ก็เห็น‘เดี่ยว’ วิจารณ์ทุกรบ. พปชร.บี้ ‘ประยุทธ์’อีกรีบสมัครสมาชิกพรรค หวั่นเลือดไหลไม่หยุด กรณ์ตามคาด‘หน.ชพก.’
‘บิ๊กป้อม’ ชี้ ‘โน้ส’ วิจารณ์รัฐบาลทุกเดี่ยว ทำเพื่อความบันเทิง ไม่ควรเป็นเรื่องใหญ่โต ขณะที่เพจลุงตู่ตูนเคลื่อนไหว อวยผลงาน ‘บิ๊กตู่’ ทำไทยติดอันดับโลก ฉะ ‘ตลกชังชาติ’ ลั่นอย่าด้อยค่ารัฐบาล ‘วีระกร’ บี้ ‘บิ๊กตู่’ ตัดสินใจร่วมถือธงนำพปชร. ก่อนสิ้นต.ค.นี้ หากยังนิ่ง หวั่นซ้ำรอย ‘สามัคคีธรรม’ พปชร.โวนโยบาย 3 พันธกิจ โดนใจประชาชน แซะก้าวไกลชูแก้ ม.112 หวังเลี้ยงกระแส เพื่อไทยแย้มของดี ยังไม่ออกอีกเยอะ ชี้แคนดิเดต นายกฯ ส่งมากกว่า 1 ชื่อ เชื่อคนอีสานตอบรับ ‘เศรษฐา’ แน่ ภูมิใจไทยเล็งทยอยเปิดนโยบายใหม่ ‘กรณ์’ ผงาดหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า
ป้อมชี้‘โน้ส’วิจารณ์รัฐบาลทุกเดี่ยว
วันที่ 16 ต.ค. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายอุดม แต้พานิช หรือโน้ส วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ในการแสดงทอล์กโชว์ เดี่ยว 13 จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยว่า “ผมตามดูคุณโน้ส มาตลอด ชื่นชมในความสามารถ ส่วนเรื่องวิจารณ์รัฐบาล เขาก็พูดมาทุกการแสดงเดี่ยว ซึ่งส่วนตัวคิดว่าเขาพูดเพื่อความบันเทิง คนดูก็มีวิจารณญาณในการฟังอยู่แล้ว ไม่ควรนำมาเป็นเรื่องราวใหญ่โตอะไร”
เพจเชียร์ตู่โชว์อันดับโลกไทย
ขณะที่ แฟนเพจเฟซบุ๊ก “ลุงตู่ตูน” ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เคลื่อนไหว โดยโพสต์ข้อความระบุว่า เรื่องดีของประเทศที่คนบางกลุ่มไม่เคยพูดถึง
ตัวเลขไม่เคยโกหก ผลสำรวจจากนิตยสาร U.S. News จัดลำดับ 85 ประเทศ ที่ดีที่สุดในโลกปี 2565 โดยสำรวจจาก 17,000 คน ในด้านต่างๆ อาทิ ท่องเที่ยว วัฒนธรรม ด้านเศรษฐกิจ การอยู่อาศัย คุณภาพชีวิต โดยจัดลำดับประเทศดังนี้ 1.สวิตเซอร์แลนด์ 2.เยอรมัน 3.แคนาดา 4.สหรัฐอเมริกา 5.สวีเดน 6.ญี่ปุ่น 7.ออสเตรเลีย 8.สหราชอาณาจักร 9.ฝรั่งเศส 10.เดนมาร์ก
สำหรับประเทศไทยถูกจัดอยู่ในลำดับ 28 ซึ่งอยู่ในลำดับ 2 ประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งเป็นรองแค่สิงคโปร์ที่อยู่ในลำดับ 19
อวยนายกฯ-แซะ‘ตลกชังชาติ’
ถือว่าประเทศไทยมีโอกาส มีศักยภาพ ที่จะพัฒนาให้ทัดเทียมนานาประเทศ หากคนไทยรักและสามัคคีกัน แต่ที่ผ่านมี “คนบางกลุ่ม” พยายามด้อยค่าการทำงานของรัฐบาล เพื่อดิสเครดิตทางการเมือง
ทั้งที่ ลุงตู่ พยายามวางรากฐานที่ดีให้กับประเทศ โครงสร้างพื้นฐานเราตามหลังนานาประเทศ แต่ลุงตู่ วางรากฐานที่ดีเอาไว้ เพื่อให้ผลิดอกออกผลไปยังคนรุ่นหลัง เงินกู้ที่ “ตลกชังชาติ” พูดเอามัน แท้จริงแล้วเอามาช่วยประชาชนในยามวิกฤตโควิด-19 ถามไปยังตลกชังชาติ ในสถานการณ์โควิดมีประเทศไหนไม่กู้เงินบ้าง
การทำงานของลุงตู่ มันไม่ได้หน้าใน รุ่นนี้ แต่มันจะส่งผลดีในระยะยาว และประเทศไทยจะทัดเทียมนานาประเทศได้ ก็เพราะผลงานของลุงตู่
วีระกรบี้‘ตู่’ตัดสินใจก่อนสิ้นต.ค.
นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ และกรรมการยุทธศาสตร์พรรค พปชร. ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ สมัครเป็นสมาชิกพรรค และถือธงนำคู่กับ พล.อ.ประวิตร เพื่อสร้างกระแสให้เป็นพรรคที่ยืนหนึ่งเหมือนเดิมว่า อยู่ที่ตัวนายกฯ ที่สำคัญ ต้องฟังคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ที่มีข้อแนะนำให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกทันทีในวันพรุ่งนี้ และประชุมและตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค รวมทั้งประชุม คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค เพื่อ เขียนนโยบายที่โดนใจประชาชน และพล.อ.ประวิตร แถลงนโยบายดังกล่าวร่วมกัน เพื่อเตรียมพร้อมลงสนามเลือกตั้งก่อนสิ้นเดือนต.ค.นี้ ต้องยอมรับว่านักการเมืองภายในพรรคมีศักยภาพมาก แต่ไม่ได้ใช้ศักยภาพนั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากพล.อ.ประยุทธ์ ไม่มาอยู่กับพล.อ.ประวิตร พรรคจะทำอย่างไรในการเลือกตั้งครั้งต่อไป นาย วีระกรกล่าวว่า ถ้า 2 คนไม่จับมือถือบังเหียนพรรค การเลือกตั้งครั้งหน้าก็ยาก และอาจเป็นพรรคเล็กลง ให้เตรียมเป็นพรรคอันดับ 2 ร่วมรัฐบาล
หวั่นพปชร.ซ้ำรอย‘สามัคคีธรรม’
เมื่อถามว่าพล.อ.ประยุทธ์ มีโอกาส ถนนการเมืองคนละเส้นทางกับพล.อ.ประวิตร นายวีระกรกล่าวว่า ไม่จริง เขารักกันมาก ขอยืนยัน 2 คนมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น รักกันกลมเกลียวมาก ขอเพียงพล.อ.ประยุทธ์ ต้องหันมาเป็นนักการเมืองเท่านั้นเอง ต้องหันมาใส่ใจนักการเมือง ต้องหันมาสนใจบริบทการเมือง ท่านไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ย่อมสร้างพรรคการเมืองที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้
เมื่อถามว่าหาก 3 ป.ไม่เดินตามข้อเสนอแนะ ภายในสิ้นเดือนต.ค.นี้ พรรคมีโอกาสซ้ำรอยประวัติศาสตร์พรรคสามัคคีธรรม หรือไม่ นายวีระกรกล่าวว่า ในฐานะที่อยู่ในวงการเมืองมา 40 ปี เป็นตระกูลนักการเมือง หากยังเฉื่อยอย่างนี้ ก็จะได้ข่าวกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ออกจากพรรค สุดท้ายคงเหลืออยู่ เฉพาะส.ส.ภาคใต้ ที่ยังมีกระแสพล.อ. ประยุทธ์ อยู่ จึงถึงเวลาที่พรรคต้องปรับกระแสใหม่ ขอกราบวิงวอนนายกฯ ว่า สิ่งที่ไปขอ ให้มองในแง่ดี ไม่มองว่าเป็นการทำลาย แต่เป็นข้อเสนอที่ต้องทำ ไม่เช่นนั้นพรรคจะค่อยๆ ล่มลงไป ถ้ายังไม่ยอมปรับ และนิ่งอยู่กับที่ ขอให้มองพรรคสหประชาไทย พรรคสามัคคีธรรม ที่ล่ม เพราะทหารเล่นการเมืองไม่เป็น เมื่อเรียนรู้อดีตก็ต้องฟังส.ส.อย่างตนที่ไม่มีพิษมีภัย ต้องรีบปรับโดยดูจากบทเรียนในอดีต
นิโรธแซะก้าวไกลชูแก้ม.112
นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรค พปชร. และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เปิดนโยบายหาเสียงชุดแรก ไทยก้าวหน้า 9 ประเด็น และชูแก้ไขรัฐธรรมนูญ และแก้ไขมาตรา 112 ว่า แล้วแต่มุมมองของพรรคเขา ซึ่งเรารู้ว่ามีแนวทางเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว ถ้าทำได้ก็ทำไป แต่ถามว่าจะทำได้หรือเปล่า
ผู้สื่อข่าวถามว่าการนำเสนอในเรื่อง ดังกล่าวในสถานการณ์การเมืองเวลานี้เหมาะสมแล้วหรือยัง นายนิโรกล่าวว่า ต้องคิดว่านักการเมืองแบบพวกเขาต้องพยายามทำเรื่องนี้ เพื่อบ่มเพาะคนไว้ เมื่อมีแฟนคลับกลุ่มเหล่านี้อยู่ เขาต้องพยายามหาเสียงเพื่อให้ได้เสียงกลับมา จึงต้องไปคิดกันเองว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม และที่เขาทำเรื่องนี้ก็เพื่อบ่มเพาะแฟนคลับของตัวเองที่เป็นคนรุ่นใหม่เอาไว้
