บ่นอุบลงพื้นที่นนทบุรีต้องหนีม็อบต่อต้านวุ่น
‘บิ๊กตู่’ บอก ‘จุรินทร์’ ปรับครม.รอจังหวะอีกนิด หัวหน้าประชาธิปัตย์เผยส่งชื่อ ‘นริศ’ นั่งรมช.มหาดไทยถึงมือแล้ว ‘อุตตม’ รับคุยกับ ‘เจ๊หน่อย’ แต่ยันยังไม่คิดควบรวมพรรค ‘สนธิรัตน์’ ดันสุดตัว ‘สมคิด’ นั่งนายกฯ เพื่อไทยย้ำ ‘เศรษฐา-อุ๊งอิ๊ง’ ตัวชูโรงแลนด์สไลด์ ‘โทนี่’ เย้ย ‘ประยุทธ์’ ติดล็อกตัวเอง ลั่นเพื่อไทยพร้อมเล่นทุกสนาม ‘หญิงอ้อ’ เปิดใจครั้งแรกวัน ‘ทักษิณ’ ถูกรัฐประหาร หวังคุณตาได้กลับมาเลี้ยงหลาน นายกฯ ลงพื้นที่นนทบุรี หนีม็อบต้านวุ่น ชาวบ้านให้กำลังใจสู้ๆ เชียร์อยู่ยาว นายกฯ
‘บิ๊กตู่’ลุยนนท์-หนีม็อบต้าน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 ต.ค. ที่วัดแสงสิริธรรม ต.ท่าอิฐ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมและ ให้กำลังใจประชาชนในชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ เดิมมีกำหนดการลงพื้นที่จุดแรกที่วัดเขมาภิรตารามราชวรวิหาร แต่ได้เปลี่ยนกำหนดการกะทันหันมาลงพื้นที่จุดที่สองที่วัดแสงศิริธรรม และยกเลิกจุดแรก ซึ่งจุดนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสภ.เมืองนนทบุรี ตั้งจุดตรวจบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีนนทบุรี ก่อนจะถึงวัดเขมาฯ เพื่อคัดกรองประชาชนและรถที่ผ่านเข้าออก หลังได้รับการข่าวว่านายชินวัตร จันทร์กระจ่าง หรือ ‘ไบรท์ ราษฎร’ แกนนำกลุ่มราษฎรนนทบุรี จะระดมคนเพื่อมา ต่อต้านการลงพื้นที่ของนายกฯ โดยปลุกระดมให้เตรียมถุงอุจจาระ ถุงเลือดและน้ำปลาร้า มาปาใส่นายกฯ ในขณะลงพื้นที่ ขณะเดียวกันนางวรวรรณ แซ่อั้ง หรือ ป้าเป้า ได้บุกเดี่ยวมาดักรอพบพล.อ.ประยุทธ์ด้วย จึงต้องป้องกันและป้องปรามไว้ก่อน พร้อมเตรียมรถผู้ต้องขังไว้พร้อมด้วย
ชาวบ้านให้กำลังใจ-เชียร์อยู่ยาว
หลังรับฟังบรรยายสรุปภาพรวมปัญหา น้ำท่วมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่วัดแสง สิริธรรม แล้ว พล.อ.ประยุทธ์เดินลุยน้ำเข้าไปในชุมชนแสงสิริธรรม เยี่ยมผู้สูงอายุในบ้านพัก ให้กำลังใจพร้อมพูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบ มีชาวบ้านตะโกนส่งกำลังใจให้นายกฯ ขอให้สู้ๆ และขอให้ยิ้มหน่อยเพราะนายกฯ มีสีหน้าเคร่งเครียด พร้อมบอกว่า “รักลุงตู่ ขอให้ลุงตู่อยู่ยาว” ซึ่งนายกฯ ได้ทำท่าประจำคือ ทุบอก ส่งสัญลักษณ์ไอเลิฟยู ให้ประชาชน ชาวบ้านบางคนขอเข้ากอด ขอถ่ายรูป บางจุดมีเด็กๆ มารอให้กำลังใจด้วย ซึ่งนายกฯ ได้สอบถามว่าช่วงนี้ปิดเทอมใช่หรือไม่ เมื่อเปิดเทอมแล้วขอให้ตั้งใจเรียนเชื่อฟังผู้ใหญ่ เพื่อเป็นอนาคตของชาติ
ระหว่างพล.อ.ประยุทธ์เดินเยี่ยมให้กำลังใจประชาชน ได้แวะซื้อก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าดังในชุมชน และแวะทักทายประชาชนที่บ้าน น้ำท่วม คุณยายคนหนึ่งซึ่งเปิดร้านขายของชำ ได้ขอให้นายกฯ ถอดแมสก์ออกเพื่อดูใบหน้าชัดๆ ก่อนจะบอกว่า นายกฯ ดูหนุ่มและหล่อกว่าในทีวี ขณะที่นายกฯ ชมคุณยายกลับว่า ยังสาวอยู่เลย คุณยายตอบกลับทันทีว่านี่ขนาดอายุ 76 ปีแล้วนะ
บ่นอุบมาช่วย-ทำไมมีแบบนี้
ช่วงหนึ่งพล.อ.ประยุทธ์ได้หันไปเห็นสุนัขที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้จึงเข้าไปสอบถามเจ้าของว่าสุนัขชื่ออะไร เจ้าของตอบกลับว่า “พองๆ กับคุณนายเซ” และกล่าวว่า ตนเป็นคนชอบสุนัข สุนัขมันไม่กัด พร้อมถามกลับว่า “สุนัขกับแมว” มีนิสัยแตกต่างกันอย่างไร ชาวบ้านตอบกลับว่า “ต่างตรงคำว่าสุนัขกับแมว โดยแมวขี้อ้อน สุนัขซื่อสัตย์”
