รมต.โวยไม่เหมาะสม พปชร.จี้ 2ป.รีบเคลียร์บัญชีแคนดิเดตนายก ทสท.ลั่นควบรวมสอท.ต้องคุยอุดมการณ์เป๊ะ
สมาคมทนายความฯ ป้อง‘โน้ส-เดี่ยว13’ ไม่ผิด วิจารณ์นายกฯ ได้ รัฐมนตรีโวยเกินเลย ไม่เหมาะสม ‘ชลน่าน’ ชี้ด่ากันในสภาแรงกว่านี้ ‘อู๊ดด้า’ ไม่รีบ ตั้ง ‘นริศ’ เป็น มท.3 ให้เกียรตินายกฯ ตัดสินใจปรับครม.เมื่อไหร่ ส.ส.พลังประชารัฐบี้ 2 ป. ‘ประยุทธ์-ประวิตร’ รีบคุยให้จบ เรื่องแคนดิเดตนายกฯ แนะ ‘บิ๊กตู่’ เร่งสวมเสื้อพลังประชารัฐ ‘ศิธา’ ระบุไทยสร้างไทย ควบรวมสร้างอนาคตไทยหรือไม่ ต้องเคลียร์อุดมการณ์ ให้ชัด ต้องไม่เป็นนั่งร้านเผด็จการ ‘เสี่ยปุ้ม’ สวนกลับ สอท.ยึดมั่นประชาธิปไตย ‘สนธิรัตน์’ เชื่อถ้ารวมกันได้ จะเป็นพลังบวกการเมือง ‘ฮาย ปวิศรัฐฐ์’ นำทีมรีแบรนด์พรรคเพื่อชาติ สลัดคราบพรรคสำรอง พรรคพี่พรรคน้องเพื่อไทย
สมาคมทนายชี้‘เดี่ยว13’ไม่ผิดกม.
เมื่อวันที่ 14 ต.ค. นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เเถลงข้อความผ่านเฟซบุ๊กสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยว่า ตามที่เกิดประเด็น เกี่ยวกับ การแสดงเดี่ยวไมโครโฟน 13 ของคุณโน้ส-อุดม แต้พานิช บางส่วนที่เป็นการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมตรีและรมว.กลาโหม ล้มเหลว ซึ่งมีประชาชนแสดงความคิดเห็น ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อันนำไปสู่ประเด็นที่มีบุคคลอ้างว่า การกระทำของ คุณโน้ส-อุดม ไร้เหตุผล ให้ข้อมูล อันเป็นเท็จต่อสาธารณชน และผิดกฎหมาย
สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ขอแสดงความคิดเห็นว่า ด้วยรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อสารความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าว จะกระทำมิได้
ฉะนั้น การแสดงของคุณโน้ส-อุดม ดังกล่าว เป็นเพียงแค่การแสดงความคิดเห็น การถ่ายทอดความรู้สึก และเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลที่ล้มเหลว หาใช่การแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือการกล่าวหา ใส่ร้ายผู้อื่นให้ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด
เห็นต่างเป็นสิ่งสวยงามในปชต.
อีกทั้ง รัฐบาลหรือนายกฯ เป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนได้ ประกอบกับการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว ยังสอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชนที่เห็นด้วยส่วนใหญ่ ที่เป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของอำนาจอธิปไตย ตลอดจนเป็นผู้เสียภาษีให้กับรัฐ ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ที่ได้รับผลกระทบจากการทำงานของรัฐบาลที่ล้มเหลว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา จึงย่อมมีสิทธิตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์
สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เห็นว่า รัฐบาลควรปล่อยให้ประชาชนได้มีการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ การทำงานของรัฐบาลหรือนายกฯ ให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความ คิดเห็นในรูปแบบใด และสำคัญที่สุด รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจต้องไม่ใช้กฎหมายเป็น เครื่องมือดำเนินคดีกับผู้ที่เห็นต่าง อันจะทำให้บ้านเมืองเข้าสู่ความขัดแย้ง และนำไปสู่การใช้ความรุนแรงแบบไม่จบสิ้น
กรณีดังกล่าว น่าจะเป็นประโยชน์และอุทาหรณ์ ให้เห็นว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างของประชาชน เป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่สวยงามในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม ซึ่งประชาชนเหล่านั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้กฎหมายเดียวกัน มิได้สร้างความขัดแย้งหรือก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นในสังคมไทย เพราะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตนั้นเป็นของประชาชนคนไทยทุกคน
‘พี่ศรี-สนธิญา’ฮึ่มแจ้งความ
ผู้สื่อข่าวรายนงานว่า ก่อนหน้านี้ นาย ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กว่า “โน้ต เดี่ยว-13 ให้ท้ายม็อบก้าวล่วงหรืออย่างไร? พูดเอามัน เอาฮา ไร้เหตุผล และให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อสาธารณชน.. เดี๋ยวเจอกัน..!!”
