โรดแม็ปบันได4ขั้น ให้บำนาญเกษตรกร ทะลวงแลนด์สไลด์ พปชร.ส่อเลือดไหล จ่อซบ2พรรคใหญ่ หน่อยบุกสกลนครเปิดตัวผู้สมัครสส.
นิด้าโพลเผยคนอีสานหนุน ‘อุ๊งอิ๊ง’ เป็นนายกฯ ส่วนบิ๊กตู่ตามห่างๆ รั้งที่ 4 ‘บิ๊กป้อม’ รูดซิปกระแสดีลลับดูไบ ‘กลุ่มธรรมนัส’ ทิ้งเศรษฐกิจไทยหวนคืนพท. ด้าน ‘ชลน่าน’ เชื่อไม่เป็นจริง พปชร.ส่อเลือดไหลเพียบ ส.ส.กทม.เล็งแห่ซบ ภูมิใจไทย-เพื่อไทย กลุ่มสามมิตรยังซุ่มเงียบ ‘แพทองธาร’ นำทีมเปิดโรดแม็ปบันได 4 ขั้น พาเพื่อไทยชนะเลือกตั้งครั้งหน้าแบบแลนด์สไลด์ ‘หญิงหน่อย’ บุกสกลนครเปิดตัว 6 ผู้สมัคร ลั่นพาคนอีสานหายจนใน 3 ปี วิป รัฐบาลฟันธงเป็นไปไม่ได้ เปิดสภาสมัยวิสามัญขยี้ปมคดีสังหารหมู่ที่หนองบัวลำภู แนะฝ่ายค้านรอเปิดสมัยสามัญ
นิด้าโพลคนอีสานหนุน‘อุ๊งอิ๊ง’นายก
เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “คนที่ใช่ พรรคที่ชอบ ของคนอีสาน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 3-6 ต.ค.2565 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคนที่ใช่ พรรคที่ชอบ ของคนอีสาน การสำรวจอาศัย การสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่ายเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนอีสานจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 36.45 ระบุว่าเป็น อุ๊งอิ๊ง-น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พรรคเพื่อไทย (พท.) เพราะเป็นคนรุ่นใหม่ ชื่นชอบพรรคเพื่อไทย นโยบายของพรรคทำได้จริง ชื่นชอบผลงานของตระกูลชินวัตร อันดับ 2 ร้อยละ 12.65 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เพราะเป็นคนรุ่นใหม่ ชื่นชอบการอภิปรายในสภา เป็นคนมีวิสัยทัศน์ ชื่นชอบนโยบายและอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคก้าวไกล

ไล่ตู่ – ประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรม ‘#วันอาทิตย์สีดำ #2 Flash Mob’ บนรถไฟฟ้า จัดโดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด ชวนใส่เสื้อดำ แว่นตาดำ จนกว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ จะไม่มีอำนาจ ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สยามสแควร์ เมื่อวันที่ 9 ต.ค.
‘บิ๊กตู่’ร่วงมาอันดับ 4
อันดับ 3 ร้อยละ 10.20 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) เพราะมีประสบการณ์ด้านการบริหาร ชื่นชอบนโยบายของพรรค ซื่อสัตย์สุจริต ต้องการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามาบริหารประเทศ และยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ในสัดส่วนที่เท่ากัน
อันดับ 4 ร้อยละ 9.85 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะซื่อสัตย์สุจริต ทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบ และต้องการให้บริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง อันดับ 5 ร้อยละ 6.50 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พรรคเสรีรวมไทย (สร.) อันดับ 6 ร้อยละ 3.95 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย อันดับ 7 ร้อยละ 2.80 นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย (ภท.)
อันดับ 8 ร้อยละ 1.75 นายกรณ์ จาติกวณิช พรรคชาติพัฒนากล้า อันดับ 9 ร้อยละ 1.30 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) และร้อยละ 4.35 ระบุอื่นๆ ได้แก่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) น.ส. กัญจนา ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นต้น
ส่วนพรรคเลือกพท.-ก้าวไกล
สำหรับพรรคการเมืองที่คนอีสานมีแนวโน้มจะเลือกให้เป็น ส.ส. แบบแบ่งเขต ใน วันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 54.35 พรรคเพื่อไทย อันดับ 2 ร้อยละ 13.60 พรรคก้าวไกล อันดับ 3 ร้อยละ 8.50 ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 5.60 พรรคภูมิใจไทย อันดับ 5 ร้อยละ 5.30 พรรคพลังประชารัฐ อันดับ 6 ร้อยละ 3.05 พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 7 ร้อยละ 2.55 พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 8 ร้อยละ 1.95 พรรคเสรีรวมไทย อันดับ 9 ร้อยละ 1.35 พรรคชาติพัฒนากล้า อันดับ 10 ร้อยละ 1.15 พรรคชาติไทยพัฒนา อันดับ 11 ร้อยละ 1.10 พรรคสร้างอนาคตไทย และ ร้อยละ 1.50 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคเพื่อชาติ พรรคกล้า พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคไทยภักดี พรรคประชาชาติ และไม่ตอบ/ไม่สนใจ
เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนอีสาน มี แนวโน้มจะเลือกให้เป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 51.40 พรรคเพื่อไทย อันดับ 2 ร้อยละ 15.10 พรรคก้าวไกล อันดับ 3 ร้อยละ 9.10 ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 5.35 พรรคภูมิใจไทย อันดับ 5 ร้อยละ 5.25 พรรคพลังประชารัฐ อันดับ 6 ร้อยละ 3.00 พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 7 ร้อยละ 2.55 พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 8 ร้อยละ 2.50 พรรคเสรีรวมไทย อันดับ 9 ร้อยละ 1.45 พรรคชาติไทยพัฒนา อันดับ 10 ร้อยละ 1.25 พรรคชาติพัฒนากล้า
‘เสี่ยหนู’ย้ำภท.ไม่ปรับครม.