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวย้ำว่า “สุนัขจะซื่อสัตย์ และดูแลเจ้านายของมัน และสุนัขชอบให้เล่นคลอเคลียกับเขา แต่แมวไม่ค่อยชอบ แมวชอบไปอยู่ในโลกของเขา พอถึงเวลาจะมาหาเราเอง แต่สุนัขจะมาเล่นด้วยทั้งวัน นี่คือความแตกต่าง เราต้องสังเกตธรรมชาติของมัน คนเรายังแตกต่างกัน จากนั้นชาวบ้านได้ขอเซลฟี่ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับนายกฯ
ระหว่างเดินเยี่ยมให้กำลังประชาชนในชุมชนวัดแสงสิริธรรม พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดคุยกับนายปรีดา เชื้อผู้ดี นายกอบต.ท่าอิฐ ถึงกลุ่มคนที่เตรียมมาต่อต้านการลงพื้นที่ที่จุด วัดเขมาฯ พร้อมระบุว่า การลงพื้นที่อยากมาช่วยเหลือจริงๆ ทำไมต้องมีแบบนี้ด้วย ทำไมต้องมีแบบนี้ด้วย แต่ตนก็ไม่ได้อะไร
บอก‘อู๊ดด้า’ปรับครม.รอจังหวะ
เมื่อเวลา 07.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ปฏิเสธตอบคำถามถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี่ วู้ดซัม เสนอตัวช่วยแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึงกรณีความสัมพันธ์ภายในพรรคพลังประชารัฐ ที่มีส.ส.เตรียมย้ายออกจากพรรคเป็นจำนวนมาก
เป็นที่น่าสังเกตว่าพล.อ.ประวิตร ยังคงสงวนท่าที การตอบคำถามกับสื่อมวลชนในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ และยังมีสีหน้าขึงขัง ก่อนรีบเดินขึ้นรถกลับออกจากทำเนียบรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าภายหลังพิธีตักบาตรเสร็จสิ้นระหว่างที่พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินทักทายคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีช่วงหนึ่งได้ยืนพูดคุยกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โดยกล่าวทักทายว่า “ขอให้รอจังหวะนิดหนึ่ง” ซึ่งคาดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปรับครม.
แจ้งมติเสนอ‘นริศ’นั่งมท.3 แล้ว
นายจุรินทร์ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ มีมติเสนอชื่อนายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง เป็นรมช.มหาดไทย แทน นายนิพนธ์ บุญญามณี ที่ลาออกไปแล้ว ได้แจ้งให้นายกฯ รับทราบแล้ว เพื่อพิจารณาเสนอชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ หลังจากนี้จะเป็น ขั้นตอนการดำเนินการ และการพิจารณาของ นายกฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการปรับครม.ใน ตำแหน่งอื่นๆ หรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้แจ้งมติพรรคในตำแหน่ง รมช.มหาดไทย แทนนายนิพนธ์ ตามขั้นตอนการดำเนินการเท่านั้น แต่ ตำแหน่งอื่นๆ ยังไม่ทราบว่าจะมีการปรับเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับขั้นตอน กระบวนการ และดุลพินิจของนายกฯ ในการดำเนินการต่อไป
“หลังจากที่พรรคมีมติให้นายนริศ ดำรงตำแหน่งรมช.มหาดไทยแล้ว สัมพันธภาพภายในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มีปัญหา ผู้ที่เป็นคู่แข่งขัน และทุกคนภายในพรรคเคารพมติพรรค เพราะพรรคเป็นสถาบันการเมือง ดังนั้น เมื่อมีมติพรรคแล้ว จึงถือเป็นที่ยุติ” นายจุรินทร์กล่าว
เปิดตัวผู้สมัคร 3 เขตชุมพร
นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 14-15 ต.ค. นายจุรินทร์ นำ “จุรินทร์ออนทัวร์” ลงพื้นที่จ.ชุมพร มีภารกิจที่สำคัญคือการเปิดตัวผู้สมัครส.ส.ชุมพร ทั้ง 3 เขต โดยว่าที่ ผู้สมัครทั้ง 3 เขตเลือกตั้งของพรรค ประกอบด้วย เขต 1 นายอิสรพงษ์ มากอำไพ ที่คว้าชัยในการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างในการ เลือกตั้งซ่อมล่าสุด ทำให้ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก และสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างดี เขต 2 นายสราวุธ อ่อนละมัย ส.ส.ชุมพร 3 สมัย ที่ยืนหยัดอยู่กับพรรคอย่างมั่นคง ลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน อย่างสม่ำเสมอ สำหรับเขต 3 นายมีศักดิ์ ภักดีคง นั้น เป็นผู้ที่มีศักยภาพสูง และมีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์
ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค ใน 2 เขต เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส.ในรัฐบาลปัจจุบัน ทำพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องและทำหน้าที่แทนพี่น้องประชาชนในสภาผู้แทนราษฎรอย่าง เข้มแข็ง จึงมั่นใจว่าจะสามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้ ส่วนเขต 3 แม้จะเป็นว่าที่ผู้สมัครคนใหม่ แต่พรรคสรรหาผู้ที่มีศักยภาพเพื่อมารับใช้น้องประชาชน จึงมั่นใจได้เช่นกันว่าะสามารถคว้าชัยชนะได้ยกทีมครบทั้ง 3 เขต ของจ.ชุมพร
“จากความแข็งแกร่งของพรรคประชา ธิปัตย์ภายใต้การนำของนายจุรินทร์ หัวหน้าพรรคและการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ตามที่ได้หาเสียงไว้ โดยเฉพาะนโยบายประกัน รายได้เกษตรกรซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของพี่น้องเกษตรกร และการติดตามแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิดจะทำให้พรรค ประชาธิปัตย์คัมแบ็ก คว้าชัยชนะ และมีจำนวน ส.ส.เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมในการเลือกตั้งครั้ง ต่อไปอย่างแน่นอน” นางดรุณวรรณกล่าว
นอกจากนี้ ในภารกิจออนทัวร์ ของนาย จุรินทร์ ในฐานะรมว.พาณิชย์ จะเป็นประธานกิจกรรม “พาณิชย์เดินหน้าอมก๋อยโมเดล@ชุมพร” เป็นการลงนามซื้อขายมังคุด และพบปะเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมังคุดคุณภาพวังใหม่ พร้อมติดตามความคืบหน้าโครงการประกันรายได้ และเป็นประธานมอบเช็คชำระหนี้ และมอบโฉนดที่ดินของกองทุนฟื้นฟูช่วยเหลือเกษตรกร อีกทั้งจะไปติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าที่ตลาดสดหลายแห่งในจ.ชุมพรต่อไป
‘สุทิน’ชี้‘เศรษฐา-อิ๊ง’ตัวชูโรง
นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ และประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่พรรคเพื่อไทยจะชูนายเศรษฐา ทวีสิน นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นหนึ่งใน แคนดิเดตนายกฯ ว่า นายเศรษฐา มีชื่อเสียงในทางที่ดี คิดว่าท่านเป็นคนดี หากดึงมาก็ดี จะได้มีคนดีๆมาช่วยกันทำงาน
ด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่มีชื่อนายเศรษฐา และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เป็นแคนดิเดต นายกฯพรรคเพื่อไทยว่า บุคคลทั้งคู่ถือว่ามีคุณสมบัติเหมาะสม มีจุดแข็งทั้งคู่ อย่างนายเศรษฐาเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จ เป็นนักบริหารที่ประเทศต้องการเพราะมีความรู้ ความเข้าใจด้านเศรษฐกิจ ขณะที่ น.ส.แพทองธารเป็นคนรุ่นใหม่ สามารถนำเทคโนโลยีและดิจิทัลต่างๆ มาแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ ที่สำคัญมีฐานคะแนนนิยมสูงมากในขณะนี้ ดังนั้นคู่นี้ใครก็ได้เป็นนายกฯ ได้หมด เชื่อว่าจะสร้างโอกาสให้พรรคเพื่อไทยแลนด์สไลด์ได้อย่างแน่นอน และส่งผลให้เราชนะเลือกตั้ง ได้เป็นรัฐบาลที่แข็งแรงแน่ๆ
“หาก น.ส.แพทองธารได้เป็นนายกฯ แม้จะอายุไม่มาก แต่จะได้ ครม.ที่ล้อมรอบไปด้วยผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ ช่วยเติมเต็มการทำงานได้ จะแตกต่างจาก 8 ปีที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง” นายสุทินกล่าว
ยังไม่คุยจริงจังปม‘ธรรมนัส’
ส่วนกระแสข่าว ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) จะย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทยนั้น นายสุทินกล่าวว่า ทำไมไม่คิดกลับไปว่า ร.อ.ธรรมนัสจะย้ายกลับไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ กลับไปช่วย พล.อ.ประวิตร กอบกู้พรรคขึ้นมาอีกครั้ง เพราะตอนนี้ ส.ส.ย้ายออกไปอยู่พรรคอื่นมากพอสมควร อย่าลืมว่าทั้งคู่ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอยู่