นายศรีสุวรรณ เปิดเผยว่า ที่ตนโพสต์เนื่องจากในสื่อโซเชี่ยลมีการส่งต่อคลิปของโน้ส-อุดม ซึ่งหลายคำพูดตนรับไม่ได้ ต้องยอมรับว่าเนื้อหาที่เดี่ยว 13 คือการที่โน้ส ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิติเตียนการทำหน้าที่ของนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งตนมองว่าการที่ประชาชนตำหนิรัฐบาลสามารถทำได้ ไม่ผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่ตนติดใจคือคำพูดว่า “วันนี้รถติดเยอะหน่อย มีม็อบไล่คนที่เราอยากจะไล่เขา ก็ให้อภัยเขาไปนะครับ ถือว่าทำงานแทนเรา” ซึ่งคำพูดนี้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณชน เหมือนเป็นการสนับสนุน ส่งเสริมม็อบ ให้คนออกมาชุมนุม
อย่าลืมว่า 2-3 ปีก่อนหน้าที่ ม็อบได้ออกมาขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแค่ฉากบังหน้า แต่เจตนาจริงคือแอบแฝงไปด้วยการขับไล่สถาบัน ตนจึงมองว่าการออกมาพูดในลักษณะอย่างนี้เข้าข่ายประมวลกฎหมายอาญามาตรา 85 และ 87 อีกทั้งคำพูดเหล่านั้นมีการเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนโลกออนไลน์ จึงเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (2) หรือจะเป็น (1)-(3)-(4) แล้วแต่จะวินิจฉัยตีความ
ส่วนประเด็นคำพูดที่ตนมองว่าเป็นเท็จ ขอยกตัวอย่างประโยค “ยืนยันเรื่องความโปร่งใส แต่ไม่ให้ตรวจสอบ” ซึ่งที่ผ่านมาเรื่องการ ตรวจสอบ นายกฯ กระทำมาโดยตลอด ในรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในทุกยุคทุกสมัย จึงอยากขอถามกลับว่าการตรวจสอบนั้น ผลออกมาเป็นที่ไม่พอใจต่อพวกคุณหรือไม่ ถึงได้ออกมาวิจารณ์ว่า ตรวจสอบไม่ได้ ตนจึงมองว่าประเด็นตรงนี้เป็นการพูดให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อสู่สาธารณชน
นายสนธิญา สวัสดี ที่ปรึกษากรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าว ตนรวบรวมหลักฐาน ข้อมูล เนื้อหาที่มีการพูดพาดพิงนายกฯไว้หมดแล้ว เห็นว่าทาง นายศรีสุวรรณประกาศจะไปแจ้งดำเนินคดี ส่วนตนขอดูในรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ หากออกมาขอโทษ ตนคิดว่าจะไม่มีการไปร้องเรียนเพิ่มเติม เนื่องจากเชื่อว่าทุกคนหวังดีกับประเทศ เพื่อเตรียมตัวสู่การเลือกตั้ง
‘อนุชา’ซัดขยี้‘บิ๊กตู่’ไม่เหมาะ
นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงปรากฏการณ์การวิจารณ์การทำงานของพล.อ.ประยุทธ์ ในการโชว์ ‘เดี่ยว 13’ ว่า เป็นธรรมดาในเรื่องความคิดเห็นทางการเมืองที่มีความเห็นไม่ตรงกันเสมอ นี่คือระบอบประชาธิปไตย ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังความคิดเห็นหรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า หากเป็นคำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมาไม่ประกอบด้วยอคติ เอาสนุกอย่างเดียว คิดว่าไม่มีปัญหา
หากคำวิจารณ์นั้นประกอบด้วยอคติ และใส่เจตคติบางอย่าง ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงย่อมเป็นไปได้ เพราะเป็นศิลปิน ที่ส่วนตัวมองว่าเป็นเซเลบและสังคมติดตามให้ความสนใจ เรื่องนี้ส่วนมากศิลปินจะไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเพราะเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด ก็ต้องไปพิจารณาว่าอะไรเกิดขึ้นอย่างไร แต่สิ่งที่ตนกล่าวไป ทุกคนที่มีเจตนาบริสุทธิ์ เป็นเรื่องของประชาธิปไตย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่โน้สวิจารณ์ มีเจตนาบริสุทธิ์หรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า มีหลายส่วนที่ตนคิดว่าไม่เหมาะสม ในฐานะที่เรามีรัฐบาล มีผู้นำ บางอย่างคิดว่าเกินเลยไปบ้าง ต่อข้อถามว่า จะดำเนินคดีหรือให้ฝ่ายกฎหมายติดตามหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า ไม่ทราบ และไม่ทราบว่านายกฯ ได้ดูเดี่ยว 13 หรือยัง แต่ส่วนตัวได้ดูคร่าวๆ นิดหน่อย และเห็นในส่วนกระแสวิเคราะห์ของสังคมที่ แบ่งกันเป็นฝักเป็นฝ่าย ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและ ไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องธรรมดา
