อ่างทองวิกฤต ท่วม‘ฟาร์มไก่’ตาย5หมื่นตัว

อุตุฯ เผย ‘เนสาท’ทวีกำลัง ยกระดับเป็นไต้ฝุ่นแล้ว ขึ้นฝั่งเวียดนาม 19 ต.ค. ส่งผลใหไทยตอนบนมีฝนตกหนัก ที่อ่างทองยังวิกฤตน้ำเอ่อท่วมชาวบ้านไชโย ชาวบ้านขนของหนีน้ำวุ่น ระดมกระสอบทรายกั้นน้ำ ขณะที่น้ำท่วมฟาร์มไก่ ตาย 5 หมื่นตัว ส่วนที่กาฬสินธุ์อ่วม คันกั้นน้ำชีขาดกว่า 50 เมตร น้ำทะลักท่วม 2 อำเภอ ทั้งที่ฆ้องชัย และกมลาไสย ต้องอพยพชาวบ้านวุ่นกลางดึก ระดมซ่อมคันกั้นน้ำ ขณะที่ภูเก็ตน้ำลดสู่ปกติแล้ว ผู้ว่าฯ นำทีมบิ๊กคลีนนิ่ง ปภ.เผยน้ำท่วม 29 จังหวัด กว่า 3 แสนครัวเรือนเดือดร้อน

กาฬสินธุ์อ่วมพนังกั้นน้ำชีพัง
เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนังกั้นน้ำจากแม่น้ำชีขาดเป็นทางยาวกว่า 50 เมตร บริเวณ ก.ม.6 บ้านสะดำศรี ต.ลำชี อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ เมื่อกลางดึกวันที่ 16 ต.ค. ส่งผลให้มวลน้ำทะลักท่วมบ้านเรือนหลายหมู่บ้านในพื้นที่ ต.ลำชี ต.ฆ้องชัยพัฒนา อ.ฆ้องชัย ต.เจ้าท่า และ ต.ธัญญา อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งอยู่ด้านล่าง เจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพประชาชนไปอยู่ในที่ปลอดภัย นอกจากนี้มวลน้ำมหาศาลยังไหลเอ่อเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรนาข้าวหลายพันไร่ และขยายวงกว้างออกไปอีกด้วย

หลังเกิดเหตุ นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ รองผู้ว่าฯ กาฬสินธุ์ รักษาราชการแทนผู้ว่าฯ กาฬสินธุ์ สั่งการให้นายเอกรัตน์ มิสา นายอำเภอฆ้องชัย นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อส. เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และชาวบ้านในพื้นที่เข้าช่วยเหลือ พร้อมทั้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประกาศเสียงตามสายให้ประชาชนเก็บของขึ้นที่สูง อพยพสัตว์เลี้ยง และพาครอบครัวไปยังที่ปลอดภัย เบื้องต้นจัดตั้งศูนย์พักพิงไว้ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอฆ้องชัย พร้อมระดมเครื่องจักรเข้าปิดบริเวณที่ขาด แต่เนื่องจากกระแสน้ำแรงและมืดจึงยังไม่สามารถปิดรอยได้

พนังแตก – พนังกั้นแม่น้ำชีขาดแตกกว่า 50 เมตร ที่บ้านสะดำศรี ต.ลำชี อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ น้ำไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนกว่า 400 หลัง ในพื้นที่ 2 อำเภอ คือ อ.ฆ้องชัย และกมลาไสย จนต้องอพยพด่วน เมื่อ 17 ต.ค.