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส ยังไม่ได้บอกเลยว่าจะไปอยู่พรรคไหน เราในฐานะที่เป็นพรรคการเมือง จึงยังไม่อยากแสดงความคิดเห็นเพราะผลการประชุมพรรคเศรษฐกิจไทยมีเพียงการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรค ส่วนร.อ.ธรรมนัสจะอยู่ต่อหรือไปไหนยังไม่ได้ชี้แจง ถ้าเราไปพูดอะไรเร็วเกินไป จะเป็นไปอย่างที่เราคิดหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคเพื่อไทยได้พูดคุย กับร.อ.ธรรมนัสเรื่องนี้จริงใช่หรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า ยังไม่ได้มีอะไรที่คุยกันแบบทางการ เพราะทุกพรรคมีการพูดคุยกันหมด เวลาไปเจอกันตามที่ต่างๆ ก็ถามกันหมด ต่อข้อถามว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทย คนอื่นรับได้การจะกลับมาของร.อ.ธรรมนัสหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า ยังไม่ได้คุยประเด็นนี้ในรายละเอียด เพราะในสถานการณ์น้ำท่วม ส.ส.ทุกคนต้องลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชน
‘อุตตม’รับคุย‘เจ๊หน่อย’
นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการเมืองของพรรคหากพล.อ.ประยุทธ์ เดินหน้าต่อทางการเมืองว่า เรามีแนวทาง ขับเคลื่อนพรรคสร้างอนาคตไทย เพราะอาสามาทำงานให้กับประชาชน โดยเฉพาะในยามที่ประเทศเผชิญวิกฤตด้านเศรษฐกิจ ปากท้อง ศรัทธาของประชาชน และความหวังต่ออนาคต จึงมุ่งมั่นอาสา มาทำงาน โดยเงื่อนไขการเมืองคือก้าวข้ามความขัดแย้ง โดยไม่พูดถึงขั้วไหนทั้งนั้น โจทย์เราชัดเจนมาทำงานด้านเศรษฐกิจ แก้ไขเรื่องปากท้อง และพยายามสรรหาคนของพรรคสร้างอนาคตไทยที่เหมาะสมที่สุดมาเป็นตัวแทนของพรรค เมื่อถึงเวลาเลือกตั้ง ซึ่งนี่เป็นแนวทางของเรา
หากพล.อ.ประยุทธ์ได้ไปต่อ เป็นเรื่องของประชาชน เมื่อถึงเวลาจะตัดสินใจว่าจะสนับสนุนใครบ้างให้เข้ามาทำงานให้ประเทศชาติและประชาชน โดยจุดยืนของพรรคชัดเจนและพูดมาหลายครั้งว่าถึงเวลาที่ประเทศต้องเปลี่ยนแปลง และจากโควิด-19 เป็นตัวกระตุ้นให้เห็นถึงความเปราะบางในเชิงเศรษฐกิจของประเทศ ที่ต้องเร่งปรับเปลี่ยนให้ทันโลก วันนี้ต้องมารวมกันปรับเปลี่ยนประเทศ ส่วนใครจะมาบริหารในอนาคต อยู่ที่ประชาชน พรรคมีอุดมการณ์ และจะเห็นเมื่อถึงเวลาการฟอร์มรัฐบาล ใครเป็นใครบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ความชัดเจนเกี่ยวกับกระแสข่าวคุยกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) นายอุตตมกล่าวว่า การพูดคุยเกิดขึ้นเป็นปกติธรรมดาระหว่างพรรคการเมือง และไม่ใช่ระบุว่าพรรคใดพรรคหนึ่งเท่านั้น เราพูดคุยกับหลายๆ พรรค เป็นธรรมดาที่นักการเมืองมาแลกเปลี่ยนข้อมูล ประเมิน วิเคราะห์ โดยเฉพาะครั้งนี้เราเห็นได้ว่าสนามเลือกตั้งที่จะมาถึงในเรื่องกฎเกณฑ์ขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้วพอสมควร เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พรรคการเมืองจะมานั่งคุยกัน แลกเปลี่ยนกันเป็นธรรมดา ฉะนั้นเราคุยกับหลายพรรค อันนี้เป็นข้อเท็จจริง
ยันยังไม่คิดรวมพรรคกับใคร
ส่วนพรรคไหนที่เคมีตรงกันแล้ว นาย อุตตมกล่าวว่า เคมีนั้นมีได้หลายส่วนว่าอะไรตรงกันไหม แต่คำว่าเคมีตรงกัน สุดท้ายหมายถึงว่าคุยกันด้วยอุดมการณ์อะไร และสู่เป้าหมายอะไร ถ้าพูดว่าเป้าหมายคือการทำงานร่วมกันก็ต้องพูดให้ชัดว่าทำงานร่วมกันใน รูปแบบไหน มีได้หลายรูปแบบ ใช้คำว่าเป็นพันธมิตรกัน เป็นพันธมิตรที่ร่วมอุดมการณ์ ซึ่งควรจะเป็นอย่างนั้นในมุมมองพรรคสร้างอนาคตไทย ถ้ามีอุดมการณ์ตรงกันถึงจะเป็นพันธมิตรได้