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมส่งรายชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรมช.มหาดไทย ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนตำแหน่งที่ว่างว่า นายกฯ ยัง ไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยไม่มีปรับ เราอยู่ของเราอย่างนี้ ทำงานทุกวันให้เต็มที่ เมื่อถึงสุดสัปดาห์และนอกเวลาราชการได้ให้ส.ส.และรัฐมนตรีลงพื้นที่ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ส่ง ไม่ปรับ และไม่ได้ถือว่าเป็นการเสียโควตา เพราะนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ยังมีสถานภาพเป็นรัฐมนตรีอยู่ เพียงแต่ต้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ (จากคดีบุกรุกป่าเขาใหญ่) ซึ่งน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ สามารถกำกับดูแลได้ ต้องทำการเมืองให้นิ่งๆ
‘ป้อม’รูดซิปดีล‘แม้ว-ธรรมนัส’
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กทม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และคณะเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิตและร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีมีกระแสข่าว ดีลลับดูไบระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) ที่จะนำส.ส.ของพรรคเศรษฐกิจไทยบางส่วน ย้ายไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
‘ชลน่าน’ไม่เชื่อ-จับตาคนคิดร้าย
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เชื่อว่าเรื่องนี้มีอยู่จริง เพราะข่าวแบบนี้มีมาตลอด แต่คงต้องเฝ้าระวังว่าใครประสงค์ร้ายกับพรรคเพื่อไทย และเรายึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด การจะนำใครเข้ามาอยู่ในพรรคนั้นมีกลไกที่สำคัญคือ เพื่อไทยเป็นพรรคของประชาชน ต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกพรรคที่มีอุดมการณ์เดียวกับพรรค แม้คนที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค หากมีความคิดเห็นอย่างไร เราก็รับฟัง ฉะนั้นการจะทำกิจกรรมอะไรต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ และต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของพรรคเป็นลำดับชั้น สุดท้ายจะเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ที่ต้องพิจารณา
ผู้สื่อข่าวถามว่าโอกาสที่กลุ่มร.อ.ธรรมนัสจะกลับพรรคเพื่อไทย เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ขอไม่แสดงความเห็น เพราะแต่ละพรรคการเมืองมีแนวทางของตัวเอง พยายามแสวงหาโอกาสในการที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ได้มากที่สุด ส่วนเขาจะเลือกทางไหนก็แล้วแต่แนวทางของพรรค ต่อข้อถามว่าแสดงว่าในอนาคตมีโอกาสใช่หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เพื่อไทยเเป็นพรรคของประชาชน ต้องฟังความเห็นของประชาชนและความคิดเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ส่วนจะเป็นการโยนหินถามทางหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบและไม่แน่ใจ
ต่อข้อถามว่าข่าวนี้ ทำให้มีมวลชนหลายคนไม่โอเค นพ.ชลน่านกล่าวว่า เราฟังทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะคนที่เห็นด้วยหรือต่อต้าน ต้อง ดูว่าอะไรจะเกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุดในนามของพรรค เรายึดตรงนี้เป็นหลัก เมื่อถามว่ากังวลที่จะถูกเชื่อมโยงทางการเมืองหรือไม่เพราะร.อ.ธรรมนัสมีสัมพันธ์กับพล.อ.ประวิตร นพ.ชลน่านกล่าวว่า มิติการเมืองต้องคิดรอบด้านว่าอะไรที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชน
พปชร.ส่อเลือดไหลเพียบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐ ขณะนี้มีส.ส.หลายคนตัดสินใจที่จะย้ายพรรค โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ล็อตแรก ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.2565 เป็นต้นไป หากสภาผู้แทนราษฎร ครบวาระในวันที่ 23 มี.ค.2566 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 105 เขียนยกเว้นไว้ว่า ในกรณีที่อายุของสภา เหลือไม่ถึง 180 วัน ไม่ต้องมีเลือกตั้งซ่อม ซึ่งเปิดโอกาสให้ ส.ส.ย้ายสังกัดพรรคใหม่ได้ จึงปรากฏภาพส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน 29 คน ไปร่วมงานวันเกิดนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่จ.บุรีรัมย์ จำนวนนี้เป็น ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ 8 คน คือ 1.นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ส.ส.ชัยนาท 2.นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ 3.นายปฐมพงศ์ สูญจันทร์ ส.ส.นครปฐม 4.นายอนุชา น้อยวงศ์ ส.ส .พิษณุโลก 5.นายกฤษณ์ แก้วอยู่ ส.ส.เพชรบุรี 6.นายสุชาติ อุสาหะ ส.ส.เพชรบุรี 7.นายประทวน สุทธิอํานวยเดช ส.ส.ลพบุรี 8.นายสมเกียรติ วอนเพียร ส.ส.กาญจนบุรี