เร่งอพยพชาวบ้าน 460 คน
เมื่อเวลา 07.30 น. อพยพราษฎรไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว 460 คน สำหรับหมู่บ้านที่ประสบภัยครั้งนี้ประกอบด้วยบ้านโนนแดงหมู่ที่ 2 ระดับน้ำเฉลี่ย 30 ซ.ม. บ้านกุดเชื่อม หมู่ที่ 3 ระดับน้ำเฉลี่ย 1 เมตร อพยพขึ้นที่สูงบริเวณชั้น 2 ของบ้าน ผู้อพยพ 100 คน บ้านวังยาง หมู่ที่ 5 ระดับน้ำ 2-3 เมตร ผู้อพยพ 160 คน อพยพไปที่ลานข้าวหมู่บ้าน และบนพนัง และบ้านสะดำศรี หมู่ที่ 8 ระดับน้ำ 2-3.5 เมตร ผู้อพยพ 200 คน อาศัยพื้นที่หน้าบ้านนายกอบต.ลำชี และเขื่อนวังยาง

สถานการณ์น้ำยังน่าเป็นห่วงเนื่องจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก และมีปริมาณมากทำให้เครื่องจักรใหญ่ไม่สามารถเข้าทำงานได้ทันที เบื้องต้นทุกฝ่ายได้ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือแล้ว รวมถึงประกาศขอรับข้าวสารอาหารแห้งเพื่อบรรเทาทุกข์ผู้ประสบเหตุที่สามารถประสานมาได้ที่ 06-3903-6517 หรือ 06-4180-7371

พื้นที่เกษตรจมน้ำแล้ว 2 หมื่นไร่
ล่าสุดน้ำไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน 376 หลัง ใน 4 หมู่บ้านของ ต.ลำชี มีผู้ได้รับผลกระทบ 1,560 คน ขยายวงกว้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความเสียหายคาดว่าในพื้นที่ อ.ฆ้องชัย จะได้รับผลกระทบ 3 ตำบล 11 หมู่บ้าน 1,017 หลัง ประชาชนได้รับผล กระทบ 3,700 คน พื้นที่การเกษตรประมาณ 20,000 ไร่ และจากความยาวของจุดที่พนัง กั้นขาด ประกอบกับมวลน้ำที่มีจำนวนมาก เจ้าหน้าที่คาดการณ์อีกว่าจะส่งผลกระทบไปยังพื้นที่ใกล้เคียงใน ต.ธัญญา และ ต.เจ้าท่า อ.กมลาไสยอีกด้วย คาดว่าภายใน 2 วันน้ำน่าจะท่วมพื้นที่การเกษตรเกือบ 1 แสนไร่

นพ.พรพัฒน์ ภูนากลม รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วย ผศ.(พิเศษ) นพ.สุรเชษฐ์ ภูลวรรณ ผอ.ร.พ.ฆ้องชัย นางนวลฉวี แผงเมืองคุก ผอ.รพ.สต.บ้านโนนแดง ร่วมเฝ้าติดตามสถานการณ์แม่น้ำชี หลังพนังกั้นลำชีขาดเป็นทางยาวกว่า 50 เมตร โดย รพ.สต.บ้านโนนแดงขนสิ่งของ อุปกรณ์การแพทย์ ยูนิตทำฟัน ขึ้นบนชั้นสองของอาคาร รพ.สต. และเตรียมความพร้อมการจัดบริการสุขภาพให้กับผู้ประสบอุทกภัย

ต่อมาเวลา 10.30 น. นายศุภศิษย์ พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ น้ำท่วมในพื้นที่ ต.ลำชี อ.ฆ้องชัย พร้อมนำเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยเมตตาธรรม ทหาร อส.และฝ่ายปกครอง เข้าช่วยเหลือประชาชนและอพยพชาวบ้านผู้ประสบภัยที่ยังติดค้างที่บ้านกุดเซียม ต.ลำชี โดยมีทั้งผู้ใหญ่ 4 ราย และเด็ก 3 รายนำเข้าชายฝั่งส่งต่อศูนย์อพยพไปยังที่ปลอดภัย