ต่อข้อถามว่า พรรคสร้างอนาคตไทยและพรรคไทยสร้างไทย มีโอกาสจะรวมพรรคกันหรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ วันนี้ยังไม่มีการพูดถึงการรวมพรรค ซึ่งการหารือพูดจากัน อย่างที่ตนเรียนว่าได้มีโอกาสพบปะพูดจากัน หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยกับตนก็คุ้นเคยกันมาก่อน ซึ่งหลายท่านในพรรคไทยสร้างไทยมีการพบปะกัน รวมถึงพรรคอื่นด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายสมคิดระบุว่าหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทยกับคุณหญิงสุดารัตน์ พูดภาษาเดียวกัน นายอุตตมกล่าวว่า คนไทยยังไงก็พูดภาษาไทยแน่นอน ภาษาเดียวกันหรือเคมีเดียวกัน ต้องเป็นเรื่องของการหารือ ไม่ใช่แต่หัวหน้าพรรค 2 คน เราทำงานเป็นทีมทั้งสองฝ่าย ตนเชื่อว่าอย่างนั้น ถ้าการเป็นพันธมิตรไม่ว่ารูปแบบไหน ยังไม่ทราบ วันนี้ยังไม่มีข้อยุติอะไรทั้งนั้น ยังไม่มีแนวความคิดจะไปร่วมกับใคร ถ้าเป็นประโยชน์เราจะมาหารือกันในพรรค
เมื่อถามว่า ตั้งเป้าหมายหรือไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาลเท่านั้น นายอุตตมกล่าวว่า เราตั้งเป้าว่าจะทำพรรคการเมืองให้เป็นพรรคที่ดี เป็นสถาบันทางการเมืองให้กับคนหลายรุ่นร่วมงานกัน ส่วนจะได้รับความไว้วางใจให้ทำงานในรัฐบาลหรือไม่ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน เราพร้อมที่จะทำงานเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลหน้า
ผลักดัน‘สมคิด’นั่งนายกฯ
ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคสร้างอนาคตไทย กล่าวว่า พรรคมุ่งมั่นที่จะชูนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรค เป็นนายกฯและหน้าที่ของพรรคคือหาความไว้วางใจจากประชาชน และผลักดันให้นายสมคิดได้ รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชน ไม่ว่าใครจะลงสู่สนามการแข่งขัน พรรคสร้างอนาคตไทยยืนยันจะสนับสนุนนายสมคิดเป็นนายกฯของประเทศไทยเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศและนำประเทศยามวิกฤต
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคสร้างอนาคตไทย จะเสนอชื่อนายสมคิด เป็นนายกฯเพียงชื่อเดียวหรือไม่ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ต่อข้อถามว่าคิดว่าจะสู้พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้หรือไม่ที่ชูนายเศรษฐา เป็นแคนดิเดตนายกฯ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ที่ตนพูดมาเสมอนายกฯในภาวะวิกฤตต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อยคือ 1.มีประสบการณ์ในการทำงาน 2.สามารถเข้าใจกลไกราชการ กลไกการบริหารราชการ แผ่นดิน กลไกทางการเมือง และต้องเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ คงไม่บอกว่าสู้กับใครได้หรือไม่ แต่นั่นคือคุณสมบัติของนายกฯที่พรรคสร้างอนาคตไทยตั้งเป็นเกณฑ์หลักในการสรรหาแคนดิเดตนายกฯ
ต่อข้อถามว่า ขณะที่พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าแลนด์สไลด์ ส่วนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตั้งเป้าได้ส.ส.ไม่น้อยกว่า 120 คน พรรคสร้างอนาคตไทยตั้งเป้าอย่างไร นายสนธิรัตน์กล่าวว่า เราตั้งเป้าทำงานหนักที่สุด ทำเต็มที่ทำอย่างสุดความสามารถ เป้าหมายเป็นสิ่งที่เรายอมรับเมื่อพี่น้องประชาชนตัดสินใจ เราเองถือว่าทำดีที่สุด ซึ่งในทางการเมือง โดยนายสมคิดพูดแล้วว่าไม่ได้ทำงานการเมืองเพื่อเอาอำนาจ เพื่อจะเอาจำนวนส.ส .แต่จะเป็นพรรคการเมืองที่เปลี่ยนแปลงชีวิตพี่น้องประชาชน หน้าที่เราตรงนี้ทำให้ดีที่สุด ประชาชนตัดสินใจอย่างไรเป็นสิ่งที่เรา พร้อมรับ
‘นิพิฏฐ์’เชื่อ‘ตู่’ยุบสภาก่อน 24 ธ.ค.