เตือนศิลปินต้องระวัง
ต่อข้อถามถึงการวิจารณ์นายกฯ ในลักษณะ เสียดสี คิดว่าเหมาะสมหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า “เมื่อเป็นศิลปินตนบอกแล้วเมื่อก่อนไม่มีใครเขามาทำแบบนี้ เพราะศิลปินเป็นผู้ที่สามารถทำให้สังคมคิดเห็นในมุมมองไปได้หลายอย่าง เพราะศิลปินเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงที่ต้องระมัดระวัง เมื่อถามว่าโน้ส วิจารณ์ในหลายรัฐบาล ตั้งแต่สมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ นายอนุชากล่าวว่า ค่อนข้างที่จะไม่เหมือนกัน ตนว่าการวิจารณ์ในระบบธรรมดา ทุกคนก็เห็นได้ว่าต่างกันหรือไม่ ต่างกันอย่างไร หากเปิดใจเป็นธรรมเราจะเห็น สื่อก็เห็นว่าการวิจารณ์อาจมีความแตกต่าง กันบ้าง หากจะบอกว่าเหมือนคงไม่ใช่
น.ต.ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวว่า ส่วนตัวมองเป็นเรื่องบวก เพราะในระบอบประชาธิปไตยต้องพูดคุย ได้วิจารณ์ผู้มีอำนาจได้ ผู้นำต้องใจกว้าง เช่นเดียวกับกรณีของนักร้อง 4 คนที่ร้องเพลงเสียดสีนายกฯ ถ้าเอาคดีความมาปิดปากไม่ให้เขาพูด ปราบสิบจะเหลือเป็นหมื่นเป็นแสน ดังนั้น ต้องเปิดเสรีภาพในการแสดงความเห็นและเปิดใจรับฟัง บางคนพูดแล้วมีเหตุผลมากกว่าผู้นำประเทศบางคน ยืนยันว่าเรา ยืนอยู่ข้างประชาชนตลอด
‘ชลน่าน’ระบุปกติ-ในสภาแรงกว่า
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวว่า ส่วนตัวมองในแง่บวก ฟังแล้วปกติมาก เพราะในสภา ฝ่ายค้านด่ากันมากกว่านี้ ซึ่งกรณีของ โน้ส-อุดม เป็นศิลปิน มีช่องทางการสื่อสารและใช้ความเห็นทางการเมืองมาประกอบ เหมือนทุกคนที่มีสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ในการวิพากษ์วิจารณ์และการเสนอความเห็นของพลเมือง ส่วนที่พูดจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จต้องไปพิสูจน์กันอีกที
ส่วนการพูดถึงนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมบอกได้ว่า เราเลือกคุณไปทำงาน และเป็นสีสันของการสื่อสารทางการเมืองที่ตัวแทนของคนกลุ่มหนึ่ง เช่น ชนชั้นกลาง ในประเทศนี้ที่เขามีความเห็นเต็มที่ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องต้องฟัง
โดยหลักของประชาธิปไตย จะมีความเห็นต่าง ความเห็นแย้ง เป็นการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย ต้องสู้ด้วยเหตุด้วยผล ไม่ควรสู้ด้วยเรื่องคดีและข้อกฎหมาย ที่จับผู้เห็นต่างเข้าคุก เข้าตะราง ถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและทำให้ขัดแย้ง
“ตามหลักสิทธิเสรีภาพ หากพล.อ.ประยุทธ์มองว่าตนเองได้รับความเสียหาย ก็มีสิทธิ ฟ้องร้องได้ แต่ไม่ส่งเสริม เพราะการแสดงความเห็นต่อการทำงานของผู้นำในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่ทำได้” นพ.ชลน่านกล่าว
‘จตุพร-นิติธร’เชียร์โน้ส
นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายนิติธร ล้ำเหลือ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในเฟซบุ๊กไลฟ์ “ประเทศไทยต้องมาก่อน” โดยนายจตุพรกล่าวว่า ความจริง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนชอบพูด พูดทุกวันและพูดมาก แล้วพูดแขวะโน้สมาก่อน เมื่อโน้สพูดเดี่ยว-13 ในช่วงนายกฯ 8 ปี จึงถูกเวลา และใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ขยี้ 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จนวายวอดหมด แทบเรียกว่า เปลือยกายล่อนจ้อน เห็นทุกอณูขุมขนชัดเจน