ระดมซ่อมพนังกั้นน้ำ
จากนั้นนายศุภศิษย์เข้าร่วมประชุมกับนายเอกรัตน์ มิสา นายอำเภอฆ้องชัย นางดวงตา พายุพล ผอ.แขวงทางหลวงกาฬสินธุ์ นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแนวทางการช่วยเหลือและเร่งซ่อมพนังกั้นที่ขาด พร้อมเปิดศูนย์อำนวยการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย ที่ว่าการอำเภอฆ้องชัย

นายธวัชชัย รอดงาม รองผู้ว่าฯ กาฬสินธุ์ กล่าวว่า พนังเริ่มแตกตั้งแต่เวลา 20.00 น. วันที่ 16 ต.ค. ตอนนี้ต้องเร่งระดมส่วนงาน ที่เกี่ยวข้องอุดกั้นพนังที่ขาดชำรุดให้เร็วที่สุด รวมถึงการอพยพผู้คนมาในที่ปลอดภัย ทางอำเภอจัดเตรียมเพิ่มอีก 3 จุด ประกอบด้วย หอประชุมอำเภอฆ้องชัย ลานข้าว ต.รุ่งเรือง และลานข้าว ป.รุ่งเรือง และการจัดตั้งโรงประกอบเลี้ยง ดูแลผู้ประสบภัย ที่บ้าน นายสมคิด ชนะบุญ นายกอบต.ลำชี การจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม 2 แห่ง ที่ ร.พ.ฆ้องชัย และวัดโนนเปือย ตอนนี้น้ำยังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสิ่งแรกจะต้องดำเนินการคือการเร่งซ่อมพนัง ให้เร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการซ่อมแซมพนังกั้นน้ำชีพังครั้งนี้ ทางสำนักงานชล ประทานเขต 6 จ.ขอนแก่น นำเครื่องจักรกลหนักลงพื้นที่ โดยจะทำนำกล่องหินเข้าซ่อมแซมตรงจุดที่พนังขาด ขณะนี้ความเสียหายมีความกว้างกว่า 50 เมตร ซึ่งทุกหน่วยงานระดมช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน พร้อมกำชับให้อำนวยความสะดวกให้กับชาวบ้านที่อพยพมาอาศัยที่บ้านนายสมคิด ชนะบุญ นายกอบต.ลำชี และเขื่อนวังยาง 200 คน โดยจัดตั้ง โรงครัวประกอบอาหาร และลำเลียงน้ำดื่ม ข้าวสารอาหารแห้ง ส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ส่วนหน้าในจุดเผชิญเหตุทางน้ำ จากการสำรวจพบว่าบ้านสะดำศรี บ้านวังยาง ระดับน้ำสูง 3-4 เมตร และยังขยายเป็นวงกว้างเรื่อยๆ เบื้องต้นมีบ้านเรือนถูกน้ำท่วม 376 หลังคาเรือน ใน 4 หมู่บ้านของ ต.ลำชี มีผู้ได้รับผลกระทบ 1,560 คน

ท่วมหนักสุดรอบหลายสิบปี
ด้านนายสมศักดิ์ ชนะบุญ ชาวบ้านใน ต.ลำชี ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์กล่าวว่า ช่วงเวลาเกิดเหตุประมาณ 20.00 น. ทราบข่าวว่าพนังเริ่มขาด ก่อนที่ผู้ใหญ่บ้านจะประกาศแจ้งเตือนให้ขนของขึ้นที่สูง และให้เตรียมอพยพไปที่ปลอดภัย จากนั้นไม่ถึง 10 นาทีปริมาณน้ำก็ไหลทะลักเข้ามาและเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายคนต้องรีบขนของขึ้นชั้น 2 ของบ้าน และอพยพหนีน้ำอย่างอลหม่าน มีบางครอบครัวอพยพหนีไปก่อนในช่วงที่มีการประกาศเตือนแล้ว ทั้งนี้แม้พื้นที่ ต.ลำชีจะอยู่ติดกับแม่น้ำชี และมีพนังกั้นน้ำคั่น ที่ผ่านมาไม่มีเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน จะมีเพียงน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่นาข้าวและถนนเท่านั้น ไม่เหมือนกับครั้งนี้ที่ไหลท่วมรวดเร็วมาก คาดว่าหนักสุดในรอบหลายสิบปี

