี่ยงจะรับเชื้อรา ตามถ้ำ หรือสถานที่ที่มีค้างคาว ถ้าคนแข็งแรงดียืนยันว่าจะเข้าไปดูก็ต้องใส่เครื่องป้องกันด้วยการสวมหน้ากากชนิดเอ็น 95 เพราะหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ธรรมดาป้องกันไม่ได้ 100% และต้องใช้เวลาให้น้อยที่สุด รีบเข้ารีบออก
เมื่อถามว่าเชื้อราใช้เวลาแพร่กระจายในร่างกายนานเท่าไรถึงเกิดโรค นพ.ศักรินทร์กล่าวว่า โดยปกติเชื้อราใช้ระยะเวลาพอสมควร ตามข่าวเข้าไปประมาณเกือบเดือนหรือเป็นสัปดาห์ถึงแสดงอาการ จะไม่เร็วเหมือนไวรัสหรือแบคทีเรียที่จะเป็นวัน ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละคนและการตอบสนอง บางคนตอบสนองเร็ว 3 วันอาจจะแสดงอาการก็ได้ หากเชื้อเข้าไปแล้วเกิดภูมิตอบสนองรุนแรงก็จะเหมือนปอดอักเสบจาก โควิดแบบเฉียบพลัน
เมื่อถามว่าปกติมีคนป่วยจากเชื้อรา เป็นโรคฮิสโตพลาสโมซิสมากแค่ไหน นพ.ศักรินทร์ กล่าวว่า เราเจอในกลุ่มคนกินยากดภูมิ หรือเอชไอวี คนไข้ที่ภูมิต่ำ หรือกลุ่มที่ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งการติดเชื้ออาจจะไม่ต้องไปสถานที่เสี่ยง อาจจะแค่อยู่ปกติหรือไปเที่ยวป่า เมื่อสูดเชื้อเข้าไปเล็กน้อยแต่ร่างกายกำจัดออกไม่ได้ บางคนอยู่บ้าน แต่ดินที่เราซื้อมาทำสวนก็อาจมีปนเปื้อน ก็ทำให้ติดเชื้อได้ในกลุ่มนี้