นอกจากนี้ ฝ่ายกองเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ พยายามปกป้อง โดยเอาตรรกตามหลังจึงไม่เป็นเหตุผล เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ทำผิดหน้าที่มาตลอด แล้วยังกล้าเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจโดยไม่รู้ตัวเอง “โน้สพูดเอาข้อเท็จจริงมาพูด จึงทำให้ฝ่ายประยุทธ์รู้สึกว่าเสียการเมือง เมื่อหนักข้อขึ้นทำเหมือนประยุทธ์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แตะต้องไม่ได้ ดังนั้น ปรากฏการณ์ของประยุทธ์ที่โน้สพูดถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มืดมิดตั้งแต่วันแรกและคนรู้สึกไม่เห็นความหวัง คือข้อเท็จจริง”
ด้านนายนิติธรกล่าวว่า สิ่งที่โน้สพูด ถ้าใส่สาระแล้วจะเห็นว่า สังคมมั่ว ทั้งที่โน้สบอกว่า คนเก่งอาจไม่ใช่คนดีก็ได้ แต่การเลือกผู้นำมานำทิศทางถ้าได้ทั้งเก่งและดี มันก็ดี ถ้าหาไม่ได้จึงเอาคนดีมา ผมว่าคำถามจะพากูไปไหน ประชาชนก็อยากรู้ เมื่อคุณเป็นรัฐบาลจะพาประเทศไปตรงไหนอย่างไร อีกอย่างถ้าไปเถียงว่า สิ่งที่โน้สพูดเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ที่แน่คือ โน้สไม่ได้พูด แต่พวกเถียงแทนกลับยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็น รปภ.หรืออย่างไร จึงไม่รู้รักพล.อ.ประยุทธ์ หรืออะไรกันแน่
พปชร.ไม่ขอปรับครม.-กลัววุ่น
นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เสนอปรับโควตาของพรรคในตำแหน่งรมช.มหาดไทย ว่า การพิจารณาปรับครม.เป็นอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีโควตาของพรรคพลังประชารัฐ ที่ว่าง 2 ตำแหน่ง คือรมช.เกษตรและสหกรณ์ และรมช.แรงงาน เป็นเรื่อง ของพรรคพลังประชารัฐและนายกฯ เป็น ผู้พิจารณา
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมเสนอญัตติด่วนและขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ พิจารณาและหาทางออกเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จ.หนองบัวลำภู นายอนุชากล่าวว่า รัฐบาลมีความพร้อม หากจะเปิดสมัยวิสามัญ แต่ขึ้นอยู่กับการหารือกันของประธานรัฐสภา
ด้านนายวีระกร คำประกอบ ส.ส. นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคพลังประชารัฐน่าจะไม่ขอปรับครม. เพราะในพรรคเราไม่ค่อยวุ่นวาย ไม่มีความเคลื่อนไหวภายในพรรค แม้สมาชิกบางคนจะอยากเป็นรัฐมนตรี แต่ตอนนี้ใกล้เลือกตั้งแล้ว คนจะมาเป็นรัฐมนตรีคงลำบาก หากปรับ จะยุ่งที่คนนั้นได้คนนี้ไม่ได้เป็น มีพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียวที่จะปรับให้นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง เป็นรมช.มหาดไทย
บี้‘2ป.’รีบคุยแคนดิเดตนายกฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคพลังประชารัฐจะ เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ช่วงใด นายวีระกรกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะคุยกันเมื่อใด เราส่งสัญญาณว่าต้องรีบคุยกันแล้วแต่ยังเงียบ จะรอถึงหน้างานแล้วค่อยคิด ว่าจะเอาใครไม่ได้ เพราะเงื่อนไขชัดว่าพล.อ.ประยุทธ์อยู่ได้ 2 ปี จึงต้องเลือกว่า จะให้พล.อ.ประยุทธ์ หรือพล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯ ยอมรับว่าพรรคพลังประชารัฐอ่อนเรื่องหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ หากจะให้ประชาชนมีหวัง ต้องมีแกนนำด้านเศรษฐกิจ หรือ มือเศรษฐกิจที่ประชาชนไว้ใจ เข้ามาเป็น แคนดิเดตนายกฯ อีกคนหนึ่งให้ครบ 3 รายชื่อ เพื่อเรียกความนิยมให้พรรค ถ้าไม่ชอบคนนั้นอาจจะชอบคนนี้ ให้ประชาชนมั่นใจ
ต่อข้อถามว่าจะหามือเศรษฐกิจ ที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้หรือไม่ นายวีระกรกล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ ประเทศไทยหาคนเด่นเรื่องเศรษฐกิจยาก จะเป็นข้าราชการ หรือจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือภาคเอกชน ก็ไม่มีใครเด่น พล.อ.ประยุทธ์จะต้องสรรหาคนที่ใช้ได้และประชาชนยอมรับ และพล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร ต้องคุยกันให้จบ อย่าเกรงใจกัน ใครจะเป็นแคนดิเดตเบอร์ 1 และเบอร์ 2 เพราะเหลือเวลาอีก 5-6 เดือน ต้องรีบสร้างความมั่นใจ และรีบประกาศนโยบายพรรค
แนะ‘บิ๊กตู่’เร่งสวมเสื้อพปชร.
“พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรีบเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ลงมาช่วยพรรคโดยด่วน มาเป็นกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.) ช่วยพล.อ.ประวิตร เรียกประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค เขียนนโยบายให้โดนใจประชาชน อย่าไปยืนไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ ตรงไหนก็ไม่รู้ เราเป็นส.ส.และนักการเมืองที่อยู่กับประชาชนตั้งแต่เกิด รู้ว่าประชาชนต้องการอะไร แต่ทหารไม่มีความเข้าใจ นโยบายที่ออกมาอาจจะไม่โดนใจประชาชน แม้จะบอกว่าทำดีที่สุดแล้วแต่ไม่โดนใจ ชาวบ้าน” นายวีระกรกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวมีชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย นายวีระกรกล่าวว่า ไม่จริง นายทักษิณ ชินวัตร คงจะมีลูกเล่น ตอนนี้เป็นแค่การโยนหินถามทาง ยังไม่มีความแน่นอน ปล่อยข่าวลวงกันไป ยังไม่จริงจังอะไร
ส่วนที่มีแกนนำพรรคแสดงท่าทีสนับสนุนทั้งสองคนนั้น พรรคนี้อยู่ที่นายทักษิณ คนเดียว คนอื่นพูดก็พูดไป เพราะนายทักษิณ จะหักมุมช่วงใกล้เลือกตั้ง ที่เราคาดไม่ถึง และมีตัวอย่างที่เปิดตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชิงนายกฯ ก่อนยุบสภา และเลือกตั้งไม่กี่ เดือน นายทักษิณมองไว้แล้วว่าจะเอาใคร น.ส.แพทองธารอาจจะอยู่ในใจ แต่พรรษาทางการเมืองยังไม่ได้ ส่วนนายเศรษฐาก็ไม่มีความเด่นอะไรมากมาย
พท.ยังกั๊กเปิดตัว‘เศรษฐา’
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวเตรียมเปิดตัวนายเศรษฐา เป็น 1 ในแคนดิเดต นายกฯ ของพรรคเพื่อไทยช่วงพ.ย.-ธ.ค.นี้ว่า ยังไม่มีความชัดเจน ทางพรรคยังไม่ได้พูดคุยกันเลย ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดการพูดคุย ย้ำว่ากก.บห. รวมถึงทีมยุทธศาสตร์ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน ตนเห็นมีเพียงแค่แหล่งข่าวกล่าวว่าเท่านั้น คงต้องไปถามอีกทีหนึ่ง เขาช่วย เปิดตัวตลอดเลย
เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเสนอชื่อนายเศรษฐาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค นพ.ชลน่านกล่าวว่า แคนดิเดตนายกฯ เราจะมีกระบวนการ แต่ยังไม่ได้ตกลงกันว่าจะเริ่ม พูดคุยกันในขั้นสุดท้ายเมื่อไหร่ อย่างไร ต้องดูสถานการณ์การเลือกตั้งเป็นหลัก ต้องดูกระแสตอบรับจากพี่น้องประชาชน เพราะมิติทาง การเมืองเป็นเรื่องของประชาชน การตอบรับในภาคธุรกิจค่อนข้างดี แต่ประชาชนทั่วไป อาจจะยังไม่รู้จัก ต้องไปดูในส่วนนั้นก่อน
ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กก.บห.ยังไม่ได้นำเสนอแคนดิเดตนายกฯ จึงตอบไม่ได้เพราะจะเป็นการชี้นำ ต้องเป็นรูปแบบ ความเห็นของกก.บห. และแจ้งไปยังพรรครวมถึงส.ส.ด้วย เมื่อถามว่าได้ประเมินหรือไม่ว่าชื่อนายเศรษฐา จะสามารถขายได้ในพื้นที่ ภาคเหนือและภาคอีสาน เพราะประชาชนอาจชอบคนตระกูลชินวัตรมากกว่า นายประเสริฐกล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้พูดคุยกันถึงระดับกก.บห.ต้องรอความชัดเจนก่อน
หยันไม่ต้องปรับ-ไม่ต้องยุบสภา
นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย รองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์กรณีพล.อ.ประยุทธ์ เตรียมปรับครม. โดยระบุกับพรรคร่วมรัฐบาลให้รออีกนิดว่า พล.อ.ประยุทธ์จะปรับหรือไม่ปรับ ครม.ก็มีผลเท่าเดิม เพราะประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาให้กับพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้นเอง
ที่สำคัญตราบใดที่นายกฯ ยังเป็น พล.อ.ประยุทธ์ยิ่งไม่มีประโยชน์อะไรเลย และไม่จำเป็นต้องยุบสภาแล้ว เพราะจะยุบหรือไม่ยุบก็ไร้ประโยชน์ อีกทั้งอายุสภาเหลืออีกเพียงแค่ 5 เดือน ดังนั้นเชิญอยู่กันตามสบาย อยากอยู่ก็อยู่ไป ประชาชนรอการ เลือกตั้งครั้งใหม่เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มาจากประชาชน เข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศ การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นคำตอบให้รัฐบาล ชุดนี้ ว่าสิ่งที่พวกท่านได้ทำมาทั้งหมด ตอบโจทย์ประชาชนหรือไม่
‘อู๊ดด้า’ให้เกียรตินายกฯตั้ง‘นริศ’
ที่จ.ชุมพร นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายสินิตย์ เลิศไกร รมช.พาณิชย์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร และเปิดกิจกรรม “พาณิชย์เดินหน้าอมก๋อยโมเดล @ ชุมพร สินค้ามังคุด ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก
นายจุรินทร์ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการละเมิดกฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ห้ามหาเสียงในช่วง 180 วันก่อนสภาผู้แทนราษฎรครบวาระหรือไม่ว่า ตนมาปฏิบัติราชการ ไม่ได้มาหาเสียง ฉะนั้นไม่ได้ผิดอะไร ส่วนเรื่องการปรับครม.ตำแหน่งรมช.มหาดไทย ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้นตนได้นำชื่อของนายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง กราบเรียน นายกฯ แล้ว จากนี้ต้องให้เกียรติ นายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลว่าท่านจะใช้ดุลพินิจในการดำเนินการเมื่อไหร่ อย่างไร เราต้องเคารพและให้เกียรติท่าน แต่ตนในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ถือว่ายุติแล้วเมื่อส่งชื่อ คนที่จะเป็นรัฐมนตรีให้นายกฯ เมื่อถามว่า ในจ.ชุมพร มั่นใจหรือไม่ว่าจะสามารถรักษาที่นั่งส.ส.ไว้ได้ทั้ง 3 เขต นายจุรินทร์กล่าวว่า วันที่ 15 ต.ค.จะตอบคำถามนี้ เพราะจะเปิดตัว ผู้สมัครส.ส.ชุมพรทั้ง 3 เขต