‘เขื่อนอุบลรัตน์’ลดระบายน้ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีปริมาณกักเก็บ 3,157 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 129 ของความจุอ่าง มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ 31 ล้านลบ.ม. ซึ่งเขื่อนอุบลรัตน์ลดการระบายน้ำในวันนี้เป็นแรก จาก 54 ล้านลบ.ม.ต่อวัน เหลือ 52 ล้านลบ.ม.ต่อวัน

นายพิพัทต์ คงสินทวีสุข ผู้อำนวยการ โรงไฟฟ้าพลังงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า หลังจากคณะอนุกรรมการจัดการน้ำชีประชุมเมื่อวันที่ 15 ต.ค.65 โดยให้ทางเขื่อนอุบลรัตน์ลดการระบายน้ำจากเดิมระบายน้ำวันละ 54 ล้านลบ.ม.ต่อวัน ไปจนถึงวันที่ 19 ต.ค. จากนั้นจะลดการระบายลง ขณะนี้น้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำของเขื่อนมีปริมาณลดลง เขื่อนอุบลรัตน์จึงปรับลดกรระบายน้ำแบบขั้นบันได โดยในวันที่ 17 ต.ค. ระบาย 52 ล้านลบ.ม. วันที่ 18 ต.ค. ระบาย 50 ล้านลบ.ม. วันที่ 19 ต.ค. ระบาย 48 ล้านลบ.ม. วันที่ 20 ต.ค. ระบาย 46 ล้านลบ.ม. และจากวันที่ 21 ต.ค.65 เป็นต้นไปจะระบายวันละ 45 ล้านลบ.ม. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนลุ่มน้ำพองที่ขณะนี้ โดยเฉพาะ อ.น้ำพอง และ อ.เมืองขอนแก่นกำลังได้รับผลกระทบจากน้ำพองที่ล้นตลิ่ง ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรจำนวนมาก

อ่างทองจม – ปริมาณมหาศาลน้ำเอ่อจาก อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ขยายวงกว้างเข้าท่วมถนนสายไชโย-โพธิ์ทอง อ.ไชโย ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนล้นถนนเกือบครึ่งเมตร รถเล็กไม่สามารถ สัญจรผ่านได้ เมื่อวันที่ 17 ต.ค.

อ่างทองวุ่นน้ำไหลท่วมหมู่บ้าน
ส่วนที่จ.อ่างทอง หลังจากน้ำเอ่อท่วมมาจาก ต.องครักษ์ อ.โพธิ์ทอง เริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น ที่บริเวณถนนสาย อท.3003 ไชโย-โพธิ์ทอง หมู่ที่ 3 ต.เทวราช อ.ไชโย รอยต่อ ต.อินทประมูล อ.โพธิ์ทอง พบว่ามีมวลน้ำเพิ่มสูงขึ้น จนเอ่อล้นไหลข้ามถนน สูงประมาณ 50 ซ.ม. รถเล็กไม่สามารถใช้สัญจรได้ คาดว่าระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นจนใช้สัญจรผ่านไปไม่ได้ ส่วนชาวบ้านหมู่ที่ 3 ต.เทวราช เร่งนำกระสอบทรายและยางรถยนต์มาอุดท่อระบายน้ำเพื่อไม่ให้เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมวลน้ำไหลเข้าท่วมในหมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 4 ชาวบ้านเก็บข้าวของอพยพหนีน้ำไม่ทัน ระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายสาโรจน์ ศรีหร่าย นายกอบต. เทวราช กล่าวว่า มวลน้ำไหลมาจากทุ่งใน ต.ราชสถิตย์ อ.ไชโย เพียงแค่ข้ามคืนได้เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็วจนเอ่อล้นเข้าท่วมถนนในวันนี้ และไหลเข้าท่วมบ้านเรือนในหมู่ที่ 7 จนขนย้ายสิ่งของออกมาไม่ทัน กังวลว่ามวลน้ำที่เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ จะไหลเข้าท่วมบ่อขยะขนาดใหญ่ อาจจะทำให้ขยะและน้ำเสียจำนวนมาก ไหลไปกับมวลน้ำลงทุ่ง ลำท่าแดงไหลเข้าไปในเมืองอ่างทอง ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจ จึงจะต้องเร่งสร้างคันดินทำแนวป้องกันอย่างเร่งด่วน