แนะไปทำเรื่องอื่น-สร้างสรรค์กว่า
นายนิโรธกล่าวว่า ตนมองว่ายังมีกฎหมายที่มีปัญหาอีกเยอะที่ควรคิดแก้ไข ส่วนมาตรา 112 เหมือนกฎหมายหมิ่นประมาททั่วไป แต่การจะไปก้าวล่วงในเรื่องพวกนี้ทำเพื่ออะไร เพราะประชาชนทั่วไปมีกฎหมายหมิ่นประมาท ดังนั้น ควรไปหาเรื่องอื่นทำจะดีกว่า
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ หากนำเสนอเรื่องเหล่านี้ ทำให้สังคมเกิดการแบ่งฝ่ายความคิดในสังคมและเกิดความแย้ง นายนิโรธกล่าวว่า แน่นอนอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวล จึงไม่เข้าใจว่าทำไมไม่สร้างสรรค์ในเรื่องอย่างอื่น เพราะมีกฎหมายที่รอการแก้ไขอยู่อีกเยอะ ส่วนที่จะยกเรื่องนี้มาเป็นไม้เด็ดเรียกคะแนนเสียงคนรุ่นใหม่ ต้องบอกว่าถ้าคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นอนาคต ไปโดนบ่มเพาะและมีแนวคิดแบบนี้ มองดูว่าอนาคตประเทศจะไปทางไหน ซึ่งตนไม่ไปก้าวล่วงเพราะขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของแต่ละคน แต่อยากให้ตระหนักให้มาก
ฟุ้งนโยบาย3พันธกิจโดนใจปชช.
ผู้สื่อข่าวถามว่ามั่นใจว่านโยบาย 3 พันธกิจ สวัสดิการพลังประชารัฐ เศรษฐกิจประชารัฐ และสังคมประชารัฐ จะสู้กับพรรคอื่นในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้หรือไม่ นายนิโรธกล่าวว่า นโยบายของพรรค เป็นนโยบายที่ดี ส่งผลให้คนชนบทได้ประโยชน์เยอะมาก แก้ปัญหาชีวิตในช่วงที่มีวิกฤตทั้งจากโควิด และผลกระทบจากสงคราม ต้องบอกว่าคนที่นิยมพรรค พปชร. อยู่ในชนบทเยอะมาก แม้แต่ในเมือง ก็ยังได้รับประโยชน์จากนโยบายของพรรค เพียงแต่เราไม่เคยประชาสัมพันธ์ตัวเอง และหัวหน้าพรรค ไม่เคยไปลดเกรดพรรคหรือบูลลี่นโยบายของพรรคอื่น ไม่ไปแตะต้อง มีแต่พรรคอื่นที่มาลดเกรดนโยบายของพรรค พปชร. ซึ่งเข้าใจได้ว่าต้องการทำลาย ให้ประชาชนสับสนและหลงเชื่อ
เมื่อถามว่านโยบายของพรรคอาจเป็นเรื่องดี แต่ประชาชนจับจ้องที่ผู้นำเศรษฐกิจของพรรคที่ยังไม่ชัดเจน นายนิโรธกล่าวว่า เมื่อเปิดประเทศหลังวิกฤตโควิด รัฐบาล ประชาชน และพรรคการเมือง คาดหวังว่าประเทศต้องการอะไรต่อ ซึ่งเห็นเป็นไปแนวทางเดียวกัน คือต้องการนักเศรษฐกิจ และความมั่นคง สองด้านนี้เป็นหลัก และขณะนี้คิดว่าผู้ใหญ่ในพรรคกำลังดำเนินการเรื่องนี้ แต่ยังไม่เปิดตัว ส่วนพรรคอื่นไม่ขอพูดถึงเพราะมองว่ายังมีแต่เรื่องขายฝัน
โยนผู้ใหญ่คุยกันปม‘ตู่’เข้าพรรค
เมื่อถามถึงพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) ชูนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรค ซึ่งได้รับการยอมรับในแวดวงเศรษฐกิจ เป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรค พปชร. สู้ได้หรือไม่ นายนิโรธกล่าวว่า ตนเคารพนายสมคิด ในฐานะผู้ใหญ่ที่มีความรู้ ความสามารถ แต่ติดตรงที่บุคลิกอาจยังไม่ติดดินในการเข้าถึงประชาชน แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับประชาชนพิจารณา
ส่วนที่มีส.ส.ในพรรค เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ รีบสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค เพื่อแสดงท่าทีการเมืองและการเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคให้ชัดเจน นายนิโรธกล่าวว่า เป็นเรื่องของผู้ใหญ่คุยกัน ไม่ขอแสดงความเห็น
เพื่อไทยโวนโยบายดียังมีอีกเยอะ
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดนโยบายพรรคในฟอรั่ม 2 ว่า จะมีมาเรื่อยๆ แต่ยังไม่กำหนดระยะเวลา เพราะต้องดูสถานการณ์ แต่ยืนยันว่าเป็นนโยบายที่สามารถจับต้องได้ ซึ่งของดี ยังไม่ออกอีกเยอะ