‘ศิธา’ลั่นรวมสอท.ต้องเคลียร์จุดยืน
น.ต.ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.) ให้สัมภาษณ์ถึงยุทธศาสตร์การเลือกตั้งว่า หากการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ใช้สูตรหาร 100 โอกาสที่พรรคใหม่และพรรคเล็กจะได้ ส.ส.ถึง 25 คน ตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ชื่อที่เสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ มีผลตามกฎหมายได้ยากมาก ทำให้แต่ละพรรคต้องรวมกันถึงจะมีโอกาสมากขึ้น แต่การรวมกันต้องพูดคุยกันอีกเยอะ ยังไม่คืบหน้าเท่ากับที่สื่อมวลชนคาดการณ์ เพราะหากเป็นปลาคนละน้ำก็ รวมกันลำบาก
ผู้สื่อข่าวถามถึงการควบรวมพรรคกับพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) น.ต.ศิธา กล่าวว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย กับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เคยทำงานร่วมกันมาสมัยพรรคไทยรักไทย (ทรท.) คุณหญิงสุดารัตน์ดูแลด้านสาธารณสุข สังคมและยาเสพติด นายสมคิดดูแลด้านเศรษฐกิจ และร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ดูแลด้านกฎหมาย แต่นายสมคิดเคยเข้าร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ มาก่อน จึงต้องดูว่าที่แยกตัวออกมาจากรัฐบาล เป็นเพราะเรื่อง ผลประโยชน์หรืออุดมการณ์ไม่ตรงกัน
“หากเป็นเพราะอุดมการณ์ไม่ตรงกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็อาจรวมกันได้ เพราะพรรคไทยสร้างไทยมีจุดยืนไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจเผด็จการอยู่แล้ว หากจุดยืน ตรงกันก็คุยกันได้ และการพูดคุยจะไม่ทำ อย่างลับๆ ล่อๆ แน่นอน ขณะเดียวกันต้องเข้าใจว่าตอนที่คุณหญิงสุดารัตน์ เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย มีนักการเมือง หลายคนที่เคยย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เพราะถูกเอาคดีความหรือการฟ้องร้องมาเป็นชนักติดหลัง แต่ตอนนี้เริ่มกลับมาอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว ดังนั้นหากจะรวมกันต้องชัดเจนทั้งสองฝ่าย” น.ต.ศิธากล่าว
‘ปุ้ม’เหน็บกลับ-เลขาฯแย้มเป็นไปได้
นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย กล่าวว่า การรวมพรรคต้องดูนโยบาย อุดมการณ์ บุคลากร ว่าทำงานเข้ากันได้ไหม ต้องยึดมั่นในประชาธิปไตย ไม่เป็นนั่งร้านให้เผด็จการทั้งต่อหน้าและลับหลัง ซึ่งพรรคสร้างอนาคตไทยชูการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ มีชุดความคิดใหม่ชัดเจน และเสนอชื่อนายสมคิด เป็น แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 ตรงนี้เป็นจุดยืนที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
“หากนายศิธาตั้งคำถามเกี่ยวกับนายสมคิด ออกจากรัฐบาลประยุทธ์ ชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์หากแต่เป็นแนวทางอุดมการณ์ทำงานที่ไม่ตรงกัน ซึ่งต้องถามกลับว่า ที่ คุณหญิงสุดารัตน์ออกมาจากพรรคเพื่อไทยเป็นเพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัวหรือไม่เชื่อใจฝั่งประชาธิปไตย สำหรับผมเชื่อมั่นและ ยึดมั่นในประชาธิปไตยไม่มีวันเปลี่ยนแปลง” นายสุรนันทน์กล่าว
ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคสร้างอนาคตไทย กล่าวว่า ยอมรับว่าได้พูดคุยเรื่องการรวมพรรคกับพรรคไทยสร้างไทยจริง การรวมพรรคจะต้องเป็นพลังบวกทางการเมือง และส่วนตัวเห็นว่าทั้งนายสมคิด กับคุณหญิงสุดารัตน์ หากร่วมกันทำงานแล้วจะเป็นความหวังและทางเลือกที่ดี แต่การจะรวมพรรคมีรายละเอียดมาก ต้องคุยระหว่างกันอีกแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยและเข้าใจกัน เวลานี้จึงบอกได้ว่าเป็นเรื่องที่ยังต้องคุยกันให้เกิดการลงตัว หากมีพลังบวกทางการเมือง และมีโอกาสเป็นไปได้ ก็เป็นเรื่องที่ดี
สร.ยันไม่รวมกับใคร
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย(สร.) ปฏิเสธกระแสข่าวที่พรรคเสรีรวมไทยจะเลิกทำพรรคการเมืองและรวมตัวกับพรรคการเมืองอื่นในการเลือกตั้งส.ส.ทั่วไปที่จะมาถึง ว่าเป็นการปล่อยข่าวและโยนหินถามทางมากกว่า ตนคิดว่าพรรคเสรีรวมไทยอยู่ในสถานะที่พึ่งตัวเองได้ มีคะแนนนิยมในระดับภาพกว้างพอสมควร ไม่เดือดร้อนกับกติกาเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลง หรือก่อให้เกิดความความเสียหายมาก และมีความได้เปรียบพอสมควร
กติกาเลือกตั้งที่เปลี่ยนไปใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ เชื่อว่าจะได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ 6-7 คน ส่วน ส.ส.เขตจะส่งครบ 400 เขต ขณะนี้มีว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขตที่ความรู้ความสามารถ และศักยภาพจำนวนมากเข้าสังกัดพรรค และมีมากกว่าที่ต้องการ ดังนั้นไม่มีจุดอ่อนหรือประเด็นวิตกที่เสรีรวมไทยจะยุบพรรคไปรวมกับพรรคอื่น ขณะที่นโยบายและยุทธศาสตร์นั้นตนได้ดำเนินการแล้วเสร็จแล้ว รอเตรียมเสนอและเปิดตัวต่อที่ประชุมใหญ่ของพรรค ช่วงปลายเดือนต.ค.นี้
ไขปมสังกัดพรรคเพื่อลงส.ส.