ด้านแม่น้ำน้อยเอ่อล้นตลิ่งและแม่น้ำเจ้าพระยาไหลทะลักข้ามถนนบริเวณพื้นที่วัดพระงาม จ.สิงห์บุรี รวมทั้งแม่น้ำเจ้าพระเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำท่วมในพื้นที่ จ.อ่างทองขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ทางจังหวัดประกาศเตือนประชาชนให้เก็บของขึ้นที่สูง

ขณะที่เจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งเรือท้องแบนไปช่วยเหลือนายสัมพันธ์ คันทรง อายุ 70 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 4 ต.ย่านซื่อ อ.เมือง จ.อ่างทอง หลังน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมหมู่บ้านที่อยู่กลางทุ่งถูกน้ำล้อมรอบถนนทางเข้าออกจากหมู่บ้านสูงกว่า 1 เมตร ส่วนทุ่งนาสูงกว่า 2 เมตร และน้ำยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงนำเรือเข้าช่วยเหลือพร้อมย้ายสิ่งของออกมาได้บ้าง

นายสัมพันธ์กล่าวว่า น้ำมาเร็วมากเก็บข้าวของไม่ทัน นอกจากนั้นพบเสาไฟฟ้าหักโค่นลงในน้ำหลายต้น เจ้าหน้าที่ไฟฟ้าเร่งแก้ไข

ด้านเทศบานเมืองอ่างทองนำแท่งแบริเออร์และหินคลุกทำคันป้องกันน้ำโดยรอบเขตเทศบาลเมือง เพื่อป้องกันมวลน้ำที่ไหลทะลักมาจากกลางทุ่งลำท่าแดง

น้ำท่วมฟาร์มไก่ตาย 5 หมื่นตัว
หลังจากมวลน้ำเอ่อท่วมบริเวณพื้นที่วัดพระงาม จ.สิงห์บุรี รวมทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เข้าท่วมในพื้นที่ จ.อ่างทอง ขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง มวลน้ำไหลท่วมแผ่ขยายลงทุ่งราชสถิตย์และทุ่ง เทวราช มวลน้ำเข้าท่วมฟาร์มเลี้ยงไก่สังเวียน เลขที่ 15 หมู่ที่ 2 ต.ราชสถิตย์ อ.ไชโย เป็นไก่เลี้ยงอยู่ในเล้าที่กำลังโตเกือบเต็มวัย 5 เล้า ต้องจมน้ำตายทั้งหมดกว่า 50,000 ตัว เจ้าของใช้เรือขนย้ายซากไก่ที่ตายแล้วออกมากองไว้บนถนนด้านนอกฟาร์ม อยู่ห่างจากฟาร์มประมาณ 1 ก.ม. เพื่อรอขายให้พ่อค้านำไปทำอาหารสัตว์ ราคาก.ก.ละ 4 บาท แบบยอมขาดทุน และเกรงว่าซากไก่ที่ตายอาจจะเกิดการเน่าเสียจนเกิดเชื้อโรคพัดพาไปกับน้ำทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน

นายภาณุ ญาณวุฒิ อายุ 41 ปี เจ้าของฟาร์มสังเวียน เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. วันที่ 16 ต.ค. เกิดมวลน้ำที่เอ่อล้นมาจากทางเหนือของฟาร์ม ไหลเข้าท่วมฟาร์มอย่างรวดเร็ว ทำให้ไก่ในฟาร์มที่ตนเลี้ยงไว้ที่อยู่ในเล้าทั้งหมด 5 เล้าใหญ่ กว่า 50,000 กว่าตัว จมน้ำตายทั้งหมดช่วยออกมาได้ไม่ทัน ต้องปล่อยให้จมน้ำตายอยู่ในเล้า ส่วนค่าเสียหายที่ถูกน้ำท่วมครั้งนี้ คาดว่าประมาณ 4-5 ล้านบาท เนื่องจากไก่โตเต็มวัยที่จับไปขายในตลาดจะอยู่ที่ 40 กว่าบาทต่อก.ก. ตนและคนงานต้องใช้เรือที่มีทยอยขนซากไก่เอามาไว้ในที่แห้ง และนำมาขายให้กับพ่อค้านำไปบดเป็นอาหารปลาและจระเข้ ราคาก.ก.ละ 4 บาท โดยมีพ่อค้าเอารถมารับถึงที่ ถ้าไม่นำออกมาขาย ไก่อาจจะเน่าเกิดเชื้อโรคไปกับน้ำเป็นอันตรายกับชาวบ้าน ซึ่งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่มาตรวจสอบแล้ว ส่วนเรื่องการเยียวยาคงต้องรอทางราชการมาตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป

ด้านสถานการณ์น้ำในจ.อ่างทอง มวลน้ำเอ่อล้นลงทุ่งราชสถิตย์และทุ่งเทวราช มีแนวโน้มขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านที่อยู่ในที่ลุ่มต่ำต่างทยอยกันขนสิ่งของมาไว้ใน ที่ปลอดภัย และอาศัยริมถนนเป็นที่เก็บของและหลับนอน คาดว่ามวลน้ำจะไหลมาที่ ทุ่งลำท่าแดง เขตรอยต่ออ.เมือง

ปิดช่องคันคลองมหาราชได้แล้ว
ด้านนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทาน โดยสำนักเครื่องจักรกลและสำนักงานชลประทานที่ 10 และ 12 รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการซ่อมแซมคันคลองมหาราช บริเวณ ต.ชีน้ำร้าย อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เสร็จเรียบร้อยแล้ว ในช่วงคืนวันที่ 16 ต.ค. หลังถูกน้ำกัดเซาะจนขาดกว้างประมาณ 50 เมตร โดยนำรถขุดบูมยาวลงโป๊ะ 3 คัน รถขุดบูมยาวแบบยืนบนบก 2 คัน และรถขุดบูมสั้น 2 คัน พร้อมทั้งรถบรรทุกและรถยกเข้าดำเนินการปิดช่องคันคลองที่ขาดตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.65 ด้วยการลงเข็มไม้ พร้อมวางกระสอบทรายเพื่อชะลอความแรงของน้ำและป้องกันความเสียหายไม่ให้ขยายวงกว้างขึ้นไปอีก ซึ่งก่อนหน้านี้ทุกภาคส่วนได้บูรณาการร่วมกันดำเนินการซ่อมแซมคันคลองมหาราช ซึ่งสามารถปิดช่องคันคลองที่ขาดสำเร็จไปแล้ว 2 แห่ง ได้แก่ บริเวณอบต.น้ำตาล อ.อินทร์บุรี และบริเวณ ต.ตลุก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท บรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด

ทยอยลดน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา
วันเดียวกัน รายงานสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเมื่อเวลา 06.00 น. ตรวจวัดปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C.2 จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ 2,894 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที ซึ่งจะไหลลงมาสมทบกับแม่น้ำสะแกกรังอีก 144 ลบ.ม./วินาที ก่อนจะไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยาตามลำดับ กรมชลประทานรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาอัตรา 557 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ +17.68 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 3,038 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C.29A อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เฉลี่ยอยู่ที่ 2,913 ลบ.ม./วินาที