ส่วนการเตรียมย้ายพรรค ล็อตที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค.นี้ เป็นต้นไป เพราะเป็นวันนับถอยหลัง 90 วัน ของอายุสภาที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่จะลงสมัคร ส.ส. ต้องสังกัดพรรค การเมืองไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 97 (3) เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ระยะเวลา 90 วันดังกล่าวให้ลดลงเหลือ 30 วัน ซึ่งขณะนี้ส.ส.พรรคพลังประชารัฐเริ่มเกิดการไหลออกจากพรรค ด้วยสาเหตุสภาพความขัดแย้งร้าวลึกภายในพรรคที่สะสมมานาน 1-2 ปี โดยเฉพาะจากคนใกล้ชิดของผู้มีอำนาจในพรรค จนไม่สามารถประสานรอยร้าวที่ลึกได้
เล็งซบ‘ภท.-พท’-3มิตรซุ่มเงียบ
ในส่วนส.ส.กทม. เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มสูงที่เตรียมย้ายพรรค จากกระแสพรรคที่ตกต่ำและมีโอกาสจะสอบตกในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยคาดว่าจะลาออกช่วงต้น-กลางเดือน ธ.ค. ล่าสุดมี ส.ส.ส่วนหนึ่งจะย้ายไปพร้อมนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตแกนนำ ส.ส.กทม. อาทิ นายจักรพันธ์ พรนิมิตร ประธาน ส.ส.กทม. นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ส.ส.กทม. นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ส.ส.กทม. รวมถึงบรรดาอดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. ที่จะย้ายตามไปอีกจำนวนหนึ่ง โดยอาจย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทยในโควตากลุ่มของนายพุทธิพงษ์
ขณะที่น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม.โฆษกพรรคพลังประชารัฐ จะย้ายไปพรรคภูมิใจไทย และอาจอยู่กลุ่มผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในโควตาของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ด้านน.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ส.ส.กทม. คาดจะย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีข่าวว่าปิดการเจรจากันเรียบร้อยแล้ว
สำหรับส.ส.กลุ่มปากน้ำ 6 คน ที่แสดงความชัดเจนในการลงมติไม่ไว้วางใจพล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา รวมถึงมีปัญหากับนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ผอ.พรรค มีโอกาสย้ายพรรคค่อนข้างสูง ประกอบด้วย 1.นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก 2.นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ 3.น.ส.ภริม พูลเจริญ 4.นายยงยุทธ สุวรรณบุตร 5.นายอัครวัฒน์ อัศวเหม และ 6.นายต่อศักดิ์ อัศวเหม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ขณะที่ ส.ส.สังกัดกลุ่ม “คุณปลื้ม” มีแนวโน้มที่จะไม่ไปต่อกับพรรคพลังประชารัฐและอาจกลับไปฟื้นพรรคพลังชลในการเลือกตั้งครั้งหน้า เช่นเดียวกับ “กลุ่มพ่อมดดำ” นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา คนที่ 1 อาจย้ายกลับไปพรรคเพื่อไทย
กลุ่มที่น่าจับตา คือ กลุ่มสามมิตร นำโดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม รองหัวหน้าพรรค ที่มี ส.ส.ในกลุ่มไม่ต่ำกว่า 20 คน ขณะนี้ยังสงบนิ่ง ไม่เคลื่อนไหวใดๆ
‘รงค์’ยันไม่ทำให้พปชร.ฝ่อ
นายณรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวส.ส.พลังประชารัฐถูกดูดเตรียมย้ายพรรคว่า เป็นเรื่องปกติ เมื่อเข้าสู่เตรียมการเลือกตั้งยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เกินความคาดหมาย ขึ้นอยู่กับปัจเจกของส.ส.แต่ละคนที่มีวุฒิภาวะที่จะตัดสินใจตามศักยภาพเงื่อนไขของแต่ละคนอยู่แล้ว ก็มีเป็นธรรมดา มีเข้ามีออก ซึ่งมีทุกพรรค กระแสข่าวดังกล่าวไม่ได้ทำให้พรรคพลังประชารัฐจะฝ่อหรือถอย หัวหน้าพรรคยังกำชับให้ส.ส.และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทุกคนลงพื้นที่ไปดูแลชาวบ้าน นี่คือสัญญาณเดินไปข้างหน้า
ส่วนเรื่องการปรับครม.อยู่ที่นายกฯ และตามความต้องการพรรคร่วมรัฐบาลที่จะเห็นถึงความเหมาะสม ถ้าสมมติจะปรับแต่ละพรรคก็มีกลไกของแต่ละพรรคอยู่แล้ว ก็ไปว่ากัน หลักการมีอยู่แค่นี้ ส่วนพรรคพลังประชารัฐในฐานะที่ตนเป็นกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรคยังไม่เรียกคุยเรื่องนี้ ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีใครไปกดดันหัวหน้าพรรค กดดันนายกฯ เพราะเวลานี้ประเทศเผชิญวิกฤตน้ำ เหตุการณ์ที่จ.หนองบัวลำภู นายกฯ และหัวหน้าพรรคต้องเอาเวลาไปทุ่มเทตรงนั้น
ถ้าจะมีการปรับเพื่อประสิทธิภาพ คุณภาพการบริหารงาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ขับเคลื่อนงบประมาณไปถึงพี่น้องประชาชน อันนี้ตนเห็นด้วย แต่ถ้าปรับเพื่องานทางการเมืองตนคิดว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอ ไม่เป็นผลดีกับความขัดแย้งทางการเมือง ต้องไม่ลืมว่าระบบพรรคการเมืองไทยมีกลุ่มก๊วนในพรรคเต็มไปหมด กลุ่มนี้ได้ กลุ่มนั้นไม่ได้ ไปซื้อหัวมารวมต่อรองตนคิดว่าจะทำลายระบบพรรค

เปิดนโยบาย – น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรคเปิดนโยบายเพื่อไทย เพื่อชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ ในงานฟอรั่มนโยบาย ครั้งที่ 1 ที่ที่ทำการพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 9 ต.ค.
อุ๊งอิ๊ง’นำเปิดชุดศก.สู่แลนด์สไลด์
เวลา 10.30 น. ที่ ThinkLab พรรคเพื่อไทย แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค น.ส. แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และประธานคณะทำงานด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม เปิดตัวนโยบายเพื่อไทย เพื่อชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ ในงานฟอรั่ม นโยบายครั้งที่ 1
นพ.ชลน่านกล่าวว่า การชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ จะเป็นกุญแจดอกเดียวที่จะช่วยพี่น้องประชาชนให้มีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นและลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง พรรคเพื่อไทยได้เตรียม 3 เสาหลักสู่ชีวิตใหม่ของประชาชนพร้อมแล้วคือ 1.ผู้แทนราษฎรที่เข้าถึงพื้นที่ เข้าใจประชาชน 2.นโยบายที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาและทำได้จริงตามที่สัญญาไว้ และ 3.ผู้เสนอตัวเป็นนายกฯ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีศักยภาพและความสามารถ ประชาชนสามารถฝากความหวังและมอบความไว้วางใจนำพาประเทศพ้นวิกฤต พรรคเพื่อไทยจัดงานขึ้นเพื่อเปิดตัวเสาหลักนโยบายชุดนโยบาย ชุดเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “พรุ่งนี้เพื่อไทย เพื่อรายได้ใหม่ของประชาชน” ส่วนนโยบายชุดอื่นๆ จะมีการเปิดตัวในลำดับถัดไป
นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการนโยบาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในวิกฤต ประชาชนเป็นทุกข์เพราะรายได้น้อย เป็นหนี้ พรรคเพื่อไทยจะทำให้เศรษฐกิจดีด้วยรายได้ใหม่ เราจะแก้หนี้ด้วยการสร้างรายได้ และรายได้นั้นจะต้องเป็นรายได้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นให้คนทุกกลุ่ม ประชาชนจะต้องถูกปลดปล่อยศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่มากมาย เราวางทิศโดยมีเป้าหมายกอบกู้สถานการณ์ที่ย่ำแย่ของประเทศ ขอให้เชื่อมั่นว่าทำได้จริง เพราะเราทำสำเร็จมาแล้วในอดีต ประชาชนไทยจะต้องอยู่ดีกินดีอีกครั้ง
ชูพักหนี้-บำนาญเกษตรกร
ด้านนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน ส.ส. พรรค และประธานคณะทำงานด้านวางระบบเกษตรกรรม พรรคเพื่อไทยกล่าวนำเสนอนโยบายผ่าตัดเกษตรกรรม รดน้ำที่ราก สร้างเงินจากดิน พลิกเปลี่ยนชีวิตเกษตรกรให้หายจนอย่างถาวรว่า การเกษตรจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ด้วยหลักการตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ คือผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการ ใช้ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต พร้อมหาโอกาสใหม่ๆ เช่น ใช้ความรู้สมัยใหม่เพิ่มผลผลิตจากพืชที่ปลูกอยู่แล้ว อาทิ ข้าว และยาง และพืชอาหารสัตว์ ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเหลือง เพื่อทดแทนการนำเข้าและขยายการส่งออกด้วยโครงการโคขุนเงินล้าน
สำหรับการบรรเทาทุกข์ระยะเร่งด่วน นโยบายพักหนี้เกษตรกร พร้อมๆ กับการสร้างรายได้จะถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ด้วยโครงการบำนาญเกษตรกร ซึ่งจะทำเพื่อดูแลเกษตรกรรุ่นบุกเบิกและดึงดูดเกษตรกรรุ่นใหม่ เปลี่ยนเงินให้เปล่าเป็นต้นทุนสร้างชีวิตผลิตรายได้ให้เกษตรไทยไทยอย่างยั่งยืน โดยมีหลักทำงานคือ ดินนำ น้ำดี มีต้นพันธุ์ ยืนยันราคา จัดหาแหล่งทุน สนับสนุนกรรมสิทธิ์ มีเป้าเปลี่ยนผืนแผ่นดินเดิมจากที่เคยสร้างรายได้ 10,000 บาท/ไร่/ปี เพิ่มเป็น 30,000 บาท/ไร่/ปี
เสนอ 4 เขตธุรกิจใหม่
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และคณะทำงานด้านยกเครื่องเศรษฐกิจ กล่าวนำเสนอนโยบายเขตธุรกิจใหม่ (New Business Zone; NBZ) ดึงเงินนอก ปลุกเงินใน เปลี่ยนเงินที่หลับใหลเป็นเงินที่สร้างเงิน ด้วยเขตธุรกิจใหม่ 4 แห่ง คือเชียงใหม่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น และหาดใหญ่ โดยพรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าสร้างกุญแจ 3 ดอกให้กับประเทศ คือกุญแจดอกที่ 1 กฎหมายธุรกิจชุดใหม่ เพื่อปลดล็อกปัญหาการทำธุรกิจในทุกมิติ รวมถึงดึงการลงทุนจากต่างชาติ เข้าแก้ปัญหาทั้งด้านใบอนุญาต แรงงาน นำเข้าส่งออก และการธุรกรรมระหว่างประเทศ
กุญแจดอกที่ 2 สิทธิประโยชน์ใหม่ ภาษีจากกำไร ภาษีเงินได้ ภาษีที่ดินและสิ่ง ปลูกสร้าง รวมถึงภาษีนำเข้าจะได้สิทธิประโยชน์ไม่แพ้ที่ใดในโลก กุญแจดอกที่ 3 ระบบนิเวศใหม่ โดยการสร้างสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ระบบการศึกษาและการผลิตคนใหม่ และระบบธนาคารใหม่ เป็นกองหลังเพื่อผลักกองหน้าซึ่งได้แก่ภาคเอกชนให้ขับเคลื่อนได้ โดยกุญแจทั้ง 3 ดอกจะถูกสร้างขึ้นในเขตธุรกิจใหม่ และรายได้ใหม่จะถูกสร้างให้กับประชาชน
ได้เงินโอน-จับคู่คนกับงาน