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง ยุทธวิธีโจโฉ “ผู้ไม่ยอมให้โลกทรยศ” วิเคราะห์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะยุบสภาก่อน 24 ธ.ค.นี้ว่า วันที่ 24 ธ.ค.2565 คือ 90 วัน ก่อนครบวาระสภา เป็นวันสุดท้ายที่ ส.ส.จะย้ายพรรคและไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคใหม่ได้ภายใน 90 วัน ไม่งั้นก็สมัคร ส.ส.ไม่ได้ ผมคิดว่า…พรรคที่เขาแอบเลี้ยง ส.ส.ไว้ในพรรคอื่น เขาจะให้ ส.ส.ลาออกก่อน 24 ธ.ค. 2565 ไม่งั้นเสียเงินฟรี ดังนั้น หลัง 24 ธ.ค. สภาผู้แทนราษฎร จะเปิดประชุม หรือเสนอกฎหมายอะไรไม่ได้เลย คว่ำแน่ 100% สภาหลัง 24 ธ.ค.จึงไม่มีประโยชน์อีกต่อไป
ผมว่า…พล.อ.ประยุทธ์คงไม่ยอมให้ ส.ส.ทยอยออกทีละคนสองคน เมื่อสภาทำงานไม่ได้ ผลิตกฎหมายก็ไม่ได้ การนั่งมอง ส.ส.หนีตาย ทยอยลาออก มันวังเวง และเจ็บปวดกับคนเป็นนายกฯ ที่เคยมีอำนาจคับฟ้า
ผมว่า…คนอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้ยุทธวิธีแบบโจโฉ ที่ “ไม่ยอมให้โลกทรยศ” ด้วยการยุบสภา ก่อน 24 ธ.ค.2565 คืนอำนาจให้ประชาชน อย่างนี้มีศักดิ์ศรีมากกว่าที่จะเหลือตัวคนเดียว
กกต.ไร้คำร้องสอบผิดกฎเหล็ก
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า จากกรณีที่ กกต.ออกประกาศระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งส.ส. (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2565 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับนักการเมืองและพรรคการเมือง ในช่วง 180 วันก่อนวันครบอายุสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น ขณะนี้เหตุการณ์ต่างๆ ยังคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่พบการกระทำผิดกฎหมาย รวมทั้งไม่พบการร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรี ส.ส. หรือว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.รายใดว่าได้กระทำผิดระเบียบฯเข้ามายังสำนักงาน กกต.
ส่วนหนึ่งเชื่อว่าที่ยังไม่มีการร้องเรียนอาจเป็นเพราะยังไม่มีการเลือกตั้ง หรือมีผู้สมัคร ส.ส.อย่างเป็นทางการ แต่อาจมีการเก็บพยานหลักฐานไว้ก่อน หากเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งและบุคคลนั้นลงสมัคร ส.ส.อาจนำประเด็นเหล่านี้มายื่นร้องเรียนต่อ กกต.ภายหลังได้ ขณะที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ผอ.กกต.จว.) ทั้ง 77 จังหวัดได้ชี้แจงให้นักการเมือง พรรคการเมืองได้รับทราบถึงแนวปฏิบัติดังกล่าว ทำให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แม้ช่วงนี้จะอยู่ในช่วงที่หลายจังหวัดประสบปัญหาอุทกภัยก็ตาม
‘โทนี่’เย้ย‘ประยุทธ์’ติดล็อก 8 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเปิดตัวหนังสือ Thaksin Shinawatra Theory and Thought (ทักษิณ ชินวัตร หลักการและความคิด) ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นหนังสือปกแข็งความยาว 224 หน้า จัดพิมพ์แบบสี่สี เป็นการบอกเล่าแต่ละช่วงเวลาของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตั้งแต่เรื่องราวความผูกพันในครอบครัวภรรยา ลูก หลาน ช่วงเป็นนักธุรกิจ การก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ได้รับชัยชนะจนได้เป็นนายกฯ ช่วงเวลารัฐประหาร นโยบาย มุมมองทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และเรื่องอื่นๆ ผ่านบทสัมภาษณ์