เมื่อถามถึงการพูดคุยเรื่องแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นายสุทินกล่าวว่า คุยกันไปเรื่อยๆ แต่เราคงไม่เปิดไว้ก่อน เปิดไว้นานไม่ดี คิดว่าใกล้เวลาที่สุด แต่ก็พอรู้ๆ กันอยู่ เราต้องดูสถานการณ์แต่ก็พร้อมเคาะทุกเมื่อ
มั่นใจคนอีสานตอบรับ‘เศรษฐา’
ต่อข้อถามว่าหากเป็นชื่อของนายเศรษฐา ทวีสิน นักธุรกิจ คนในพื้นที่ภาคอีสานจะให้การตอบรับแค่ไหน นายสุทินกล่าวว่า คนอีสานเขาเอาเพื่อไทย ดูเรื่องความเชื่อถือของพรรค และคงดูเรื่องนโยบายมากกว่า
เมื่อถามว่ายืนยันจะส่งครบทั้ง 3 คนชื่อใช่หรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าจะ 3 ชื่อหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ มากกว่า 1 ชื่อ

กินบะหมี่ – ‘บ.ก.ลายจุด’สมบัติ บุญงามอนงค์ ทักทายผู้ร่วมกิจกรรม ‘วันอาทิตย์สีดำ’ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบทำกิจกรรมทางการเมืองร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมการกินที่สอดคล้องกัน ที่ร้านตั้งฮกกี่ บะหมี่กวางตุ้ง โชคชัย 4 กรุุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 ต.ค.
เตือนสติ‘บิ๊กตู่’-ฟังเสียงวิจารณ์
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรค พท. กล่าวถึงเสียงวิจารณ์ทอล์กโชว์เดี่ยว 13 ของนายอุดม แต้พานิช ว่า ตนไม่แน่ใจว่าระหว่างรู้สึกโกรธกับอาย พล.อ.ประยุทธ์ ให้น้ำหนักกับอารมณ์ไหนมากกว่ากัน แต่ถ้าตั้งสติ ไม่โกรธ ไม่โมโห จะเข้าใจว่าการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิเสรีภาพที่ถูกรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ การวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล เป็นการติชมตามวิสัยที่ประชาชนพึงกระทำได้
นายอนุสรณ์กล่าวว่า คนดีชอบแก้ไข อะไรที่เป็นปัญหา พล.อ.ประยุทธ์ ก็นำไปปรับปรุงแก้ไข แม้ 8 ปีที่ผ่านมาจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ แต่ถ้าน้อมรับการวิพากษ์วิจารณ์ แล้วนำไปปรับปรุงเชื่อว่าเวลาที่เหลืออยู่ 5 เดือน คงพอได้เห็นอะไรบ้าง แทนที่จะให้นักร้องในเครือข่ายไปฟ้องร้องดำเนินคดีคนวิพากษ์วิจารณ์ ต้องหันกลับแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เริ่มตั้งแต่แก้รัฐธรรมนูญที่เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความขัดแย้ง กำหนดกติกาการเข้าสู่อำนาจของ นายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยกติกาที่เป็นประชาธิปไตย เป็นธรรมกับทุกพรรค และทุกแคนดิเดตนายกฯ
ชงแก้ม.272คืนความเป็นธรรม
นายอนุสรณ์กล่าวว่า ดังนั้น บทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตยควรได้รับการแก้ไข โดยควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ให้เฉพาะ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น มีอำนาจโหวตนายกฯ หากไม่เร่งแก้ไขมาตรา 272 จะเกิดสภาพความขัดแย้งไม่จบสิ้น ไม่เอื้อต่อการเกิดกติกาที่เริ่มจากจุด 0 เมตร แต่มีคนเอาเปรียบนักกีฬาคนอื่นๆ ออกสตาร์ตที่จุด 250 เมตร ไม่มีน้ำใจนักกีฬา หากไม่แก้ไขกติกานี้ ก็ยากที่ความขัดแย้งจะหมดไป เวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ต้องเร่งส่งสัญญาณแก้ไขมาตรา 272 เพื่อให้เกิดกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรมในการเลือกตั้งครั้งหน้า
“ความกลัวทำให้เสื่อม ถ้าพล.อ. ประยุทธ์ เก่งได้สักครึ่งของที่สารพัดโฆษกแข่งกันออกมาอวย ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว ชายชาติทหาร ต้องกล้าสู้ด้วยกติกาที่เป็นธรรม ไม่เอาเปรียบคนอื่น ต้องแก้มาตรา 272 คืนความเป็นธรรมให้กับประเทศ” นายอนุสรณ์กล่าว
เชื่อกม.ลูกผ่านด่านศาลรธน.