ส่วนนายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและประธานคณะทำงานด้านการขจัดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ กล่าวนำเสนอนโยบายเงินโอน คนสร้างตัว (Earned Income Tax; EIT) ว่า พรรคเพื่อไทยต่อสู้ กับความจนเพื่อประชาชนมาอย่างยาวนาน นโยบายของพรรคไทยรักไทย (ทรท.) และพลังประชาชนจนมาถึงเพื่อไทยพิสูจน์แล้วว่าได้ช่วยลดความยากจนลงได้อย่างต่อเนื่อง เราเริ่มคิดจากนโยบายที่ทำได้จริง โดยเงินโอน คนสร้างตัวจะทำให้ผู้มีรายได้น้อยเกินกว่าจะดำรงชีพ จะได้รับเงินภาษีแทนการจ่ายเงินภาษี จนกระทั่งมีความมั่นคงและสร้างตัวได้ ส่วนการจัดสรรความช่วยเหลือทางการเงิน จะเน้นไปที่กลุ่มที่มีความจำเป็นมากที่สุด ซึ่งประเด็นสำคัญที่สุดของนโยบายนี้ คือการสร้างแรงจูงใจให้คนทำงานเข้ามาในระบบและมีโอกาสพัฒนาสร้างตัวเองไปด้วย
น.ส.ณหทัย ทิวไผ่งาม กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย และประธานคณะทำงานด้านการส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กล่าวนำเสนอนโยบายเรียนรู้มีรายได้ เรียนรู้ง่าย ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Lifelong Earning) ว่า พรรคเพื่อไทยจะสร้างแพลตฟอร์มจับคู่สมรรถนะของคนเข้ากับงานที่ใช่ เพื่อช่วยให้มีงานทำเร็วที่สุด ตรงกับสมรรถนะของตนเองมากที่สุด สร้างรายได้ที่ดีที่สุด โดยในแพลตฟอร์มนี้ผู้ใช้จะสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่หลากหลายได้ตลอดเวลา สะสมเครดิตการเรียน และเทียบคุณวุฒิเพื่อไปต่อยอดการทำงานโดยไม่มีวันหมดอายุ
นอกจากนี้ข้อมูลจากแพลตฟอร์มนี้จะถูกนำมาใช้ เพื่อเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้ประเทศไทยและคนไทยแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างไม่ด้อยกว่าชาติใด นอกจากนี้เราจะฟื้นนโยบายแจกแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาและอินเตอร์เน็ตตำบลในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ มาใช้อีกครั้ง
ลุยโรดแม็ปบันได 4 ขั้น
ด้านน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และประธานคณะทำงานด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม กล่าวว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยจะดำเนินการด้วยโรดแม็ป “บันได 4 ขั้นเพื่อหมุดหมายชีวิตใหม่ของประชาชน” คือบันไดขั้นที่ 1 “เพื่อศักยภาพใหม่” ของประเทศและประชาชนไทย ผ่านนโยบาย “1 ครอบครัว 1 ศักยภาพ ซอฟต์เพาเวอร์” (One Family One Soft power; OFOS) ว่า คือการสร้างเงินจากสมองและสองมือ หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล จะทำสิ่งสำคัญ 3 อย่างคือ
1.พัฒนาศักยภาพคนไทยผ่านศูนย์บ่มเพาะที่อยู่ในชุมชน ทักษะต่างๆ เช่น อาหาร แฟชั่น กีฬา ศิลปะ ดนตรี การเขียนโปรแกรม และความสามารถทาง E-sport จะถูกถ่ายทอดฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมส่งเสริมผลักดันให้ความสามารถนั้นออกไปสู่เวทีใหญ่จนก้าวไปถึงระดับนานาชาติ
2.สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แก้กฎหมายที่ปิดกั้นโอกาส สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้มากพอ และเชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชนเข้ากับภาคประชาชน หรือคือการเชื่อมผู้ผลิตเข้ากับแหล่งวัตถุดิบ จะทำให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด
3.ออกแบบนโยบายต่างประเทศ เน้นการส่งออกสินค้าและบริการทางวัฒนธรรม ใช้การทูตขยายอุตสาหกรรมซอฟต์เพาเวอร์ด้วยการเปิดตลาดใหม่ๆ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะศักยภาพของทุกคนสามารถสร้างเป็นรายได้อย่างไม่สิ้นสุด
ลั่นเวลา‘ประยุทธ์’หมดแล้ว
บันไดขั้นที่ 2 “เพื่อรายได้ใหม่” แก้หนี้สินด้วยการเพิ่มพูนรายได้ทวีคูณ ให้เศรษฐกิจประเทศไทย เป็นเศรษฐกิจใหม่ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง บันไดขั้นที่ 3 “เพื่อสังคมใหม่” ความมั่นคงคือความปลอดภัยของทุกคนอย่างเท่าเทียม และบันไดขั้นที่ 4 “เพื่อการเมืองใหม่” ที่หลักนิติรัฐนิติธรรมเข้มแข็ง รัฐธรรมนูญต้องมีที่มาจากประชาชน วุฒิสภาต้องไม่มีอำนาจในการเลือกนายกฯ และรัฐของราชการต้องถูกเปลี่ยนเป็นรัฐของประชาชนอย่างแท้จริง กลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
“เรายังมีนโยบายอีกมากมายที่เราจะเล่าให้ประชาชนฟัง เราจะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ต่อเนื่องและครอบคลุม วันนี้เวลาของพล.อ.ประยุทธ์หมดแล้ว ถึงเวลานับถอยหลังสู่ความเข้มแข็งของประชาชน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายใต้การนำของรัฐบาลพรรคพท.” น.ส.แพทองธารกล่าว
นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์กรณีน.ส.แพทองธาร ประกาศโรดแม็ปบันได 4 ขั้นนำไปสู่ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ว่า เป็นยุทธศาสตร์ของแต่ละพรรค อยากให้อดใจรอดูยุทธศาสตร์ของพรรคพลังประชารัฐ เมื่อเปิดออกมาจะว้าว แน่นอน ขอให้ติดตามชมและอดใจรอ

ลุยสกลฯ – คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรคเข้ารับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมกับเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.ของพรรค ที่จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 9 ต.ค.