ขณะเดียวกันบุตรทั้ง 3 คน โอ๊ค-นายพานทองแท้ เอม-น.ส.พินทองทา และอุ๊งอิ๊ง-น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ยังได้สะท้อนมุมมองที่มีต่อพ่อที่น่าสนใจ ตั้งแต่ก่อนเข้าการเมือง เข้าสู่การเมือง รวมถึงช่วงเวลาโดนรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.2549 ด้วย ในหนังสือเล่มนี้ยังเปิดบทสัมภาษณ์ครั้งแรกของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยานายทักษิณอีกด้วย
ในหนังสือหน้า 91 ชื่อตอน True Democracy นายทักษิณได้สะท้อนมุมมองผ่านบทสัมภาษณ์ เนื้อหาส่วนสำคัญตอนหนึ่งระบุว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องมีกระบว น การยุติธรรม ให้ความเสมอภาคกับประชาชน มันจะทำให้ทุกปัญหาในทุกประเทศถูกแก้ไป สมมุติวันนี้เขาไม่ชอบรัฐบาลชุดนี้ เขาเลือกผิดไปแล้ว คราวหน้าเขาก็ไม่เลือกอีก เพราะมันมีระยะเวลาที่เขาทดลองงาน ทดลองคนอยู่ ซึ่งมันดีกว่าระบบที่มันเปลี่ยนไม่ได้เลย
อย่างที่รัสเซีย ปูตินก็อาจจะเล่นกับระบบ เหมือนคุณประยุทธ์วันนี้คิดจะเล่นกับระบบเหมือนกัน ถึงแม้ว่า 8 ปีที่เขากำหนดไว้ ก็ยังพยายามจะตีความว่าไม่นับ ซึ่งเจตนาของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขามองเห็นผมอยู่ กลัวคนอย่างผมเข้ามาแล้วจะอยู่เกิน 8 ปี แต่ว่าวันนี้ไปติดล็อกตัวเอง
ลั่นพร้อมเล่นทุกสนาม
ทหารคือภัยคุกคามทางประชาธิปไตย เพราะทหารชอบปกครอง แต่ประชาธิปไตยเป็นการบริหารมากกว่าปกครอง การปกครองเป็นของชนชั้นนำโบราณ แต่ประชาธิปไตย คนเป็นผู้นำมันถือตัวไม่ได้ จะมาด่าสื่อก็ไม่ได้
ทหารเขาโตมาจากสภาพที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ในค่ายทหาร เวลาเข้าไปในสโมสรยังแยกประตูระหว่าง สัญญาบัตร-ชั้นประทวน มันมีชนชั้นอยู่ ตราบใดที่ยังใช้ระบบปกครองแบบเก่าที่มีชั้นวรรณะ มันเป็นประชาธิปไตยไม่ได้หรอก
ภัยคุกคามอีกประเภทหนึ่งก็คือคนที่ชอบมีผลต่อปัญหาของบ้านเมือง ประเภทคน ไร้อาชีพ แต่มาเกาะขั้วอำนาจหากินเป็นเหมือนไม้ค้ำของเผด็จการ พอเผด็จการอยากพัก อยากจะล้ม แต่ไอ้ไม้ค้ำไม่ยอม เพราะไม้ค้ำยังมี รายได้อยู่ สิ่งนี้เป็นกาฝากของประชาธิปไตย
ทุกครั้งที่เราชนะ เราไม่เคยกำหนดกติกาเอง อย่างตอนคุณยิ่งลักษณ์ ชนะถล่มทลายตอนนั้น เขาก็แก้กฎหมาย แก้ระเบียบเลือกตั้งก่อนเลือกตั้ง เพื่อหวังว่าจะได้ประโยชน์ให้กับตัวเอง แต่ลืมไปว่าช่วงเวลาที่ตัวเองบริหารอยู่ ประชาชนเขาเจ็บ เขาถึงแสดงออกมาผ่านบัตรเลือกตั้ง กติกาเราไม่เคยได้เป็นผู้กำหนดเลย ตั้งแต่ไทยรักไทยมาจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยกำหนดกติกาเอง เล่นในกติกาคนอื่นทั้งนั้น ครั้งนี้เขาก็กำหนดเอง เราไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย เราพร้อมเล่นทุกสนามมากกว่า
‘หญิงอ้อ’เปิดใจครั้งแรก
ในภาคของเนื้อหา Thaksin & Family ตอนเนื้อหา Thaksin’s Reflection มีการเผยแพร่บทสัมภาษณ์ คุณหญิงพจมาน ซึ่งเป็นการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกในทางการเมือง
ถามว่า วันแรกที่คุณทักษิณ เข้าสู่การเมืองจนเป็นนายกฯ คุณหญิงและครอบครัวคุยกันอย่างไร คุณหญิงพจมาน ตอบว่า ครอบครัวก็ต้องดีใจเป็นที่สุดค่ะ และคิดกันว่าท่านคงทำหน้าที่นี้ได้อย่างดี เพราะชีวิตท่านก็ผ่านความยากลำบากกว่าจะประสบความสำเร็จมาถึงวันนี้ ขณะนั้นที่คิด ท่านคงอยากใช้ความสามารถทั้งหมดมาทำประโยชน์ให้ประเทศ
ถามว่าดีใจหรือกังวลถึงความท้าทายที่จะตามมา คุณหญิงพจมานกล่าวว่า มองเห็นแต่ความกังวลตามที่คุณย่า(คุณแม่ของคุณทักษิณ) เคยเตือนไว้แล้วว่า การมาทำงานการเมืองมีแต่ความเหน็ดเหนื่อย ถูกใส่ร้ายป้ายสีและอื่นๆ อีกมากมาย แต่ที่ห่วงสุดคือสุขภาพของท่าน