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรค พท. ให้สัมภาษณ์กรณี นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ (พธม.) ระบุหากกฎหมายลูกไม่ผ่านในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ อาจต้องออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) หรือให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกระเบียบเพื่อจัดการเลือกตั้งว่า เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่ากฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับไม่มีบทบัญญัติใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามคำชี้แจงของ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นพ.ชลน่านกล่าวด้วยว่า แต่หากศาลวินิจฉัยให้กฎหมายลูกตก ต้องแบ่งเป็น 2 ช่วง หากสภาอยู่จนครบวาระ เวลาที่เหลือ 6 เดือน หากเร่งนำกฎหมายลูกเข้าสู่รัฐสภาแล้วปรับแก้ให้สอดคล้องกับที่ศาลวินิจฉัย ก็น่าจะทันเลือกตั้ง แต่หากยุบสภา ช่วงนี้แล้วทำกฎหมายลูกไม่ทัน การออกเป็นระเบียบ กกต.ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะกกต.ไม่มีกฎหมายรองรับการออกระเบียบเช่นนี้ และการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดต้องออกเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งเท่านั้น หากจะออกเป็น พ.ร.ก.จากฝ่ายบริหาร เรื่องนี้มีข้อจำกัด เนื่องจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มีศักดิ์ต่างจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ทั่วไป แต่ พ.ร.ก.ใช้แทน พ.ร.บ. กรณีมีเหตุเร่งด่วนเท่านั้น อีกทั้งการออก พ.ร.บ.ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา เมื่อยุบสภา แล้วจึงไม่สามารถออกเป็น พ.ร.ก.ได้
“ผมเห็นมีนักวิชาการบางคนเสนอว่า ถ้าถึงทางตันจริง อาจไปใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 5 ที่ระบุเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทําการนั้น หรือวินิจฉัยกรณีนั้น ไปตามประเพณี การปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ซึ่งผมมองว่าการหาทางออกให้ประเทศ วิธีนั้นก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ขอให้กติกาที่ออกมา เป็นธรรมกับทุกฝ่าย” นพ.ชลน่านกล่าว
ภท.ปัดวิจารณ์นโยบายพรรคอื่น
นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการเปิดนโยบายของพรรค ภท.ว่า ตามเขตเลือกตั้ง มีการติดป้ายระบุถึงนโยบายต่างๆ ของพรรคให้ประชาชนได้รับทราบ รวมถึงพรรคได้ลงพื้นที่ตามจังหวัดต่างๆ ก็พูดถึงนโยบายของพรรคไปบ้างแล้ว ซึ่งจะมี นโยบายอื่นๆ ทยอยออกมาอีกแน่นอน ส่วนการแถลงนโยบายพรรคอย่างเป็นทางการ ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นเมื่อใด ส่วนพรรคอื่นที่แถลงเปิดนโยบายแล้วนั้น ไม่ขอแสดงความเห็นหรือวิจารณ์ เพราะถือเป็นนโยบายของพรรคใครพรรคมัน แต่ละพรรคมีนโยบายของตัวเอง เราจึงไม่ออกความเห็นเกี่ยวกับนโยบายพรรคอื่น
ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส. อ่างทอง และโฆษกพรรค ภท. กล่าวถึงหลายพรรคเปิดนโยบายแล้วว่า เป็นช่วงเวลาของประชาชนที่จะรับฟังนโยบายของแต่ละพรรคที่คิดแคมเปญ คิดนโยบายต่างๆ เชื่อว่าทุกพรรคคงเห็นเหมือนกันว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด สุดท้ายประชาชนจะเป็นคนพิจารณาเองว่า นโยบายไหนที่จะทำให้เกิดผลได้จริง และพรรคไหนที่พูดอะไรไว้แล้วทำได้
ปชป.ยันม.112ไม่ขัดรธน.