คาดการณ์ว่าแนวโน้มสถานการณ์น้ำที่สถานีวัดน้ำ C.13 ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำต่ำกว่า 2,700 ลบ.ม./วินาที ช่วงปลายเดือนต.ค.นี้ ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเริ่มลดลงต่ำกว่าตลิ่งตามศักยภาพของแม่น้ำแต่ละช่วง ส่งผลให้น้ำที่เอ่อท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำตอนล่างลดลงตามไปด้วย จากนั้นจะเร่งสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อลดผล กระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด จึงขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

นาข้าวสุพรรณฯจม 2 เมตร
สำหรับจ.สุพรรณบุรี ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอุทกภัยจากแม่น้ำท่าจีนได้แก่ 1.อ.เมืองสุพรรณบุรี 2.อ.สองพี่น้อง และ อ.บางปลาม้า ทั้ง 3 อำเภอเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ต้องคอยรับน้ำจากแม่น้ำท่าจีน เขื่อนกระเสียว ทุ่งเจ้าเจ็ดผักไห่ พื้นที่ส่วนใหญ่ประชาชนทำอาชีพเกษตรกร พื้นที่ทุ่งนา บ่อกุ้ง เเต่เกี่ยวข้าวและและเก็บกุ้งนำไปขายแล้ว

สำหรับพื้นที่บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ ม.3 ต.ดอนโพธิ์ทอง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นนาข้าว ระดับน้ำสูงจากถนน 1.30-2 เมตร ประชาชนเดือดร้อนจากน้ำท่วมมากว่า 1 เดือนเเล้ว ต้องใช้เรือ เข้า-ออก เพื่อออกมาทำงานภายนอกเพราะเส้นทางถนนได้ถูกตัดขาดน้ำเข้าท่วม

น้ำแห้งแล้ว – บริเวณหอนาฬิกาและอาคารโบราณชุมชนเมืองเก่า จ.ภูเก็ต น้ำแห้งกลับมาเป็นปกติแล้ว หลังฝนตกน้ำท่วมหนักเมื่อวันก่อน โดยผู้ว่าฯ ภูเก็ตระดมทำความสะอาดกวาดพื้นพร้อมฉีดน้ำล้างคราบโคลนตลอดทั้งวัน เมื่อวันที่ 17 ต.ค.

ภูเก็ตน้ำลด-ระดมบิ๊กคลีนนิ่ง
ส่วนที่จ.ภูเก็ต หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่อ.เมืองภูเก็ต กะทู้ และถลาง เมื่อวันที่ 16 ต.ค.นั้น ล่าสุดระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่เขตเทศบาลนครภูเก็ตเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ตั้งแต่ถนนเทพกระษัตรี บริเวณสามแยก โกมารภัจน์ ถนนเทพกระษัตรี หน้าโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย ถนนนครสี่แยกโรงเรียนสตรีภูเก็ต สามแยกตั่วโพ้- ถนนดีบุก ถนนเทพกระษัตรีตัดถนนถลาง ถนนถลาง ถนนกระบี่ซึ่งเป็นย่านเมืองเก่าอาคารชิโนโปรตุกีส แยกธนาคารชาร์เตอร์ ถนนรัษฎา ถนนพังงา ถนนมนตรีและบริเวณหอนาฬิกาวงเวียนสุรินทร์

ด้านนายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าฯ ภูเก็ต พร้อมด้วยกำลังพลจิตอาสา รถฉีดน้ำ อุปกรณ์ทำความสะอาด เพื่อทำความสะอาดบ้านเรือน ร้านค้า และเคลื่อนย้ายสิ่งของช่วยเหลือประชาชน รวมถึงเพื่อเร่งฟื้นฟูปรับปรุง ภูมิทัศน์ ทำความสะอาดบริเวณถนนภายในชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต เพื่อให้สามารถสัญจรไปมาได้อย่างสะดวก อีกทั้งฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายัง จ.ภูเก็ต

เซลฟี่ – ประชาชนและบรรดาข้าราชการรุมล้อมขอถ่ายเซลฟี่กับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และส่งเสียงเชียร์สู้ๆ ระหว่างลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินที่ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 17 ต.ค.