‘เจ๊หน่อย’ตีปี๊บคนอีสานหายจน
วันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) นาย ต่อพงษ์ ไชยสาส์น รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่อ.โคกศรีสุพรรณ และต.โคกก่อง อ.เมือง จ.สกลนคร เพื่อรับฟังปัญหาและข้อร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สกลนคร พรรคไทยสร้างไทย ประกอบด้วย นายสิรภพ สมผล เขต 1, นายวีระศักดิ์ พรหมภักดี เขต 2, นายถนอม สมผล เขต 3, นายสาคร พรหมภักดี เขต 4, นายธนชาติ ไชยทองพันธ์ เขต 5, นายสิทธิรัตน์ รัตนวิจารณ์ เขต 6 และนายธนดล จำรักษา เขต 7 ท่ามกลางประชาชนร่วมงาน 3,000 คน
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ขออาสามารับใช้พี่น้องประชาชนในฐานะลูกอีสาน ซึ่งรู้และเข้าใจปัญหาพี่น้องชาวอีสานมากที่สุด ภาคอีสานเป็นภาคที่ใหญ่ที่สุด มีจำนวนประชากรมากที่สุด แต่กลับเป็นภาคที่จนที่สุด เพราะยังขาดโอกาส การเลือกผู้แทนราษฎรหลายครั้งที่ผ่านมายังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอีสานได้ ซึ่งพรรคไทยสร้างไทย และตนในฐานะลูกอีสานขออาสาเข้ามาเปลี่ยนแปลงอีสาน ทำให้พี่น้อง “หายจน หมดหนี้ มี รายได้อย่างยั่งยืน” ภายใน 3 ปีให้ได้
พี่น้องอีสานเหนื่อยมามากแล้วต่อไปนี้ตนและพรรคไทยสร้างไทยจะขอเหนื่อยแทน พี่น้อง ด้วยการยกระดับราคาสินค้าเกษตร การบริหารจัดการน้ำด้วยโครงการ โขง เลย ชี มูล รวมถึงการพักหนี้ พักดอกให้กับพี่น้องเกษตรกร เพื่อบรรเทาหนี้ก้อนใหญ่ที่เป็นอุปสรรคการทำมาหากิน พร้อมเติมทุน ให้ เข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยถูก ช่วยให้เข้าถึงการตลาด รวมถึงมีองค์ความรู้ที่จะยกระดับราคาสินค้าเกษตร
นอกจากนี้พรรคไทยสร้างไทยยังมี นโยบายดูแลพี่น้องประชาชนทุกคน ตั้งแต่เกิดจนแก่ เช่น โครงการนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท ซึ่งผู้สูงอายุในภาคอีสาน สุขภาพไม่ดี และมีฐานะยากจน ดังนั้นโครงการดังกล่าว จะเข้ามาช่วยให้พี่น้องประชาชนสามารถอยู่ได้ และจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่ได้ผลที่สุด ขณะเดียวกันยังมีนโยบายในการเรียนฟรีจนจบปริญญาตรีอย่างมีคุณภาพ ลดภาระพ่อแม่ผู้ปกครองและเมื่อได้รับโอกาสในการเรียนฟรีแล้วภาระในการผ่อนชำระหนี้กยศ.ก็จะหมดไป
พรรคไทยสร้างไทย ยังขอประกาศนโยบายในการขจัดยาเสพติดให้สิ้นซาก ไม่เว้นผู้มีอิทธิพล คนมีสี ข้าราชการ จะมีมาตรการในการดำเนินคดีปราบปรามอย่างชัดเจน รวมถึงการรักษาผู้ที่ติดยาเสพติดให้มากที่สุด
‘สุทิน’ปัดฉวยเปิดวิสามัญ
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์กรณีมีการวิจารณ์พรรคเพื่อไทยฉวยโอกาส ไม่รู้กาลเทศะ ที่จะขอยื่นญัตติเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ กรณีโศกนาฏกรรมสังหารหมู่ที่จ.หนองบัวลำภู ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ทั่วโลกมองมาที่ไทย และคนในประเทศก็ให้ความสนใจเรื่องนี้มาก นอกจากเราต้องแสดงความเสียใจและปลอบขวัญผู้เสียหายแล้ว ต้องทำอะไรให้มากกว่านั้น ไม่ใช่แค่เศร้าแล้วเศร้าเลย โดยเอาความเศร้ามาถอดบทเรียนและต้องทำอะไรต่อไป ซึ่งนักวิชาการและผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอยากให้มีการถอดบทเรียน ดังนั้นฝ่ายการเมืองจะนิ่งดูดายไม่ได้
เราไม่ได้ฉวยโอกาสทางการเมือง ถือว่าได้เตือนรัฐบาลมาตลอดโดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด แต่รัฐบาลไม่เคยฟังและไม่ยอมรับความจริง รัฐบาลชอบพูดว่าแก้ได้ดีที่สุดแล้ว แต่พอเกิดเหตุแบบนี้ เราจึงอยากใช้โอกาสนี้ชี้ให้รัฐบาลยอมรับความจริง นี่คือเรารู้กาลเทศะ หากละเลยและปล่อยหายไป นั่นคือเราไม่รู้กาลเทศะ ใครที่กล่าวหาเราแบบนี้ต้องกลับไปทบทวน
สำหรับการยื่นญัตติด่วนนั้น ฝ่ายค้านจะนำข้อเรียกร้องของทุกฝ่ายในสังคมมาถอดบทเรียนกันในสภา โดยจะหารือกันและคาดว่าจะเสนอยื่นญัตติได้ภายในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะสามารถอภิปรายได้ในสัปดาห์ถัดไป
จ่อยื่นญัตติสัปดาห์นี้
“หากคิดเราจะใช้เวทีนี้หลอกด่าหรือโจมตีรัฐบาล รัฐบาลจะกลัวทำไม รัฐบาลก็มีปากมีสมองเหมือนกัน เอาเป็นว่าพกปากพกสมองมาด้วย อย่าพกแต่มือมา ผมได้คุยกับส.ว.หลายท่าน หรือแม้แต่ส.ส.ของรัฐบาลหลายคนก็เห็นด้วย ถ้าใครคิดว่าจะใช้เวทีนี้เพื่อการเมือง เดี๋ยวสังคมก็เล่นงานเอง ดังนั้นรัฐบาลอย่าไปกังวล ใช้โอกาสนี้เปิดวิสามัญ อย่าไปรอให้ถึงสมัยสามัญ ประชาชนจะได้สบายใจ เชื่อว่าผู้สูญเสียนอกจากเศร้าแล้ว คงอยากถามกลับมาว่าเขาสูญเสีย เขาตาย เขาเจ็บ แล้วจะทำอะไรต่อหรือไม่ หรือแค่แสดงความเสียใจแล้วก็จบ” นายสุทินกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากรัฐบาลไม่ให้เปิดสมัยวิสามัญ นายสุทินกล่าวว่า เสียดายแทนรัฐบาล เราจะเดินหน้าจัดเวทีอื่น ฝ่ายค้านอาจเปิดเวทีเสวนาถอดบทเรียนเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ หากไม่ได้ทำในสภา ก็ทำนอกสภา ต่อข้อถามว่ามองว่ารัฐบาลไม่ค่อยเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดหรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า ขอฝากไปถึงรัฐบาลว่าวันนี้อย่าฉวยโอกาสเอาความโศกเศร้ามาเป็นข้ออ้างกลบเกลื่อน และปิดปากพวกเราไม่ให้พูดถึงความล้มเหลวของคุณ คุณอย่าแอบอยู่หลังความเศร้า
เด็กพปชร.ขอไฟเขียวเร่งด่วน
ด้านนายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ตนเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์ยาเสพติดที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบัน จึงขอให้ครม. วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน รวมทั้งสมาชิกรัฐสภา ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ร่วมพิจารณาลงชื่อยื่นเจตจำนงในการเสนอให้มีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ต่อนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา โดยให้ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่มีการพิจารณาหารือเฉพาะเรื่องของปัญหายาเสพติด กฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมาย
ในส่วนของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง 3 อำเภอ คือ อ.ปากพนัง หัวไทร เชียรใหญ่ จ.นครศรี ธรรมราช ตนเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการแก้ไขปัญหายาเสพติดทั้งในระดับท้องถิ่นและส่วนกลาง อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด สถานีตำรวจภูธร ฝ่ายปกครอง ผู้นำท้องถิ่นท้องที่ เพื่อดำเนินโครงการ “ลุ่มน้ำปากพนังโมเดล” นำร่องแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม
การดำเนินโครงการ “ลุ่มน้ำปากพนังโมเดล” ไม่ใช่แค่ตนดำเนินการเพียงคนเดียว แต่จะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องถิ่นท้องที่ ผู้นำชุมชน และภาคประชาชนในการร่วมมือร่วมใจเพื่อดำเนินการโครงการดังกล่าวให้สำเร็จได้
ประธานวิปรัฐบาลไม่สน
นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า การเสนอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ถามว่าสมควรหรือไม่ เขากำลังโศกเศร้า ชาวบ้านก็เดือดร้อน รัฐบาลก็กำลังช่วยเหลือชาวบ้าน เรื่องนี้ควรดูรัฐบาลก่อนว่าเขาทำงานอย่างไร จะแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างไร จะปราบปรามเรื่องอาวุธปืนอย่างไร ส่วนเรื่องยาเสพติดเป็นเรื่องของคน พื้นฐานคนเราแย่ลงหรืออย่างไร ก็ต้องไปดู เราต้องคิดกันทั้งระบบว่าจิตใจคนเรา สังคมไทย มนุษย์เราเสื่อมทรามลงขนาดไหน ไม่ใช่ประกาศสงครามยาเสพติดแล้วจบ
ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ นายนิโรธกล่าวว่า เขามีสิทธิ์เปิด ซึ่งอยู่ที่นายชวน พิจารณาว่าสมควรหรือไม่ คนเขากำลังเดือดร้อนจากอุทกภัยน้ำท่วม ส.ส.ก็ลงพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่อีกหนึ่งอย่างกับชาวบ้าน พรรคพลังประชารัฐตั้งใจทำงานอย่างเดียว หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐลงพื้นที่ ทำนั่นทำนี่ หัวหน้าพรรคการเมืองอื่นควรเอาแบบอย่าง
เมื่อถามว่าหากนายชวนเห็นสมควรให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ พรรครัฐบาลยินดีให้ความร่วมมือหรือไม่ นายนิโรธกล่าวว่า เขาเปิดก็เปิดไป แต่ถ้ายังไม่ได้อยู่ในสมัยประชุม ผู้แทนต้องอยู่ช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัย ที่ท่วมไร่นา ใครอยากประชุมก็ประชุมไป ว่ากันไป

ถอดบทเรียน – คณะกรรมการยุทธศาสตร์ กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ จัดเสวนาพิเศษ ถอดบทเรียน กราดยิงหนองบัวลำภู ร่วมหาทางออกด้วยกัน เสวนาโดย พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตรองผบช.น. นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต น.ส.วทันยา บุนนาค และน.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 9 ต.ค.
‘ชินวรณ์’แนะรอสมัยสามัญ
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ รองประธาน วิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ว่า การที่ฝ่ายค้านจะยื่นขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญนั้นต้อง มีส.ส. 1 ใน 10 ของจำนวนส.ส.ที่มีอยู่ มาร่วมลงชื่อ หรือให้ครม. เป็นผู้ยื่นขอ แต่ถ้าดูเงื่อนไขเวลา คิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะต้องรวบรวมรายชื่อส.ส. จากนั้นตรวจสอบรายชื่อส.ส.เหล่านั้น และต้องขอให้ประธานสภาพิจารณาด้วย รวมแล้วคงใช้เวลาหลายวัน แต่ขณะนี้เหลือเวลา 2 สัปดาห์จะถึงวันเปิดประชุมสภาสมัยสามัญแล้ว
ส่วนตัวคิดว่าฝ่ายค้านควรรอใช้โอกาสช่วงหลังจากเปิดประชุมสภาสมัยสามัญแล้วดีกว่า เมื่อถึงเวลานั้น แต่ละฝ่ายจะมีความพร้อม แต่ตอนนี้ควรให้ส.ส.ใช้เวลาลงพื้นที่ดูแลประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลายพื้นที่เกิดปัญหาน้ำท่วม ขณะที่รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหลายเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น

ภาษาชาติพันธุ์ – พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ร่วมงาน PIDATO หรือประกวดสุนทรพจน์ภาษามลายู พร้อมกับหนุนคติพจน์ของพี่น้องมลายูบอกว่า ‘การสูญสิ้นภาษา คือการสูญสิ้นชาติพันธุ์’ ที่โรงแรมปาร์คอินทาวน์ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 9 ต.ค.
‘ทวี’ชื่นชมอนุรักษ์ภาษามลายู
เมื่อวันที่ 9 ต.ค. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวในงาน PIDATO หรือประกวดสุนทรพจน์ภาษามลายู ว่า ช่วงที่ตนเป็นเลขาธิการ ประชาคมอาเซียนจะมีประชากรประมาณ 600 ล้านคน ถือว่าเป็นเขตเศรษฐกิจและสังคมที่ใหญ่คล้ายเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปที่เขามีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจประมาณอันดับ 8 ของโลก ในประชาคมอาเซียนที่เรารวมตัวกัน เราก็พบว่ามีพี่น้องที่เป็นมุสลิมอยู่ประมาณ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ ในการรวมตัวเป็นอาเซียนก็ต้องมีพี่น้องมลายูมุสลิม ซึ่งอันนี้ตนมองว่าเป็นโอกาสของประชาคมอาเซียนและเป็นโอกาสของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยโชคดีที่มีพี่น้องที่เป็นมลายูมุสลิม และเป็นพี่น้องที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของอาเซียน มีพี่น้องชายแดนใต้ที่ใช้ภาษามลายู
พ.ต.อ.ทวีกล่าวต่อว่า ซึ่งมีการใช้ภาษามลายูกันมากกว่า 1 ประเทศ การประกวดสุนทรพจน์ก็คือการพัฒนาภาษามลายู แล้วสิ่งที่จะปรากฏเราจะได้ไปบอกกับประเทศที่สื่อสารด้วยภาษามลายู แล้วเราต้องการจะถ่ายทอดภาษามลายู ประเทศไทยต้องภูมิใจว่า ภาษามลายูก็คือภาษาของประเทศไทย
“ท้ายที่สุดก็ขอแสดงความชื่นชมจริงๆ ไม่ทราบว่าหลังจากปี 2557 การจัดจะใหญ่กว่านี้หรือไม่ ตอนนั้นเรามีสถาบันภาษามลายู เรามีสถานีทีวีมลายู มีสถานีวิทยุมลายู เมื่อวานผมพาคณะของสมาคมโรงเรียนเอกชน 5 จังหวัด ก็คือ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา และสตูล ไปเยี่ยมกรุงเทพมหานคร (กทม.) พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.ได้มาต้อนรับ ตนตั้งใจที่จะมาสื่อสาร อยากให้เห็นว่า ภาษามลายูมีความสำคัญ อย่างที่คติพจน์ของพี่น้องมลายูบอกว่า ‘การสูญสิ้นภาษา คือการสูญสิ้นชาติพันธุ์’ อันนี้อยากให้พวกเรารักษาไว้” พ.ต.อ.ทวีกล่าว