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงบางพรรคประกาศนโยบาย แก้ไขมาตรา 112 ว่า ประชาธิปัตย์ชัดเจนว่าไม่มีนโยบายแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 ซึ่งเนื้อหาสาระสำคัญของมาตราดังกล่าว ไม่ได้สร้างความเสียหาย ความไม่เป็นธรรมให้กับใคร ต้องมองที่การกระทำของบุคคลมากกว่าตัวบทกฎหมาย หากมีการกระทำผิดก็ว่าไปตามกฎหมาย และเป็นการความผิดส่วนตัว ไม่ใช่กฎหมายมีปัญหา เมื่อมีการก้าวล่วง จาบจ้วงสถาบัน ผิดถูกก็ต้องว่ากันตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
นายราเมศกล่าวต่อว่า ชัดเจนว่ามาตรา 112 ไม่ได้ขัดหรือแย้งต่อหลักนิติธรรมหรือรัฐธรรมนูญ แต่อาจจะขัดใจผู้ที่คิดไม่ดีต่อบ้านเมือง พรรคใดยื่นแก้ไข ขอให้กลับไปอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ดี เพราะได้เคยวินิจฉัยอธิบายความสำคัญของ มาตรา 112 ไว้แล้ว
ชี้ก้าวไกลต้องกล้ารับผิดชอบ
“มาตรา 112 ไม่ได้เป็นปัญหาตามที่มี ผู้บิดเบือน ดังนั้น การอ้างว่าเพื่อให้นักโทษทางความคิดได้รับการนิรโทษกรรมปล่อยตัว และไม่ให้เกิดนักโทษทางความคิดเพิ่มขึ้นอีก รวมถึงเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของไทย ถือเป็นการบิดเบือนทั้งสิ้น เหตุใดจึงไม่กล่าวถึงการกระทำของคนทำผิด ซึ่งความคิด และการกระทำที่ดี ก็ไม่ควรต้องกลัวกฎหมายเช่นกัน แต่หากการคิดไม่ดี นำไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมาย ต้องกล้าหาญยอมรับผล อย่าขี้ขลาดตาขาว หลักการความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เรื่องนี้ไม่สลับซับซ้อน พรรค นักการเมืองรู้หลักการพื้นฐานเรื่องนี้ดี” นายราเมศ กล่าว
นายราเมศกล่าวด้วยว่า พรรคไหนจะประกาศนโยบายก็เป็นเรื่องของพรรคนั้นๆ และต้องรับผิดชอบ ที่สำคัญนโยบายต่างๆ ต้องไม่ขัดรัฐธรรมนูญเช่นกัน

หัวหน้าใหม่ – นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า ชูมือนายกรณ์ จาติกวณิช ที่ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ หลังนายเทวัญ ลิปตพัลลภ ขอลาออกจากตำแหน่ง ในงานประชุมใหญ่พรรค ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 16 ต.ค.
‘กรณ์’ผงาดนั่งหน.ชาติพัฒนากล้า
เวลา 10.00 น. ที่ห้องลำปลายมาศ โรงแรมแคนทารี่ อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนากล้า จัดประชุมใหญ่สามัญสมาชิกพรรค โดยมีแกนนำและกรรมการบริหารพรรค อาทิ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรค นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช นายวัชรพล โตมรศักดิ์ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี นาย กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล เข้าร่วมประชุม โดยวาระการประชุม ประกอบด้วย การรายงานความคืบหน้าในการเตรียมการเลือกตั้ง การปรับปรุงภาพลักษณ์ของพรรค และการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) แทนตำแหน่งที่ว่าง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุม นายเทวัญได้ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรค ส่งผลให้กก.บห.ทุกคนสิ้นสภาพ ที่ประชุมใหญ่จึงเลือกตั้ง กก.บห.ใหม่ทั้งหมด ซึ่งผลการเลือกตั้ง นายกรณ์ เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ด้วยคะแนนเป็นเอกฉันท์ มีผลตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.เป็นต้นไป นายเทวัญ เป็นเลขาธิการพรรค นายวัชรพล และนายอรรถวิชช์ เป็นรองหัวหน้าพรรค นายกอร์ปศักดิ์ เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค และนพ.วรรณรัตน์ เป็นผอ.ศูนย์ดำเนินการเลือกตั้ง มีนายสุวัจน์ เป็นประธานพรรค ซึ่งกก.บห.ชุดใหม่ มีทั้งหมด 30 คน โดย นางเยาวภา บุรพลชัย เป็นโฆษกพรรค
ปรับโลโก้ใหม่-พัฒนาสร้างศก.
นอกจากนี้ พรรคได้ปรับโลโก้ใหม่ โดยมีตัวอักษร ช.ช้าง รูปแบบทันสมัยจากการรวมกันของเส้นโค้ง 2 เส้นที่ทรงพลัง เส้นโค้งสีน้ำเงิน คันธนูอันเข้มแข็ง มุ่งมั่นสู่เป้าหมาย เส้นโค้งสีเหลืองทองแกมแสด เปลวไฟอันรุ่งโรจน์ โชติช่วงชัชวาล สีเหลืองทองแกมแสด แทนความรุ่งโรจน์จากความกระตือรือร้น มั่นใจ กล้าทำ กล้าลอง พร้อมกับความอบอุ่นเหนียวแน่น สามัคคี ด้วยความสร้างสรรค์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด สีน้ำเงิน แทนความสุขุม รอบคอบ หนักแน่น เปรียบ ดังการกระทำการใหญ่ต้องใช้ประสบการณ์ เมื่อ 2 เส้นโค้งที่มาตัดกันในจุดที่สมดุลที่สุด จึงเกิดเป็นตัว ช.ช้าง ที่ลายหาง ช.ช้าง มีทิศทางชี้ขึ้นข้างบน เสมือนหนึ่งเป็นเส้นกราฟพุ่งสูงขึ้น เพื่อสื่อความหมายชาติไทย ที่มีการพัฒนาสร้างสรรค์เศรษฐกิจ และเกิดความเจริญรุ่งเรืองในทุกมิติ อันเป็นผลมาจากนโยบายทางสายกลาง และความประนี ประนอม ที่แสดงออกด้วยเส้นสีเหลืองทองแกมแสดและสีน้ำเงินที่โอบเกี่ยวคล้องกัน
ปลุกกล้าคิด-กล้าทำ-กล้าตัดสินใจ
จากนั้นนายกรณ์กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องกล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศใหม่ทั้งระบบ ต้องกล้าคิดในเรื่องที่คนอื่นไม่เคยคิด เราต้องสร้างงานใหม่ๆ นับล้านตำแหน่ง งานแห่งอนาคตที่จะสร้างรายได้ให้คนไทย กล้าทำในเรื่องยากๆ ปรับการคำนวณฐานภาษีใหม่ ให้คนชนชั้นกลางจ่ายภาษีน้อยลง เพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋า กล้าชนกับบริษัทยักษ์ใหญ่ รื้อโครงสร้างพลังงานใหม่ ให้คนไทยใช้พลังงานที่ถูกลงซึ่งเป็นต้นทุนของทุกอย่าง กล้าเปลี่ยนแปลงโดยการตั้งบริษัทเพื่อผลิตภัณฑ์การเกษตรแต่ละชนิด เช่น บริษัทข้าวหอม ให้มืออาชีพมาช่วยสร้างตลาด ชาวนาชาวไร่ทุกคนมีหุ้นอยู่ในบริษัท สามารถเข้าตลาดหุ้นได้ในอนาคต สุดท้ายคือ กล้าตัดสินใจให้รัฐอยู่ในโทรศัพท์มือถือ ทำให้รัฐเล็กลงด้วยเทคโนโลยี หรือ Gov Tech ทำให้คนเข้าถึงได้ง่าย 24 ชั่วโมง เพื่อทำให้ประเทศคล่องตัว มุ่งไปข้างหน้าได้ไวขึ้น
“ผมเชื่อว่าคนไทยมีโอกาสที่ดีกว่านี้ได้ เป็นมนุษย์ทองคำ เหมือนคนในรุ่นผมเป็นได้ เหมือนสมัยผมกลับเมืองไทยมาตั้งบริษัทใหม่ๆ แค่ต้องมีความกล้า ที่จะเริ่ม และลงมือทำ คนไทยรวยได้ ชาติพัฒนาได้ ต้องกล้า เพราะพรรคชาติพัฒนากล้า กล้าด้วยประสบการณ์ ชาติพ้นวิกฤต” หัวหน้าพรรคกล่าว
‘สุวัจน์’ดูภาพรวมด้านนโยบาย
ด้านนายสุวัจน์กล่าวว่า พรรคได้วางโครงสร้างผู้รับผิดชอบหลักไว้ 2 ส่วนคือ 1.โครงสร้างด้านเศรษฐกิจ 2.โครงสร้างด้านการเมือง หัวหน้าพรรค จะรับผิดชอบและโฟกัสหลักด้านเศรษฐกิจ ส่วนนายเทวัญจะรับผิดชอบและโฟกัสหลักด้านการเมือง ส่วนตนในฐานะประธานพรรคจะใช้ประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจ และประสบการณ์ทางการเมือง 35 ปีที่ผ่านมา ดูแลภาพรวมในนโยบาย ด้านเศรษฐกิจและการเมืองของชาติพัฒนากล้า ให้ประสบความสำเร็จ
นายสุวัจน์กล่าวว่า ถือเป็นการประสานพลัง 3 ประสานคือ พลังของประสบการณ์ พลังของเศรษฐกิจและพลังของการเมือง เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้พรรคประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง และเข้าไปทำงานแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ให้ประสบความสำเร็จ และนำประเทศให้หลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยความเรียบร้อย

ลุยใต้ – น.ต.ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย และนายศักดิ์ณรงค์ ศิริพร ณ ราชสีมา รองเลขาธิการพรรค ร่วมเสวนากับภาคเอกชน ภาควิชาการ และนายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ผู้สมัครส.ส.เขต 1 ปัตตานี ถึงการปลดล็อกสู่ดินแดนแห่งโอกาส ผลักดันศักยภาพพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ที่จ.ปัตตานี
ซูเปอร์โพลชี้ชาวบ้านวางใจ‘บิ๊กตู่’
นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัย ซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจ เรื่อง ความมั่นคงของชาติ กับ ภาคประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,176 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 12-15 ต.ค.ที่ผ่านมา ถึงนักการเมืองที่ประชาชนวางใจมากที่สุดในการทำให้กองทัพเป็นทหารอาชีพ อยู่นอกการเมือง ทำให้กองทัพมีขนาดและขีดความสามารถที่เหมาะสม จำแนกตามกลุ่มขั้วการเมืองฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านและกลุ่มตัวช่วย หรือกลุ่มซอฟต์โหวต พบว่า ในขั้วรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับความวางใจจากประชาชนมากที่สุด คือร้อยละ 29.3 รองลงมาคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ร้อยละ 14.2 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 6.1 และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ร้อยละ 3.7
ในขั้วฝ่ายค้าน พบว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้ร้อยละ 20.7 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร้อยละ 9.0 และพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ร้อยละ 3.8 ขณะที่ขั้วกลุ่มตัวช่วย หรือกลุ่มซอฟต์โหวต ได้แก่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ร้อยละ 5.4 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 4.3 และอื่นๆ ร้อยละ 3.5
ปชช.เลือกกระแสมากกว่ากระสุน
ที่น่าพิจารณาคือ นักการเมืองที่ประชาชนวางใจมากที่สุดเรื่องการป้องกันและตอบโต้การโจมตีระบบสื่อสาร อินเตอร์เน็ต ความปลอดภัยของเครือข่ายการเงิน ผลประโยชน์ของประชาชนและสินทรัพย์ดิจิทัล พบว่าในขั้วฝ่ายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ได้รับความวางใจจากประชาชนมากที่สุด ร้อยละ 24.1 รองลงมาคือ นายอนุทิน ร้อยละ 14.6 นายจุรินทร์ ร้อยละ 6.9 และพล.อ.ประวิตร ร้อยละ 2.8 ในขั้วฝ่ายค้าน พบว่า น.ส.แพทองธาร ได้ร้อยละ 21.3 นายพิธา ร้อยละ 9.7 และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ร้อยละ 3.5 ขณะที่ขั้วกลุ่มซอฟต์โหวต พบว่า นายพุทธิพงษ์ ร้อยละ 8.4 คุณหญิงสุดารัตน์ ร้อยละ 4.8 และอื่นๆ ร้อยละ 3.9
นักการเมืองที่ประชาชนวางใจมากที่สุด เรื่องความมั่นคง ปลอดภัย ด้านระบบสาธารณสุขของประเทศและในสายตาประชาชนและนานาประเทศทั่วโลก พบว่า ในขั้วฝ่ายรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 23.7 รองลงมาคือ พล.อ.ประยุทธ์ ร้อยละ 18.7 นายจุรินทร์ ร้อยละ 5.0 และพล.อ.ประวิตร ร้อยละ 3.5 ในขั้วฝ่ายค้าน น.ส.แพทองธาร ร้อยละ 20.0 นายพิธา ร้อยละ 7.9 และพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ร้อยละ 3.7 ขณะที่ขั้วกลุ่มซอฟต์โหวต คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ร้อยละ 10.2 นายพุทธิพงษ์ ร้อยละ 4.2 และอื่นๆ ร้อยละ 3.1
ที่น่าสนใจคือปัจจัยชนะ ประชาชนตัดสินใจเลือกใครเพราะกระแส หรือกระสุน (เงินและผลประโยชน์อื่นๆ) พบว่า ร้อยละ 60.8 ตอบว่า กระแส สำคัญ ร้อยละ 57.8 ตอบว่า กระสุน (เงิน และผล ประโยชน์อื่นๆ) ก็สำคัญเช่นกัน