ถามว่าคุณหญิงเคยวิจารณ์คุณทักษิณเรื่องอะไรที่ซีเรียสที่สุด เพราะรักและหวังดีที่สุด คุณหญิงพจมานตอบว่า เคยต่อว่าท่านว่า ท่านเป็นคนทำอะไรจริงจัง งานก็หนัก ความเครียด แรงกดดันก็เยอะมาก ขอให้ท่านดูแลสุขภาพให้ดีไปพร้อมๆ กัน
ถามว่าเรื่องอะไรที่คุณหญิงกับคุณทักษิณผูกพันกันมากที่สุด คุณหญิงพจมานตอบว่า โตมาด้วยกัน เจอกันมาตั้งแต่อายุ 15 ท่านอายุ 21 ไปเรียนต่างประเทศด้วยกัน ผ่านความลำบากมาด้วยกัน สร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยกัน คิดและทำทุกอย่างด้วยกันทั้งหมด จึงผูกพันยาวนาน
รับมือรปห.ด้วยความนิ่ง
ถามว่าวันแรกที่คุณทักษิณถูกรัฐประหาร ความรู้สึกแรกเป็นอย่างไร คุณหญิงพจมานตอบว่า ตกใจที่สุด เป็นห่วงลูกๆ ว่าจะปลอดภัยอย่างไร และเราก็ไม่รู้ถึงความน่ากลัวของรัฐประหารว่าจะลามมาถึงครอบครัวไหม และเราจะต้องตกอยู่ในสภาพไหน
ถามว่าคุณหญิงและครอบครัวรับมือกันอย่างไร คุณหญิงพจมานตอบว่า รับมือด้วยความนิ่ง และดูความปลอดภัยของลูกๆ เป็นหลักในตอนนั้น
ถามว่าตอนคุณทักษิณตัดสินใจลี้ภัย ได้คุยอะไรกันบ้าง คุณหญิงบอกอะไรกับคุณทักษิณ คุณหญิงพจมาน ตอบว่า เห็นด้วยที่จะให้ท่านอยู่เมืองนอกก่อนและให้ลูกๆ ช่วยคุยกับท่านว่า อย่าให้พ่อกลับมาไทย เพราะตอนนั้นท่านอยากกลับประเทศไทย อยากกลับมาสู้คดี เพราะท่านคิดว่าท่านบริสุทธิ์
ถามว่าคุณทักษิณเคยบอกว่า เวลาคิดอะไรขอคิดเงียบๆ เก็บไว้คนเดียว คุณหญิงคิดว่าเป็นเพราะอะไร คุณหญิงพจมานตอบว่า ท่านไม่อยากให้ครอบครัวเครียดเลย อันนี้สำคัญที่สุด โดยท่านจะได้ไตร่ตรองจนตกผลึกก่อน แล้วใช้เวลาขับรถไปไกลๆ ด้วยกัน ค่อยๆ เล่าและฟังความคิดค่างๆ หรือความคิดเดียวกัน เราทำวิธีนี้ตั้งแต่สมัยเริ่มทำธุรกิจด้วยกันแล้ว การอยู่ด้วยกันสองคนในรถช่วยให้สามารถ คุยกันด้วยดี แล้ว จบลงได้ เพราะท่านทราบว่า เราคงไม่กระโดดลงกลางทาง (หัวเราะ)
หวังตาได้กลับมาเลี้ยงหลาน
ถามว่าวันแรกที่คุณอิ๊งตัดสินใจลงการเมืองเป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยคุณหญิงและครอบครัวคุยอะไรกันบ้าง คุณหญิงพจมานตอบว่า ลูกก็มาบอกว่ามีความตั้งใจ พอเห็นความตั้งใจของลูกเลยแล้วแต่ลูก เพราะลูกโตแล้ว เราต้องเคารพในการตัดสินใจและ ไม่อยากให้ลูกกดดัน ก็คอยสนับสนุนให้กำลังใจเขาห่างๆ
ถามว่าคุณทักษิณให้สัมภาษณ์ว่า เวลามองกระจกแล้วเห็นคุณหญิง รู้สึกสงสารคุณหญิง คิดว่าทำไมคุณทักษิณ ถึงรู้สึกแบบนั้นคุณหญิงพจมาน(ยิ้ม) ตอบว่า ไม่รู้เหมือนกัน เพราะ คำพูดที่เคยเตือน แล้วท่านคงจำได้ดี และตอนนี้ท่านคงเข้าใจแล้ว และคงรู้สึกเศร้า และท่านคงอยากจะกลับมาเลี้ยงหลาน เป็นตายาย ปู่ย่า เหมือนครอบครัวปกติ
ถามว่าเรื่องไหนที่ทำให้คุณหญิงและครอบครัวมีความสุขที่สุด แม้ว่าคุณทักษิณ จะไม่ได้อยู่ด้วย คุณหญิงพจมาน ตอบว่า ล่วงเลย มาถึงเวลานี้แล้วก็ขอให้ท่านมีแต่ความสุข สุขภาพแข็งแรง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
ถามว่าในฐานะคุณยาย คุณหญิงฝันอะไร ตั้งความหวังอะไรกับหลานๆ ในวันเวลาที่สังคมไทยมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ค่อนข้างริบหรี่ คุณหญิงพจมานตอบว่า ไม่ได้คาดหวังอะไร อยากให้เขาโตมาร่าเริงแจ่มใส พ่อแม่เขาก็ดูแลกันดีเต็มที่ เพราะคิดว่าเลี้ยงลูกมาอย่างดีแล้ว และลูกก็คงเลี้ยงลูกของตัวเองได้ดีกว่าแน่ แค่อยากเห็นหลานๆ เติบโตมาอย่างมีความสุข ร่าเริง สดใสตามวัยกับสุขภาพที่แข็งแรง และรักกัน อย่างอื่นก็ให้เป็นไปตามวันเวลา แต่คุณตาจะได้กลับมาเห็นความเติบโตของหลานตา ก็แอบคิดว่าคงมีสักวัน แน่นอนที่หลานๆ ทุกคนจะได้อยู่พร้อมหน้ากับคุณตาอันเป็นที่รัก