นายสมชัยกล่าวว่า สำหรับกรณีการย้ายสังกัดพรรคการเมืองเพื่อให้มีสิทธิลงสมัคร รับเลือกตั้งส.ส.ในพรรคการเมืองใหม่ ว่า ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 97 (3) บัญญัติถึงสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ต่อการสังกัดเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดการเมืองหนึ่งเพียงพรรคการเมืองเดียว ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่กรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ให้ลดระยะเวลาดังกล่าวเหลือ 30 วัน ดังนั้นตามที่กกต.ประมาณการว่าหากสภาอยู่ครบวาระ จนถึง 24 มี.ค.2566 การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นวันที่ 7 พ.ค.2566 ดังนั้นการสังกัดพรรคต้องนับ จากวันที่ 7 พ.ค.2566 ย้อนไป 3 เดือน จะอยู่ที่วันที่ 7 ก.พ.2566 ไม่ใช่ตามที่นักการเมืองเข้าใจว่า เป็นวันที่ 24 ธ.ค.2565
กรณีที่มีการยุบสภา ซึ่งต้องเลือกตั้งใหม่ ในห้วงเวลาไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน ดังนั้นการจะมีคุณสมบัติเป็นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคการเมืองใหม่ ต้องเป็นสมาชิก 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง หากมีการยุบสภาแล้ว ส.ส.ที่จะย้ายพรรคเพื่อไปลงสมัคร สามารถย้ายได้แม้จะยุบสภาผ่านไปแล้ว 10 วัน เพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นช่วงใกล้วันครบ 60 วัน แต่เมื่อถึงปลายเดือนม.ค.2566 แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ยุบสภา เชื่อว่าจะมีส.ส. ลาออก 40-50 คนเพื่อเปลี่ยนพรรคเตรียมตัว ลงสมัครรับเลือกตั้ง หากเลยวันที่ 7 ก.พ.2566 แล้วไม่ลาออกและไม่ยุบสภา ส.ส.ที่ยังอยู่ กับพรรคการเมืองเดิม แต่พรรคไม่ส่งจะ หมดสิทธิลงสมัครส.ส.

เพื่อชาติ(นี้) – น.ส.ปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ เปิดตัวคณะกรรมการบริหารพรรค คณะทำงาน และทีมนโยบายพรรคเพื่อชาติโฉมใหม่ ภายใต้ชื่อ “เพื่อชาติ(นี้) ไม่ต้องรอชาติหน้า” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อวันที่ 14 ต.ค.
‘แม่เลี้ยงฮาย’นำพช.รีแบรนด์
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่หอประชุมธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต พรรคเพื่อชาติ (พช.) จัดกิจกรรม เปิดตัวพรรคเพื่อชาติโฉมใหม่ “เพื่อชาติ (นี้) ไม่ต้องรอชาติหน้า” โดยเปิดตัว น.ส.ปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช หรือแม่เลี้ยงฮาย เป็นหัวหน้าพรรค รวมถึงกก.บห. 18 คน ที่เรียกในนาม ‘ทีมทำเพื่อชาติ’ คณะทำงาน และทีมนโยบายของพรรค พร้อมเปลี่ยนโลโก้พรรคเป็นสีเขียว มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 5,000 คน
น.ส.ปวิศรัฐฐ์ให้สัมภาษณ์ถึงภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อชาติที่สลัดออกจากพรรค เพื่อไทยว่า มีความต้องการทำแบบนั้น พรรคเพื่อชาติคือพรรคเพื่อชาติ ต้องการลบภาพจำเดิมๆ ออก และภาพจำใหม่เป็นแบบทุกวันนี้ ในการสร้างความหวังให้คนในชาติต้องเดินต่อไปด้วยกัน สำหรับความหมายของคำว่า “ชาตินี้ไม่ต้องรอชาติหน้า” มีความหมายว่า แม้แต่ชาตินี้ก็รอไม่ได้ จึงเป็นเหตุผลที่ตน เข้ามาพัฒนาการเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่าวางเป้าหมายในการ เลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไร น.ส.ปวิศรัฐฐ์ กล่าวว่า ตั้งเป้าว่าต้องได้ส.ส. และคะแนนเสียงมากกว่าเดิม ไม่เป็นพรรคเฉพาะกิจ ไม่เป็นพรรคชั่วคราว ไม่ใช่พรรคสำรอง และไม่ใช่พรรคของภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง แต่เป็นพรรคของคนในชาติ เราตั้งใจผู้สมัครส.ส. ส่งให้ครบทุกเขต และตอนนี้กำลังตั้งตัวแทนพรรคและสาขาพรรคให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เรายึดมั่นในประชาธิปไตย ความเสมอภาค เท่าเทียม เป็นหัวใจอันดับหนึ่งของพรรคเพื่อชาติที่จะไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อถามว่าจะมีปัญหาระหว่างบ้าน “ติยะไพรัช” และบ้าน “เตชะธีราวัฒน์” ที่จะเป็นการสู้กันเองในพื้นที่เชียงรายหรือไม่ น.ส.ปวิศรัฐฐ์กล่าวว่า ในจ.เชียงรายก็มีหลายบ้าน พรรคเพื่อชาติจะไม่แข่งกับตระกูลใดหรือพรรคใด แต่จะแข่งกับทุกพรรค เพื่อเป็นตัวจริงของประชาชน ส่วนแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคได้ทาบทามไว้แล้ว 1 คน จากทั้งหมด 3 คน จะเป็นคนอื่น เพราะปีนี้อายุตนยังไม่ถึง
‘ยงยุทธ’ขอเป็นนั่งร้าน
นายยงยุทธ ติยะไพรัช บิดาน.ส.ปวิศรัฐฐ์ ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อชาติให้สัมภาษณ์ว่า ตนเป็นแค่นั่งร้านพรรคเพื่อชาติ และจะเป็นหน่วยที่อำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มคน รุ่นใหม่ทั้งหมด ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคเพื่อชาติถูกมองเป็นพรรคพี่พรรคน้องและเป็นพรรคสำรอง นายยงยุทธกล่าวว่า หัวหน้าพรรคและกก.บห.ชุดใหม่ได้พูดชัดเจนแล้วว่ารีแบรนด์พรรคใหม่ ไม่ได้เป็นพรรคสำรองหรือพรรคพี่พรรคน้องอะไรทั้งสิ้น แต่มีแนวทางเป็นของตัวเองในการแก้ปัญหาให้กับประเทศ ในเส้นทางที่ตนเองดำเนินการต่างๆ จากที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ต่อข้อถามว่า พรรคเพื่อชาติมีความ แตกต่างและเหนือกว่าพรรคเพื่อไทยอย่างไร นายยงยุทธกล่าวว่า ถ้าพูดอย่างนี้เดี๋ยวก็ตีกัน ซึ่งตนไม่ขอเปรียบเทียบ ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าพรรคนี้มีความต่างอย่างไร เมื่อถามว่าพื้นที่ที่ทับซ้อนกับพรรคเพื่อไทยได้เสนอแนะวิธีทำพื้นที่อย่างไร นายงยุทธกล่าวว่า วันนี้ไม่มีการทับซ้อนพื้นที่กับพรรคใด เพราะนโยบายต่างๆ ไม่ได้มีความทับซ้อนกันและแตกต่างจากภาคอื่น ยกเว้นเรื่องการเมือง ที่เรายังมีค่านิยมประชาธิปไตยเหมือนกัน ขอยืนยันว่าตนจะไม่ลงสมัครส.ส. ไม่เป็นผู้ใหญ่บ้าน ไม่เป็นกำนัน ถ้าไม่ตายซะก่อนจะช่วยทำงานสัก 10 ปีก็หมดหน้าที่แล้ว
แห่รำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลา 16
วันเดียวกัน ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (แยกคอกวัว) ถ.ราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาเพื่อรำลึกถึงวีรชน 14 ตุลา ประจำปี 2565 โดยมีผู้แทนจากองค์กรทางการเมือง อาทิ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ องค์กรภาคประชาชน และญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เข้าร่วม
นายอนุชากล่าวว่า การครบรอบ 49 ปีเหตุการณ์ 14 ตุลา ถือเป็นโอกาสที่เราทั้งหลายจะได้ระลึกเหตุการณ์สำคัญดังกล่าวว่าทำอย่างไรเราจะใช้สิทธิเสรีภาพที่เป็นอยู่ ขณะนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยและประเทศชาติให้ยั่งยืน เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญที่คนรุ่นเราหรือรุ่นต่อไปต้องช่วยกันผลักดัน ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีส่วนร่วม มีบทบาทในการร่วมคิดร่วมสร้าง ตัดสินใจกำหนดนโยบายเพื่อความเจริญก้าวหน้า และเพื่อประโยชน์สุขของสังคม
ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มอบหมายน.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวส.ส. วางพวงมาลาและกล่าวรำลึก ในงาน “รำลึก 14 ตุลา ประจำปี 2565” โดยมีนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้นำฝ่ายค้านในสภา และคณะทำงานทางการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฎรร่วมงาน
น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผ่านมาเกือบ 50 ปี แต่การเมืองไทยวนลูปเดิมคือยึดอำนาจ-ร่างรัฐธรรมนูญ-ผู้นำทหารตั้งพรรค-มีการเลือกตั้ง มาถึงจุดนี้สังคมไทยได้เรียนรู้มากมายจากคณะ 3 ป. ผู้นำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่มีส่วนสนับสนุนจากส.ว. 250 คน ไม่มีความยึดโยงประชาชน