‘ป้อม’บินสุราษฎร์รับมือน้ำท่วม
เมื่อวลา 11.30 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ร่วมประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและแผนการเตรียมการรับมือฤดูฝน

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ขอให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตรียมการรับฤดูฝนภาคใต้ที่กำลังมาถึง โดยเน้น 13 มาตรการรับมือฤดูฝน และให้ความสำคัญ สำรวจพื้นที่เสี่ยงและความพร้อมของสถานีสูบน้ำ สิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยให้บริหารจัดการน้ำผ่านคณะกรรมการลุ่มน้ำและคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด และให้นำบทเรียนการป้องกันและแก้ปัญหาพื้นที่เสี่ยงปีที่ผ่านมามาบริหารจัดการลดความเสี่ยงและผลความเสียหายจากอุทกภัย พร้อมกันนี้ ขอให้สทนช.เตรียมความพร้อมจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี หากจำเป็น

น้ำใจตร. – พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา ผบก.ตม.3 พร้อม ตม.จ.ปทุมธานี นำเครื่องอุปโภคบริโภค มอบให้ประชาชนประสบภัยน้ำท่วม ในพื้นที่ ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี กว่า 250 ครัวเรือนถูกน้ำท่วมนานนับเดือน เมื่อวันที่ 17 ต.ค.

ปภ.เผย 29 จว.ยังถูกน้ำท่วม
ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) รายงานผลกระทบจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากและมีลมแรง บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ และอ่าวไทย รวมถึงความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีน ยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนกลาง ตลอดจนมีการระบายน้ำจากเขื่อนลงแม่น้ำสายหลัก และลำน้ำสาขา ซึ่งส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขัง โดยช่วงวันที่ 28 ก.ย.-17 ต.ค. เกิดสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่รวม 59 จังหวัด 322 อำเภอ 1,625 ตำบล 9,913 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 450,633 ครัวเรือน

ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมในพื้นที่รวม 29 จังหวัด ได้แก่ ตาก พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี หนองบัวลำภู อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม นครนายก สระบุรี ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา รวม 147 อำเภอ 938 ตำบล 5,820 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 369,513 ครัวเรือน

ขณะที่สถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องในภาคใต้เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ทำให้เกิดสถานการณ์ น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ พังงาและภูเก็ต รวม 4 อำเภอ 10 ตำบล 15 หมู่บ้าน โดยที่ จ.ภูเก็ตมีน้ำท่วม 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกะทู้ อำเภอถลาง อำเภอเมืองภูเก็ต รถสามารถสัญจรผ่านได้ โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย ส่วนที่จ.พังงา มีน้ำท่วมในเทศบาลตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว

‘เนสาท’ขึ้นฝั่ง-ไทยตอนบนฝนเท
วันเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง พายุ “เนสาท” ฉบับที่ 2 ระบุว่า เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 17 ต.ค. 65 พายุโซนร้อนกำลังแรง “เนสาท” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่นแล้ว โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 19.4 องศาเหนือ ลองจิจูด 116.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้มีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านตอนใต้ของเกาะไหหลำ ประเทศจีน เข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนในช่วงวันที่ 19-20 ต.ค. 65 ขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็น กำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ลักษณะเช่นนี้จะทำให้พายุอ่อนกำลังลง ตามลำดับอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงส่งผลให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนบางแห่งเกิดขึ้นได้

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 17-21 ต.ค. 2565 ร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนกลาง ประกอบกับลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมาก

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่าง ห่างฝั่งมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย สำหรับชายฝั่งภาคใต้ ฝั่งตะวันตกให้ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือและหลีกเลี่ยงการเดินเรือ ในบริเวณฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 17-21 ต.ค.2565 จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน